“อีกสิบสองเิเ”
นทีพูดกับจอมากกว่าพูดกับตัวเอง นิ้วโป้งขวาดันคันบังคับไปข้างหน้าเพียงน้อยนิด โดรนตรวจสอบขนาดเท่าฝ่ามือจึงเลื่อนเข้าใต้แผ่นหลังคาที่แอ่นตัวลงมาราวกับกำลังกลั้นหายใจ
ภาพจากกล้องสั่นตามลมฝน เศษฉนวนสีเงินปลิวผ่านเลนส์เป็ระยะ ด้านล่างคือโครงเหล็กของโรงเรือนร้างซึ่งจมน้ำไปครึ่งพื้น ส่วน้ามีโดรนสำรวจพืชราคาเกือบสองแสนบาทห้อยติดสายสลิงอยู่ ใบพัดหนึ่งข้างพับผิดมุม แบตเตอรี่ใต้ท้องบวมจนดันฝาครอบแยกออกจากกัน
นาฬิกามุมจอบอกเวลา 18:20 น.
ตัวเลขแบตตรงมุมจอลดเหลือ 19%
“พอ” เขาพึมพำ “ไม่ต้องเก่งกว่านี้”
เขาหยุดเครื่องให้นิ่งก่อนจะสั่งเปิดแขนตัดซึ่งดัดแปลงจากใบมีดปอกสายไฟ แขนเล็กยื่นออกไปหาสลิงทีละน้อย หากตัดผิดเส้น โดรนของลูกค้าจะหล่นกระแทกคานเหล็ก หากช้าเกินไป แบตเตอรี่ที่บวมอยู่เหนือหัวอาจลัดวงจรจากน้ำฝนแล้วเปลี่ยนโรงเรือนทั้งหลังให้กลายเป็เตาอบ
เซนเซอร์วัดอุณหภูมิแสดงสี่สิบหกองศา สูงกว่าอากาศภายนอกเกือบสิบห้าองศา แต่ยังไม่เพิ่มขึ้น
สิ่งที่น่ากังวลกว่าอุณหภูมิคือแรงดันของแผ่นหลังคา ทุกครั้งที่ลมกระแทก เหล็กตัวซีด้านซ้ายจะบิดเข้าไปอีกสองถึงสามมิลลิเมตร เสียงครางต่ำของมันลอดเข้ามาทางไมโครโฟนจนฟังคล้ายคนกำลังกัดฟัน
นทีเลื่อนสายตาไปยังเส้นสีเหลืองซึ่งเขาวาดทับภาพไว้ก่อนหน้า มันคือเส้นทางถอยที่สั้นที่สุด ยาวหกเมตรครึ่ง ผ่านช่องระหว่างคานสองชุด แล้วออกตรงผ้าใบขาดด้านทิศตะวันตก
โดรนตรวจสอบเข้าไปไกลจากช่องเปิดเพียงสี่เมตร แต่ในอาคารที่มีผนังโลหะเปียกน้ำ สัญญาณไม่ได้เดินเป็เส้นตรง
แถบคุณภาพสัญญาณลดจากห้าขีดเหลือสาม
แขนตัดแตะสลิง
เสียงเตือนแบตเตอรี่ต่ำดังขึ้นหนึ่งครั้ง
สั้น แหลม และเป็จังหวะเดียวกับเสียงที่เขาไม่เคยลืม
ภาพโรงเรือนบนจอหายไปชั่วขณะ กลายเป็ฝุ่นสีเทาในอาคารถล่ม ไฟฉายของโดรนส่องผ่านช่องคอนกรีตแคบเกินกว่าคนจะคลานเข้าไปได้ มุมภาพขึ้นตัวเลขสีแดง—แบต 6% เสียงหนึ่งในวิทยุบอกให้เขาถอนเครื่องกลับ ขณะเดียวกัน ใต้เสียงใบพัดมีคลื่นเบามากสามครั้ง
เคาะ
เว้น่
เคาะอีกสองครั้ง
ตอนนั้นเขาเชื่อว่ามันเป็เศษปูนตก
“นที เรียกมันกลับมา”
