บทที่ 29 คนที่ไม่ต้องเสียเงิน
ลู่จั่นเหยียนนั่งนิ่งในรถจี๊ปข้างถนนมาหลายชั่วโมงแล้ว หากนับั้แ่ถูกประคองขึ้นรถหลังออกจากสวนสนุก เธอก็ไม่ได้ร้องไห้ออกมาอีกเลย
เพียงแต่นั่งอย่างเงียบเชียบและมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยแววตาว่างเปล่าราวกับรูปปั้น อีกทั้งดวงตาไร้แววขยับเขยื้อนนั้นยังทำให้ผู้พบเห็นยิ่งรู้สึกสงสารจับใจ
ส่วนฉีอวี้ก็นั่งอยู่ข้างกายของหญิงสาวอย่างเงียบงัน เขารู้สึกสงสารเธอเหมือนกัน แต่ไม่สามารถปลอบโยนได้เลย
แม้ว่าบางครั้งยิ่งเงียบมากเท่าไหร่ หัวใจก็ยิ่งเ็ปมากขึ้นเท่านั้น และเมื่อความเ็ปถึงขีดสุด แน่นอนว่าสิ่งที่ไม่อยากได้ยินที่สุดก็คือคำปลอบโยน
ก่อนที่ท้องฟ้าจะมืดสนิทลงก็มีผู้คนจำนวนมากเดินออกมาจากสวนสนุกในทันใด ฉีอวี้จึงลดหน้าต่างรถลงและเงยหน้ามองท้องฟ้าด้านนอกก็พบว่าตอนนี้สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
ท้องฟ้าที่เคยดูดีกลับกลายเป็สีเทาครึ้มเหมือนจะมีฝนตกในฤดูใบไม้ผลิ
จู่ ๆ ก็มีลมหนาวพัดเข้ามาอย่างกะทันหันจนทำให้ลู่จั่นเหยียนสั่นสะท้าน แม้แต่ดวงตาที่ไม่ได้ขยับเขยื้อนมาพักใหญ่จึงค่อย ๆ เคลื่อนไปมาด้วยความหนาวเหน็บ
“ขอโทษนะ พาฉันกลับเถอะค่ะ”
เธอตกอยู่ในภวังค์ของความเ็ปจนลืมไปว่ายังมีอีกคนอยู่ข้าง ๆ
“จั่นเหยียน ถ้าคุณอยากดื่มเหล้า… ผมสามารถพาคุณไปบาร์ได้นะ”
ฉีอวี้รีบปิดหน้าต่างรถทันทีราวกับว่า้าทำแบบที่เธอ้าระบายความในใจอยู่บ่อยครั้ง แต่หญิงสาวกลับส่ายหน้าปฏิเสธในทันใด
“ไม่เป็ไร ฉันอยากกลับอะพาร์ตเมนต์แล้วค่ะ”
เธอไม่อยากทำตัวเป็คนโง่ไปดื่มเหล้าเพื่อผู้ชายของคนอื่นหรือเพื่อพ่อของลูกคนอื่นอีกแล้ว
“ได้ งั้นเดี๋ยวผมไปส่งคุณ”
ฉีอวี้จึงย้ายไปนั่งที่เบาะคนขับด้านหน้าและเปิดแอร์ในรถเพื่อขับไล่ลมหนาวที่เพิ่งพัดผ่านเข้ามา
…
ยี่สิบนาทีต่อมา รถจี๊ปก็มาจอดอยู่ที่ชั้นล่างของอะพาร์ตเมนต์ จากนั้นฉีอวี้จึงรีบลงจากรถไปเปิดประตูให้เธอ ลู่จั่นเหยียนจึงก้าวลงมาจากรถด้วยใบหน้าซีดเผือด
ปี๊บ! ปี๊บ!
จู่ ๆ ก็มีเสียงแตรรถแหลมเล็กดังขึ้นจากที่ไม่ไกล ทำให้ใบหน้าของหญิงสาวซีดเผือดลงยิ่งกว่าเดิม เธอใช้สายตาเหลือบมองไปเล็กน้อยจนได้เห็นรถโรลส์รอยซ์คันคุ้นตาและดวงตาอำมหิตของฉีส่าวฉิงอยู่ไม่ไกล
เขากำลังยิ้มเยาะออกมาทั้งสีหน้าและแววตาราวกับกำลังเยาะเย้ยความน่าสมเพชของเธอ
เมื่อประตูรถคันหรูถูกเปิดออก ขายาวของร่างนั้นก็ก้าวลงมาจากรถทันที ส่วนลู่จั่นเหยียนก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของเขานั้นแฝงไปด้วยความอันตรายที่น่าขนลุกอย่างยิ่ง
ฉีอวี้จึงก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อปกป้องลู่จั่นเหยียน แถมยังดันเธอไว้ด้านหลังของตัวเองอีกด้วย
“น้องชาย อย่าทำร้ายเธออีกเลย”
“เหอะ!”
