Starcraft : The Last Commander

    ตอนที่ 34 : ผู้ที่เข้ากันได้

    ประตูสีดำเปิดออกพร้อมเสียงโลหะเสียดสีกันดังยาวเหมือนบางสิ่งที่ไม่เคยควรถูกเปิดกำลังถูกบังคับให้ยอมจำนน


    อากาศจากอีกฝั่งพุ่งเข้ามาปะทะหน้าเย็นจัด มีกลิ่นโลหะไหม้ กลิ่นยาฆ่าเชื้อ และกลิ่นควันปืนเจืออยู่ในนั้น เสียงไซเรนด้านนอกถาโถมเข้ามาทันทีจนทางเดินแคบ ๆ ที่เคยเงียบเหมือนสุสานแตกเป็นสนามรบในพริบตา ไฟฉุกเฉินสีแดงกะพริบถี่ตามแนวผนัง แสงแต่ละครั้งตัดเงาของคาเอลกับนิกซ์ให้ยืดยาวบนพื้นโลหะจนดูไม่เหมือนเงามนุษย์อีกต่อไป


    คาเอลก้าวออกไปก่อน


    พื้นใต้รองเท้าเย็นและลื่นเล็กน้อยจากละอองน้ำหรือของเหลวบางอย่างที่เขาไม่อยากระบุ กล้ามเนื้อต้นคอยังปวดจากการฝืนระบบเปิดประตูเมื่อครู่ ความปวดนั้นไม่ได้เป็นแค่ความเจ็บกาย มันเหมือนมีเข็มเล็ก ๆ ฝังอยู่หลังลูกตา ทุกครั้งที่เขากะพริบตา เส้นแสงสีฟ้าซีดจะวาบผ่านมุมมองหนึ่งครั้ง ก่อนหายไปเหมือนมันไม่เคยอยู่ตรงนั้น


    [ค่าการเชื่อมโยงความจริง: 44%]


    ตัวเลขค้างอยู่ในหัวเขา ไม่ได้สว่างชัดเป็นหน้าต่างเหมือนตอนแรก แต่ฝังอยู่ในความคิดเหมือนอุณหภูมิของไข้ที่เขารู้โดยไม่ต้องวัด


    สี่สิบสี่


    จากสี่สิบเอ็ด


    ไม่มากพอให้ใครสังเกตได้จากภายนอก


    แต่พอให้เขารู้ว่าเขาเพิ่งแลกอะไรบางอย่างไปเพื่อเปิดประตูหนึ่งบาน


    คาเอลยกหลังมือปาดใต้จมูกโดยไม่คิด แล้วเห็นเลือดสีแดงเข้มเปื้อนนิ้ว


    นิกซ์เห็นก่อนใคร


    “พี่คาเอล…”


    “ไม่เป็นไร” คาเอลตอบทันที


    คำว่าไม่เป็นไรหลุดออกมาเร็วเกินไป จนเขาเองยังรู้สึกว่ามันเหมือนระบบตอบแทนเขา ไม่ใช่เขาตอบนิกซ์


    นิกซ์ไม่ได้เชื่อ แต่ไม่มีเวลาเถียง


    ปลายทางเดินด้านหน้ามีเสียงปืนดังขึ้นเป็นชุดสั้น ๆ ไม่ใช่เสียงยิงมั่วแบบคนตกใจ แต่เป็นเสียงที่เว้นจังหวะเท่ากันจนผิดธรรมชาติ ปัง ปัง ปัง แล้วหยุด เสียงกระสุนกระแทกสิ่งมีชีวิตบางอย่างดังทึบ ตามด้วยเสียงกรีดแหลมที่ขาดหายกลางอากาศเหมือนถูกตัดคอในวินาทีเดียวกัน


    คาเอลหยุดชั่วครึ่งก้าว


    ไม่ใช่เพราะกลัว


    แต่เพราะสมองของเขาเริ่มวาดภาพโดยไม่มีใครสั่ง


    มุมยิงทางซ้าย ระยะสิบสองเมตร ผู้ยิงอย่างน้อยสามคนกระสุนเจาะเกราะ รูปแบบการยิงกดไม่ใช่ทหารค่ายทั่วไป

    เป้าหมายถูกล้มภายในสี่นัด ไม่มีนัดหลง


    เขากำหมัดแน่น


    หยุดความคิดของเขา และพูดกับตัวเอง


    'อย่าได้คิดคำนวณไปซะทุกอย่างสิวะ'


    แต่ยิ่งเขาพยายามหยุด ความคิดพวกนั้นยิ่งเรียงตัวชัดขึ้น ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังจัดสนามรบให้เขาอ่านทีละบรรทัด


    นิกซ์จับแขนตัวเองไว้แน่น เกล็ดสีคล้ำใต้ผ้าพันแผลกระตุกเป็นจังหวะ เขาหันหน้าไปทางเสียงปืน สีหน้าซีดจนเกือบโปร่งในแสงแดง


    “ฝูง…พวกมันถอย”


    คาเอลหันไปมอง 


    “ถอย?”


    “ถอย แต่ไม่ใช่แบบหนี” นิกซ์กลืนน้ำลาย 


    “มันเหมือน…มันเจออะไรที่มันไม่อยากพุ่งใส่ตรง ๆ”


    เสียงปืนดังอีกชุด คราวนี้ใกล้ขึ้น เสียงรองเท้าหนักหลายคู่กระแทกพื้นโลหะตามมาเป็นจังหวะก้าวที่มั่นคงเกินทหารค่ายอพยพปกติ จากนั้นเงาร่างสามร่างก็ปรากฏขึ้นที่มุมทางเดินด้านหน้า


    คนแรกตัวใหญ่กว่าคนทั่วไปเกือบหนึ่งช่วงไหล่ สวมชุดเกราะดำด้านที่ถูกออกแบบมาให้เคลื่อนไหวในพื้นที่ปิดได้อย่างคล่องตัว แผ่นเกราะตามอกและแขนมีรอยขีดข่วนเก่าทับรอยใหม่เป็นชั้น ๆ เหมือนเจ้าของไม่เคยอยู่ห่างสนามรบนานพอให้รอยเก่าหายไป หมวกเกราะครึ่งใบเปิดให้เห็นใบหน้าคมเข้ม ดวงตาแข็งกระด้างเหมือนเหล็กที่ถูกตีร้อนแล้วทิ้งให้เย็นอย่างรวดเร็ว ปืนสั้นขนาดใหญ่ในมือเขายังมีควันบาง ๆ ลอยจากปากกระบอก


    คนที่สองยืนเยื้องหลังไปครึ่งก้าว รูปร่างผอมสูงกว่า แว่นเลนส์ใสบนตาข้างหนึ่งฉายข้อมูลสีฟ้าจาง ๆ ทับม่านตา มือถือปืนไรเฟิลพลังงานทรงเรียวยาวไม่แนบชิดเกินไปและไม่ปล่อยห่างเกินไป ท่าทางเหมือนคนที่วัดทุกสิ่งในห้องก่อนกระพริบตา เขาไม่มองนิกซ์เหมือนภัย ไม่มองคาเอลเหมือนผู้รอดชีวิต แต่มองทั้งคู่เหมือนสมการที่ยังขาดตัวแปรบางตัว


    คนที่สามเป็นหญิงร่างเล็กกว่าทั้งสอง สวมหน้ากากปิดครึ่งล่างของใบหน้า ผมสั้นสีดำเปียกเหงื่อแนบข้างแก้ม ปืนลูกซองสั้นในมือเธอเล็งต่ำ แต่ปลายนิ้วอยู่บนไกพร้อมยิงทุกวินาที ดวงตาของเธอไม่ได้เย็นชาเหมือนคนแรกหรือวิเคราะห์เหมือนคนที่สอง มันนิ่งกว่า ราวกับคนที่เคยตัดสินใจยาก ๆ มามากจนไม่เหลือแรงให้ลังเล


    บนแผ่นเกราะอกของทั้งสาม มีสัญลักษณ์สมอสีดำฝังอยู่บนพื้นสีเทาเข้ม


    หน่วยแบล็กแองเคอร์


    หน่วยเดียวกับที่ลากคนเจ็บขึ้นลำเลียงท่ามกลางฝูงเมื่อคืน


    คาเอลจำสัญลักษณ์สมอสีดำได้ทันที พวกมันคือหน่วยที่เข้ามาช่วยเปิดทางให้แนวอพยพช่วงท้ายเมื่อคืน ชุดเกราะสีดำที่ยังยืนยิงอยู่ตอนหลายแนวเริ่มพังไปแล้ว


    แต่การเห็นพวกเขาตรงหน้าใกล้ขนาดนี้เป็นคนละเรื่อง


    พวกเขาไม่ได้ดูเหมือนหน่วยกู้ภัย


    ไม่ได้ดูเหมือนทหารรักษาค่าย


    พวกเขาดูเหมือนคนที่ถูกสร้างมาเพื่อเดินเข้าไปในจุดที่มนุษย์ปกติไม่ควรรอด แล้วลากบางอย่างกลับออกมา ไม่ว่าจะยังเป็นคนหรือไม่ก็ตาม


    ชายร่างใหญ่ยกปืนขึ้นเล็งคาเอลทันที


    “หยุดอยู่ตรงนั้น”


    คาเอลหยุด


    นิกซ์หยุดช้ากว่าเล็กน้อย เพราะแขนขวาของเขากระตุกเหมือนอยากขยับเอง ปลายปืนของหญิงสวมหน้ากากเบี่ยงไปหาเขาในเสี้ยววินาที


    คาเอลขยับตัวมาบังนิกซ์โดยไม่คิด


    ปืนสามกระบอกขยับตามเขา


    อากาศในทางเดินเย็นลงกว่าก่อนหน้า


    ชายร่างใหญ่หรี่ตา 


    “อย่าทำแบบนั้นอีก”


    “นายอย่าชี้ปืนใส่เขา” คาเอลตอบ


    เสียงของเขานิ่งจนตัวเองยังแปลกใจ


    ชายคนนั้นยิ้มเพียงมุมปาก แต่ไม่ใช่รอยยิ้มขำ 


    “ยังออกคำสั่งเก่งเหมือนเมื่อคืนสินะ”


    คาเอลรู้สึกบางอย่างในอกสะดุด


    รายงาน


    คนที่สองแตะเลนส์ข้างตา แสงสีฟ้ากวาดผ่านร่างคาเอลจากบนลงล่าง “ยืนยันตัวตนเบื้องต้น คาเอล เวย์รอน ผู้รอดชีวิตจากประตูบีเจ็ด ระดับซิงก์ภายนอกวัดไม่ได้แน่นอน มีสัญญาณรบกวนจากโครงสร้างภายใน…น่าสนใจ”


    “เวล” ชายร่างใหญ่พูดเสียงต่ำ 


    “ไม่ใช่เวลาชื่นชมของแปลก”