เสียงในความทรงจำทับกับเสียงฝน เขากะพริบตาแล้วพบว่าหัวแม่มือของตัวเองดันคันบังคับค้าง โดรนตรวจสอบเอียงไปทางขวา ใบพัดเกือบเฉี่ยวขอบเหล็ก
เขาผ่อนคันกลับทันที สูดลมหายใจผ่านจมูก แล้วบังคับตัวเองให้ไล่อ่านค่าบนจอใหม่
แบต 17% อุณหภูมิ 46 องศา สัญญาณสามขีด ลมด้านข้างสิบเอ็ดกิโลเมตรต่อชั่วโมง
โรงเรือน ไม่ใช่อาคารถล่ม ตรงหน้าเขามีแค่เครื่องหนึ่งลำกับทางถอยหกเมตรครึ่ง
เขาขยับแขนตัดใหม่ คราวนี้ให้ใบมีดคร่อมเส้นสลิงเส้นที่สองซึ่งไม่ได้รับน้ำหนัก ก่อนกดเพียงครึ่งแรง
สลิงไม่ขาด
มันแบนลงแล้วลื่นออกจากคมมีด
“คมไม่พอสินะ”
เขาถอนแขนกลับมาสองเิเ ปรับมุมโดรนให้ใบมีดรับเส้นในแนวเฉียง แล้วลองอีกครั้ง เส้นใยไนลอนขาดทีละชั้น แต่การสั่นส่งผ่านไปถึงสายหลัก โดรนเกษตรแกว่งจนล้อด้านหนึ่งกระแทกคาน
ฝาครอบแบตเตอรี่เปิดกว้างขึ้น
อุณหภูมิสี่สิบเจ็ดองศา
นทีปล่อยคันบังคับมือขวาชั่วครู่แล้วคว้าเชือกสีส้มที่พาดอยู่บนโต๊ะพับข้างตัว ปลายอีกด้านของเชือกถูกยิงผ่านช่องหลังคาและเกี่ยวกับโครงลงจอดของโดรนลูกค้าไว้ั้แ่ก่อนเริ่ม เขาพันเชือกรอบแกนรอกมือ ล็อกไม่ให้เครื่องตกอิสระ แล้วกลับไปจับคันบังคับ
ทางเลือกปลอดภัยที่สุดคือหยุดตอนนี้ เรียกช่างโครงสร้างมาค้ำหลังคา รอทีมจัดการแบตเตอรี่ และยอมส่งงานพรุ่งนี้ไม่ทัน
ทางเลือกนั้นใช้เวลาขั้นต่ำหกชั่วโมง ถ้าหลังคาไม่พังก่อน
ข้อความจากลูกค้ายังอยู่ด้านข้างจอ เขาไม่ได้ขอให้ช่วยตัวเครื่องด้วยซ้ำ ขอเพียงการ์ดบันทึกการบินกลับมา เพราะข้อมูลสองสัปดาห์ล่าสุดใช้ยืนยันสาเหตุที่ต้นกล้าในโรงเพาะตายเป็แถบ หากไม่มีข้อมูล สัญญาดูแลโดรนเกษตรรายปีของร้านอาจจบลงพร้อมงานชิ้นนี้
นทีไม่ได้คิดถึงเงิน 18,700 บาทก่อน สิ่งแรกที่เขาคิดคือแบตเตอรี่บวมอยู่เหนือแอ่งน้ำ และหลังโรงเรือนมีบ้านคน
เขาเปิดหน้าต่างตั้งค่ามอเตอร์ ลดรอบใบพัดซ้ายหน้า 3% เพื่อชดเชยแรงลม จากนั้นสั่งแขนตัดอีกครั้ง
สลิงเส้นรองขาด
น้ำหนักทั้งหมดถ่ายไปยังเส้นหลัก โดรนเกษตรทรุดลงครึ่งคืบ เชือกสีส้มตึงจนรอกมือกระชากโต๊ะพับเคลื่อนบนพื้นปูน
แผ่นหลังคาส่งเสียงลั่น
นทีไม่มองขึ้นไป เขามองภาพจากโดรน เพราะมุมของมันบอกมากกว่าเสียง
