เช้าตรู่ในฤดูเหมันต์อากาศหนาวเหน็บคนในจวนไป๋พากันออกมายืนที่หน้าประตูนำโดยพ่อบ้านชิงกับท่านอาจารย์ฝู่เพื่อรอส่งนายหญิงน้อยไป๋ลี่จิงออกเดินทางทุกคนในจวนตระกูลไป๋ต่างเก็บความลับของเด็กทั้งสองไว้เป็อย่างดีไม่เคยแพร่งพรายให้ใครล่วงรู้
เด็กทั้งสองคนแม้เป็นายก็ไม่เคยทำตัวข่มเหงรักแกคนรับใช้ทำผิดก็ไม่เคยสั่งลงโทษอย่างรุนแรงมีเพียงว่ากล่าวตักเตือนทำให้ทุกคนในจวนอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกวันนี้ทุกคนในจวนต่างรู้สึกเศร้าสร้อยที่นายหญิงน้อยต้องเดินทางไปไกลถึงชายแดนเหนือ
ชื่อไป๋ลี่จิงที่ผ่านมาไม่มีใครรู้ว่างมีตัวตนแต่ต่อไปจะมีคนรู้จักนายหญิงน้อยของพวกเขาในนามองค์หญิงโจวซูหนี่ทุกคนในจวนรู้ดีว่านี้เป็ความลับที่ต้องเก็บไว้ไปตลอดชีวิต
แม้จะรู้สึกเศร้าใจแต่ก็อดยินดีไม่ได้ที่นายหญิงน้อยได้ออกจากจวนไปพบเจอโลกภายนอกมีชีวิตที่มีอิสระอย่างแท้จริง
ไป๋ลี่จิงเมื่อถึงเวลาที่จะต้องออกเดินทางก็เดินมาที่หน้าบ้านเห็นเหล่าอาจารย์ฝู่พ่อบ้านชิงและเด็กรับใช้ออกมายืนรอส่งนางทุกคนแสร้งทำเป็ยิ้มทั้งๆที่ยังมีน้ำตาไหลอาบแก้ม
“พวกเ้าทั้งหลายไม่ต้องดีใจจนออกนอกหน้ากันนักก็ได้ที่ต่อไปไม่ต้องรับภาระมาคอยดูแลข้าพอข้าไปแล้วอย่าคิดว่าเื่ในบ้านข้าจะไม่รู้เื่ข้าสั่งให้หย่งเอ๋อร์
เด็กรับใช้ของข้าส่งข่าวรายงานเื่ภายในจวนให้ข้ารู้ถ้าพวกเ้าคนไหนไม่ดูแลท่านอาจารย์ฝู่กับท่านพี่ของข้าให้ดีรับรองว่าข้าจะกลับมาจัดการพวกเ้าด้วยตัวของข้าเอง”
พ่อบ้านชิงเดินก้าวออกมาด้านหน้าเป็ตัวแทนกล่าวคำพูดแทนทุกคน
“นายหญิงน้อยไม่ต้องเป็ห่วงพวกเราจะทำตามที่นายหญิงน้อยสั่งไว้ขอให้ท่านวางใจพวกเราขออวยพรให้นายหญิงน้อยเดินทางถึงด่านชายแดนเหนืออย่างปลอดภัย”
ไป๋ลี่จิงไม่อยากรั้งอยู่นานเกินไปกลัวจะทำตัวเองขายขี้หน้าร้องไห้ออกมาให้ทุกคนเห็นจึงรีบเปลี่ยนเื่หันไปคำนับอาจารย์ฝู่
“ท่านอาจารย์รักษาสุขภาพด้วย...ข้าขอตัวลาไปก่อนมีโอกาสเมื่อไรจะกลับมาเยี่ยมท่าน”
อาจารย์ฝู่กับไป๋ลี่จิงเป็ไม้เบื่อไม้เมากันมานานมักจะโต้เถียงกันอยู่เป็ประจำแต่ทั้งสองต่างก็รู้ดีว่ารองจากบิดาแล้วคนที่ไป๋ลี่จิงเคารพรักก็คือท่านอาจารย์ฝู่ผู้นี้บุญคุณของท่านอาจารย์ยิ่งใหญ่หาผู้ใดเปรียบ
“ไปอยู่ทางนั้นเ้าก็อย่าลืมฝึกฝนตนเองให้มากคนที่เ้าสามารถเชื่อใจได้มีเพียงตัวเ้าเท่านั้นผู้ใดรักเ้า..เ้าจงรักตอบหากผู้ใดไม่ชอบเ้าจงถอยห่างแต่ถ้าผู้ใดทำร้ายเ้าจงตอบแทนมันผู้นั้นอย่างสาสม”