    ชายผอมสูงที่ถูกเรียกว่าเวลยักไหล่เล็กน้อย 


    “ถ้าไม่จดตอนมันยังมีชีวิต เดี๋ยวตอนตายจะเสียดายข้อมูล”


    แจ็กซ์คงมีคำตอบให้ประโยคนั้นแน่


    แต่แจ็กซ์ไม่อยู่ตรงนี้


    คาเอลรู้สึกช่องว่างของเพื่อนในทางเดินเย็น ๆ นี้ชัดขึ้นทันที


    หญิงสวมหน้ากากเดินเข้ามาใกล้สองก้าว ท่าทางยังพร้อมยิง 


    “เจ้าหนู นายชื่อนิกซ์ เรเวน ใช่ไหม”


    นิกซ์สะดุ้งเมื่อถูกเรียกชื่อ 


    “ครับ…”


    “ไงก็ อย่าฟังเสียงพวกมันล่ะ เวลามันบอกให้วิ่ง อย่าวิ่ง ถ้ามันบอกให้กัด กัดฟันตัวเองแทน แต่ห้ามกัดคนอื่น รู้ไหม”


    นิกซ์หน้าซีดลงกว่าเดิม


    คาเอลหันมองเธอ 


    “คุณพูดเหมือนเคยเห็นมาก่อน”


    หญิงคนนั้นไม่ตอบ


    เวลตอบแทนด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ 


    “เพราะเราเคยเห็นมาก่อน บางคนเหลือพอให้คุย บางคนเหลือแค่พอให้เก็บใส่ถุง”


    นิกซ์กลืนน้ำลายเสียงดัง


    ชายร่างใหญ่ก้าวเข้ามาใกล้ แสงแดงจากไฟฉุกเฉินกะพริบผ่านใบหน้าเขาทีละครั้ง ทำให้รอยแผลเป็นเล็ก ๆ ข้างคิ้วเด่นขึ้นทุกครั้งที่ไฟติด


    “ฉันรูค หน่วยแบล็กแองเคอร์”


    เขาพูดชื่อตัวเองเหมือนโยนก้อนเหล็กลงพื้น


    “คนใส่แว่นปากมากนั่นเวล ส่วนคนที่กำลังคิดว่าจะยิงเพื่อนนายก่อนหรือหลังเขากลายร่างชื่อเคด”


    เคดไม่มองเขา 


    “ฉันคิดไว้เฉยๆ แค่รอหาเหตุผลละนะ”


    คาเอลสบตาเธอเพียงครู่หนึ่ง แล้วกลับมามองรูค 


    “ค่ายถูกโจมตีจากทางตะวันออกกับใต้ดิน มีฝูงตามท่อระบายน้ำเข้ามา”


    รูคหยุดไปเพียงเสี้ยวเดียว


    เสี้ยวเดียวพอให้คาเอลรู้ว่าเขาไม่ได้รู้เรื่องท่อ


    เวลหันไปมองนิกซ์ทันที 


    “เขาบอก?”


    คาเอลตอบแทน 


    “ใช่”


    “ยืนยันได้ไหม”


    นิกซ์หลับตาแน่น หายใจถี่ เขาดูเหมือนคนกำลังเอาหูแนบกำแพงที่อีกฝั่งมีสัตว์นับพันตัวครูดกรงเล็บอยู่


    “มัน…ใกล้ขึ้น” เขาพูดเสียงแหบ 


    “ไม่ใช่แค่ข้างนอก มันอยู่ใต้พื้น เหมือนน้ำดำไหลในท่อ มันได้กลิ่นคนเยอะ ๆ ได้กลิ่นเลือด ได้กลิ่น…คนที่ถูกคัดแยก”


    เสียงของเขาขาดตรงคำสุดท้าย


    รูคมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วแตะเครื่องสื่อสารที่คอ 


    “ทีมสาม ตรวจท่อระบายน้ำใต้เขตคัดแยกเดี๋ยวนี้ อย่าใช้ทางเปิดหลัก ปิดระบบตะวันออกทั้งหมด ถ้าเห็นสัญญาณชีวภาพผิดปกติ ยิงก่อนรายงาน”


    เสียงตอบรับแทรกเข้ามาจากเครื่องสื่อสารด้วยเสียงรบกวน


    คาเอลไม่ชอบคำว่า ยิงก่อนรายงาน


    แต่เขาไม่พูด


    เพราะในหัวเขาเพิ่งคำนวณภาพเดียวกันไปแล้ว และคำตอบของมันก็ไม่ได้ต่างกันมากพอให้เขามีสิทธิ์เกลียดรูคอย่างเต็มที่


    นั่นทำให้เขาเกลียดตัวเองแทน


    “พวกนายสองคนไม่ควรออกจากห้องกักกัน” รูคพูด


    “ประตูล็อกพวกเราไว้” คาเอลตอบ 


    “และพวกมันกำลังมา”


    รูคจ้องเขานิ่ง 


    “แต่แล้วนายก็เป็นคนเปิดมัน”


    “ใช่”


    “นายเปิดได้ยังไง?”


    คาเอลเงียบ


    เวลยิ้มจาง ๆ แต่ดวงตาหลังเลนส์ไม่ยิ้ม 


    “เป็นคำถามที่ดีไหม เพราะจากบันทึกระบบ ประตูสีดำไม่มีทางถูกเปิดจากคำสั่งภายในค่าย ไม่มีสิทธิ์เจ้าหน้าที่ ไม่มีคำสั่งตรงจากท่านนายพล ไม่มีสัญญาณแฮกจากภายนอก แต่ประตูมันเปิดเองหลังระบบตรวจพบคำสั่งชนิดหนึ่งที่มันไม่เข้าใจ”


    คาเอลรู้สึกเลือดใต้จมูกเริ่มไหลอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ปาด


    รูคมองเลือดนั้น 


    “นายทำมันสินะ”


    “ถ้าผมไม่ทำ พวกข้างนอกอาจตายกันหมด”


    “คนข้างนอก มันก็ตายกันทุกวันอยู่แล้ว”


    คาเอลจ้องเขา


    คำพูดนั้นไม่ได้ดัง ไม่ได้โหดร้ายในแบบตะโกน แต่มันถูกโยนออกมาเหมือนข้อเท็จจริงที่ไม่มีน้ำหนักทางอารมณ์ และนั่นทำให้บางอย่างในอกคาเอลขยับ


    “แล้วเพราะแบบนั้นเลยไม่ต้องเปิดประตู?”


    รูคก้าวเข้ามาอีกก้าว ระยะห่างระหว่างปลายปืนกับอกคาเอลเหลือไม่ถึงสามช่วงแขน 


    “ฉันไม่ได้พูดหมายถึงประเด็นนี้”


    ทางเดินเงียบลง


    เสียงไซเรนยังดัง เสียงปืนยังแว่วมาจากไกล ๆ แต่ระหว่างเขากับรูคกลับมีความเงียบอีกแบบหนึ่ง ความเงียบที่มิเลียเคยใช้มองเขาหลังรู้ว่าเขาเป็นคนสั่งปิดประตูบีเจ็ด


    คาเอลรู้ว่าประโยคต่อไปจะเจ็บก่อนรูคจะพูดออกมา


    “ฉันพูดถึง… นายที่สั่งปิดประตูเมื่อคืน”


    นิกซ์หันมามองคาเอลทันที สีหน้าเหมือนอยากพูดอะไรแทน แต่ไม่รู้จะพูดอะไร


    เคดยืนนิ่งลงกว่าเดิม ปืนของเธอยังเล็งต่ำ แต่สายตาไม่ได้ละจากนิกซ์ เวลเงียบเป็นครั้งแรก เหมือนเขาเองก็อยากฟังคำตอบ


    คาเอลรู้สึกกลิ่นยาฆ่าเชื้อในทางเดินหายไป เหลือแต่กลิ่นควัน กลิ่นเลือด และเสียงโลหะลากลงจากราง


    ครืด


    “ฉันพูดถูกใช่ไหม ว่านายเป็นคนสั่งปิดประตู” เขาพูด


    รูคมองเขานานพอให้ไฟแดงกะพริบผ่านใบหน้าทั้งสองคนสามครั้ง 


    “สั่งปิด ทั้ง ๆ ที่รู้ตอนนั้นยังมีคนอยู่ข้างนอก”


    คาเอลกลืนน้ำลาย 


    “ใช่”


    “ในกลุ่มนั้นมีเด็กอยู่ด้วย”


    คำพูดนั้นไม่ใช่คำถาม


    คาเอลเหมือนถูกต่อยเข้าที่ท้อง ลมหายใจสะดุดไปครู่หนึ่ง ภาพเด็กหญิงคนหนึ่งในแถวคัดแยกซ้อนทับกับเงาเล็ก ๆ ที่เขาเห็นอีกฝั่งของประตูเมื่อคืน ภาพที่เขาพยายามไม่มองแต่ก็ยังเห็น ภาพมือเล็ก ๆ ตบกระจกนิรภัยก่อนประตูเหล็กลงมาปิดทับมุมมอง


    เขาไม่ได้รู้ว่าเด็กคนนั้นรอดไหม


    เขาไม่ได้ถาม


    เพราะกลัวคำตอบ


    รูคพูดต่อ 


    “มีผู้ชายคนหนึ่งพยายามงัดประตูด้วยมือเปล่า มือเขาติดอยู่ตรงขอบบาน ตอนประตูล็อก นิ้วเขาขาดคารางอยู่นะ นายจำได้ไหม”


    นิกซ์หน้าซีด 


    “คุณหยุดเถอะ…”


    รูคไม่หยุด 


    “มีคนสามสิบกว่าคนถูกฝูงต้อนเข้ามาหลังจากนั้นไม่ถึงหนึ่งนาที พวกเขาอาจไม่รอดอยู่ดี แต่พวกเขาเห็นประตูปิดก่อนตาย”


    คาเอลยืนตรง ไม่ใช่เพราะเขาแข็งแกร่ง แต่เพราะถ้าเขาขยับ เขาอาจทรุดลงตรงนั้น


    เสียงในหัวเขากระซิบ


    สี่ร้อยยี่สิบสามคนรอด


    ตัวเลขนั้นเคยเป็นข้อเท็จจริง


    ตอนนี้มันเหมือนข้อแก้ตัว


    รูคจ้องเขา 


    “เอาล่ะ ฉันอยากจะถามนาย ถ้าย้อนกลับไป จะสั่งปิดอีกไหมเหมือนเดิมไหม”


    คำถามนั้นเลวร้ายกว่าคำกล่าวหา


    เพราะคำตอบที่ถูกต้องไม่มีอยู่จริง


    คาเอลอยากพูดว่าไม่


    อยากพูดว่าเขาจะหาทางอื่น


    อยากพูดว่าเขาจะไม่ทิ้งใคร


    แต่เขาเห็นลำเลียงที่เต็มไปด้วยคนเจ็บ เห็นฝูงทะลักเข้ามา เห็นมิเลีย เห็นแจ็กซ์ เห็นนิกซ์ เห็นโวร่า เห็นคนสี่ร้อยกว่าชีวิตในเครื่องที่ไม่มีทางสู้ และเขารู้ว่าถ้าประตูไม่ปิด ทุกอย่างจะพัง