ฉีส่าวฉิงแค่นหัวเราะเสียงเล็กออกมาอย่างเ็า แถมยังใช้สายตามองผ่านฉีอวี้ไปยังผู้หญิงที่มีสีหน้าไม่ดีด้านหลังเขา
“เธอเป็ภรรยาของผม พี่จะใช้สถานะอะไรมาพูดแบบนี้กับผมที่เป็สามีของเธอล่ะครับ?”
ฉีอวี้จึงชะงักไปในทันทีและเริ่มขมวดคิ้วขึ้นมา
“สามีที่ทำร้ายภรรยา ไม่คู่ควรที่จะเธอเลยด้วยซ้ำ”
“งั้นพี่คู่ควรงั้นเหรอ? ผู้หญิงที่ผมใช้เสร็จแล้ว ถ้าพี่ใช้ต่อจะไม่รู้สึกสกปรกเหรอ?”
เมื่อลู่จั่นเหยียนได้ยินดังนั้นก็กำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อของตัวเอง แต่กลับไม่มีความรู้สึกเจ็บแม้แต่น้อย
ฉีอวี้จึงคว้าปกเสื้อของเขาทันที ตอนนี้ใบหน้าที่เคยอ่อนโยนกลับแปรเปลี่ยนไปด้วยความโกรธเคืองอย่างมาก
“ฉีส่าวฉิง นายพูดอะไร!?”
“พวกเราเป็ลูกหลานของตระกูลฉี… น่าจะเข้าใจกันดีนะ แม้ว่าผมจะไม่้าของบางอย่างแล้วก็จริง แต่ผมก็จะไม่ทิ้งมันให้คนอื่นเด็ดขาด!”
ฉีส่าวฉิงเอียงหัวเล็กน้อย แถมยังใช้หางตาหรี่ลงอย่างเย้ยหยัน ก่อนจะปล่อยหมัดใส่โดยไม่ทันตั้งตัวจนหมัดนั้นพุ่งเข้าปะทะใบหน้าของอีกฝ่ายเข้าอย่างจัง
ส่วนฉีอวี้ก็มีแววตาที่แฝงไปด้วยความเ็าและดุดันราวกับคมดาบเหมือนทหารที่กำลังเผชิญหน้ากับศัตรู
“งั้นฉันก็จะปกป้องผู้หญิงที่ฉันชอบเหมือนกัน”
สิ้นสุดคำพูดนั้นก็ทำให้บรรยากาศรอบข้างกลายเป็ความตึงเครียดขึ้นในทันที ลู่จั่นเหยียนจึงรีบเดินออกมาจากด้านหลังของฉีอวี้และดึงแขนเขาออกไปพร้อมกับเอ่ยขึ้นมาอย่างเด็ดขาด
“พอแล้วค่ะ! ฉีอวี้ คุณกลับไปก่อนได้ไหมคะ? เื่ระหว่างฉันกับเขา ฉันขอจัดการเองดีกว่าค่ะ”
“ลู่จั่นเหยียน?”
ลู่จั่นเหยียนสบตากับดวงตาของชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยความห่วงใยนั้น แม้ว่าเสียงที่ถูกเอ่ยออกมาอีกครั้งจะเบาบาง แต่ก็ยังยืนกรานความ้าอย่างหนักแน่นเป็พิเศษ
“คุณกลับไปก่อนนะคะ”
ฉีอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจสักเท่าไหร่ แต่เขาก็ไม่อยากให้หญิงสาวลำบากใจ จึงปล่อยปกเสื้อของฉีส่าวฉิงและจ้องมองด้วยสายตาตักเตือน ก่อนจะหันหลังขึ้นรถจี๊ปแล้วจากไปอย่างไม่เต็มใจ
เมื่อท้องฟ้ามืดครึ้มยิ่งกว่าเดิมราวกับความมืดเ่าั้บุกรุกเข้ามาอย่างกะทันหันและตามมาด้วยเม็ดฝนขนาดเท่าเมล็ดถั่วที่ตกลงมา
ลู่จั่นเหยียนจึงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยจนเม็ดฝนหยดลงในดวงตาของเธอผสมปนเปกับน้ำตาที่กำลังจะไหลออกมา ทว่าเธอกลับกลั้นมันเอาไว้และจ้องมองชายตรงหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว
“ฉีส่าวฉิง ถ้าฉันเป็ผู้หญิงที่คุณเคยใช้จริง ๆ… งั้นคุณก็เป็ผู้ชายที่ฉันเคยใช้เหมือนกัน!”