“เ้าค่ะ...ท่านอาจารย์ ศิลป์จะจำคำของท่านอาจารย์เอาไว้”
เมื่อก้าวขึ้นไปนั่งบนรถม้าไป๋ลี่จิงก็เห็นท่านพี่ไป๋ลี่จ้งกับองค์ชายจื่อเหยานั่งรออยู่บนรถแล้ว
“เ้าสองคนพี่น้องทำตามแผนที่วางไว้ไป๋ลี่จิงเ้าเข้าไปซ้อนตัวอยู่ใต้ที่นั่งของรถม้าพอผ่านด่านทหารหน้าประตูเมือง
เ้าค่อยออกมาทำเช่นนี้ก็เพื่อจะหลอกสายตาทหารหน้าประตูเมืองที่เข้ามาขอตรวจรถม้าจะได้เห็นว่าไป๋ลี่จ้งเดินทางออกจากเมืองไปท่องเที่ยวและถือโอกาสส่งสหายที่มาจากต่างเมือง
ตอนขากลับเข้าเมืองทหารในเมืองก็จะคิดว่าไป๋ลี่จ้งออกไปท่องเที่ยวแล้วกลับเข้าเมืองมาตามปกติ”
ไป๋ลี่จ้งคิดว่าแผนการนี้เป็แผนการที่วิเศษมากและไม่มีทางผิดสังเกตอย่างแน่นอน
เมื่อเดินทางมาถึงจุดพักม้านอกเมืององค์ชายจื่อเหยาได้มีรับสั่งให้องครักษ์ฮั่วนำรถม้าอีกคันที่เตรียมไว้มารอรับ
สองพี่น้องฝาแฝดต่างโผเข้ากอดกันแแ่คนทั้งสองถ่ายทอดความรักความห่วงใยที่มีต่อกันอย่างลึกซึ้งไป๋ลี่จ้งกระซิบที่ข้างหูของน้องสาว
“น้องพี่...อย่าลืมพกกริชเล่มนั้นติดตัวไว้ตลอดเวลาถึงเวลาคับขันเ้าจงระลึกถึงพี่ชายคนนี้พี่จะมาช่วยเ้าในทันที”
ไป๋ลี่จิงได้ยินดังนั้นก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้“เราอยู่ไกลกันนับพันลี้ท่านพี่จะมาช่วยข้าทันได้อย่างไรกันเล่า ท่านพี่พูดจาแปลกๆเช่นนี้เพราะห่วงใยน้องเกินไปหรือเ้าค่ะ”
ไป๋ลี่จ้งยิ้มอ่อนๆให้กับน้องสาวด้วยความเอ็นดู“วันหนึ่งหากเ้าตกอยู่ในอันตรายเ้าจงทำอย่างที่พี่บอกแล้วเ้าจะเข้าใจและเห็นด้วยตาตนเอง”
แม้ไป๋ลี่จิงไม่ค่อยเชื่อว่าเื่แปลกประหลาดเช่นนี้จะเกิดขึ้นจริงแต่นางก็ยอมรับปากพี่ชายแต่โดยดี
“เ้าค่ะ...ท่านพี่น้องจะจำไว้น้องสัญญาจะเก็บกริชเล่มนี้ไว้กับตัวตลอดเวลา”
องค์ชายจื่อเหยาเห็นว่าเวลาล่วงเลยมานานมากแล้วจึงเดินเข้าไปกล่าวเตือนสองพี่น้อง
“นี้ก็สายมากแล้วต้องเดินทางอีกหลายชั่วยามกว่าจะถึงโรงเตี๊ยมที่เรานัดหมายกับคนของเราเอาไว้ไป๋ลี่จ้งเ้าวางใจเถอะเราจะดูแลความปลอดภัยของน้องสาวเ้าเป็อย่างดีด้วยเกียรติของลูกผู้ชาย
เราให้สัญญาว่าน้องสาวเ้าจะได้รับความรักและการเอาใจใส่เสมือนเป็คนในครอบครัวของเรา”ไป๋ลี่จ้งได้ยินองค์ชายจื่อเหยาทรงรับสั่งเช่นนั้นก็รู้สึกวางใจมากขึ้นจึงคุกเข่าลงทำความเคารพ
