ตอนที่ 44 สำเร็จดาราขาวเจ็ดแฉก
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
แม้เคล็ดวิชากายากระบี่เป็นเคล็ดวิชาฝึกกายเริ่มต้น แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังมีถึงสามขั้นด้วยกัน
นั่นคือขั้นต่ำ ขั้นกลาง และขั้นสูง
เวลานี้เฟิร์สได้ทุ่มการบ่มเพาะของตนเองทั้งหมดให้กับการฝึกฝนกายา แล้วความพยายามของเขาก็ไม่สูญเปล่า
ในขณะที่เขากำลังจะทะลวงขั้นพลังบ่มเพาะดาราขาวเจ็ดแฉก ชีพจรในจุดที่เจ็ดตันเถียนก็สามารถสลักเจตจำนงกระบี่ได้สำเร็จ
เมื่อชีพจรทั้งเจ็ดถูกหลอมรวมด้วยเจตจำนงกระบี่ การฝึกฝนกายากระบี่ของเฟิร์สก็สำเร็จตามเป้าหมาย ร่างทั้งร่างของเขาได้กลายเป็นกระบี่เล่มหนึ่งที่สามารถปลดปล่อยการโจมตีกระบี่ออกมาได้ทุกสัดส่วน
แม้ว่าการสลักเจตจำนงกระบี่เจ็ดชีพจรจะเป็นความสำคัญของเคล็ดวิชาขั้นต่ำ แต่นั่นก็ยังทำให้ร่างกายของเขามีความแข็งแกร่งเหนือคนธรรมดาทั่วไป การโจมตีต่ำกว่าดาราแดงย่อมไม่สามารถทำให้ผิวของเขารู้สึกระคายได้
แค่กายเนื้อเพียงอย่างเดียวเขาในตอนนี้ก็สามารถบุกตะลุยไปทั่วอบิสระดับสีขาวได้แล้ว
กายากระบี่แม้จะไม่มีความสามารถโดดเด่นทางด้านการป้องกัน แต่กายเนื้อกลับมีความสามารถในการโจมตีแฝงอยู่ในนั้น
สะบัดมือครั้งหนึ่งกลายเป็นการโจมตีกระบี่ เตะต่อยไปอีกครั้งก็กลายเป็นการโจมตีกระบี่เช่นกัน
นี่จึงเป็นความน่ากลัวของกายากระบี่
แม้จะไม่มีความยอดเยี่ยมเท่ากับกายาเซียน แต่มันก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กายาเซียนชนิดอื่นๆ
“ฮ่า ~~~ ในที่สุดฉันก็สามารถฝึกฝนกายากระบี่ได้สำเร็จ แต่ก็ทำเอาฉันสูญเสียทรัพยากรไปเกือบหมด ตอนนี้ฉันใกล้ที่จะบรรลุดาราขาวเจ็ดแฉกแล้ว น่าเสียดายที่ฉันไม่อาจบ่มเพาะกายากระบี่ต่อไปได้ ปัญหาใหญ่สำหรับฉันในตอนนี้คือการเปิดจุดชีพจรบนร่างกายสินะ” เฟิร์สกล่าวออกมาอย่างอ่อนแรง
เขาเริ่มค้นพบแล้วว่าการบ่มเพาะที่ไม่มีอาจารย์คอยช่วยเหลือนั้นลำบากเพียงใด
ในโลกก่อนที่เขาอยู่กับอาจารย์ อาจารย์ของเขาได้ตระเตรียมทุกอย่างให้เสร็จสรรพ เขาไม่มีความกังวลในเรื่องทรัพยากรเลยแม้แต่น้อย
แม้แต่การเปิดจุดชีพจร อาจารย์ก็ทำให้เขาได้ง่ายๆ
จนเขาในตอนนี้เริ่มจะเสียใจแล้วที่ตนเองถูกอาจารย์เลี้ยงดูมาอย่างดีเกินไป
“มิน่าล่ะที่หลังจากนั้นอาจารย์ก็ให้ฉันศึกษาด้วยตนเอง ถ้าไม่รู้ถึงความยากลำบากก็ยากที่จะตระหนักถึงคุณค่าของมัน” เฟิร์สยิ้มออกมาอย่างขมขื่น
เขาตัดสินใจทำการบ่มเพาะแกนสปีริตที่เหลือต่อ