“คุณลองถามเซี่ยงหว่านดูก็ได้นะ ตอนที่เธอใช้ต่อจากฉัน… เธอรู้สึกสกปรกบ้างหรือเปล่า?”
การแต่งงานเป็เื่ของคนสองคน ถ้าหากเธอสกปรกแบบที่เขาบอกจริง ๆ…แล้วเขาจะดีได้ถึงขนาดไหนกันล่ะ!?
เขามีสิทธิ์อะไรมาพูดจาถากถางเยาะเย้ยฉันแบบนี้!?
“ถ้าไม่ใช่เพราะคุณขู่ให้เซี่ยงหว่านจากไปในตอนนั้น คุณคิดว่าผมจะใช้คุณหรือไง!?”
ฉีส่าวฉิงยื่นมือมาและ้าจะบีบคอของหญิงสาวตรงหน้า ก่อนจะผลักแผ่นหลังของเธอให้ชิดกับต้นอู๋ถง*[1] ข้าง ๆ ด้วยความโกรธที่เด่นชัดในแววตาของเขา ทำให้รู้สึกถึงความน่ากลัวยิ่งกว่าความมืดที่บุกรุกเข้ามา
“ฉันขู่เธอเหรอ? เธอบอกคุณอย่างนั้นเหรอ?”
เหอะ!
ลู่จั่นเหยียนแค่นหัวเราะออกมาจนหน้าแดงก่ำ แต่สายตาของเธอกลับไม่มีท่าทีถอยหรือขอร้องใด ๆ ทว่ากลับยิ่งท้าทายมากขึ้นกว่าเดิม
“ถึงฉันจะขู่เธอ… แล้วยังไงล่ะ? ท้ายที่สุดแล้วคนที่ได้แต่งงานกับคุณก็คือฉัน! ลู่จั่นเหยียนคนนี้!”
“ถึงแม้ว่าเธอคนนั้นจะพากันกลับมาพร้อมกับเด็กตัวน้อย แต่ผู้หญิงที่คุณรักก็เป็ได้แค่เมียน้อยของคุณไม่ใช่หรือไง!? ฉีส่าวฉิงผู้โด่งดังยอมทุ่มเทรับใช้ฉันอย่างเต็มที่มากว่าสามปี ฉันต้องขอบคุณคุณจริง ๆ ที่ทำให้ฉันมีความสุขทุกครั้ง!”
ลู่จั่นเหยียนไม่ใช่ผู้หญิงประเภทที่อ่อนแอและไม่รู้จักโต้กลับ ถึงแม้ว่าความเ็ปจากการโต้กลับจะมากกว่าการเงียบใส่ก็ตาม แต่ตอนนี้เธอก็ไม่มีหนทางให้ถอยกลับไปอีกแล้ว
อย่างน้อยเธอก็ไม่อยากดูสมเพชต่อหน้าผู้ชายคนนี้!
ด้านฉีส่าวฉิงก็ไม่คาดคิดว่าเธอจะกล้าพูดแบบนั้นออกมา เขาค่อย ๆ หรี่ดวงตาอันแหลมคมของตัวเองลงอย่างอันตราย อีกทั้งยังใช้ร่างกายที่เต็มไปด้วยความคุกคามกดทับลงบนตัวเธออย่างหนักหน่วง
“ลู่จั่นเหยียน ถ้าเธอมั่นใจในตัวฉันขนาดนั้น…แต่ถ้าฉันไม่สนองให้เธอดั่งที่คาดหวังก็ไม่สมควรจะเป็สามีเธอสินะ? ไหน ๆ เราก็แต่งงานกันมาตั้งสามปีกว่า ลองมาหมดทุกท่าแล้ว...แต่ว่ามีอยู่หนึ่งท่าที่ยังไม่ได้ลอง…”
“ถ้างั้นวันนี้มาลองััประสบการณ์ใหม่หน่อยเป็ไงล่ะ!?”