“ขอบพระทัยองค์ชายพ่ะย่ะค่ะกระหม่อมฝากดูแลน้องสาวของกระหม่อมด้วยกระหม่อมขอสัญญากับองค์ชายเช่นกันว่าตระกูลไป๋จะจงรักภักดีต่อท่านอ๋องตระกูลโจวไปจนกว่าชีวิตนี้จะหาไม่พ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายจื่อเหยายืนมือไปประคองแขนทั้งสองข้างของไป๋ลี่จ้งให้ลุกขึ้นคำสัญญาที่ชายหนุ่มทั้งสองมีให้ต่อกันต่างเข้าใจดีว่านี่คือคำมั่นสัญญาของลูกผู้ชาย
หลังจากที่แยกกันที่จุดพักม้าองค์ชายจื่อเหยาจึงได้มีโอกาสได้นั่งสังเกตหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงหน้ามากขึ้นดูภายนอกเวลาที่นางแต่งกายด้วยชุดของบุรุษ
นางดูเหมือนเด็กหนุ่มคนหนึ่งมีเพียงใบหน้าเท่านั้นที่อ่อนหวานเหมือนสตรีแต่ความกังวลที่เข้ามากวนใจองค์ชายก็คือนางมีความดื้อลั่นทั้งยังมีความคิดเป็ของตัวเอง
เมื่อนางต้องเข้าไปอยู่ในความดูแลของพระราชมารดาที่ทรงเข้มงวดกับระเบียบแบบแผนการวางตัวของกุลสตรีเช่นนั้นแล้วนางจะถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่นางไม่ชอบนางจะยอมทำตามหรือไม่
“ไป๋ลี่จิงเ้าเคยได้รับการฝึกอบรมเื่มารยาทของกุลสตรีมาบ้างหรือไม่”ไป๋ลี่จิงเงยหน้าขึ้นมาจากม้วนตำราพิชัยาที่ตนสามารถอ่านวนไปวนมาได้อย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย
“หม่อมฉันไม่เคยได้รับการอบรมมารยาทของสตรีเพคะตัวหม่อมฉันไม่ได้มีความสนใจใคร่รู้เื่คุณธรรมของสตรีเท่าไหร่นัก
ส่วนใหญ่จะศึกษาคุณธรรมของบุรุษเสียมากกว่าองค์ชาย้าให้หม่อมฉันศึกษาคุณธรรมของสตรีอย่างนั้นหรือเพคะ”
องค์ชายจื่อเหยาได้แต่คิดเงียบๆ อยู่เพียงในใจว่าหญิงสาวผู้นี้ชั่งพูดจาเปิดเผยตรงไปตรงมาไม่เหมือนสตรีที่มักพูดจาด้วยลักษณะปากไม่ตรงกับใจ
“หากเ้าจะต้องดำรงตำแหน่งองค์หญิงจำเป็อย่างยิ่งที่เ้าจะต้องรู้มารยาทการวางตัวเสด็จแม่ของเรายินดีจะเป็คนฝึกสอนให้กับเ้าด้วยพระองค์เอง”
ไป๋ลี่จิงเมื่อได้ยินดังนั้นก็ทำหน้านิวคิ้วขมวดโดยไม่ทันระวังทั้งแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่พอใจนักด้วยการโยนตำราที่อยู่ในมือลงกับพื้นรถม้าเพื่อระบายอารมณ์ที่ขุ่นมัว
“เื่นั้นองค์ชายไม่ต้องทรงเป็กังวลไปหลอกเพคะหม่อมฉันจะทำข้อตกลงกับเสด็จแม่ของพระองค์เองถึงหม่อมฉันจะดูเป็คนกระด้างหยาบคายไปบ้าง
แต่ถึงอย่างไรส่วนหนึ่งหม่อมฉันก็ต้องไว้หน้าเสด็จแม่ของพระองค์อยู่บ้างหากข้อตกลงเป็ไปตามความพอใจของทั้งสองฝ่ายหม่อมฉันคิดว่าเื่เรียนรู้มารยาทก็ไม่ใช่ว่าจะทำให้ไม่ได้เพคะ"
