เชียงยืนฟื้นฮัก

    ตอนที่ 63 ต้นสัมพันธ์ พาไป

         ขณะความรักเบ่งบาน ภายในชุมชนเชียงยืน


    เกิดจากต้นสัมพันธ์ พาไป ดั่งใจปรารถนาที่วางไว้


    เสือหาญพอได้แต่งงงานเข้าบ้าน อาสาทำทุกอย่างไม่ให้นางคำปงเหนื่อย


    และยังขอกับท้าวฟ้าฟื้น ไม่ต้องเรียกตนว่าพ่อ


    ข้อที่ไม่บังอาจ เนื่องรู้ตัวดีในชาติกำเนิดซึ่งเทียบไม่ได้


    แค่ยามขานศักดิ์ให้เกียรติเรียกลุงแทน เป็นการอยู่กันแบบสบายใจ


    เห็นกันมาก่อนตั้งแต่ตอนเริ่มผจญภัย อันพอที่จะรู้ถึงนิสัยใจคอ 


    ท้าวฟ้าฟื้นเอง เมื่อมารดามีความสุขพลอยยินดีกับสิ่งนางเลือก


    ทั้งช่วงนี้ปลดคลายความกังวลลงเยอะ ซึ่งประโยคพูดของรจนาช่วยได้มาก


    การเป็นเครือญาติ ก็ใช่จะรักกันไม่ได้ เหลือแต่ทางท้าวเทศ 


    ผู้หลักผู้ใหญ่เห็นเป็นเช่นไรเท่านั้น คงต้องใช้ความกล้าเดินหน้าขออนุญาต


    ตาลุนพ่อสื่อพ่อชักให้เสือหาญ จนสมหวังเป็นฝั่งเป็นฝากับนางคำปง


    คือบุคคลที่ท้าวฟ้าฟื้นนึกถึง เพราะตลอดมา


    ตัวของตาลุนมักมีส่วนร่วม ในเรื่องสำคัญหลายครั้ง


         “เจ่ามาเว้าถืกคนแล้ว พ่อเทวดา”


    ยิ้มร่ากับคนมาขอคำปรึกษา ตาลุนเห็นดีเห็นงามด้วย


         “บ่เกินควมสามารถข่อยดอก”


    รับปากจะทำหน้าที่ประสานกับท้าวเทศให้ อาศัยใช้คุณวุฒิสูงวัยในฐานะอาจารย์


    งานนี้ได้ตาลุนเป็นตัวตั้งตัวตีอีกคน อยากเห็นท้าวฟ้าฟื้นสร้างครอบครัว


    สำหรับการคบหาต้องอยู่ในสายตาผู้ใหญ่ จึงควรบริสุทธิ์ใจ


    ในการแสดงออกว่าชอบพอกัน สิ่งท้าวฟ้าฟื้นคิดก่อนอย่างแรก


    ส่วนรจนาให้ความรักทำงาน ตามความรู้สึกจากใจ


    ตัดเงื่อนไขที่เป็นปัญหาออกไป นิสัยเธอช่างเหมือนกับท้าวเทศ


    พิจารณาใช้ชีวิตอยู่ กับการตัดสินใจของตน โดยได้บิดาผู้เป็นแบบอย่าง


    ไม่กลัวอุปสรรคพร้อมจะรับมือ ถ้าหวั่นไหวท้าวเทศคงมาไม่ถึงขนาดนี้


    โดนพิษสงจากภัยการเมือง ทั้งใส่ร้ายและถูกกดดัน


    จึงละทิ้งศักดินา ยศฐาเชื้อพระวงศ์ไว้เบื้องหลัง 


    พาครอบครัวอพยพหนีจากน้ำมือฝั่งตรงข้าม ให้ความปลอดภัยกับลูก เมีย


    ยอมออกมาสร้างอนาคต ด้วยหลักความถูกต้อง


    ยกย่องประชาชนเป็นใหญ่ เนื่องระบอบเทวาธิปไตยเสื่อมลง 


    ตรงแก่งแย่งบัลลังก์ ขั้นส่งผลกระทบประสบกับตัวเอง


    ...จามรเทวีพระนางมีตัวยึด ใช้อริยะเป็นประโยชน์สำหรับเรียกค่านิยม


    ผ่านมาสักระยะ อ้างโอรสองค์เสอสรวงคนนี้จะพาชาวประชารุ่งเรือง


    นโยบายชักชวนให้ร่วมบริจาค ก่อสร้างตำหนักปราสาทขนาดใหญ่


    เพื่อความสมฐานะกษัตราองค์ต่อไป ทางเดียวที่จะหารายได้จากชั้นรากหญ้า 


    อย่างเป็นกอบเป็นกำ เอาความศรัทธามาทำให้หลงเชื่อ ปั่นหัวให้งมงาย


         “จังได๋อ้ายรณ ขมองข่อย”


