ตอนที่ 96 การประชุมปรึกษาหารือ
ตอนที่ผู้นำชุมชนกล่าวประโยคนี้ออก สีหน้าของเขาดูไม่เป็นธรรมชาติเอาเสียเลย เดิมทีเขาก็รู้ตัวดีว่าตัวเองใช้อำนาจในทางมิชอบ แต่ใครบ้างที่จะไม่เห็นแก่เรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวกัน?
ในตอนนั้น ก็เพราะว่าบ้านสกุลหลี่ไม่มีคนจบชั้นมัธยมปลายเลยสักคน บ้านสกุลกู้ของเขาถึงแย่งสิทธิ์นี้มาได้สำเร็จอย่างราบรื่น เพราะอย่างไรเสีย ในชุมชนถวนเจี๋ย ไม่ว่าจะเป็นบ้านสกุลกู้หรือบ้านสกุลหลี่ก็ล้วนมีสิทธิมีเสียงในชุมชน แต่บ้านสกุลหานนั้น ต่อให้จะมีคนจบชั้นมัธยมปลายจริง แต่พวกเขาก็หาได้มีสิทธิมีอำนาจใดๆ ทำได้เพียงจำยอมกลืนความขมขื่นเอาไว้แค่นั้นเอง
ทว่า คิดไม่ถึงว่าบ้านสกุลหานจะเก็บความแค้นนี้เอาไว้มานานขนาดนี้
หานชีเยวี่ยเองก็เห็นความแค้นเคืองในความอยุติธรรมของย่าเฒ่าหานดี ตัวเธอเองสำหรับเรื่องนี้นั้น แท้จริงแล้วกลับไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรมากมายนัก
เรื่องนี้มันก็ผ่านมานานแล้ว ต่อให้ตอนนี้ขุดคุ้ยเรื่องเก่าขึ้นมาชำระใหม่ สุดท้ายก็ไม่มีประโยชน์อะไร ยิ่งไปกว่านั้น อีกไม่นานก็จะมีการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เธอหวังว่าพี่ชายของเธอจะได้เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยอย่างสมศักดิ์ศรี ไม่ใช่แค่นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยกงหนงปิง
ถึงแม้ว่านักศึกษาจากมหาวิทยาลัยกงหนงปิงจะได้ชื่อว่าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเช่นกัน แต่มันก็ไม่เหมือนกันอยู่ดี และเรื่องนี้ก็ยังคงเป็นข้อพิพาทกันอย่างต่อเนื่องตามมาอีกหลายปี แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้ไม่เกี่ยวอะไรกับหานชีเยวี่ย และก็ไม่เกี่ยวกับบ้านสกุลหานด้วย
คำพูดของผู้นำชุมชน ทำให้ผู้คนจำนวนมากตกตะลึงไปทั้งแถบ แทบทุกคนที่อยู่ในที่นั่น วินาทีนั้นต่างก็ตกใจจนแทบจะแข็งเป็นหิน
ก่อนหน้านี้ ตอนที่พวกเขาได้ยินว่าหานซานหยางได้งานทำแล้วก็รู้สึกเหมือนกำลังฟังนิทานอยู่แท้ๆ ทว่าตอนนี้ เมื่อกี้ผู้นำชุมชนพูดว่าอะไรนะ? หานชีเยวี่ยก็ได้งานทำด้วยเช่นกัน? เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือ?
ทุกคนต่างก็หันไปมองผู้นำชุมชนด้วยความสงสัย ผู้นำชุมชนเองก็พยักหน้าอย่างหนักแน่นเช่นกัน "แน่นอนว่าเป็นเรื่องจริง ฉันว่างถึงขนาดเอาเรื่องพวกนี้มาล้อเล่นพวกเธอหรือ?”
เขามีเวลาว่างขนาดนั้นเชียว?
