- บทที่ 3 -
เชื่อฉัน แล้วจะไม่ผิดหวัง
ปลายปากกาหยุดลง ร่องรอยหมึกสีเข้มลากเป็เส้นสุดท้ายบนกระดาษ ต้นข้าวได้เขียนไทม์ไลน์ในอนาคตที่รวมเฉพาะเหตุการ์ณสำคัญใหญ่ ๆ เท่านั้น
เสียงปลายปากกาเคาะเบา ๆ บนโต๊ะไม้เก่า เสียงกึกกักเป็จังหวะที่ช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้น ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องทำคือกำหนดทิศทางต่อไป… เพราะเขาจะไม่มีทางอยู่ที่ค่ายรับน้องนี่นานเหมือนในตอนนั้นแน่ ๆ
เขาหลับตา ถอนหายใจลึก ก่อนจะไล่เรียงแผนทั้งหมดในหัว
ก่อนหน้านี้เขาสั่งให้จอมโทรไปที่บ้านเพื่อซื้ออาหารมาตุ่น แต่ปัญหาอยู่ที่พวกเขาจะซื้อมาทันหรือเปล่า? ถ้าทัน—หากทุกอย่างถูกเตรียมพร้อมตามที่เขาคาดไว้ แผนคือพวกเขาจะออกเดินทางไปบ้านของจอมภายในวันพรุ่งนี้
ก่อนจะถึงตอนนั้น…
สิ่งแรกที่ต้องทำคือพาจอมไปที่ศูนย์ติดต่อของค่าย เพื่อสอบถามสถานการณ์จากทางนั้น ถ้าหากยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดเกี่ยวกับสถานการณ์ พวกเขาก็ไม่ต่างอะไรจากคนตาบอดที่กำลังเดินอยู่บนสะพานแคบ ๆ ที่ทอดยาวไปสู่ความตาย
ในโลกที่เต็มไปด้วยซอมบี้ ความไม่รู้คืออันตรายร้ายแรงที่สุด
ต้นข้าวต้องแน่ใจว่าการเดินทางครั้งนี้จะไม่สูญเปล่า ที่สำคัญกว่านั้น—เขาต้องพาจอมและฟางไปถึงที่นั่น อย่างปลอดภัย
เขาจะไม่ยอมให้เกิดเื่อันตรายเด็ดขาด
'ตึก… ตึก…'
เสียงปลายปากกากระทบกับโต๊ะดังขึ้นอีกครั้ง ต้นข้าวกำลังครุดคิดถึงสิ่งสำคัญที่อยากจะเช็ค
'หัวหน้าในรอบนี้เขายังอยู่กับพี่วารีไหมนะ?'
ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของต้นข้าวฉายแววเคร่งเครียด ขณะที่จ้องมองแผ่นกระดาษตรงหน้า พล่างใช้ปากกาวนไปมาระหว่างชื่อทั้งสอง
หากโลแกนยังเลือกที่จะไว้ใจเธอเหมือนเดิม… นั้นอาจจะเป็อุปสรรคต่อเขาได้
ในใจของเขาอยากจะไปที่ค่ายรับน้องที่โลแกนอยู่ แต่ตอนนี้ติดปัญหาอย่างเดียวคือเขาไม่อยากทิ้งจอมและฟางไว้ที่นี่ เพราะที่นี่ก็ไม่ได้ปลอดภัยเลยด้วยซ้ำ
หลังจากที่ซอมบี้บุก พวกเขาจะไปไหนไม่ได้เลย ติดแหง็กอยู่แต่ในโรงอาหาร ที่เป็แบบนั้นก็เพราะว่ารุ่นพี่และอาจารย์ต่างพากันเข้ามาที่นี่และหาอะไรมาปิดทางเข้าออกอย่างแ่า ที่โรงอาหารมีทั้งน้ำและอาหารพร้อม อยู่ได้โดยที่ไม่ต้องเสี่ยงอันตรายออกไปข้างนอกเลยด้วยซ้ำ
ต้นข้าวเคาะปลายปากกาลงบนหน้ากระดาษเบา ๆ ลมหายใจของเขาหนักอึ้ง
แผนการพาจอมไปที่ศูนย์ติดต่อของค่ายอาจไม่ใช่เื่ยาก แต่สิ่งที่ยากก็คือต้องทำยังไงให้ปลอดภัยให้ได้มากที่สุด
ต้นข้าวจรดปากกาลงกับกระดาษอีกครั้ง วงกลมคำว่า ‘เส้นทางปลอดภัย’ ไว้ด้วยหมึกเข้ม
"เฮ้ย! กูพาฟางมาตามที่มึงสั่งแล้วนะ"
เสียงของจอมดังขึ้นจากข้างหลัง ต้นข้าวสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะรีบปิดสมุดบันทึกแล้วทำตัวปกติ
"มาแล้วหรอ ช้ามาก!"