ตอนนี้เขาเริ่มที่จะจับทางได้แล้วว่าทำไมเขาถึงบ่มเพาะกายากระบี่ได้ช้านัก นั่นเป็นเพราะว่าถ้ำกระบี่แห่งนี้มีเจตจำนงกระบี่ที่อ่อนแอเกินไป มันไม่สามารถกดดันให้การบ่มเพาะกายาของเขาออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกทั้งในเวลานี้เขาต้องหาทางเพิ่มชีพจรบ่มเพาะเพื่อฝึกกายากระบี่ขั้นกลางและขั้นสูง
การบ่มเพาะพลังสปีริตเหลืออีกเพียงแค่ไม่กี่ก้าวเขาก็สามารถทะลวงระดับดาราขาวเจ็ดแฉกได้แล้วสำเร็จ ตอนนี้เขาจึงไม่ต้องออมกำลังอีกต่อไป
ต้องรู้ไว้ว่าเมื่อระดับเพิ่มขึ้นการดูดซับแกนสปีริตก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม เฟิร์สในตอนแรกที่ดูดซับแกนสปีริตได้รวดเร็วแล้ว บัดนี้กลับบ่มเพาะได้เร็วยิ่งกว่า
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดกลางหน้าผากของเฟิร์สก็ปรากฏดาราขาวเจ็ดแฉกขึ้นมา
ภายในร่างปะทุพลังสปีริตออกมาอย่างเข้มข้น
ช่วงเวลานี้เองเขาพึ่งรู้ตัวว่ามีศาสตร์แห่งการบ่มเพาะสายหนึ่งปรากฏขึ้นในวิญญาณ นั่นก็คือ ... ทักษะไอเทมสปีริตของเขา
“ชัดเจนมาก! แม้มันจะเรียกว่าทักษะ แต่สำหรับผู้ที่คุ้นเคยทางด้านวิธีอย่างเขาแล้ว มันกลับเป็นการชี้แนะวิถีสายหนึ่งมากกว่า”
เฟิร์สผู้ที่ซึ่งเคยมีประสบการณ์บ่มเพาะอีกโลกหนึ่งมาแล้ว เขานั้นเคยทั้งบ่มเพาะระบบเซียนและระดับเวทมนตร์ ย่อมคุ้นเคยกับวิถีเหล่านี้
ผู้คนทั่วไปบนโลกนี้มักจะคุ้นเคยกับทักษะในเกมส์ ดังนั้นพวกเขาจึงเรียกการชี้แนะวิถีเหล่านี้ว่าทักษะ ซึ่งไม่แปลกใจว่าทำไมเวเนเตอร์แต่ละคนจึงได้รับทักษะไม่เท่ากัน
นั่นเพราะความรู้แจ้งในการชี้แนะของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
คนทั่วไปคงจะคิดว่าระบบบ่มเพาะสปีริตนี้คือทักษะที่พระเจ้ามอบให้กับพวกเขา พวกเขาจะได้รับทักษะมากขึ้นหากพวกเขามีเลเวลที่เพิ่มขึ้น
แต่ภายในมุมมองของเฟิร์สทั้งหมดนั้นกลับพลิกคว่ำความคิดเหล่านี้ทั้งหมด
แท้จริงแล้วการบ่มเพาะระบบสปีริตนั้นแทบจะไม่แตกต่างไปจากระบบบ่มเพาะอื่นๆ เลย พวกเขาจะได้รับความสามารถพิเศษในการใช้สปีริตมาก็เพราะความรู้แจ้งในวิถีของไอเทมสปีริตแต่ละชิ้น
มันสามารถเรียกได้ว่าไอเทมแต่ละชิ้นมีวิถีที่ต่างกัน แม้เวเนเตอร์บางคนจะได้รับไอเทมสปีริตที่มีลักษณะเหมือนกัน แต่พวกเขากลับได้ทักษะที่ต่างกัน นั่นเป็นเพราะพวกเขาได้รับวิถีชี้แนะคนละอย่างกัน
ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่ได้รับไอเทมอย่างดาบมาเหมือนกัน แม้จะเป็นไอเทมสปีริตชนิดเดียวกัน แต่หนึ่งสามารถใช้ทักษะเพลิงได้ แต่อีกคนกลับใช้ทักษะน้ำ ซึ่งเป็นทักษะที่แตกต่างกัน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะวิถีการชี้แนะ
เช่นกัน ... แม้เฟิร์สจะได้รับไอเทมสปีริตเป็นเข็ม แต่ก็ไม่แน่เสมอไปว่าทักษะของเขาจะเป็นจำพวกเย็บปักถักร้อย
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้แล้วมณีทักษะก็เช่นเดียวกัน เนื่องจากมณีทักษะเป็นสิ่งที่ได้รับมาจากนางพญามอนสเตอร์ที่ตายไปแล้ว มันจึงมีวิถีรู้แจ้งที่แข็งแกร่งกว่า นั่นจึงทำให้วิถีชี้แนะนั้นสามารถก่อรูปร่างออกมาเป็นมณีได้
ตอนนี้เฟิร์สแทบจะเป็นคนแรกของโลกก็ว่าได้ที่ค้นพบความลับนี้
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็พบว่าวิถีชี้แนะที่เขาได้รับนี้ช่างเล็กจ้อยยิ่ง ราวกับว่ามันยังมีกฎเกณฑ์ที่มองไม่เห็นปิดบังการรับรู้ของเขาเอาไว้
“กฎเกณฑ์อีกแล้วหรอ?”
ยิ่งนานวันเฟิร์สยิ่งพบกฎเกณฑ์ที่เป็นเมฆหมอกบังตามากขึ้น
ซึ่งจะว่าไปแล้วตัวตนเช่นเฟิร์ส ไม่ว่าจะเป็นในโลกนี้ หรือโลกก่อนหน้านี้ เขาก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะสัมผัสรับรู้เรื่องของกฎเกณฑ์ เพราะมีแต่สิ่งมีชีวิตที่มีการบ่มเพาะอยู่ในขอบเขตครึ่งเทพหรือครึ่งเซียนเท่านั้น ถึงจะสามารถทำความเข้าใจถึงกฎเกณฑ์ได้
แต่ถึงอย่างนั้นเหล่าครึ่งเทพหรือครึ่งเซียนก็ทำได้เพียงสัมผัสแค่ชายขอบของกฎเกณฑ์เท่านั้น
เหนือฟ้ายังมีฟ้า พวกเขาไม่ใช่ตัวตนสูงสุดที่จะสัมผัสถึงพลังของกฎเกณฑ์เหล่านี้ได้ พวกเขาไม่สามารถควบคุมหรือสร้างกฎเกณฑ์เหล่านี้ได้ เว้นแต่พวกเขาจะมีการบ่มเพาะที่สูงกว่านี้
เพราะเฟิร์สเคยเป็นลูกศิษย์ของคนผู้นั้น เขาจึงพอจะมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องของกฎเกณฑ์อยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่ได้มีความเข้าใจเกี่ยวกับมันเลยแม้แต่น้อย คล้ายกับได้ฟังคนอื่นเล่ามาเท่านั้น
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอดูหน่อยก็แล้วกันว่าไอเทมสปีริตของฉันจะเป็นวิถีชี้แนะแบบใด” เฟิร์สกล่าวอย่างยิ้มๆ ก่อนจะส่งจิตเข้าไปสำรวจวิถีชี้แนะนั้น
เนื่องจากเขาในตอนนี้มีการบ่มเพาะระดับหนึ่งที่ค่อนข้างสูงในระดับดาราสีขาว ประตูของวิถีชี้แนะจึงเปิดกว้างมากพอที่จะทำให้เขารู้แจ้งทักษะได้มากถึงสองหรือสามทักษะ
แต่ถ้าหากเขาศึกษามันอย่างจริงจัง ไม่แน่ว่าเขาอาจจะสืบค้นงัดเอาทักษะออกมาได้มากกว่านี้
“หืม ... สายสนับสนุนอย่างนั้นหรอ?”