เพียงแต่ก่อนหน้านี้ทางบ้านสกุลหานไม่ต้องการเปิดเผยเรื่องนี้เอง เขาก็รู้ว่าเป็นเพราะกลัวว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง ทว่าตอนนี้ทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว คนก็ได้เข้าไปทำงานแล้ว ดังนั้นย่อมไม่มีปัญหาอะไรแน่นอน
ทุกคนเพิ่งจะได้สติกลับมาจากความตกตะลึง ทันใดนั้น สายตาที่พวกเขามองมาที่บ้านสกุลหานพลันแปรเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม
ถ้ามีแค่คนเดียวในบ้านสกุลหานได้งานทำ พวกเขายังพอจะปลอบตัวเอง คิดเสียว่าบ้านสกุลหานส้มหล่น แต่ทีนี้มีลูกหลานสองคนได้งานทำพร้อมกันแบบนี้ จะบอกว่าโชคดีอย่างเดียวก็คงไม่มีใครเชื่อ หลายคนเริ่มคิดจินตนาการไปเองว่าบ้านสกุลหานคงไม่ใช่ว่าไปเจอผู้มีอิทธิพลคนไหนเข้ากระมัง? แล้วก็คงจะมีแต่เกาะขาผู้มีอิทธิพลเท่านั้นแหละ ถึงจะทำให้ลูกหลานสองคนได้งานทำพร้อมกันแบบนี้
ไม่สิ ไม่แน่ว่าเร็วๆ นี้ ไม่ใช่แค่ซานหยางและชีเยวี่ยที่จะได้งานทำ เด็กๆ ที่เหลือในบ้านสกุลหานเองก็คงจะได้งานทำด้วยเช่นกัน ทุกคนต่างก็คิดกันไปร้อยแปดพันเก้า คิดไปถึงเรื่องที่ทั้งบ้านสกุลหานและผู้นำชุมชนเองก็นึกไม่ถึงด้วยซ้ำ
ผู้นำชุมชนไม่ได้คิดอะไรแบบนั้น เพราะเขารู้ดีว่างานของหานชีเยวี่ยได้มาได้ยังไง มันเป็นเรื่องความบังเอิญบวกกับโชคช่วย แน่นอนว่าต้องรวมถึงความพยายามและความสามารถของหานชีเยวี่ยด้วย แต่เรื่องผู้มีอิทธิพลอะไรนั้น แน่นอนว่าไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลยสักนิด
ด้วยเหตุนี้ สายตาที่ทุกคนมองมาที่บ้านสกุลหานก็ยิ่งแตกต่างจากเดิม กลายเป็นความเคารพยำเกรงขึ้นมาแทน ซึ่งนั่นก็รวมถึงหลี่เลี่ยงเจียที่เมื่อครู่ยังแสดงความไม่พอใจและอิจฉาอยู่เลย
มิอาจไม่ยอมรับได้ว่านี่แหละคือสันดานของมนุษย์จริงๆ
ย่าเฒ่าหานไม่รู้หรอกว่าคนพวกนี้คิดอะไรกันไปมากมายขนาดนี้ แต่กับสายตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉาที่มองมาที่ครอบครัวของเธอ ย่าเฒ่าหานเองก็รู้สึกพอใจอยู่ไม่น้อย
“พี่สะใภ้หานจ๊ะ ยินดีด้วยจริงๆ เด็กๆ ทั้งสองคนมีความสามารถ ต่อไปนี้ก็รอใช้ชีวิตที่สุขสบายได้เลยจ้ะ! ” ไม่นานก็มีคนได้สติกลับมา พวกเขาเริ่มพูดจาประจบประแจงย่าเฒ่าหานไม่หยุด
ย่าเฒ่าหานเป็นม่ายตั้งแต่อายุยังน้อย เลี้ยงลูกๆ มาจนโต ในชุมชนแม้จะดูเป็นคนห้าวหาญไร้ความหวาดกลัว แต่ก็พอจะทำให้ตัวเองและลูกๆ ไม่ถูกคนอื่นรังแกอย่างออกนอกหน้าเกินไปก็เท่านั้น
ไม่เคยมีใครมาประจบประแจงเธอแบบนี้มาก่อน ในใจยายเฒ่าจึงรู้สึกสบายใจอย่างแปลกประหลาด ความอัดอั้นที่เก็บไว้มานานก็คลายลงไปไม่น้อยเลย แต่หญิงชราย่อมมิอาจแสดงสีหน้าท่าทีอย่างที่คิดออกมาได้ เธอยังคงพูดคุยกับทุกคนด้วยท่าทีสุภาพ และกล่าวชมเชยกันและกันในเรื่องที่ไม่ได้สร้างประโยชน์อันใด ส่วนหานชีเยวี่ยผู้เป็นเจ้าของเรื่อง เธอย่อมได้รับความสนใจจากทุกคน แม้แต่ลูกหลานคนอื่นๆ ในบ้านสกุลหานก็กลายเป็นจุดสนใจของทุกคนเช่นกัน
เยี่ยมไปเลย ตอนนี้จะไปอ่านหนังสือหรือเรียนอะไรก็ทำไม่ได้แล้ว
ไม่นานนัก ก็ไม่รู้ว่าเป็นใครที่เอาข่าวดีนี้ไปป่าวประกาศ ทำให้มีคนมาที่บ้านสกุลหานมากขึ้นเรื่อยๆ จากตอนแรกที่ส่วนใหญ่เป็นสหายหญิงด้วยกัน ต่อมาก็เป็นคนในชุมชนแทบทุกคนที่โผล่หน้ามาที่นี่