    เขาเกลียดคำตอบก่อนจะพูดมันออกมา


    “ใช่ แน่นอนว่าคำตอบผมยังเหมือนเดิม”


    นิกซ์หลับตา


    เคดเหลือบมองคาเอลเป็นครั้งแรก


    เวลถอนหายใจเบา ๆ เหมือนเพิ่งยืนยันสมมติฐานบางอย่าง


    รูคไม่ขยับ สีหน้าเขาไม่เปลี่ยน แต่มือที่จับปืนแน่นขึ้นเล็กน้อย


    คาเอลพูดต่อ เสียงต่ำลง 


    “ผมคิดว่ามันเป็นการตัดสินใจเพื่อให้คนส่วนใหญ่รอด”


    คาเอลพูดเบา ๆ


    “แต่ผมไม่อยากมีวันที่ตัวเองพูดคำนี้ได้ง่ายขึ้นเรื่อย ๆ”


    ไฟสีแดงกะพริบผ่านดวงตาเขาช้า ๆ


    “ถ้าวันไหนผมเริ่มมองคนหลังประตูเป็นแค่ตัวเลข…”


    เขาหยุด


    “วันนั้นคุณค่อยลั่นไกใส่ผม”


    รูคมองเขาอยู่นาน


    ทางเดินสั่นอีกครั้งจากแรงระเบิดไกล ๆ ฝุ่นละเอียดร่วงจากเพดานเป็นเส้นบาง ๆ เคดหันไปทางเสียงทันที เวลเลื่อนข้อมูลบนเลนส์อย่างรวดเร็ว


    รูคลดปืนลงเพียงเล็กน้อย 


    “ยังเจ็บอยู่สินะ”


    คาเอลไม่ตอบ


    รูคหันหลัง 


    “งั้นก็ยังพอใช้ได้อยู่”


    คำพูดนั้นไม่ใช่คำปลอบโยน


    แต่สำหรับคนอย่างรูค มันอาจใกล้เคียงที่สุดแล้ว


    “เคด เอาเด็กฝูงไปห้องควบคุมสนามรอง อย่าให้ทหารค่ายเห็นแขนเขามากกว่านี้ เดี๋ยวจะมีคนมือไวอยากเป็นวีรบุรุษ”


    นิกซ์สะดุ้ง 


    “เอ่อ ผมไม่ใช่—”


    เคดขัดขึ้น 


    “ตอนนี้เธอคือคนที่ฉันต้องกันไม่ให้โดนยิง ถ้าอยากเถียง เก็บไว้หลังรอด”


    แจ็กซ์คงชอบเธอ


    หรือเกลียดเธอ


    บางทีทั้งสองอย่าง


    คาเอลขยับจะตามนิกซ์ แต่รูคยกมือขวาง 


    “ส่วนนายมากับฉัน”


    “นิกซ์—”


    “เคดไม่ยิงเขาถ้าเขาไม่กัดใคร ส่วนถ้าเขากัดใคร ฉันต่อให้เธอยืนขวางก็ช่วยไม่ได้”


    นิกซ์มองคาเอลด้วยความกลัวที่พยายามซ่อน 


    “ผมไปได้”


    คำว่าไปได้ของเขาเบามาก แต่คาเอลได้ยินความพยายามอยู่ในนั้น เด็กหนุ่มไม่อยากเป็นภาระ ไม่อยากให้คาเอลต้องขวางปืนทุกครั้งที่เขาหายใจผิดจังหวะ


    คาเอลพยักหน้า 


    “ถ้ามันดังขึ้นในหัว นายเรียกฉัน”


    เคดพูดเรียบ 


    “เขาอาจไม่ได้ยินเสียงเธอนะ”


    “ไม่ เขาจะได้ยิน แน่นอน”


    เธอมองเขา เหมือนจะบอกว่าโลกไม่ทำงานตามความเชื่อของเขา


    แต่สุดท้ายก็ไม่พูด


    นิกซ์ถูกพาไปทางอีกทางหนึ่ง เขาหันกลับมามองคาเอลเพียงครั้งเดียวก่อนมุมทางเดินจะกลืนเขากับเคดหายไป แสงแดงกะพริบผ่านแผ่นเกราะสีดำของเธอเหมือนเงาของสัตว์ที่เดินนำเด็กเข้าสู่ที่ปลอดภัยหรือกรงขัง คาเอลไม่แน่ใจว่าแบบไหน และนั่นทำให้เขากำหมัดแน่น


    “ถ้าเสร็จจากมองตามเพื่อนแล้ว” รูคพูด 


    “เดินมากับฉันซะ”


    เวลยืนรออยู่ข้างทางเดิน มือยังแตะเลนส์ 


    “นายไม่ควรทำให้เขาโกรธนะ รูค”


    “ฉันไม่ได้ทำให้เขาโกรธ แคา่ทดสอบว่าเขายังโกรธเป็นไหม”


    เวลหันมามองคาเอล 


    “ผลเป็นที่น่าสนใจ เขาโกรธ แต่ไม่โจมตี เขารู้สึกผิด แต่ไม่ปฏิเสธการตัดสินใจ เขาปกป้องเป้าหมายเสี่ยงสูงในทันที แต่รูปแบบการเคลื่อนไหวยังแสดงการประเมินทางหนีและอัตรารอดตลอดเวลา”


    คาเอลหันไปมองเขา 


    “พวกคุณพูดเหมือนผมไม่อยู่ตรงนี้”


    เวลยิ้ม 


    “นายอยู่ใกล้พวกฉันมากเกินไปต่างหากล่ะ ไอ้หนู”


    รูคเดินนำไปโดยไม่รอ ทางเดินเริ่มกว้างขึ้นเมื่อพวกเขาออกจากเขตกักกันสีดำเข้าสู่โซนปฏิบัติการของค่าย ด้านนอกกระจกนิรภัยหนา ๆ มีเจ้าหน้าที่วิ่งผ่านเป็นระยะ บางคนแบกกล่องกระสุน บางคนพยุงคนเจ็บ บางคนลากถุงศพสีเทาโดยไม่มองมัน แสงเตือนสีแดงสาดเป็นจังหวะทั่วทุกพื้นผิว กลิ่นควันปืนแรงขึ้น กลิ่นเลือดสดเริ่มแทรกเข้ามาแทนกลิ่นยาฆ่าเชื้อ


    ผ่านหน้าต่างด้านหนึ่ง คาเอลเห็นลานคัดแยกจากมุมสูง


    มันไม่เหมือนตอนเขาเดินเข้ามาแล้ว


    แถวผู้รอดชีวิตแตกออกเป็นก้อน ๆ ทหารพยายามดันคนให้เข้าสู่หลุมหลบภัยชั่วคราว เด็กหลายคนร้องไห้จนเสียงทะลุกระจกเข้ามาไม่ได้ แต่ภาพปากที่อ้ากว้างและใบหน้าบิดเบี้ยวทำให้คาเอลได้ยินมันในหัวอยู่ดี ไกลออกไปด้านตะวันออก แนวรั้วชั้นนอกมีไฟสปอตไลต์กวาดวุ่นวาย มีเงาสิ่งมีชีวิตเตี้ยยาวเคลื่อนผ่านแสงเป็นช่วง ๆ เหมือนคลื่นสีดำกำลังทดสอบขอบเขตของค่าย


    เสียงปืนใหญ่ดังขึ้น


    พื้นใต้เท้าสั่น


    กลุ่มเงาดำบางส่วนกระเด็นแตกเป็นชิ้น ๆ ในแสงไฟ แต่มากกว่านั้นยังเคลื่อนต่อ


    “พวกมันไม่บุกสุดแรงแล้ว” คาเอลพูดโดยไม่รู้ตัว


    รูคหยุดเดินครึ่งจังหวะ แต่ไม่หันมา


    เวลหันมาทันที 


    “เพราะ?”


    คาเอลมองลานด้านล่าง 


    “ถ้าพวกมันต้องการฝ่าเข้ามาอย่างเดียว มันจะรวมคลื่นกระแทกจุดเดียว แต่มันกระจายเป็นรูปโค้ง กดดันให้คนในค่ายถอยเข้าจุดศูนย์กลางมากกว่า เหมือนมันกำลังบังคับให้เรารวมคนไว้ที่จุดเดียว”


    รูคหันมามองเขาช้า ๆ 


    “ใครบอกนาย”


    “ไม่มี”


    เวลเลื่อนเลนส์อย่างรวดเร็ว ภาพสะท้อนจากตาเขาเป็นแผนที่ค่ายสีฟ้า 


    “เขาพูดถูก รูปแบบการโจมตีมันไม่ใช่การล่าอาหาร มันคือการต้อนซะมากกว่า”


    รูคสบถเบา ๆ 


    “ไปห้องบัญชาการ”


    พวกเขาเร่งฝีเท้า


    คาเอลตามไป แต่ยิ่งเดิน เขายิ่งรู้สึกว่าร่างกายตัวเองเบากว่าปกติในแบบที่ไม่น่าไว้ใจ ความเหนื่อยยังอยู่ ความเจ็บยังอยู่ แต่เหมือนสมองกำลังแยกมันออกจากการเคลื่อนไหวแล้วบอกว่าทั้งหมดไม่สำคัญ เขาเห็นจุดอ่อนของทางเดิน มุมกล้อง ช่องระบายอากาศ ช่องที่คนตัวเล็กอย่างโวร่าหลบได้ จุดที่ถ้าศัตรูทะลุเข้ามา ทหารจะยิงซ้อนกันเอง และระยะที่เวลควรยืนเพื่อคุมทั้งประตูหน้าและทางซ้าย


    เขาไม่ได้อยากเห็น


    แต่มันเกิดขึ้นเอง


    จากปลายทางเดินด้านหน้า เสียงคุ้นเคยดังขึ้น


    “คาเอล!”


    มิเลีย เธอวิ่งมาจากอีกฝั่งพร้อมแจ็กซ์และโวร่า แจ็กซ์แบกกระเป๋าเครื่องมือเอียง ๆ หน้าซีดแต่ยังครบชิ้นส่วน โวร่ามีคราบเลือดใหม่บนแขนซ้าย แต่เดินเหมือนไม่รู้สึก มิเลียเองมีผ้าพันแผลที่ต้นแขน ขอบผ้าซึมแดงเล็กน้อย แต่สิ่งที่ดึงสายตาคาเอลไม่ใช่แผล


    เป็นระยะที่เธอหยุด


    เธอหยุดห่างจากเขาหนึ่งก้าว


    มากกว่าเมื่อก่อน


    น้อยกว่าตอนบนเครื่อง


    ความห่างนั้นเล็ก แต่ดังมากในความเงียบระหว่างทั้งคู่


    สายตาเธอเลื่อนจากเลือดใต้จมูกเขาไปยังดวงตาเขา แล้วหยุดนานกว่าที่เขาอยากให้หยุด


    “นายเลือดออก”


    คาเอลยกมือขึ้นแตะจมูกเหมือนเพิ่งจำได้ 


    “แค่นิดหน่อย ไม่มากหรอก”


    แจ็กซ์เดินแทรกมาทันที 


    “ไม่มากบ้านป้านายสิ สีหน้าเหมือนคนโดนผีระบบดูดสมองแล้วบอกแค่ปวดหัวนิดหน่อย”


    เวลหันไปมองแจ็กซ์อย่างสนใจ 


    “นายคือแจ็กซ์ วาโร?”