เหล็กตัวซีด้านซ้ายเลื่อนแล้ว แต่ยังไม่ฉีก จุดที่รับน้ำหนักจริงอยู่เหนือแนวกล้องประมาณหนึ่งเมตร หากแผ่นนั้นหลุด มันจะปิดเส้นทางเดิมทันที
เขามีเวลาไม่ถึงครึ่งนาที
“ตัดเส้นหลัก แล้วลงทางขวา” เขาบอกเครื่องซึ่งไม่มีระบบฟังเสียง “อย่ากลับทางเดิม”
แขนตัดหนีบสลิงเส้นสุดท้าย
ครั้งแรกไม่ขาด
แบตลดเหลือ 14% แถบมุมจอเปลี่ยนเป็สีแดงและส่งเสียงเตือนถี่ขึ้น
นทีปิดเสียง แต่ปลายนิ้วกลับรับจังหวะนั้นผ่านแรงสั่นของคันบังคับ เขาเห็นทางถอยสีเหลืองบนจอ เห็นตัวเลขคงเหลือ และเห็นอีกเส้นทางหนึ่งซึ่งไม่ได้วาดไว้—ช่องใต้คานด้านขวา กว้างกว่าตัวโดรนเพียงห้าเิเ แต่ลมสวนต่ำกว่า
ถ้าถอนกลับตอนนี้ เขาเก็บโดรนตรวจสอบได้แน่นอน ส่วนแบตเตอรี่บวมกับข้อมูลลูกค้าปล่อยไว้ตรงนั้น
เขาเพิ่มแรงแขนตัดจนสุด
สลิงขาดพร้อมเสียงแห้งเหมือนกิ่งไม้หัก
โดรนเกษตรตกลงมา เชือกสีส้มรับน้ำหนักไว้ก่อนตัวเครื่องจะกระแทกคานเพียงคืบเดียว รอกมือหมุนย้อนจนด้ามจับฟาดขอบโต๊ะ นทีใช้ข้อศอกกดฐานรอกและสั่งโดรนตรวจสอบดิ่งลงทางขวาในเวลาเดียวกัน
แผ่นหลังคาหลุด
ภาพในจอมืดลงเมื่อแผ่นโลหะกวาดผ่านด้านหลัง โดรนตรวจสอบลอดช่องใต้คานไปได้ แต่ใบพัดซ้ายหลังชนเส้นลวดที่ไม่มีในแผน มอเตอร์ร้องสูงแล้วหยุดหมุน
เครื่องพลิกทันที
นทีลดกำลังอีกสามใบพัดแทนที่จะเร่ง เขาปล่อยให้ตัวเครื่องตกลงครึ่งเมตร ใช้แขนตัดเกี่ยวคานล่างไว้ แล้วสั่งชดเชยมอเตอร์ทีละคู่ โดรนห้อยเอียงอยู่กลางอากาศ ภาพหมุนเก้าสิบองศา น้ำฝนไหลผ่านเลนส์จนทุกอย่างยืดเป็เส้น
ตัวเลขลดเหลือ 11%
ระยะถึงช่องเปิดสามเมตรเจ็ดสิบ
บินกลับด้วยสามใบพัดไม่ได้ในลมระดับนี้ แต่แขนตัดยังเกาะคาน และคานเส้นนั้นต่อไปถึงด้านนอก
เขาพับใบพัดทั้งหมด ปล่อยน้ำหนักลงบนแขนกล แล้วขยับมันเหมือนตะขอทีละ่ เครื่องราคาไม่ถึงหมื่นกลายเป็รถรางที่ไม่มีล้อ ลากตัวเองไปตามเหล็กเปียกด้วยเสียงครูดน่าปวดฟัน
หนึ่งเมตร
เหลือ 9%
สองเมตร
แขนตัดเริ่มร้อนเกินค่าที่ตั้งไว้
เมื่อโดรนมาถึงขอบผ้าใบ นทีปลดแขนแล้วเร่งสามใบพัดพร้อมกัน ตัวเครื่องกระโจนออกจากโรงเรือน หมุนครึ่งรอบ ก่อนตกลงในตาข่ายซึ่งขึงไว้เหนือพื้นปูน