    ชื่นพระทัยกับมวลทรัพย์สินที่มากองตรงหน้า จามรเทวีมีวิธีหาเงินตราเข้าคลัง


    ไม่ต้องขูดรีด ไม่ต้องบังคับ เพราะต่างตั้งใจมอบให้ เพื่อเป็นหน้าเป็นตาของบ้านเมือง


    ขบวนหามแหก จากเคยหว่านโปรยเม็ดเงินตามถนน 


    หวังปลุกกระแสมวลยากจนออกมาชมบารมี อริยะอนาคตเจ้าอาณาจักร


    วันนี้ได้อานิสงส์ เรียกคืนจำนวนที่จ่ายไปอย่างไม่เสียดายต้นทุน


         “ป๊าดโธ่! อีหยังสิกะด้อกะเดี้ยปานนี่”


    ท้าวรณชัยอุทานออกปาก ประเด็นมีทรัพย์พอส่งให้ท้าวแสนขรพ่อตา


         “จังซั่น กะสิบ่ต้องเอาคนเป็นส่วยแล้ว”


    พูดในสิ่งทำให้โล่งใจ ในกรณีขัดดอกกับนครเพชบุระ


    เนื่องจากหาบรรณาการส่งไปไม่พอ เลยตกลงจะให้คนไปทดแทนเป็นแรงงาน


    ฝ่ายได้ยินพระนางแย้งขึ้นทันใด ลักษณะอาการไม่ใส่ใจใยดีกับประชากร


         “เว้าไว้ว่าสิปันกะปันโลด”


    ยังไม่ทันจบคำ ท้าวรณชัยเก็บความอารมณ์ไว้ไม่อยู่


         “ฮ่วย บ่แม่นเมืองขึ้นไผเด้อ ให้ได่กะซำให้ได่”


    พลันวาจาตอบโต้เหมือนสาดเชื้อเพลิงใส่กัน จามรเทวีไม่ยอม


         “กะซางหัวมันหยัง บ่เดือดฮอนเฮาจักเม็ด”


    อยู่ดี ๆ ก็มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง หมู่นี้ท้าวรณชัยไม่ค่อยเป็นสุข


         “เซาเว้าสา ก่อนสิเถียงกันไปใหญ่”


    เอ่ยทักท้วงเกรงจะบานปลาย อาจมีรอยร้าวฉาน


         “เป็นอีหยัง เจ่าคึแพงคนพวกนั่น กั่วข่อยแถะ อ้ายรณ”


    เหมือนโดนหักหน้า จามรเทวีทวงถามความที่สวามี


    ไฉนเห็นราษฎรดีกว่าพระนาง ถึงไม่อยากส่งให้แก่ทางนครของบิดา


         “ตะก่อนกะบ่เคยมีเฮืองจังซี่ ศักดิ์ศรีค้ำคอจนบ่อยากเฮ็ด”


    ระบายถ้อยคำตำใจ ท้าวรณชัยพูดออกมา 


    แสดงว่ายังห่วงใยในความเป็นอยู่ผู้คน อันตนปกครอง


    รวมทั้งด้านความรู้สึก ซึ่งถูกกดดันไม่ต่างกับการเป็นเชลยแพ้ศึก


    ฝั่งชัยชนะมักกวาดต้อนราษฎร เพื่อนำเอาไปเป็นทาสใช้สอย


         “เหมิดฮักน้องนางแล้วเบาะ จังขืนขีนคำของพ่อข่อย”


    ใช้การตัดพ้อมาต่อว่า จามรเทวีบีบน้ำตาถามกับท้าวรณชัย


         “บ่พอซัมได๋ กะฮ้องไห้ใส่กันน้อ”


    ตบหน้าผากตัวเอง ถึงอย่างไรท้าวรณชัยแพ้พระนางอีกแล้ว


    วี่แววท่าจะต้องส่งทั้งทรัพย์ทั้งคน ให้กับทางเพชบุระ


    ประวัติจากตกหลุมรักในวันนั้น คราสบตาแรกพบนางบาทบริจาริกา


    ซึ่งตนทำหน้าที่เป็นตัวแทนพระองค์ ไปรับมาจากอกบิดาท้าวแสนขร


    เพื่อนำมาถวายต่อองค์เลอสรวง คอยคุ้มครองช่วงขบวนบรรณาการเดินทาง


    ท้ายกลับกลายพ่ายความรู้สึก ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทำงามหน้าเสียเอง