เมื่อเสียงแหบพร่าดังขึ้น เพียงเสี้ยววินาทีมือใหญ่ของชายหนุ่มก็คว้าหมับไปที่กางเกงของหญิงสาวจนลู่จั่นเหยียนใหน้าซีดเผือด และเข้าใจในทันทีว่าเขา้าจะทำอะไร
เขา้าจะปลดเปลื้องเบื้องล่างของเธอ…
“ปล่อยฉัน!”
เธอใช้พลังเฮือกสุดท้ายดิ้นรนสุดกำลัง แต่ก็ไม่อาจต้านทานแรงมหาศาลของชายหนุ่มตรงหน้าที่กำลังเดือดดาลอย่างรุนแรงได้
ขณะเดียวกันเม็ดฝนตกลงมาทำให้เสื้อผ้าบนตัวของเธอเปียกโชก แถมยังทำให้หนาวสั่นไปทั่วทั้งตัว อีกทั้งแผ่นหลังอันบอบบางก็ถูกเปลือกไม้หยาบถูไปมาจนเริ่มรู้สึกแสบร้อน
“ฉันเตือนเธอแล้ว! อย่าคิดจะสวมเขาให้ฉัน! ลู่จั่นเหยียน! แต่เธอไม่เชื่อฟังเลย!”
ทว่าสีหน้าของลู่จั่นเหยียนกลับแดงขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบหายใจไม่ออก แต่สายตาของเธอกลับสว่างวาบจนน่ากลัว
สวมเขา?
ไม่ใช่เขาหรือไงที่นอกใจจนทำให้เธอต้องอับอายอยู่หลายครั้ง?
แล้วใครกันแน่ที่ไม่เชื่อฟัง!?
ฉีส่าวฉิงก็มองเธอด้วยความรำคาญเล็กน้อย ก่อนจะคลายมือที่กดหญิงสาวเอาไว้ออกไป จากนั้นจึงใช้ริมฝีปากของตนเองประกบลงบนริมฝีปากเย็นเฉียบอันสั่นเทาของเธอและกัดลงไปอย่างแรง
เมื่อเืไหลซึมออกมาจากริมฝีปากที่ซีดเผือดของลู่จั่นเหยียน เธอจึงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
แต่ชายหนุ่มตรงหน้ากลับรุกล้ำเข้ามาอย่างดุดันจนััได้ถึงรสคาวเืที่ปลายลิ้น ทำให้ร่างกายของเธอสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่
ฉีส่าวฉิงไม่ได้้าจูบเธอเลยแม้แต่น้อย แต่เขาแค่เพียงอยากใช้ฟันอันแหลมคมของตัวเองไล่กัดปลายลิ้นของหญิงสาวราวกับอยากจะกัดออกมาทีเดียว
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าผ่าลงมาเปรี้ยงหนึ่งจนลู่จั่นเหยียนสะดุ้งเฮือกและทำให้ปลายลิ้นของตัวเองถูกกัดจนเืไหล
แสงฟ้าแลบทำให้ท้องฟ้ามืดครึ้มสว่างวาบขึ้นจนเผยให้เห็นใบหน้าโกรธเกรี้ยวของฉีส่าวฉิงที่อยู่ตรงหน้า
ทว่าความโกรธเกรี้ยวกลับทำให้เขาดูเ้าเล่ห์มากขึ้น อีกทั้งดวงตาของเขาเป็ประกายเหมือนกับเปลวไฟราวกับจะกลืนกินเธอเข้าไปทั้งเป็
ทั้งเสียงฟ้าผ่าและแสงฟ้าแลบลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า จนหญิงสาวเริ่มเ็ปและรู้สึกหวาดกลัวอยู่ในใจ
เพราะั้แ่เด็กที่ครูเคยสอนไว้ว่า ‘อย่าหลบฝนใต้ต้นไม้ในวันที่ฝนตกฟ้าร้อง ไม่อย่างนั้นจะโดนฟ้าผ่า’
[1] ต้นอู๋ถง เป็ต้นไม้มงคลของจีน ซึ่งได้รับความนิยมและยกย่อง เนื่องจากสามารถทนต่อลมฝน แมลงไม่กิน จมน้ำไม่เปื่อยหรือย่อยสลาย ยากจะโค่นล้มเมื่อต้องเจอกับพายุ อีกทั้งยังหาได้ยากและเติบโตช้า ซึ่งต้องใช้อายุเป็ร้อยปีจึงจะสามารถนำมาทำเป็เครื่องดนตรีได้ ดังนั้นไม้อู๋ถงจึงจะพบเฉพาะในบ้านผู้มีฐานะเป็ส่วนใหญ่หรือในป่า