เฟิร์สอดไม่ได้ที่จะตะลึงไปเล็กน้อยที่พบว่าไอเทมสปีริตของตนเองมีทักษะไปทางด้านสนับสนุน
แต่ตอนนั้นเองเมื่อเฟิร์สทำการขุดค้นวิถีชี้แนะนั้น ดวงตาของเขาก็เป็นประกายขึ้นมา
“ไม่เลว!” เด็กหนุ่มกล่าวออกมาอย่างเสียงดัง แน่นอนว่าในน้ำเสียงนี้มีความยินดี
“ทักษะสนับสนุนด้านจารึก ... ฉันสามารถใช้เข็มของฉันสักจารึกลงบนสิ่งของได้อย่างนั้นหรอ?”
“อืม ... หากสิ่งของจารึกรอยสักลงไปแล้ว ของสิ่งนั้นจะเพิ่มพลังในด้านต่างๆ ที่ฉันสักลงไปได้”
แล้วตอนนั้นเองสีหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนแปลงเป็นหมองหม่นลงเล็กน้อย
“น่าเสียดายที่ระดับบ่มเพาะของฉันในตอนนี้ยังไม่สามารถขุดค้นวิถีที่จะทำให้สิ่งของที่มีรอยสักนั้นแสดงพลังที่ช่างอ่อนแอมากออกมา เพราะระดับบ่มเพาะที่ต่ำเกินไปจึงยังไม่สามารถเข้าถึงความเร้นลับของทักษะการจารึกนี้ได้”
ทักษะการจารึกรอยสักของเขาลงบนสิ่งของ แม้จะเป็นทักษะสนับสนุนที่เยี่ยมยอดก็จริง แต่น่าเสียดายที่มันมีขีดจำกัดในการใช้งาน
อีกทั้งการจารึกรอยสักนี้ยังไม่สามารถสักลงบนร่างมนุษย์ได้
เฟิร์สคิดว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะระดับบ่มเพาะของเขายังไม่เพียงพอที่จะปลดล็อกทักษะที่มีความสามารถสูงกว่านี้
“ถึงอย่างไร นี่ก็เป็นทักษะระดับขอบเขตดาราขาวที่เป็นการบ่มเพาะพื้นฐาน มันคงเป็นไปไม่ได้ที่ฉันจะได้รับทักษะที่มีความโกงเหมือนในการ์ตูนหรือนิยาย”
อย่างไรก็ตามเฟิร์สนั้นได้ตระหนักถึงความจริงในเรื่องนี้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เชื่อว่าในอนาคต หากเขาสามารถบ่มเพาะพลังในขอบเขตที่แข็งแกร่ง ทักษะสนับสนุนนี้จะทำให้คนทั้งโลกอิจฉา
หากเป็นคนอื่นพวกเขาอาจจะไม่คิดแบบนี้ เพราะสายสนับสนุนนั้นเติบโตได้ยากกว่าสายต่อสู้ แต่สำหรับเฟิร์สแล้ว เขานั้นมีสิทธิ์ที่จะทำมัน