    ลอบสมสู่เป็นชู้ด้วยความรักขับเคลื่อน พฤติกรรมต่ำทรามร่วมหัววางแผนร้าย


    จวบจนทุกวันนี้ ท้าวรณชัยยังปีนหนีอิทธิพลสิเหน่หาไม่พ้นสักที


    ยอมจำนนให้จามรเทวี สตรีที่พาลจะพาการบริหารบ้านเมืองล่มจม


    ...สำหรับมังคลามีหรือจะพอแค่นี้ เก็บท่าทีซ่อนเขี้ยวเล็บไว้ก่อน


    สักวันจะยอกย้อนทำให้จามรเทวีกับท้าวรณชัย เจ็บแทบกระอักเลือด


    ในเมื่อมีทายาทกษัตราอยู่ในควบคุม แค่ถอดตุ้มหูสลักอาคมออกให้


    ของขลังฤาษีไศลมอบไว้ เพื่อกำกับสัญชาตญาณอสูรภายในตัวอริยะ


    มวลอาถรรพ์ด้านมืด ก็จะปรากฏแสดงความร้ายกาจชัดเจน


    นี่เองคือสิ่งมังคลา ยังไม่นำมาใช้จนกว่าถึงเวลาสำคัญ


    รอวันเอาคืนอย่างใจเย็น กับสถานะบุตรเขยหลวงที่สมน้ำสมเนื้อในข้อตกลง


    พ่วงตำแหน่งราชครูผู้ทรงเกียรติ ย่อมได้รับความนับถือ มีหน้าตาทางสังคม


         “อีพ่อ โอ้ย ท่านอาจารย์”


    เรียกขานติดปากตั้งแต่จำความได้ แต่พอมาอยู่ในวัง สถานะปรับเปลี่ยนใหม่


    บางครั้งก็เผลอบ้าง ภายใต้ผ้าคลุมปิดบริเวณเขี้ยวแหลมงอกออกมา


    เพื่อจะไม่ให้ใครเห็นในสารรูปพิสดาร อริยะก้าวมาใกล้มังคลา


         “ท้าวอริยะ มีหยังหล่ะ”


    สืบศักดิ์รัชทายาท การพูดจามังคลาจึงควรวางตนให้รู้ที่ทาง


         “กวง เป็นจังซี่แม่นบ่”


    นิสัยวัยกำลังเรียนรู้ หัดวาดรูปในกระดานชนวน อุปกรณ์โยคีสาระยกให้


    เด็กน้อยนึกถึงตอนแอบออกล่าไล่กินเลือดกวาง ครั้งยังอยู่ในป่า


    พลาดโดนแม่กวางหวงลูก ขวิดกระเด็นหงายหลัง


    เป็นโอกาสให้ลูกกวางวิ่งเตลิดเข้าถ้ำ อริยะติดตามไปจนพบกับผู้มีอิทธิฤทธิ์เหนือกว่า


         “ถืกแล้ว นี่หละกวง”


    ก้มดูผลงานที่อุตส่าห์เอามาอวด มังคลาแปลกใจในภาพ จึงชี้มือถามกับอริยะ


         “เอ้า หยังหนิ”


    วงกลมครอบบนหัวกวาง สัญลักษณ์ดั่งถูกปกป้อง


         “แหวนวิเศษตั๊ว ข่อยญ่านหลาย”


    อยากบอกเรื่องนี้มานาน อริยะเอ่ยปากเป็นตุเป็นตะ


    ลักษณะบุคคลซึ่งมีของดี ทำให้มันกลัวจนหัวหด


         “อีหลีติ”


    ไขสันหลังเย็นวาบ มังคลาพอฟังที่เล่าแทบไม่อยากเชื่อ


         “แม่นอาจารย์ เพิ่นเป็นแถนลงมาเกิดตั๊ว”


    อริยะย้ำในความเมตตาในท่าที แฝงบารมีเต็มเปี่ยม น้ำเสียงมันเจือสำนึกยกย่อง


    ครึ่งอสูรแยกเขี้ยวยิ้มผสม ยามพูดถึงคำปง นางแสนใจดีและอบอุ่น


    แผ่นดินกว้างขวาง เหตุอะไรจึงต้องเจอกันในความบังเอิญ


    มังคลาเองประหลาดใจ อันใดดลให้มาสัมพันธ์ แม้เป็นช่วงสั้น ๆ ขั้นขบคิด


    ประจวบเหมาะบักโผนตื่นนอนพอดี ผีกุมารทองเข้าแทรกสมทบ


    มันชวนน้องพาทำเรื่องสนุก ไม่ดีดลูกแก้ว ก็เล่นซ่อนหา


    ปล่อยให้มังคลานั่งนึกคนเดียว หรือทุกอย่างเกี่ยวข้องกัน


    แรกตั้งแต่ตนได้ตำราเกี่ยวกับซาตานมา คัมภีร์ปีศาจโดยฤาษีไศลให้หยิบยืม


         “ผู้ฮู้เฮือง อยู่ไสน้อยามหนิ”