ต้นข้าวแสร้งทำเป็พูดกลบเกลื่อน ก่อนจะยกมือขึ้นตบลงบนเก้าอี้ตัวข้าง ๆ เป็สัญญาณให้ทั้งสองนั่งลง ดวงตาที่เคยเรียบนิ่งเริ่มฉายแววจริงจังขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่างที่สำคัญ
ฟางขมวดคิ้วเล็กน้อย มองเพื่อนตรงหน้าด้วยความสงสัย
"เรียกฉันมาทำไมหรอข้าว?"
"ถ้าฉันบอกว่าพวกเรากำลังจะตายเธอจะเชื่อไหม"
ความเงียบปกคลุมระหว่างพวกเขาไปชั่วขณะหนึ่ง ฟางกระพริบตา ก่อนจะหัวเราะในลำคอเบา ๆ แล้วส่ายหัว
"ไม่เอาน่า ถามคำถามที่รู้คำตอบอยู่แล้วเนี้ยนะ?"
เธอพยายามทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลง แม้ว่าเธอจะยังไม่เข้าใจว่าต้นข้าวกำลังพูดถึงอะไร แต่ท่าทีของเขาทำให้เธอรู้สึกแปลก ๆ ฟางหัวเราะในลำคอก่อนจะส่ายหัว
"เอาจริงๆนะ ตอนนี้กูเริ่มรู้สึกเหมือนโดนมึงหลอกเลยว่า"
จอมเอ่ยเสียงขุ่น สีหน้าเขาดูไม่จริงจังเท่าต้นข้าว แต่ก็ไม่ได้สบายใจเหมือนฟางเช่นกัน
ต้นข้าวมองเพื่อนทั้งสองคน ดวงตาฉายแววหนักใจอย่างชัดเจน เขาไม่สามารถพูดตรง ๆ ได้ว่าซอมบี้กำลังจะบุกเข้ามาภายในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า เพราะต่อให้พูดออกไป พวกเขาจะเชื่อเขางั้นเหรอ? ต้นข้าวส่งยิ้มบาง ๆ ให้เพื่อนทั้งสอง แต่ในแววตากลับฉายแววบางอย่างที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวดูน่าขนลุก
มันเป็รอยยิ้มที่ไม่อาจอ่านความหมายได้ชัดเจน คล้ายกับว่าเขากำลังวางแผนอะไรบางอย่างในใจ จอมกับฟางสบตากันอย่างไม่แน่ใจ
"หลอกกูจริง ๆ หรอ?"
จอมเริ่มระแวง น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความลังเล เขาไม่แน่ใจว่าต้นข้าวพูดจริงหรือกำลังเล่นตลกกันแน่ ต้นข้าวหัวเราะเบา ๆ เขาไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่มองภาพตรงหน้า แค่ได้เห็นเพื่อนของตัวเองอีกครั้ง ได้แหย่เล่นกับเพื่อนที่เขาคิดว่าไม่มีโอกาสแล้ว ความรู้สึกอัดอั้นในอกบรรยายออกมาเป็คำพูดไม่ได้ แต่เขากลับรู้สึกขอบคุณโชคชะตาที่ให้โอกาสเขาได้กลับมาแก้ไข
ขณะเดียวกัน สายตาของเขาสะดุดไปที่ฟาง ก่อนจะเลื่อนลงไปมองธนูที่เธอสะพายไว้ด้านหลัง
ธนู?
ต้นข้าวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
เธอพกธนูมาด้วย? หรือว่าจอมเป็คนแนะนำให้เธอพกติดตัวมา? แบบนี้ก็คงง่ายขึ้นสินะ...
เขาลืมไปเลยว่าฟางยิงธนูได้ดีมาก ฝีมือของเธอไม่ใช่แค่ระดับงานอดิเรก แต่เป็ระดับที่เคยคว้ารางวัลมาแล้วหลายครั้ง ถ้ามีฟางอยู่ด้วย โอกาสรอดก็จะสูงขึ้นอีก
แต่...
เธอจะกล้ายิงใส่พวกที่กลายเป็ซอมบี้หรือเปล่า?
ต้นข้าวหลับตาลงอย่างครุ่นคิดก่อนจะถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
"ฟาง เธอเคยยิงธนูใส่เป้าเคลื่อนที่ไหม?"
ฟางกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะส่ายหัว
"ไม่เคย"
ต้นข้าวถอนหายใจออกมาเบา ๆ นั่นสินะ ไม่เคย...เพราะเธอเคยยิงแค่เป้านิ่ง แต่โลกที่พวกเขากำลังจะเผชิญหน้ามันต่างออกไป เป้าหมายของเธอจะไม่ใช่แค่แผ่นกระดาษหรือหุ่นจำลอง แต่เป็สิ่งมีชีวิต...หรืออาจจะไม่ใช่สิ่งมีชีวิตอีกต่อไปแล้ว
เธอจะรับมือไหวไหม?
แต่ก็ไม่ทันแล้วที่จะย้อนกลับไปเตรียมใจ ทุกคนมีเวลาเหลือน้อยเกินไป และทุกวินาทีที่ผ่านไปก็หมายถึงโอกาสรอดที่ลดลง
"งั้นเธออาจจะต้องฝึกเร็ว ๆ นี้" ต้นข้าวพูดขึ้นเสียงเรียบ แต่ั์ตาฉายแววจริงจัง
"ทำไมล่ะ"
จู่ ๆ ก็เสียงกรีดร้องแหลมสูงของใครบางคนดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังตึงเครียด
"ใครก็ได้! ช่วยด้วย!"
ก่อนที่ฟางจะได้ถามมีเสียงของเด็กนักศึกษาผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น ผู้คนที่อยู่ในโรงอาหารต่างพากันใ เสียงที่ร้องขอความช่วยเหลือนั้นสั่นเครือเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความสิ้นหวังราวกับคนที่เพิ่งหนีรอดมาจากขุมนรก ต้นข้าวสะดุ้งเฮือกก่อนจะหันไปมองตามเสียง สายตาของเขาประสานเข้ากับร่างของเด็กสาวคนหนึ่งที่วิ่งโซเซเข้ามาข้างใน
เธออยู่ในสภาพที่น่าสยดสยอง ร่างกายเต็มไปด้วยคราบเืที่เปรอะเปื้อนั้แ่ใบหน้าลงมาจนถึงปลายเท้า เสื้อผ้าขาดวิ่นราวกับถูกฉีกขาดด้วยกรงเล็บของอะไรบางอย่าง ฝุ่นและเศษดินเกาะติดไปทั่วตัว เธอหอบหายใจแรง ร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่
ต้นข้าวเบิกตากว้าง ความเย็นเยียบไหลผ่านแนวกระดูกสันหลัง เขารู้ดีว่าอะไรเป็ต้นเหตุของสภาพนี้ แต่—มันยังเร็วเกินไป
"จอม! ตอนนี้กี่โมงแล้ว!"
จอมสะดุ้งกับน้ำเสียงตื่นตระหนกของต้นข้าวก่อนจะดูนาฬิกาที่ข้อมือแล้วตอบด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรน
"11.08"
ต้นข้าวกำมือแน่น นั่นมันเร็วเกินไป! ในไทม์ไลน์เดิม เหตุการณ์แรกควรจะเกิดขึ้นราว ๆ เที่ยงวัน แต่นี่มันขยับมาเกือบหนึ่งชั่วโมง หมายความว่ายังไง? การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เขาทำไปก่อนหน้านี้ส่งผลให้เหตุการณ์ทุกอย่างเร็วขึ้นงั้นเหรอ!?
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดให้เสียเวลา
ต้นข้าวรีบวิ่งตรงไปยังเด็กสาวคนนั้นที่กำลังยืนตัวสั่นอยู่ ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความหวาดผวา ปากสั่นระริก มือข้างหนึ่งกำชายเสื้อของตัวเองแน่นเหมือนพยายามยึดติดกับอะไรบางอย่างเพื่อให้ตัวเองไม่ล้มลง
"นี่ ใจเย็น ๆ ก่อนนะครับ เกิดอะไรขึ้น?"
ต้นข้าวถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขารู้ดีว่าในสถานการณ์แบบนี้ ถ้ากดดันมากเกินไป เด็กสาวอาจจะแตกตื่นหนักกว่าเดิม
แต่ดูเหมือนว่าไม่ว่าจะใช้คำพูดแบบไหนก็ไม่มีผล ดวงตาของเธอยังคงสั่นระริก ลมหายใจขาดห้วง ริมฝีปากที่เปรอะเปื้อนคราบเืพยายามขยับพูดแต่กลับเปล่งเสียงไม่ออก
"ค...คือว่า...! เพื่อนของหนู ข...เขา...เขาเป็อะไรไม่รู้..!"