เกือบพร้อมกันนั้น แผ่นหลังคาด้านในพังลงมา เสียงโลหะกระแทกกันดังจนฝูงนกใต้ชายคาบินแตกออกสู่สายฝน
นทียืนจับคันบังคับค้างอยู่สองวินาที จึงวางมันลงและไปหมุนรอกมือ
โดรนเกษตรถูกลากออกมาช้า ๆ ตัวถังมีรอยบุบเพิ่มหนึ่งตำแหน่ง แต่ส่วนเก็บข้อมูลยังอยู่ครบ เขาสวมถุงมือกันไฟ ปลดขั้วแบตเตอรี่ด้วยคีมด้ามยาว แล้ววางก้อนพลังงานที่บวมผิดรูปลงในถังทรายพร้อมปิดฝา
อุณหภูมิสุดท้ายห้าสิบเอ็ดองศา
ยังไม่ลุกไหม้
เขาจดตัวเลขลงในแบบฟอร์มรับงาน ถ่ายรูปทุกมุม และดึงการ์ดบันทึกออกมาใส่ซองกันน้ำ หลังตรวจว่าไฟล์เปิดได้ เขาส่งภาพหน้าจอให้ลูกค้าพร้อมข้อความสั้น ๆ
ได้ข้อมูลคืนแล้ว ตัวเครื่องต้องเปลี่ยนโครงลงจอดกับใบพัด แบตเตอรี่ห้ามใช้อีก ผมจะส่งรายงานก่อนเที่ยงคืน
ข้อความตอบกลับมาแทบจะทันที
ขอบคุณมากครับ เห็นคนเฝ้าบอกว่าหลังคาลง นึกว่าจะไม่ได้อะไรแล้ว
นทีอ่านจบ แต่ไม่ได้ตอบคำชม เขาส่งรูปแบตเตอรี่กับข้อห้ามขนส่งต่อ แล้วเก็บโดรนตรวจสอบจากตาข่าย
มอเตอร์ซ้ายหลังไหม้ กลิ่นฉนวนร้อนติดอยู่ในลำตัว แขนตัดมีรอยบิ่น และแกนกลางบิดไปเกือบสองมิลลิเมตร
ค่าซ่อมไม่มาก ถ้าไม่นับเวลาของเขาเอง
โทรศัพท์สั่นขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชื่อบนหน้าจอคือ กฤต—บอร์ดกับเื่วุ่นวาย
“ว่าไง” นทีกดรับพลางถอดใบพัดที่เสีย
“พี่ส่งรูปมอเตอร์เบอร์นี้มาเมื่อบ่ายใช่ไหม ผมหาเจอสามตัว สองตัวใช้ได้ ส่วนอีกตัว...หมุนบ้างไม่หมุนบ้าง” เสียงแป้นพิมพ์ดังแทรกมาจากปลายสาย “จะเอากี่ตัว”
“เอาสองตัวพอ ตัวที่ต้องลุ้นเก็บไว้ทับกระดาษเถอะ”
“พูดแบบนี้ พี่ทำมอเตอร์ไหม้มาอีกแล้วใช่ไหม”
“ไหม้ไปตัวหนึ่ง เดี๋ยวถึงร้านแล้วส่งรูปให้ดู”
กฤตเงียบไปนิดหนึ่ง “พี่ไปรับงานแถวโรงเรือนเก่าใช่ไหม ฝนแบบนี้เนี่ยนะ”
“งานโดรนเกษตร ไม่ใช่งานกู้ภัยซะหน่อย”
“ผมยังไม่ได้พูดคำว่ากู้ภัยเลย ร้อนตัวนะพี่”
นทีมองแผ่นหลังคาที่เพิ่งพังผ่านม่านฝน “จับผิดเก่งขนาดนี้ พรุ่งนี้ก็เอามอเตอร์มาให้ด้วย ฝากบอร์ดรุ่นเก่าด้วยนะ”
“ได้ครับ แล้วพี่ก็อย่าเพิ่งทำลำอื่นไหม้ก่อนผมไปถึงล่ะ”
“จะพยายาม”