    แจ็กซ์ชี้ตัวเอง 


    “เอ่อ… ถ้าคุณเป็นเจ้าหนี้ ผมขอตอบว่าไม่ใช่”


    เวลยิ้มบาง มองแจ็กซ์ผ่านเลนส์ข้างตา


    “วิศวกรสนามเฉพาะกิจ คนที่ดัดแปลงระบบป้อมอัตโนมัติฝั่งตะวันตกเมื่อคืน”


    แจ็กซ์ชะงัก 


    “โอเค ถ้าชมก็ฟังต่อได้ ฮา ๆ” เขายิ้มแห้งออกมา


    รูคตัดบท 


    “หมดเวลารวมญาติ ค่ายกำลังโดนต้อนเข้าจุดศูนย์กลาง และเด็กที่ได้ยินเสียงฝูงพวกมันบอกว่า มีการเคลื่อนไหวจากใต้ดิน”


    มิเลียหันมองคาเอล 


    “นิกซ์อยู่ไหน”


    “เคดพาไปห้องควบคุมสนามรอง” คาเอลตอบ


    แจ็กซ์หน้าเปลี่ยนทันที 


    “ใครคือเคด แล้วทำไมประโยคนี้ฟังเหมือนข่าวร้ายที่ใส่รองเท้าบูต”


    “หน่วยแบล็กแองเคอร์” โวร่าพูด เธอมองสัญลักษณ์บนเกราะรูคกับเวลนิ่ง ๆ 


    “พวกคุณคือหน่วยที่เข้ามาตอนท้ายแนวอพยพ?”


    รูคมองเธอกลับ 


    “ฉันจำเธอได้” รูคพูด


    “เธอคือคนที่ฆ่าสามตัวในระยะประชิดตอนแนวตะวันตกพัง”


    โวร่าไม่ตอบ


    รูคมองรอยเลือดบนแขนเธอ 


    “มีทักษะเกินผู้รอดชีวิตธรรมดา”


    “คืนนี้ไม่มีใครธรรมดาแล้ว” โวร่าตอบ


    เวลหัวเราะเบา ๆ 


    “ประโยคนี้ดี ขอจดนะ”


    รูคเดินต่อ 


    “ห้องบัญชาการ อยู่ใกล้แล้ว”


    มิเลียขยับเข้ามาข้างคาเอล เธอยกมือขึ้นเหมือนจะเช็ดเลือดใต้จมูกให้เขา แต่หยุดกลางอากาศเพียงเสี้ยววินาที


    คาเอลเห็น


    และเธอก็รู้ว่าเขาเห็น


    ความเงียบเล็ก ๆ นั้นแทรกอยู่ท่ามกลางเสียงไซเรน เสียงปืน และเสียงตะโกนของทหารอย่างเจ็บปวดเกินควร


    สุดท้ายมิเลียก็ใช้ปลายนิ้วเช็ดเลือดให้เขาเบา ๆ


    สัมผัสนั้นอุ่น


    จริง


    และสั่นเล็กน้อย


    [ค่าการเชื่อมโยงความจริง: 43%]


    ตัวเลขลดลงหนึ่ง


    คาเอลหลับตาสั้น ๆ โดยไม่ตั้งใจ


    มิเลียกระซิบ “มันลดใช่ไหม”


    เขาลืมตาขึ้น มองเธอ


    เธอรู้


    หรืออย่างน้อย เธอเริ่มรู้รูปแบบของเขามากกว่าที่เขาพร้อมให้เธอรู้


    “ใช่ มันลด” เขาตอบ


    สีหน้าของเธอไม่ได้โล่งใจทั้งหมด เพราะการที่เธอลดมันได้หมายความว่ามีบางอย่างในตัวเขาที่ต้องถูกลด และสิ่งนั้นกำลังโตขึ้นเรื่อย ๆ


    แจ็กซ์มองทั้งคู่สลับกันแล้วพึมพำเบา ๆ 


    “เยี่ยม อย่างน้อยในทีมเรายังมีระบบปิดเปิดด้วยมือมนุษย์อยู่หนึ่งคน”


    โวร่าหันไปมองเขา


    “เฮ้ ฉันพูดคนเดียวนะ” แจ็กซ์ยกมือ 


    “เธออย่ามาฆ่าคนพูดคนเดียวสิ ฉันพูดเพราะว่าช่วงนี้มันเป็นกลไกรับมือความกลัวของฉัน”


    ไม่มีใครหัวเราะ


    แจ็กซ์พยักหน้าให้ตัวเอง 


    “ดี แปลว่าสถานการณ์ยังเลวร้ายสม่ำเสมอ”


    พวกเขามาถึงห้องบัญชาการชั่วคราวของเขตคัดแยก ประตูเหล็กเปิดออกพร้อมเสียงล็อกปลดหลายชั้น ด้านในเป็นห้องกว้างเต็มไปด้วยจอภาพ แผนที่สามมิติ และเจ้าหน้าที่ที่พูดสื่อสารพร้อมกันจนเสียงซ้อนกันเป็นคลื่นกดดัน บนจอกลางแสดงผังค่ายอพยพทั้งหมด จุดแดงจำนวนมากกระพริบตามแนวรั้วตะวันออกและท่อระบายน้ำใต้พื้น จุดสีเหลืองคือผู้บาดเจ็บ จุดสีขาวคือผู้รอดชีวิตที่ยังเคลื่อนย้ายไม่เสร็จ และตรงจุดศูนย์กลางของค่ายมีวงกลมสีน้ำเงินกะพริบถี่


    นายพลเมมฟิสยืนอยู่หน้าจอกลาง สีหน้าแข็งจนเหมือนถูกสลักจากหิน แต่เสื้อเครื่องแบบมีคราบเลือดตรงแขนขวาและฝุ่นเกาะเต็มไหล่ บอกชัดว่าเขาไม่ได้สั่งการจากที่ปลอดภัยเพียงอย่างเดียว


    เขาหันมาเมื่อเห็นมิเลีย


    สายตาพ่อลูกชนกัน


    ไม่มีคำกอด ไม่มีคำถามว่าบาดเจ็บไหม ไม่มีคำขอโทษที่โลกกลายเป็นแบบนี้


    แต่คาเอลเห็นมือของนายพลกำแน่นขึ้นครึ่งวินาที


    มิเลียเห็นเช่นกัน


    เธอไม่ได้เดินเข้าไปหาเขา


    เพราะในห้องนี้ พวกเขาไม่ใช่พ่อกับลูกก่อน


    พวกเขาคือผู้บัญชาการค่ายกับผู้รอดชีวิต


    และความจริงนั้นทำให้บรรยากาศหนักขึ้นกว่าคำพูดใด


    “ขออนุญาตรายงานครับ” รูคพูด


    เวลก้าวไปหน้าจอโดยไม่ต้องถูกสั่ง เขาเชื่อมอุปกรณ์ที่ข้อมือกับระบบกลาง ภาพแผนที่เปลี่ยนทันที เส้นสีเขียวจากท่อระบายน้ำใต้ดินถูกวาดขึ้นทับโครงสร้างค่าย ก่อนจะกลายเป็นเส้นแดงสามเส้นที่มุ่งสู่จุดศูนย์กลาง


    “ฝูงไม่ได้โจมตีแบบกระจายตัว มันเริ่มต้อนผู้รอดชีวิตเข้าพื้นที่หลบภัยหลัก และส่งหน่วยเล็กผ่านท่อใต้ดิน เป้าหมายมีความเป็นไปได้สามอย่าง หนึ่ง กินเหยื่อที่รวมกันหนาแน่น สอง ทำลายระบบคัดแยก สาม…”


    เวลหันมามองนิกซ์ที่ไม่ได้อยู่ในห้อง แล้วหันกลับมามองคาเอลแทน


    “ตามสัญญาณบางอย่าง”


    นายพลเมมฟิสมองคาเอล 


    “นายสามารถรู้เรื่องนี้ก่อนระบบของเรางั้นหรอ”


    “ไม่ใช่ผม เป็นนิกซ์ที่รู้” คาเอลตอบ 


    “ผมแค่อ่านรูปแบบจากสิ่งที่เขาเป็นคนบอก”


    รูคพ่นลมหายใจ 


    “นั่นแปลว่า นายวิเคราะห์อ่านรูปแบบจากข้อมูลที่ได้รับมาอย่างนั้นเหรอ”


    แจ็กซ์ยกมือ 


    “เพื่อความยุติธรรม เขาทำแบบนี้มาสักพักแล้ว แค่เมื่อก่อนมันไม่ได้น่ากลัวขนาดนี้”


    มิเลียหันมองแจ็กซ์


    แจ็กซ์ทำหน้ารู้ตัวว่าพูดผิดจังหวะ 


    “โอ้ ขอโทษ ฉันแค่หมายถึง…น่าประทับใจแบบน่ากลัวนิด ๆ น่ะ”


    ไม่มีใครตอบ


    นายพลเมมฟิสชี้ไปยังแผนที่ 


    “ตอนนี้เรามีพลเรือนสองพันกว่าคนในพื้นที่หลบภัยหลัก ถ้าฝูงผ่านท่อขึ้นมาได้ มันจะกลายเป็นโรงฆ่าสัตว์ เราปิดระบบใต้ดินได้แค่บางจุด ระเบิดท่อทั้งหมดไม่ได้ เพราะมันอยู่ใต้ห้องพยาบาลสนามกับโซนสีเหลือง”


    คาเอลมองแผนที่


    จุด เส้น ระยะ เวลา จำนวนคน เส้นทางหนี จุดตาย


    ทุกอย่างเรียงตัวเองอีกครั้ง


    เขาเห็นท่อหลักสามเส้น เส้นหนึ่งใกล้ห้องพยาบาล เส้นหนึ่งใต้คลังเวชภัณฑ์ เส้นหนึ่งตัดผ่านใต้ห้องคัดแยกสีดำ ถ้าระเบิดเส้นกลาง ผู้บาดเจ็บตายอย่างน้อยร้อยคน ถ้าไม่ระเบิด ฝูงจะขึ้นถึงจุดศูนย์กลางในแปดนาที ถ้าดึงคนออกจากพื้นที่หลบภัยตอนนี้จะเกิดการเหยียบกันตาย ถ้าใช้ไฟฟ้าช็อตในท่อ น้ำขังอาจนำกระแสขึ้นถึงโซนสีเหลือง ถ้าล่อฝูงไปยังโถงเก็บเชื้อเพลิงด้านใต้—