เสียงของเธอแทบจะขาดเป็ห้วง ๆ เหมือนคนที่พยายามจะกลืนก้อนหินลงคอ มือทั้งสองข้างยกขึ้นกุมหัวแน่น ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ต้นข้าวมองเห็นน้ำตาไหลออกจากดวงตาที่เบิกโพลงของเธอ
เธอไม่ได้แค่กลัว แต่เป็ กลัวสุดขีด
เป็ความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นเมื่อได้เห็นบางสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่บนโลกนี้ บางสิ่งที่มนุษย์ไม่มีวันทำใจยอมรับได้ง่าย ๆ
ต้นข้าวกัดฟันแน่น เขาไม่รู้หรอกว่าเด็กคนนี้เจออะไรมากันแน่ แต่เขาพอเดาได้... และมันไม่ใช่เื่ดีแน่
เขาเอื้อมมือไปแตะไหล่ของเด็กสาวเบา ๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคง
"สูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนนะครับ แล้วค่อยพูดอีกที"
เด็กสาวสะอื้นเบา ๆ ก่อนจะพยายามทำตามคำแนะนำ เธอสูดหายใจเข้าช้า ๆ ลึก ๆ แล้วค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออก แม้จะยังตัวสั่นอยู่ แต่ดูเหมือนว่าสติของเธอจะเริ่มกลับมาเล็กน้อย
เธอกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยเสียงแ่เบา แต่ทุกคำที่หลุดออกมากลับทำให้ต้นข้าวรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่ากลางศีรษะ
"เพื่อนของหนู...เขา...เขาฆ่ารุ่นพี่ที่อยู่ในห้องพยาบาลค่ะ!"
ร่างของต้นข้าวแข็งทื่อไปทันทีเมื่อได้ยิน
เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นจากทางเดินด้านหลัง ตามมาด้วยเสียงของใครบางคนที่ะโถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"เกิดอะไรขึ้น!?"
อาจารย์ที่ได้ยินเสียงนักศึกษาร้องรีบตามมาสบทบออย่างรวดเร็วเพื่อดูอาการ
อาจารย์วัยกลางคนในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวและกางเกงสแล็ครีบเดินเข้ามาสมทบ สายตาคมกริบของเขาสำรวจนักศึกษาที่กำลังตัวสั่นเทิ้ม ก่อนจะหันไปมองต้นข้าวและกลุ่มเพื่อนด้วยความสงสัย
เด็กสาวที่ร้องขอความช่วยเหลือสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นอาจารย์ ใบหน้าของเธอซีดเผือด ดวงตาเบิกกว้างเต็มไปด้วยความหวาดกลัวราวกับเพิ่งหนีตายมาหมาด ๆ
เธอยกมือที่เปรอะเปื้อนเืขึ้นกุมหน้าอก หายใจหอบถี่ราวกับอากาศรอบตัวไม่เพียงพอ
"อาจารย์คะ! ช่วยด้วยค่ะ!!"
เสียงของเธอสั่นเครือแทบจะกลายเป็เสียงสะอื้น เธอกำลังพยายามควบคุมตัวเอง แต่ร่างกายกลับสั่นสะท้านจนแทบทรงตัวไม่อยู่
อาจารย์ก้าวเข้ามาหาด้วยความเร่งรีบ ดวงตาคมกริบของเขากวาดมองสภาพของเธออย่างละเอียด
"นี่มันเื่อะไรกัน ทำไมตัวเธอถึงมีแต่เื?"
น้ำเสียงของอาจารย์แม้จะหนักแน่น แต่ก็แฝงไปด้วยความใและความเป็กังวลอย่างเห็นได้ชัด
เด็กสาวกำมือแน่นขึ้น เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงแ่เบาแต่สั่นเครือ
"ก่อนหน้านี้ พวกหนูอยากไปเล่นฐานกิจกรรมค่ะ!....หลังจากที่เพื่อนหนูาเ็... หนูเลยพาเขาไปห้องพยาบาลให้อาจารย์ดูแผลค่ะ..."
เธอหยุดไปชั่วครู่ ริมฝีปากซีดเผือดสั่นระริก เหมือนเธอไม่อยากพูดสิ่งที่จะตามมา แต่ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ยังคงฝังแน่นอยู่ในหัว
"ตอนนั้นแผลที่แขนของเขาลึกมาก อาจารย์ที่อยู่ที่นั่นกำลังจะไปตามอาจารย์คนอื่นมา... แต่จู่ ๆ —"
เธอหยุดชะงักไปชั่วขณะ เหมือนกับว่าคำพูดต่อไปมันติดอยู่ที่ลำคอ ริมฝีปากเม้มแน่น ใบหน้าซีดขาวราวกับไร้เืฝาด
ต้นข้าวมองดูท่าทางของเธอแล้วใจเริ่มเต้นรัว เขาไม่อยากจะได้ยินคำตอบนั้นเลย...