ข้อตกลงอย่างนั้นหรือ?...นางยังไม่ทันได้พบหน้าเสด็จแม่ก็คิดแผนเพื่อจะต่อรองแล้วหรือนี่ชั่งเป็สตรีที่น่านับถือ...น่านับถือ...ทุกคนต่างรู้ดีว่าภายนอกเสด็จแม่ทรงเป็สตรีที่มีกิริยามารยาทงดงามแต่ภายในจิตใจของพระองค์นั้นกลับเข้มแข็งและเด็ดขาด
“เ้าแน่ใจหรือว่าข้อตกของเ้าเสด็จแม่จะยอมรับฟัง”
อันที่จริงในใจนั้นไป๋ลี่จิงก็ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่แต่ก็ยังแสร้งตอบกลับไปด้วยความมั่นอกมั่นใจ
"ถ้าเสด็จแม่ของพระองค์มีความรักใคร่เอ็นดูหม่อมฉันและมีความยุติธรรมอยู่ภายในจิตใจย่อมตอบรับทำตามข้อเสนอของหม่อมฉันแน่นอนเพคะ"
คำพูดของนางแต่ละคำมีไว้เพื่อเชือดเฉือนผู้อื่นโดยแท้
ท้องฟ้าเริ่มมืดลงอากาศด้านนอกรถม้าเยียบเย็นลมหนาวพัดกระหน่ำรุนแรงเสียงองครักษ์วิ่งต้านลมหนาวเข้ามารายงานสถานการณ์
“องค์ชายขอรับอีกไม่เกินหนึ่งเค่อ (15นาที)เราก็จะถึงโรงเตี๊ยมแล้วพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายจื่อเหยาหันไปหาไป๋ลี่จิงพร้อมกับถอดผ้าคลุมของตนเองมาสวมทับให้อีกชั้นบนตัวไป๋ลี่จิง
“คืนนี้พวกเราต้องพักแรมกันที่โรงเตี๊ยมพรุ่งนี้ต้องออกเดินทางแต่เช้าพอถึงตีนเขาเราต้องเดินเท้าข้ามูเาเส้นทางไม่ค่อยสะดวกนักคาดว่าคงต้องใช้เวลาทางอีกสองวัน
เราอาจจะต้องพักบนูเาหนึ่งคืนเ้าพอจะทนลำบากหน่อยได้หรือไม่พอพ้นูเาลูกนั้นไปก็จะถึงด่านชายแดนเหนือ”
ด้วยความที่นางไม่เคยได้ออกมาเห็นโลกภายนอกเมื่อได้ยินดังนั้นก็รู้สึกตื่นเต้นเป็อย่างมาก
“พักแรมในป่าหรือเพคะ ไม่เลย...ไม่ลำบากเลยเพคะ...หม่อมฉันยังไม่เคยได้มีโอกาสทำอะไรเช่นนี้มาก่อนหม่อมฉันคิดว่ามันดูน่าสนุกน่าตื่นเต้นดีออก”
องค์ชายเห็นท่าทางตื่นเต้นดีใจของนางก็ทำให้เบาใจไปได้ด้วยพระองค์เองก็กลัวว่านางจะทนความลำบากไม่ไหวในป่ามีแต่อันตรายและสัตว์ป่าน่ากลัวแต่นางไม่มีทีท่าจะเป็กังวลเลยแม้แต่น้อย
รถม้าหยุดลงที่หน้าโรงเตี๊ยมที่พักจุดสุดท้ายก่อนถึงทางเดินขึ้นเขาองค์ชายลงจากรถม้าทรงยื่นมือรอรับไป๋ลี่จิงตามมารยาทที่บุรุษพึงกระทำ แต่นางกลับทำเมินใส่ไม่สนใจไยดีมือที่ยืนมาให้แล้วะโลงจากรถม้าด้วยท่าทางทะมัดทะแมง
“พระองค์ลืมไปแล้วหรือเพคะว่าหม่อมฉันแต่งตัวด้วยชุดของบุรุษหากใครมาเห็นเข้าจะเข้าใจผิดเอาได้นะเพคะ”
องค์ชายเดินอมยิ้มตามหลังไปอย่างเงียบๆ เห็นด้วยกับความคิดรอบคอบของนาง