    เขาหยุด


    โถงเก็บเชื้อเพลิงด้านใต้


    “มีถังเชื้อเพลิงสำรองตรงนี้ใช่ไหม” คาเอลชี้จุดบนแผนที่


    เจ้าหน้าที่คนหนึ่งหันมองนายพลก่อนตอบ 


    “ใช่ แต่ห่างจากท่อหลักเกือบหกสิบเมตร”


    “และมีช่องระบายอากาศเชื่อมกับท่อรองด้วยใช่ไหม” คาเอลพูด


    เจ้าหน้าที่ขมวดคิ้ว 


    “คุณรู้ได้ยังไง”


    คาเอลเองก็ไม่รู้


    เขาแค่เห็นมันในผังราวกับเส้นที่ควรถูกมองข้ามกลับเรืองขึ้นมาเอง


    เวลซูมแผนที่ 


    “มันมีจริง ๆ ช่องซ่อมบำรุงเก่า ข้อมูลไม่อยู่ในแผนหลักเพราะถูกปิดไปนาน เป็นสิบปีแล้ว”


    รูคหันมองคาเอลช้า ๆ


    นายพลเมมฟิสถาม 


    “แผนล่ะ”


    คาเอลรู้สึกทุกสายตาในห้องหันมาที่เขา


    ไม่ใช่แบบมองผู้รอดชีวิต


    แต่แบบมองคนที่อาจมีคำตอบ


    มันกดลงบนไหล่เขาหนักกว่าปืนของรูคเมื่อครู่


    เขาไม่ได้อยากเป็นศูนย์กลาง


    ไม่ได้อยากเป็นคนออกคำสั่ง


    แต่แผนในหัวเขาเรียงเสร็จแล้ว


    และถ้าเขาไม่พูด คนจะตาย


    “ปิดทางขึ้นท่อหลักสองจุด แต่อย่าปิดเส้นกลางทั้งหมด เปิดช่องซ่อมบำรุงเก่าด้านใต้ ล่อพวกมันโดยใช้กลิ่นเลือดหรือสัญญาณชีวภาพล่อมันเข้าไปยังโถงเชื้อเพลิง ระหว่างนั้นอพยพคนจากห้องพยาบาลไปฝั่งตะวันตก ไม่ต้องย้ายทุกคน ย้ายเฉพาะเตียงที่อยู่บนแนวท่อ ถ้าฝูงเปลี่ยนทิศ นิกซ์จะรู้ก่อน”


    “แล้วจุดชนวนระเบิด?” รูคถาม


    คาเอลมองตำแหน่งโถงเชื้อเพลิง 


    “ไม่ใช้ระเบิดใหญ่ ใช้การเผาเฉพาะห้อง ให้แรงดันย้อนเข้าท่อรอง ปิดเส้นกลางชั่วคราว เราจะไม่พังถล่มโครงสร้างหลัก”


    แจ็กซ์มองแผนที่แล้วตาเบิกเล็กน้อย 


    “เดี๋ยวนะเพื่อน…มันทำได้ ถ้ามีคนไปเปิดระบบเชื้อเพลิงกับตัดระบบกันไฟเฉพาะโซน แต่ต้องเข้าไปที่ห้องควบคุมใต้ดินด้านใต้ ซึ่งแน่นอนว่าอยู่ใกล้ท่อที่สัตว์ประหลาดกำลังจะขึ้นมา ฉันคิดว่าจักรวาลเกลียดฉันเป็นการส่วนตัว”


    นายพลเมมฟิสมองแจ็กซ์ 


    “นายทำได้ไหม”


    แจ็กซ์ชี้ตัวเอง 


    “ทำได้ไหม? ได้ครับ คำถามคืออยากมีชีวิตหลังทำไหม อันนั้นยังไม่รับประกัน”


    โวร่าพูดเรียบ 


    “นายไม่ต้องห่วง ฉันไปคุ้มกันให้เอง”


    รูคส่ายหน้า 


    “ไม่พอ ฉันไปด้วย เคดอยู่กับเด็กที่ได้ยินเสียงฝูงพวกมัน เวลอยู่ที่นี่ประสานข้อมูล”


    คาเอลพูด 


    “ให้ผมไปด้วย”


    มิเลียหันมาทันที 


    “ไม่ได้”


    คำเดียว


    ไม่ดัง


    แต่ทั้งห้องได้ยิน


    คาเอลหันไปหาเธอ


    เธอไม่ได้ถอย ไม่ได้หลบ ไม่ได้พูดต่อทันที เพียงมองเขาด้วยสายตาที่มีทั้งความกลัว ความโกรธ และอะไรบางอย่างที่เจ็บยิ่งกว่า


    เขารู้ว่าเธอไม่ได้กลัวเขาตายอย่างเดียว


    เธอกลัวว่าเขาจะใช้เหตุผลเดิมอีกครั้ง


    เสี่ยงตัวเองเพราะมันคุ้มกว่า


    ใช้ชีวิตตัวเองเป็นทรัพยากรที่ยอมเสียได้ง่ายที่สุด


    “มิเลีย…” เขาพูดเบา ๆ


    “อย่าพูดแบบนั้น” เธอตัด 


    “อย่าพูดชื่อฉันเหมือนจะขอให้ฉันเข้าใจว่าทำไมนายต้องเดินเข้าหาที่ตายอีกแล้ว”


    ห้องทั้งห้องเงียบลงอย่างแปลกประหลาด แม้เสียงไซเรนยังดัง


    นายพลเมมฟิสมองลูกสาว แต่ไม่แทรก


    คาเอลรู้สึกหน้าต่างระบบพยายามเสนอคำตอบ


    [การมีส่วนร่วมของผู้ใช้เพิ่มโอกาสสำเร็จ]

    [ความเสี่ยงส่วนบุคคล: ยอมรับได้]

    [ผลลัพธ์เชิงกลยุทธ์—]


    เขาไม่อ่านต่อ


    “ฟังฉันนะ ถ้าฉันไม่ไป” เขาพูดช้า ๆ 


    “แจ็กซ์อาจตายได้”


    แจ็กซ์ยกมือขึ้นช้า ๆ 


    “โห เพื่อน ฉันซาบซึ้งนะ แต่ไม่ชอบเป็นตัวอย่างในประโยคแบบนี้เลยว่ะ”


    มิเลียไม่มองแจ็กซ์ เธอยังมองคาเอล 


    “แล้วถ้านายไป นายอาจไม่กลับมา”


    คาเอลเงียบ


    เธอก้าวเข้ามาใกล้ครึ่งก้าว ระยะระหว่างพวกเขาแคบลง แต่ไม่ใช่ความอบอุ่น มันเหมือนขอบหน้าผาที่ถูกดึงมาใกล้กันจนหายใจลำบาก


    “ตอนนี้นายคิดอะไรอยู่” เธอถาม 


    “คิดว่าคุ้มไหม คิดว่าถ้านายคนเดียวแลกกับคนข้างนอกได้ก็ควรทำไหม คิดเป็นเปอร์เซ็นต์อยู่ใช่ไหม”


    คำถามนั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกเปิดอกต่อหน้าทุกคน


    เพราะคำตอบคือใช่


    บางส่วนของเขากำลังคิดแบบนั้น


    และบางส่วนของเขาเกลียดที่เธอเห็น


    “ฉันคิดว่าถ้าเราไม่ทำ จะมีคนตายเยอะกว่า” เขาตอบ


    ดวงตาของมิเลียสั่น 


    “นั่นไม่ใช่คำตอบเดียวกับเมื่อก่อน”


    คาเอลไม่มีคำตอบอื่น


    รูคมองทั้งคู่ สายตาแข็งแต่ไม่ไร้ความเข้าใจ 


    “เวลาหมดแล้ว”


    นายพลเมมฟิสหลับตาครู่หนึ่ง ก่อนสั่ง 


    “ปฏิบัติการตามแผนของคาเอล รูค โวร่า คุ้มกันแจ็กซ์ คาเอลไปด้วย แต่ภายใต้คำสั่งของรูค ถ้าเขาเริ่มหลุด ควบคุมทันที”


    มิเลียหันไปมองพ่อ 


    “พ่อ!”


    นายพลเมมฟิสตอบโดยไม่หลบตา 


    “ถ้าเขาถูกเลือกเป็นสิ่งที่เราไม่เข้าใจ การขังเขาไว้ไม่ได้ทำให้เราเข้าใจเร็วขึ้น”


    “แล้วถ้าเขาไม่อยากถูกใช้ล่ะ”


    คำถามนั้นทำให้ทั้งห้องเงียบยิ่งกว่าเดิม


    คาเอลมองมิเลีย


    เธอไม่ได้ถามแทนเขาอย่างเดียว


    เธอกำลังถามโลกทั้งใบที่เริ่มเอามือมาจับไหล่เขาแล้วบอกว่าเขามีประโยชน์


    นายพลเมมฟิสไม่ตอบทันที


    รูคเป็นคนตอบแทน 


    “ไม่มีใครในยุครอยแยก สามารถเลือกได้ว่าจะถูกใช้หรือไม่ถูกใช้ เราเลือกได้แค่ว่าจะถูกใช้เพื่ออะไร”


    มิเลียหันไปมองเขา ดวงตาแข็งขึ้น 


    “นั่นคือเหตุผลที่ฉันไม่ชอบพวกคุณ”


    รูคพยักหน้าเล็กน้อย 


    “ดี แปลว่าเธอยังปกติ”


    เวลกระแอม 


    “ขออนุญาตแทรกความเศร้าทางปรัชญานิดหนึ่ง ฝูงพวกมันที่อยู่ใต้ดินจะถึงจุดขึ้นในอีกห้านาทีครึ่ง”


    แจ็กซ์ถอนหายใจแรง 


    “ยอดเยี่ยม เรามีเวลาเท่ากับต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหนึ่งถ้วยเพื่อช่วยค่ายทั้งค่าย”


    โวร่าก้าวไปทางประตู 


    “งั้นอย่าเสียเวลา ให้เส้นอืด”


    แจ็กซ์ชี้เธอ 


    “นั่นคือมุกใช่ไหม เธอเล่นมุกแล้วใช่ไหม ทุกคนจดไว้ วันนี้โลกพังจริง”


    โวร่าไม่หันกลับมา 


    “เดินไป”


    ทีมเล็กถูกจัดขึ้นในไม่ถึงยี่สิบวินาที รูคเดินนำด้วยปืนสั้นหนักและโล่พับติดแขนซ้าย โวร่าเคลื่อนอยู่ด้านข้างราวเงาที่หลุดจากผนัง แจ็กซ์อยู่กลางกลุ่มพร้อมกระเป๋าเครื่องมือและสายเชื่อมต่อหลายเส้นพันรอบไหล่ คาเอลอยู่ท้ายขบวน แม้รูคจะสั่งให้เขาอยู่กลาง แต่เขาขยับมาเองโดยไม่รู้ตัว เพราะด้านหลังคือจุดที่เขามองเห็นทุกคน