เขาวางสายก่อนกฤตจะวกกลับมาถามเื่โรงเรือน อีกฝ่ายรู้จังหวะถอยอยู่บ้าง แม้ปกติจะชอบใช้คำถามแทนคำทักทายก็ตาม
ตอนนทีขับรถกลับถึงร้าน ฝนเบาลงเหลือเพียงละอองละเอียด ป้าย นทีโดรนเซอร์วิส เหนือประตูม้วนติดไฟอยู่ครึ่งคำ ตัวอักษรคำว่าเซอร์วิสกะพริบเป็จังหวะเดิมมาสามเดือน เขาตั้งใจซ่อมทุกครั้งที่เห็นและลืมทุกครั้งที่มีงานด่วนกว่า
ร้านเป็อาคารพาณิชย์สองชั้นหนึ่งคูหา เบียดอยู่ระหว่างร้านขายอุปกรณ์เกษตรกับห้องแถวที่ปิดกิจการไปแล้ว ด้านหลังมีเพิงเหล็กติดคลองระบายน้ำย่อย กลิ่นฝนผสมกลิ่นดินกับน้ำมันหล่อลื่นจนแยกไม่ออกว่าส่วนไหนมาจากข้างนอก
เขายกโดรนลูกค้าเข้าไปในห้องเก็บแบตเตอรี่ข้างห้องน้ำ เดิมมันเป็ห้องเก็บของเล็ก ๆ กว้างแค่พอให้คนสองคนยืน พ่อของเขาบุผนังด้วยแผ่นทนไฟ ติดช่องดูดอากาศกับเครื่องตรวจควัน และวางตู้เหล็กแยกแบตเตอรี่แต่ละลูกไว้ข้างใน หากแบตลุก ห้องนี้หยุดไฟไม่ได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็ช่วยชะลอไม่ให้ลามถึงหน้าร้านทันที
นทีวางการ์ดบันทึกไว้ในตู้เอกสาร แล้วเปิดรายการงานบนแท็บเล็ต
โดรนสำรวจพืชสองลำ แบตเตอรี่หนึ่งชุด กำหนดส่งเช้าวันถัดไป มูลค่า 18,700 บาท
เงินหมุนเวียนในบัญชีร้าน 64,200 บาท หนี้คงเหลือ 420,000 บาท ค่างวดเดือนละ 18,500 บาท
ตัวเลขไม่ได้ทำให้เครื่องซ่อมเร็วขึ้น แต่มันช่วยตัดรายการสิ่งที่ซื้อใหม่ได้ดี นทีขีดมอเตอร์หนึ่งตัวออกจากใบสั่งของและเขียนคำว่า รอกฤต แทน จากนั้นล้างมือ เปลี่ยนเสื้อ และเริ่มถอดโครงโดรนตัวแรกบนโต๊ะงานช่างหลัก
สองทุ่มสิบห้า ไฟในย่านนวธารากะพริบหนึ่งครั้ง
เครื่องสำรองไฟใต้โต๊ะส่งเสียงรับภาระก่อนกระแสจะกลับมา นทีเงยหน้ามองจอมอนิเตอร์ กล้องทั้งสี่ตัวทำงานต่อเนื่อง ไม่มีช่องใดดับ เขากดดูแรงดันไฟย้อนหลัง พบเพียงคลื่นตกชั่วขณะไม่ถึงครึ่งวินาที จึงบันทึกไว้แล้วทำงานต่อ
สองทุ่มสามสิบสอง เขาพบว่ารากเล็ก ๆ ของต้นหูกระจงหลังร้านลอดผ่านรอยแตกของพื้นปูนมาเกือบถึงสายดินของคอมเพรสเซอร์
มันอาจอยู่ตรงนั้นมาหลายวัน นทีไม่แน่ใจ เขาใช้กรรไกรตัดส่วนปลาย ใส่ถุงขยะ และถ่ายรูปตำแหน่งรอยแตกไว้เพราะไม่้าให้รากดันพื้นมากกว่านี้