“เราถามจริงๆ บนโลกนี้เ้ากลัวอะไรบ้างหรือไม่”ไป๋ลี่จิงมีใบหน้าเปื้อนยิ้มจางๆ จากอาการขบขันองค์ชายเมื่อครู่
“กลัวหรือเพคะ ขอคิดก่อน! อืม...ั้แ่เล็กจนโตสิ่งที่หม่อมฉันว่าน่ากลัวที่สุดนั้นก็คือความพ่ายแพ้เพคะ
ความพ่ายแพ้ที่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของผู้อื่นอยู่อย่างไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรีสำหรับหม่อมฉันแล้วหม่อมฉันคิดว่าอยู่ไม่สู้ตายเพคะ”
นางมีความคิดเช่นนี่นี้เอง ใครสั่งสอนนางแบบนี้กันนะชั่งเป็การสั่งสอนที่สุดโต่งเกินไปจริงๆ ถ้าให้เดาคงไม่พ้นท่านอาจารย์ฝู่เป็แน่
“ใครเป็คนสอนให้เ้ามีความคิดเช่นนี้รู้หรือไม่ว่าบางครั้งความพ่ายแพ้ก็เป็หนทางที่ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น ความพ่ายแพ้ส่วนหนึ่งก็สอนบทเรียนอันล้ำค่าทำให้เ้าได้เรียนรู้สัจธรรมแห่งชีวิตไม่มีผู้ใดบนโลกนี้จะเป็ผู้ชนะไปตลอดกาล”
ไป๋ลี่จิงไม่ได้แสดงท่าทีสนใจฟังคำพูดตักเตือนขององค์ชายเลยแม้แต่น้อย“เดินทางเหนื่อยมาทั้งวันแล้วหม่อมฉันขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะเพคะ ทูลลา”นางยกมือประสานทำความเคารพแบบส่งๆ แล้วหันหลังเดินเข้าห้องพักของตนอย่างหน้าตาเฉย
เมื่อเข้ามาในห้องไป๋ลี่จิงนั่งทบทวนคำพูดขององค์ชายทำให้คิดได้ว่าบทเรียนของการพ่ายแพ้อย่างนั้นหรือทุกยุคทุกสมัยชนะเป็เ้า แพ้เป็โจรด้วยกันทั้งนั้นสัจธรรมในชีวิตอะไรนั้นใช้ได้กับคนที่คิดออกบวชเท่านั้น
นางตีความหมายและเจตนาคำว่าพ่ายแพ้ขององค์ชายผิดเพี้ยนไปอย่างสิ้นเชิงสิ่งที่องค์ชายตักเตือนนางถึงสัจธรรมของชีวิตนั้นคือทุกคนเกิดมาย่อมต้องรู้จักความพ่ายแพ้จึงจะสามารถลดความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ของตนลงได้บ้าง
การอยากเอาชนะทุกคนโดยไม่คำนึงถึงการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นกระทำโดยไม่เลือกวิธีการเพื่อจะเอาชนะจะนำพามาซึ่งหายนะร้ายแรง
จนบางครั้งตนเองก็ยังคาดไม่ถึงรู้ตัวอีกทีก็สูญเสียทุกอย่างที่ตนรักและห่วงแหนมากที่สุดไปอย่างไม่มีวันเรียกกลับคืนมาได้อีก
*************************************************
สตรีที่มีจิตใจเยี่ยงบุรุษย่อมเป็คนตัดสินใจเด็ดขาด สิ่งใดที่นางตัดสินใจกระทำไม่มีทางสำนึกเสียใจทีหลัง(มั่นมากแม่!)
อ่านแล้วชอบช่วยกดหัวใจ เป็กำลังให้นักเขียนด้วยนะจ๊ะ ขอบคุณคะ นามปากกาK.P.STOM