    มิเลียคว้าแขนเขาก่อนออกจากห้อง


    สัมผัสของเธอแน่นกว่าครั้งก่อน


    ไม่ใช่การรั้งทั้งหมด


    แต่เป็นการบังคับให้เขาหยุดมองเธอ


    “นาย… ต้องกลับมานะ” เธอพูด


    ไม่ใช่คำขอ


    ไม่ใช่คำสั่ง


    เป็นบางอย่างระหว่างนั้น


    คาเอลอยากตอบว่าได้


    แต่คำว่าได้ติดอยู่ในลำคอ เพราะเขาไม่อยากโกหกเธออีก


    สุดท้ายเขาพูด 


    “ฉันจะพยายาม”


    มิเลียมองเขานิ่ง ๆ 


    “ฉันเกลียดคำตอบนั้น”


    “ฉันรู้”


    เธอปล่อยมือ


    [ค่าการเชื่อมโยงความจริง: 44%]


    มันขยับกลับขึ้นทันทีเมื่อความอุ่นหายไป


    คาเอลไม่หันกลับไปมองตัวเลข


    เขาเดินออกจากห้องบัญชาการ


    ทางลงสู่ห้องควบคุมใต้ดินด้านใต้แคบกว่าทางเดินส่วนอื่น ผนังเป็นคอนกรีตเก่าที่ไม่ได้ถูกตกแต่งด้วยวัสดุสะอาดของเขตกักกัน กลิ่นอับชื้น กลิ่นสนิม และกลิ่นน้ำเสียจากท่อใต้ดินแรงขึ้นทุกก้าว แสงไฟเหนือหัวติด ๆ ดับ ๆ เป็นช่วง ๆ ทำให้เงาของรูคกับโวร่าขยับเหมือนมีอีกหลายคนเดินซ้อนอยู่ในทางเดิน


    เสียงปืนด้านบนเบาลงเมื่อพวกเขาลงลึก


    แต่เสียงอื่นดังขึ้นแทน


    เสียงครูด


    เสียงน้ำกระเพื่อม


    เสียงกรงเล็บนับไม่ถ้วนลากผ่านท่อโลหะไกล ๆ


    แจ็กซ์กลืนน้ำลาย 


    “ฉันขอเปลี่ยนใจได้ไหม”


    รูคตอบ 


    “ไม่สามารถทำได้”


    “แค่ถามพอเป็นพิธีน่ะ รู้อยู่แล้วว่าชีวิตไม่เคยใจดี”


    โวร่าหยุดตรงมุมทางเดิน ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณ ทุกคนหยุดทันที


    คาเอลได้ยินมันก่อนจะเห็น


    เสียงหายใจต่ำ ๆ จากหลังท่อระบายน้ำด้านซ้าย


    ไม่ใช่หนึ่งตัว


    สาม


    ไม่สิ สี่


    หนึ่งตัวใหญ่กว่าที่เหลือ อยู่ด้านหลังสุด


    ภาพเส้นสีแดงเริ่มวาดขึ้นในหัวเขาอีกครั้ง เส้นทางพุ่ง เส้นทางกัด จุดที่รูคจะถูกโจมตีจากมุมตาย จุดที่แจ็กซ์จะล้มถ้าเขาถอยผิดจังหวะ เสี้ยววินาทีต่อมา ตะแกรงเหล็กด้านซ้ายระเบิดออก


    ตัวแรกพุ่งต่ำเข้าหาข้อเท้ารูค


    รูคไม่ได้ถอย เขากระแทกโล่พับลงพื้นดังปัง ตัวสัตว์ประหลาดชนโล่เต็มแรงจนโลหะสะเทือน เสียงฟันขูดเกราะดังแสบหู เขายิงสวนลงไปสองนัด กระสุนเจาะผ่านกะโหลกด้านบน เลือดดำสาดติดผนังเป็นเส้น


    ตัวที่สองปีนออกมาตามเพดาน


    โวร่ากระโดดขึ้นเหยียบผนังด้านข้าง ใช้แรงดีดตัวหมุนกลางอากาศ มีดของเธอฟันผ่านข้อขาหน้าของมันก่อนมันจะตกถึงพื้น ร่างสัตว์ประหลาดเสียสมดุล คาเอลพุ่งเข้าไปใช้ท่อเหล็กที่หยิบจากผนังซ่อมบำรุงแทงเข้ากรามล่าง ดันมันกระแทกเพดานต่ำ เสียงกระดูกแตกดังกรอบ


    ตัวที่สามไม่พุ่งเข้าหาพวกเขา


    มันพุ่งหาแจ็กซ์


    “แน่นอน ต้องเป็นฉัน!” แจ็กซ์ตะโกนพร้อมโยนเครื่องมือในมือออกไปอย่างสะเปะสะปะ


    คาเอลเห็นเส้นทางในหัวก่อนร่างกายขยับ เขาเอื้อมคว้าคอเสื้อแจ็กซ์ดึงถอยหลังแรงจนเพื่อนล้มลงก้นกระแทกพื้น กรงเล็บของสัตว์ประหลาดเฉี่ยวผ่านปลายจมูกแจ็กซ์ไปไม่ถึงฝ่ามือ คาเอลหมุนตัว ใช้แรงเหวี่ยงจากการดึงแจ็กซ์ถีบเข้าช่วงอกของมัน ร่างมันถอยครึ่งก้าวพอให้รูคยิงตัดขาหลัง


    ปัง


    ปัง


    สัตว์ประหลาดล้มกระแทกพื้นแต่ยังคลานต่อ โวร่าลงพื้นพอดี เสียบมีดเข้าฐานคอมันแล้วบิด เสียงกรีดถูกตัดสั้นทันที


    แต่ตัวที่สี่ไม่ออกมาจากตะแกรง


    มันพังทะลุท่อด้านหลังรูค


    ร่างใหญ่กว่าอีกสามตัวเกือบเท่าครึ่ง หนังสีดำเปียกเป็นมัน แผ่นเกราะตามหลังหนาเหมือนเปลือกแมลง กรามเปิดออกเป็นสี่แฉก มันไม่ได้กรีดร้อง แต่มันพุ่งเข้ามาด้วยแรงที่ทำให้ท่อโลหะแตกกระจายเป็นเศษคม


    รูคหันไม่ทัน


    คาเอลเห็นเส้นทางตายชัดเจน


    ถ้ารูคถูกชน เขาจะกระแทกผนัง กระดูกซี่โครงหัก ปืนหลุด ตัวใหญ่จะกัดคอ


    ถ้าโวร่าพุ่งเข้าไป เธอจะตัดได้หนึ่งขา แต่โดนหางฟาด


    ถ้าแจ็กซ์ใช้ไฟ จะไม่ทัน


    ถ้าเขา—


    เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัว


    ไม่ใช่ระบบปกติ


    สั้น เย็น และเฉียบเหมือนกระสุน


    “ย่อต่ำลง”


    คาเอลไม่รู้ว่าทำไม แต่เขาทำตาม


    เขาทรุดตัวต่ำแทบติดพื้น คว้าท่อเหล็กยาวด้วยสองมือแล้วสอดปลายเข้าใต้ข้อขาหน้าของสัตว์ประหลาดในจังหวะที่มันพุ่งผ่าน เหวี่ยงน้ำหนักตัวทั้งหมดบิดท่อขึ้น เสียงข้อต่อของมันลั่นดังกร๊อบ ร่างใหญ่เสียสมดุลเพียงเสี้ยววินาที


    “เบี่ยงซ้าย”


    เสียงเดิม


    คาเอลเบี่ยงลำตัวไปทางซ้ายโดยไม่คิด หางคมของมันฟาดผ่านที่ที่หัวเขาเคยอยู่เมื่อครู่ แรงลมเฉือนเส้นผมปลิว เขาใช้จังหวะนั้นดันท่อขึ้นอีกครั้ง เปิดช่องใต้คอ


    รูคหมุนตัวกลับมายิงพอดี


    ปัง


    ปัง


    ปัง


    กระสุนสามนัดเจาะเข้าใต้กราม ทะลุขึ้นสมอง ร่างสัตว์ประหลาดชักกระตุกกลางทางเดินแล้วล้มลงกระแทกพื้นหนักจนทุกคนรู้สึกแรงสั่นผ่านรองเท้า เลือดดำไหลออกมาผสมกับน้ำเสียบนพื้น กลิ่นคาวเน่าพุ่งขึ้นจนแจ็กซ์ไอแห้ง


    “โอเค” แจ็กซ์หอบจากพื้น 


    “ฉันขอให้บันทึกไว้ในแผนว่า ‘อย่าโดนกิน’ เมื่อกี้รอดตายเพราะทุกคนช่วยกัน และเพราะฉันล้มอย่างมีศิลปะ”


    โวร่าดึงมีดออกจากซาก 


    “นายโดนดึงล้มต่างหาก”


    “ศิลปะบางอย่างผู้ชมทั่วไปไม่เข้าใจ”


    รูคมองคาเอล ไม่ได้ขอบคุณทันที สายตาเขาประเมินมากกว่าเดิม “ใครบอกให้ทำแบบนั้น”


    คาเอลหายใจแรง ท่อเหล็กยังสั่นในมือ 


    “ผม…”


    เขาหยุด


    เสียงในหัวเงียบไปแล้ว


    แต่ความรู้สึกยังเหลือ


    ย่อต่ำลง


    เบี่ยงซ้าย


    ไม่ใช่คำสั่งของระบบแบบตัวอักษร ไม่ใช่เสียงไร้อารมณ์ของหน้าต่างสถานะ มันเป็นเสียงผู้หญิง เย็น ควบคุมตัวเองสูงจนแทบไร้อารมณ์ แต่ในความไร้อารมณ์นั้นมีวินัย มีความเฉียบคม มีการฆ่าที่ไม่เสียแรงแม้แต่เสี้ยวเดียว


    เวลไม่ได้อยู่ตรงนี้ แต่ถ้าอยู่ เขาคงยิ้ม


    รูคถามซ้ำ 


    “ใครบอกนายให้ทำแบบนั้น”


    คาเอลค่อย ๆ ตอบ 


    “ผมไม่รู้”


    รูคจ้องเขาอีกสองวินาที แล้วพูด 


    “จำไว้ ถ้าเสียงในหัวบอกให้ยิงพวกเรา นายต้องช้ากว่าเราครึ่งวินาที”


    แจ็กซ์ยกมือ 


    “ผมขอโหวตไม่ให้มีใครยิงใครในทีมเราเองก่อนมื้อเช้าได้ไหม”


    “เดินต่อไป” รูคพูด


    พวกเขาไปถึงห้องควบคุมใต้ดินด้านใต้ในอีกหนึ่งนาทีต่อมา ประตูบานนั้นถูกล็อกด้วยระบบเก่าที่ไฟติดบ้างดับบ้าง แจ็กซ์แทบพุ่งเข้าไปกอดแผงควบคุม