    เปรยขึ้นในตอนนี้ ฤาษีไศลอยู่ไหนกันแน่ มังคลาอยากรู้


    เพื่อจะตามหาไขความลึกลับ ซึ่งตนนำเรื่องราวปริศนามาปะติดปะต่อกัน


    ...ดุจสัมผัสได้มีคนบ่นหา ฤาษีไศลนั่งทางในเข้าฌาน


    ลืมตาออกจากสมาธิ ทบทวนมวลตะกอนขุ่น ฝุ่นรบกวน


    จิตที่ต้องชำระล้างสะสาง คราวคงมีเหตุพัวพัน


    เศษเสี้ยว*ท้าวสักกะ ภาคเผชิญกรรมในด่านมนุษย์


    ผลจากการลงโทษอสูร เพื่อลดความโอหัง ไม่ยอมสยบให้ใคร


    ประสงค์ได้รับบทเรียนสอนใจ ให้อสูรอชาตะคิดได้ด้วยตนเอง


    ตรงความไม่เที่ยงแท้ ใยต้องตึงจนขาดสิ้น หรือหย่อนจนใช้ไม่ได้


    ชีวิตแล้วไซร้ ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า แม้แต่พระอินทร์หรือเทวดา


    ยังต้องลงมาสะสมบุญในแดนมายา อันวาระจวนหมดพลัง


    ในเมื่อท้าวสักกะ สาปอสูรอชาตะผู้ต้นเหตุทำให้ไม่สงบสุข


    แรงสะท้อนย้อนกลับมาหาตัวตนจนได้ ท้าวท่านคิดว่าทำเกินไปต่ออชาตะ


    เพราะทัศนคติแต่ละภูมิปัญญา ย่อมมีแตกต่างกัน


    จึงตามลงมาผ่อนผันให้ ในชะตาอันทดสอบฝ่าฟัน


    ฤาษีไศลตัวเชื่องโยงของเรื่องทั้งหมด นับเวลาถอยหลัง 


    สมควรเปิดเผยบริบทอันซับซ้อน ต่อเมื่อบรรลุสัจธรรม.


    *ท้าวสักกะ หรือ พระอินทร์ คือผู้เป็นใหญ่ในสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์


    เป็นพุทธศาสนูปถัมภกที่สำคัญในการดูแลพระพุทธศาสนา


    และพระพุทธองค์ ทรงบรรลุโสดาปัตติผล ตำแหน่งนี้ไม่จีรัง


    แต่หมุนเวียนตามผลบุญกรรม โดยมีคุณสมบัติ จากการเป็นสัปบุรุษ 


    ผลบำเพ็ญทาน รักษาศีล และดูแลบิดามารดาในอดีตชาติ


    บทบาทและเรื่องราวที่สำคัญ


    จอมเทพชั้นดาวดึงส์ ทรงประทับ ณ เวชยันตปราสาท ปกครองเทวดาในชั้นดาวดึงส์


    พิทักษ์พระพุทธศาสนา ทรงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าบ่อยครั้ง 


    นำธรรมะมาอธิบาย และทรงรับพระจุฬาโมลี (มวยผม) 


    ของเจ้าชายสิทธัตถะ ขณะตอนเสด็จออกผนวช


    เมื่อใกล้สิ้นอายุ เมื่อบุญหมดจะมีบุพนิมิต 5 ประการปรากฏ 


    ดอกไม้เหี่ยว เสื้อผ้าเศร้าหมอง เหงื่อออก ผิวพรรณทรุดโทรม นั่งไม่ติดที่


    คติธรรม เป็นตัวอย่างของการใช้บุญญาธิการ


    ในการทำนุบำรุงศาสนาและยึดมั่นในความดี 


    ท้าวสักกะเทวราชในความเชื่อพุทธศาสนา แตกต่างจากพระอินทร์ในเทวตำนานฮินดู 


    โดยเน้นหนักไปทางผู้ทรงศีลและปกป้องพระศาสนา


    (อ้างอิงจากวิกิพีเดีย)


     


     


     


     


     


     


     


     


     


     


     


         


     


     


     


     


     


     


     


     


     


     



     



     


     


     


     


     


     


     


     


     


     


     


     



     



     



     



     


     



     



     



     


     


     


     


     



     



     




     

    คล้ายกับเรื่องเชียงยืนฟื้นฮัก ที่คุณอ่าน