แม้ลานบ้านของบ้านสกุลหานจะไม่เล็ก แต่ก็ไม่สามารถจุคนได้มากขนาดนี้ ผู้นำชุมชนจึงถือโอกาสประกาศจัดการประชุมขึ้น ทุกคนจึงพากันเฮโลเดินตามกันมา จากบ้านสกุลหานไปยังลานนวดข้าว แน่นอนว่าคนบ้านสกุลหานยังคงเป็นจุดศูนย์กลาง ส่วนบ้านไหนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับสกุลหาน ความสัมพันธ์ในตอนนี้ก็ยิ่งดูใกล้ชิดมากขึ้นไปอีก ถึงแม้จะบอกว่านี่จะเป็นเรื่องน่ายินดีของบ้านสกุลหาน แต่พวกเขาก็รู้สึกเหมือนได้รับเกียรติไปด้วย
หานชีเยวี่ยเองก็ถูกสาวๆ ที่อายุไล่เลี่ยกับตัวเอง และหญิงสาวที่แต่งงานแล้วล้อมรอบไว้อยู่ตลอดทาง ก่อนจะเดินไปที่ลานนวดข้าวด้วยกัน
ทุกคนไม่รู้ว่าผู้นำชุมชนจะพูดอะไร แต่ในใจของผู้นำชุมชนนั้นวางแผนเอาไว้แล้ว
เขากำลังคอยสังเกตการณ์อยู่ ทั้งๆ ที่ครอบครัวส่วนใหญ่ในชุมชนต่างก็ปรากฏกายออกมาแล้วแทบทั้งสิ้น แต่ครอบครัวของเหรัญญิกหลี่กลับไม่มาปรากฏตัวเลยสักคน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะที่บ้านมีเรื่องราววุ่นวายมากมายเกินไป หรือเป็นเพราะตัวเองดวงตก ไม่อยากเห็นคนอื่นมีความสุข ถึงไม่ยอมมา
เอาเป็นว่า เหรัญญิกหลี่ผู้เป็นเหรัญญิกประจำชุมชนไม่ได้มา ซึ่งนอกจากครอบครัวเหรัญญิกหลี่แล้ว ยังมีอีกหลายครอบครัวที่สนิทกับเหรัญญิกหลี่ที่ก็ไม่ได้มาเช่นกัน
เขาตั้งใจที่จะฉวยโอกาสนี้จัดการประชุม เพื่อปลดเหรัญญิกหลี่ออกจากตำแหน่ง เฮอะ รอให้ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ต่อให้เหรัญญิกหลี่อยากจะคัดค้าน ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องนี้ผู้นำชุมชนวางแผนมาอย่างดี เหรัญญิกคนใหม่ก็ยังคงเป็นคนของตระกูลหลี่ เมื่อถึงเวลานั้น ถ้าเหรัญญิกหลี่ไม่พอใจ ก็จะกลายเป็นสงครามภายใน ให้เป็นเรื่องภายในตระกูลหลี่จัดการกันเอง
ส่วนเขาในฐานะผู้นำชุมชน ก็แค่รอดูละครก็พอแล้ว
ทุกคนต่างก็ไม่รู้ว่าทำไมผู้นำชุมชนถึงมาจัดการประชุมในเวลานี้ ท้องฟ้าใกล้จะมืดแล้วถึงเพิ่งมาจัดการประชุม ซึ่งเราไม่เคยทำแบบนี้มาก่อนเลย แต่วันนี้ทุกคนต่างก็ให้ความสนใจกับบ้านสกุลหาน ย่อมไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติในการกระทำของผู้นำชุมชน
ไม่นานนัก ทุกคนก็ทยอยกันมาจนถึงลานนวดข้าว และกลายเป็นวงล้อมที่ล้อมรอบบ้านสกุลหานเอาไว้ตรงกลาง
ผู้นำชุมชนมองดูแล้วก็รู้สึกปวดใจ จิตใจคนเปลี่ยนแปลงง่ายจริงๆ ก่อนหน้านี้คนที่ถูกล้อมรอบอยู่ก็คือเขา ทำไมเพียงแป๊บเดียวก็กลายเป็นบ้านสกุลหานไปเสียแล้ว? ทว่าอย่างไรก็ตาม ในใจของตาแก่ก็กำลังวางแผนจัดการกับเหรัญญิกหลี่อยู่ จึงไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้มากนัก
"ทุกคนเงียบก่อน การประชุมในวันนี้มีอยู่สองเรื่อง เรื่องแรกคืออยากจะปรึกษาหารือเรื่องการจัดตั้งชั้นเรียนพิเศษในชุมชนของเรา ทุกคนคิดว่าอย่างไรบ้าง? "
สำหรับเรื่องนี้ ถ้าถูกหยิบยกขึ้นมาก่อนหน้านี้ ทุกคนคงคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร
แต่วันนี้ บ้านสกุลหานเพิ่งจะมีลูกสองคนได้งานทำ เพราะเรียนเก่งและจบมัธยมปลาย หากจะบอกว่าคนในชุมชนไม่คิดอะไรก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่ด้วยความตื่นเต้นดีใจ ทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นลืมไปว่านี่เป็นแค่ชั้นเรียนพิเศษ ไม่ใช่โรงเรียน ซึ่งชั้นเรียนที่นี่ไม่มีใบประกาศนียบัตรจบกาศึกษา และเวลาสมัครงานก็ไม่มีใครยอมรับด้วย