    “ในที่สุด สิ่งที่ฉันเข้าใจได้มากกว่าคนในห้องนี้”


    “เปิดมัน” รูคสั่ง


    “ครับผม คุณพี่เกราะดำผู้สุภาพน้อยที่สุดในโลกหลังหายนะ”


    แจ็กซ์ต่อสายเข้ากับแผงควบคุม นิ้วเขาขยับเร็วขึ้นเมื่ออยู่กับเครื่องจักร ถึงจะกลัวแค่ไหน ร่างกายของเขาดูเหมือนจำได้ว่าความกลัวทำอะไรกับวงจรไฟไม่ได้ แต่ไขควงกับสมองเขาทำได้


    คาเอลยืนคุมด้านหลัง หายใจยังไม่เข้าจังหวะ ความปวดหลังตากลับมาเป็นคลื่น


    เสียงผู้หญิงในหัวเงียบ


    แต่เขารู้ว่าเธอไม่ได้หายไป


    เหมือนนักแม่นปืนที่หยุดพูดหลังเป้าล้มแล้วรอเป้าต่อไป


    โวร่ายืนใกล้ประตู มีดทั้งสองเล่มในมือเปื้อนเลือดดำ เธอเหลือบมองคาเอลสั้น ๆ 


    “เมื่อกี้นายขยับไม่เหมือนตัวนายเองเลยนะ”


    “ฉันได้ยินเธอพูดแบบนั้นหลายครั้งแล้ว”


    “ครั้งนี้ต่างออกไป” เธอตอบ 


    “มันนิ่งเกินไป”


    คำว่านิ่งทำให้คาเอลไม่สบายใจ


    เพราะเขารู้ว่าเธอหมายถึงอะไร


    การเคลื่อนไหวเมื่อครู่ไม่มีความลังเล ไม่มีความกลัว ไม่มีแรงส่วนเกิน มันเป็นการทำให้เป้าหมายล้มอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และนั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาควรรู้สึกคุ้นเคย


    แจ็กซ์ร้องขึ้น 


    “จะเปิดได้แล้ว! ระบบเชื้อเพลิงที่อยู่ในระบบหลัก เอ่อ… แต่ว่าระบบกันไฟยังล็อกอยู่ ขอเวลาอีก…”


    เสียงท่อด้านหลังครางต่ำ


    นิกซ์ไม่ได้อยู่ที่นี่เพื่อเตือน


    แต่คาเอลได้ยินเสียงน้ำเสียกระเพื่อมผิดจังหวะ


    “เร็วเข้า” เขาพูด


    “ฉันก็เร็วแล้ว ถ้าอยากเร็วกว่านี้ต้องให้ฉันมีสี่มือสี่ตีน ซึ่งถ้าระบบอยากแจกอัปเกรด ฉันขอแบบไม่เจ็บตัวนะ!”


    ท่อด้านขวาระเบิด


    ฝูงเล็กทะลักเข้ามาเจ็ดตัวในพื้นที่แคบ


    รูคยิงทันที โวร่าพุ่งเข้าข้าง


    คาเอลยกมือขึ้นตามสัญชาตญาณ


    เรียก C-14


    แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น


    ความว่างเปล่าชั่วเสี้ยววินาทีนั้นกระแทกเข้ากลางอกแรงกว่าความกลัว สนามรบจำลองกับศูนย์คัดแยกแห่งนี้ไม่เหมือนกัน ระบบในฐานกำลังกดการเชื่อมโยงของทุกคนไว้


    เขาดันแจ็กซ์ให้หลบหลังแผง ก่อนคว้าปืนยิงตะปูจากกระเป๋าเครื่องมือของเพื่อนขึ้นมาแทน


    โลกช้าลง


    เส้นทางสีแดงวาดในอากาศ


    ตัวแรกพุ่งสูง เล็งคอรูค


    ตัวที่สองต่ำ เล็งข้อเท้าโวร่า


    ตัวที่สามอ้อมขวา จะถึงแจ็กซ์ในสามวินาที


    ตัวที่สี่รอช่อง 


    และตัวที่ห้า หก เจ็ด ยังอยู่ในท่อ


    มีเสียงผู้หญิงดังขึ้นอีกครั้ง


    “หายใจเข้า กั้นหายใจ”


    คาเอลทำตาม


    “อย่าเล็งที่หัว เล็งที่ข้อต่อ”


    ปืนยิงตะปูกระตุกในมือ


    ตะปูดอกแรกพุ่งเข้าเข่าหน้าของตัวที่สาม มันล้มทันที คาเอลก้าวขวา ยิงดอกที่สองเข้าข้อไหล่ตัวที่พุ่งสูง ร่างมันเสียมุม รูคยิงซ้ำกลางอกจนปลิวกระแทกผนัง ดอกที่สามเฉียดไปเพราะมือเขาสั่นจากแรงปวดหัว ตะปูฝังผนังแทน


    เสียงผู้หญิงในหัวพูดเรียบ


    “ควบคุมให้ดี”


    คาเอลกัดฟัน 


    “หุบปาก”


    แจ็กซ์ที่ก้มอยู่หลังแผงตะโกน 


    “ฉันไม่รู้ว่านายด่าฉันหรือระบบ แต่ตอนนี้เห็นด้วยกับทั้งคู่!”


    โวร่าตัดตัวที่สองล้ม แต่ตัวที่สี่พุ่งผ่านช่องเธอเข้าหาคาเอล เขาถอยไม่ทัน กรงเล็บเฉี่ยวหน้าอกเป็นแนวยาว ความเจ็บร้อนแล่นขึ้นจนลมหายใจขาด เขาใช้ปืนยิงตะปูยัดเข้าปากมันแล้วเหนี่ยวไก ตะปูพุ่งทะลุเพดานปาก ร่างมันชักกระตุกใส่เขา เลือดดำร้อนสาดลงแขน กลิ่นคาวไหม้แทบทำให้เขาอาเจียน


    รูคกระแทกโล่ใส่อีกสองตัวที่ออกจากท่อพร้อมกัน โวร่าหมุนตัวฟันหางตัวหนึ่งขาด เลือดดำกระจายบนพื้นเป็นคราบลื่น คาเอลลื่นเสียหลักครึ่งก้าว ตัวสุดท้ายใช้จังหวะนั้นกระโจนเข้ามา


    เสียงผู้หญิงพูด


    “ยิง”


    ภาพปืนไรเฟิลหนักวาบขึ้นในหัว ไม่ใช่ปืนยิงตะปู แต่เป็นอาวุธที่เขายังไม่มี


    คาเอลยกมือขึ้นโดยไม่มีปืนที่ถูกต้อง


    ความว่างเปล่ากระตุก


    เสี้ยววินาทีหนึ่ง เขารู้สึกเหมือนอากาศจะประกอบตัวเป็นโลหะ


    แต่ยังไม่สำเร็จ


    [เงื่อนไขไม่ครบ]

    [การเรียกใช้อาวุธล้มเหลว]


    ความผิดพลาดทำให้เขาช้า


    สัตว์ประหลาดกระแทกเขาล้มลงกับพื้น กรงเล็บกดลงข้างคอ เขาได้กลิ่นลมหายใจของมัน เหม็นเน่าเหมือนเนื้อเปียกที่ถูกทิ้งในท่อร้อนหลายวัน กรามสี่แฉกเปิดออกเหนือใบหน้า น้ำลายดำหยดลงข้างแก้ม


    ปัง


    ปัง


    รูคยิงมันจากด้านข้างสองนัด ร่างมันสะบัดแต่ยังไม่หลุด


    โวร่าพุ่งเข้ามาเสียบมีดทะลุฐานคอแล้วบิด ร่างมันแข็งค้างเหนือคาเอลก่อนทรุดทับลงมา เขาผลักมันออกด้วยแรงทั้งหมด หายใจหอบเหมือนเพิ่งขึ้นจากน้ำลึก


    รูคยืนเหนือเขา ปืนยังมีควัน 


    “นายช้ากว่าครึ่งวินาที”


    คาเอลไอแรง เลือดจากแผลหน้าอกซึมลงเสื้อ 


    “ยังไม่ตายหรอกน่า”


    “นั่นไม่ใช่มาตรฐานที่ดี”


    แจ็กซ์ตะโกนจากแผงควบคุม 


    “ฉันเปิดระบบได้แล้ว! ตัดระบบกันไฟเฉพาะโซนแล้วด้วย! ซึ่งขอพูดเลยว่าอาคารนี้ควรขึ้นเงินเดือนให้ช่างซ่อมบำรุงคนเก่ามาก เพราะระบบเก่าทนกว่าความสัมพันธ์ของคนยุคนี้อีก!”


    “จุดชนวนเลย” รูคสั่ง


    แจ็กซ์กดคำสั่งสุดท้าย


    สามวินาทีแรกไม่มีอะไรเกิดขึ้น


    จากนั้นพื้นทั้งค่ายสั่น


    เสียงระเบิดทุ้มลึกดังมาจากใต้ดิน ไม่ใช่เสียงระเบิดเปิดโล่ง แต่เป็นเสียงไฟถูกบีบผ่านอุโมงค์และท่อโลหะ คลื่นความร้อนพุ่งผ่านช่องระบายอากาศจนทางเดินร้อนวูบ กลิ่นเชื้อเพลิงไหม้กับเนื้อไหม้ลอยขึ้นมาจากท่อ ฝูงในท่อกรีดร้องพร้อมกัน เสียงนั้นสูงและยาวจนไฟเหนือหัวแตกไปสองดวง


    คาเอลยกแขนกันใบหน้า ความร้อนแตะผิวเหมือนมีมือยักษ์ผลักผ่านทางเดิน แล้วทุกอย่างก็สงบลงอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงเสียงไฟครางอยู่ไกล ๆ ใต้พื้น


    เครื่องสื่อสารของรูคดังขึ้นทันที


    “ท่อกลางหยุดการเคลื่อนไหว! สัญญาณชีวภาพลดลงแปดสิบเปอร์เซ็นต์! ฝูงแนวตะวันออกชะงัก!”