สองทุ่มสี่สิบห้า เขากลับมาที่โต๊ะงานช่างและได้ยินเสียงโลหะกระทบเบา ๆ จากหน้าร้าน
ไม่ใช่เสียงเคาะประตู เสียงนั้นหนักกว่าและดังเพียงครั้งเดียว เหมือนมีใครวางกล่องเครื่องมือลงบนพื้นกระเบื้อง
นทีมองผ่านกระจก
หน้าร้านไม่มีคน มีเพียงแสงจากป้ายสีน้ำเงินสะท้อนพื้นเปียกและเงารถบนถนนใหญ่ที่เคลื่อนผ่านปากซอย
เขาเช็ดมือกับผ้า เปิดภาพกล้องหน้าร้านบนแท็บเล็ต แล้วย้อนกลับสิบวินาที
เวลา 20:46:58 พื้นหน้าประตูว่างเปล่า
20:46:59 ฝนยังตกอยู่ตามปกติ
พอเวลาเปลี่ยนเป็ 20:47:00 ภาพก็กระตุกวูบหนึ่งครั้ง
นทีเลื่อนดูช้า ๆ ทีละภาพ กล้องตัวนี้บันทึกสามสิบภาพต่อวินาที แต่ตรง่ที่กระตุก ภาพต่อเนื่องหายไปสามภาพ เท่ากับเวลาประมาณหนึ่งในสิบวินาที
ภาพสุดท้ายก่อน่ที่หาย พื้นหน้าประตูยังว่างเปล่า
ภาพแรกหลังจากนั้น มีกล่องแข็งสีดำวางอยู่กลางพื้นแล้ว
นทีหยุดภาพแล้วขยาย กล่องยาวเกือบหนึ่งเมตร ไม่มีโลโก้บริษัทขนส่ง ไม่มีรอยล้อรถเข็น และไม่มีเงาคนเดินออกจากมุมกล้อง
เขาเปิดกล้องอีกสามตัว ภาพจากซอยบริการ หลังร้าน และดาดฟ้าต่างหายไปหนึ่งในสิบวินาทีตรงกันพอดี
เครื่องบันทึกไม่ได้รีสตาร์ต แรงดันไฟขณะนั้นปกติ และเวลาของกล้องทุกตัวตรงกับเซิร์ฟเวอร์ภายใน
นทีคว้าไฟฉายกับเครื่องตรวจแรงดันแบบไม่ัั เขายังไม่เปิดประตู แต่เดินอ้อมโต๊ะไปยืนในจุดที่มองเห็นกล่องโดยไม่หันหลังให้ทางขึ้นชั้นสอง
บนฝากล่องมีป้ายสีขาวแผ่นเดียว
ชื่อผู้รับพิมพ์ด้วยตัวอักษรดำธรรมดา
นที ศุภกิจ
บรรทัดต่อมาเป็ที่อยู่ร้านครบทุกตัว รวมถึงคำว่า ประตูหลังติดคลอง ซึ่งเขาใช้เขียนกำกับให้ลูกค้าประจำเท่านั้น และไม่เคยใส่ไว้ในหน้าแผนที่สาธารณะ
ใต้ชื่อไม่มีหมายเลขโทรศัพท์ ไม่มีเลขพัสดุ และไม่มีชื่อผู้ส่ง
นทีวางภาพก่อนและหลัง่ที่หายไว้ข้างกัน ด้านหนึ่งเป็พื้นว่าง อีกด้านมีกล่อง ไม่มีเงาคน ไม่มีมือ ไม่มีล้อรถเข็น และไม่มีภาพของกล่องกำลังเคลื่อนเข้ามาจากขอบจอ
หนึ่งในสิบวินาทีสั้นกว่าการกะพริบตา ต่อให้มีคนโยนกล่องเข้ามา อย่างน้อยกล้องก็ควรจับตอนที่มันกำลังเคลื่อนได้สักภาพ
แต่กล่องไม่ได้เคลื่อนเข้ามา
มันอยู่ตรงนั้นในภาพถัดไปเลย