    แจ็กซ์นั่งแปะลงกับพื้น ยกมือขึ้นเหมือนจะไหว้แผงควบคุม 


    “ถ้ารอดไปได้ ฉันจะจูบเครื่องกำเนิดไฟทุกเครื่องที่เจอ”


    โวร่าเช็ดเลือดออกจากมีด 


    “อย่าดีกว่า ฉันสงสารเครื่องมือนาย”


    “เธอมีมุกอีกแล้ว ใช่ไหม นี่นับเป็นพัฒนาการทางอารมณ์หรืออาการโลกแตกกันแน่”


    รูคไม่สนใจ 


    “พวกเรากลับห้องบัญชาการ”


    คาเอลลุกขึ้นช้า ๆ แผลที่หน้าอกแสบจนเสื้อแนบเนื้อทุกครั้งที่ขยับ เลือดใต้จมูกหยุดแล้ว แต่หัวปวดยิ่งกว่าเดิม


    เสียงผู้หญิงในหัวดังขึ้นอีกครั้ง


    “เธอยังควบคุมไม่ดีพอ”


    เขาหยุดเดิน


    เสียงนั้นไม่ได้ดังจากด้านนอก


    ไม่ได้มาจากหน้าต่าง


    มันอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้กว่าเดิม เหมือนใครยืนอยู่หลังไหล่ซ้ายของเขา


    “ความลังเลทำให้เธอตาย”


    คาเอลกำมือแน่น


    ใคร


    ไม่มีคำตอบ


    มีเพียงความรู้สึกของนิ้วบนไกปืนที่เขาไม่เคยถือจริง และความเย็นของสมาธิแบบนักฆ่าที่บอกให้เขาตัดทุกอย่างที่ไม่จำเป็นออกจากการตัดสินใจ


    เมื่อพวกเขากลับถึงห้องบัญชาการ เสียงไซเรนลดระดับลงบางส่วน แต่ความวุ่นวายยังไม่หายไป เจ้าหน้าที่รายงานผลซ้อนกันหลายทิศ ฝูงใต้ดินถูกหยุดชั่วคราว แนวตะวันออกถอยออกไปสามสิบเมตร ผู้รอดชีวิตเริ่มถูกย้ายไปเขตปลอดภัยสำรอง ห้องพยาบาลยังมีคนเจ็บจำนวนมาก แต่การเหยียบกันตายไม่เกิดขึ้น


    แผนได้ผล


    นั่นคือความจริง


    และความจริงนั้นทำให้ทุกคนในห้องมองคาเอลต่างจากเดิม


    ไม่ใช่แค่มองเขาเป็นเด็กหนุ่มผู้รอดชีวิต


    ไม่ใช่แค่มองเขาเป็นคนที่เปิดประตูดำ


    แต่เริ่มมองเขาเป็นบางอย่างที่อาจสั่งการแล้วคนรอด


    นั่นทำให้เขาหนาวยิ่งกว่าอากาศในห้องกักกันสีดำ


    มิเลียเดินมาหาเขาทันทีเมื่อเห็นเลือดบนเสื้อ 


    “แผลนั่น…”


    “แค่เฉี่ยวนิดหน่อย ไม่เป็นอะไรมาก” เขาตอบ


    เธอมองหน้าเขา เหมือนกำลังพยายามหาคนเดิมในแววตาที่เปลี่ยนไปทีละนิด 


    “นาย… ได้ยินอะไรใช่ไหม”


    คาเอลนิ่ง


    มิเลียไม่ต้องการคำตอบจากระบบ เธอมองเขา ไม่ใช่หน้าต่าง ไม่ใช่ตัวเลข ไม่ใช่แผนที่


    มองเขา


    “ตอนต่อสู้” เธอพูด 


    “นายหยุดเหมือนฟังใครอยู่”


    แจ็กซ์ที่กำลังเดินเข้ามาชะงัก 


    “เดี๋ยว ฟังใคร หมายถึงนอกจากเสียงประหลาดทั่วไปของคืนนี้เหรอ เพราะฉันขอแบ่งประเภทก่อนว่าควรกลัวระดับไหน”


    คาเอลหายใจเข้า 


    “ฉันได้ยินเสียงผู้หญิงในหัว”


    ห้องเงียบลงรอบตัวเล็ก ๆ


    เวลซึ่งยืนข้างจอหันมาทันที 


    “พูดต่อ”


    “ขอพูดสั้น ๆ” คาเอลพูด 


    “เธอบอกฉัน เรื่องการเคลื่อนไหว หลบ ย่อต่ำลง เบี่ยงซ้าย การควบคุมการยิง”


    รูคกับเวลสบตากัน


    สั้นมาก


    แต่คาเอลเห็น


    เขาเห็นว่าพวกเขารู้จักบางอย่าง


    “พวกคุณรู้ใช่ไหมว่ามันคืออะไร” คาเอลพูด


    เวลแตะเลนส์ แต่ไม่เปิดข้อมูล 


    “เราเคยเจอรายงานเสียงนำทางในผู้ตื่นบางประเภท แต่รายละเอียดไม่เหมือนกัน บางคนได้ยินเสียงคนที่ตายไปแล้ว บางคนได้ยินเสียงตัวเองในอนาคต บางคนได้ยิน…แบบฝึก”


    “แบบฝึก?” แจ็กซ์ทวน 


    “ฟังดูเหมือนโรงเรียนผีทหาร”


    รูคมองคาเอล 


    “เสียงนั้นบอกให้เธอฆ่าใครหรือยัง”


    “ไม่”


    “ถ้าบอก?”


    มิเลียก้าวเข้ามาก่อนคาเอลตอบ 


    “เขาจะไม่ทำตาม”


    รูคมองเธอ 


    “เธอแน่ใจแทนเขาได้ยังไง?”


    คำถามนั้นทำให้มิเลียเงียบไปครึ่งวินาที


    ครึ่งวินาทีที่คาเอลรู้สึกเจ็บกว่ากรงเล็บเมื่อครู่


    แล้วเธอตอบ 


    “ฉันไม่ได้แน่ใจแทนเขา”


    เธอหันมามองคาเอล


    “ฉันกำลังบอกเขาให้แน่ใจตัวเอง”


    คาเอลรับสายตานั้นไว้โดยไม่หลบ


    เสียงผู้หญิงในหัวเงียบ


    แต่หน้าต่างระบบเปิดขึ้นเอง


    [ตรวจพบการแทรกแซงจากจุดยึดเสถียรภาพ]

    [ประสิทธิภาพการซิงก์ลดลงชั่วคราว]


    ตัวเลขไม่ขึ้น แต่คาเอลรู้สึกว่าความเย็นถอยไปเล็กน้อย


    เวลมองจอเสริมด้านข้าง 


    “มีเรื่องใหม่”


    ทุกคนหันไป


    บนจอขนาดเล็กมีคลื่นสัญญาณหลายชุดไหลผ่าน เส้นหนึ่งเป็นสีฟ้า เส้นหนึ่งเป็นสีเทา และอีกเส้นเป็นสีขาวซีดที่กระพริบไม่เป็นจังหวะ


    “ตอนคาเอลสู้ในใต้ดิน ระบบของค่ายพยายามอ่านค่าเขาอีกครั้ง” เวลพูด 


    “อ่านไม่ได้เหมือนเดิม แต่ครั้งนี้มันดึงรูปแบบสัญญาณออกมาได้บางส่วน”


    นายพลเมมฟิสเดินเข้ามาใกล้ 


    “สัญญาณอะไร”


    เวลไม่ตอบทันที เขาขยายภาพบนจอกลาง เส้นสัญญาณสีขาวแผ่ออกเป็นรูปคลื่นคล้ายลายนิ้วมือของบางสิ่งที่ไม่ใช่ชีพจร ไม่ใช่คลื่นสมองธรรมดา และไม่ใช่สัญญาณซิงก์ของผู้ตื่นทั่วไป


    คาเอลมองมันแล้วรู้สึกเหมือนมองเงาของตัวเองบนกระจกที่อยู่ผิดด้าน


    เวลพูดช้า ๆ 


    “เราเคยเห็นรูปแบบใกล้เคียงแบบนี้ครั้งเดียว”


    รูคเงียบลง


    เคดที่เพิ่งกลับเข้าห้องพร้อมนิกซ์หยุดตรงประตู


    นิกซ์ดูเหนื่อยจนแทบยืนไม่ไหว แต่ยังมีสติ เขามองคาเอลทันทีเหมือนรับรู้ว่ามีบางอย่างเกี่ยวกับเขาเปลี่ยนไป


    “ที่ไหน” นายพลเมมฟิสถาม


    เวลตอบ 


    “ก่อนเมืองแตก ในแฟ้มเก่าของหน่วยแบล็กแองเคอร์ เกี่ยวกับผู้ตื่นระดับบัญชาการที่ควบคุมสนามรบได้โดยไม่ต้องเชื่อมระบบกลาง”


    รูคพูดต่อด้วยเสียงต่ำ 


    “แต่คนนั้นตายไปแล้วนะ”


    คำว่า “ตาย” ตกลงกลางห้องเหมือนปลอกกระสุน


    มิเลียหันมองคาเอลช้า ๆ


    คาเอลรู้สึกปวดหัวแรงขึ้นอีกครั้ง เสียงผู้หญิงในหัวเหมือนเคลื่อนใกล้เข้ามา เพียงแต่ยังไม่พูด


    เวลมองข้อมูลที่กำลังประมวลผล 


    “ระบบกำลังเทียบรูปแบบกับฐานข้อมูลเก่า”


    แถบโหลดสีขาววิ่งช้า ๆ บนจอ


    ทุกคนเงียบ


    แม้แต่แจ็กซ์ก็ไม่พูด


    คาเอลได้ยินเสียงหายใจของตัวเอง ได้ยินเสียงเครื่องคอมพิวเตอร์ ได้ยินเสียงเลือดหยดจากแผลหน้าอกลงพื้นทีละหยด ได้ยินเสียงนิกซ์พยายามกลั้นลมหายใจที่สั่น ได้ยินความเงียบของมิเลียเหมือนมือที่จับเขาไว้จากระยะหนึ่งก้าว


    แถบโหลดเต็ม


    จอทั้งหมดในห้องดับลงพร้อมกัน


    ไฟเหนือหัวกระพริบ


    แล้วหน้าจอกลางก็เปิดขึ้นใหม่ด้วยพื้นสีดำสนิท


    ตัวอักษรสีขาวปรากฏขึ้นทีละตัวอย่างช้า ๆ


    เข้ากันได้


    ไม่มีใครพูด


    คำเดียวบนจอนั้นไม่มีเสียง แต่ดังยิ่งกว่าไซเรนทั้งหมดในค่าย


    คาเอลยืนอยู่กลางห้องบัญชาการที่เต็มไปด้วยทหาร นักวิจัย ผู้รอดชีวิต และคนที่เริ่มมองเขาเหมือนสิ่งซึ่งพวกเขารอคอยหรือหวาดกลัวมานาน


    มิเลียยืนห่างจากเขาหนึ่งก้าว


    ใกล้พอให้เอื้อมถึง


    ไกลพอให้เขารู้ว่าระยะนั้นยังไม่หายไป


    ในหัวเขา เสียงผู้หญิงดังขึ้นอีกครั้ง


    คราวนี้ไม่ใช่คำสั่งการเคลื่อนไหว


    ไม่ใช่คำเตือน


    แต่เป็นประโยคสั้น ๆ เย็นเฉียบและชัดเจนราวกับกระสุนถูกบรรจุเข้ารังเพลิง


    “เริ่มควบคุมตัวเองได้แล้ว ผู้บัญชาการ”

    คล้ายกับเรื่องStarcraft : The Last Commander ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498