เด็กสาวกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ ดวงตาเบิกกว้างขณะที่พูดต่อไปด้วยเสียงสั่นเครือ
"เพื่อนหนู...เขาเริ่มคลั่ง..."
เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
"เขากระโจนเข้ากัดรุ่นพี่ที่อยู่กับเราตอนนั้น! แล้วก็...ฆ่าเขา...ก่อนกัดกระชากเนื้อออกมา!"
ร่างของเธอสั่นสะท้าน ราวกับว่าแค่พูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็มากเกินกว่าที่เธอจะรับไหว น้ำตาไหลอาบแก้มขณะที่เธอกำมือแน่น
"หนูไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น! ไม่รู้จริง ๆ! นอกจากรีบวิ่งหนีออกมาให้เร็วที่สุด! ได้โปรดค่ะ อาจารย์! รีบโทรแจ้งตำรวจเถอะค่ะ!"
เสียงของเธอแทบจะแตกเป็เสียงสะอื้นในตอนท้าย
อาจารย์นิ่งไปชั่วขณะ ใบหน้าที่เคยเคร่งขรึมบัดนี้เริ่มมีริ้วรอยแห่งความวิตกกังวลปรากฏขึ้นดวงตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
"ใจเย็น ๆ ก่อนนะ เดี๋ยวอาจารย์จะโทรแจ้งตำรวจเดี๋ยวนี้แหละ!"
เขาหันไปสั่งให้นักศึกษาคนหนึ่งช่วยดูแลเด็กสาว
"ฝากดูแลเพื่อนด้วยนะ เดี๋ยวอาจารย์จะไปดูที่เกิดเหตุก่อน!"
พูดจบ เขาก็รีบหมุนตัวแล้วออกวิ่งไปทันที
"เดี๋ยว—!"
ต้นข้าวยื่นมือออกไปหมายจะรั้งอาจารย์ไว้ แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว
เขากัดฟันแน่น สายตาจับจ้องไปยังร่างของอาจารย์ที่วิ่งหายลับไปทางอาคารพยาบาล หัวใจเต้นแรงด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในอก
"ไม่ดีแน่...!"
ในไทม์ไลน์เดิม อาจารย์คนนี้เป็หนึ่งในคนที่ถูกโจมตีเป็กลุ่มแรก... และตอนนี้เขากำลังเดินเข้าไปหาความตายนั้นด้วยตัวเอง!
ต้นข้าวสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะหันไปมองจอมกับฟางที่ยืนหน้าซีดอยู่ข้าง ๆ
"พวกเราต้องรีบไปจากที่นี่แล้ว!"
ต้นข้าวพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ถึงจะรู้ว่าต้องทำยังไง แต่เขาก็ยังอดรู้สึกหงุดหงิดไม่ได้...
ทุกอย่างกำลังเกิดขึ้น เร็วเกินไป!
ในความทรงจำของเขา เหตุการณ์ควรจะเกิดขึ้นช้ากว่านี้อย่างน้อยสองชั่วโมง แต่ตอนนี้… มันเหมือนกับว่ามีบางอย่างกำลังเร่งให้เหตุการณ์มันเร็วขึ้นกว่าเดิม
"แต่ว่า....ผู้หญิงคนนั้นเืออกเยอะมากเลยนะ"
ฟางพูดพลางมองไปยังเด็กสาวที่ยังคงตัวสั่น หยดน้ำตาของเธอยังค้างอยู่บนขนตา มือของเธอเปรอะเปื้อนเืจนแดงฉาน ไม่แน่ใจว่าเป็ของเธอเอง หรือของใครกันแน่
ต้นข้าวส่ายหัวทันที ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่กลุ่มนักศึกษาคนอื่น ๆ ที่เริ่มมารวมตัวกันรอบเด็กสาว
"ปล่อยเขาไปเถอะ มีเพื่อนคนอื่น ๆ ดูแลเยอะอยู่แล้ว ตามฉันมาก่อน" ต้นข้าวพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ฟางกัดริมฝีปากแน่น ดูเหมือนเธอจะยังลังเลอยู่ แต่จอมที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กลับหรี่ตามองต้นข้าวอย่างจับผิด ก่อนจะเอ่ยถาม
"หรือว่าเื่นี่จะเกี่ยวกับที่มึงให้กูโทรไปบอกที่บ้านให้ซื้อของมาตุนว่ะ?"
ต้นข้าวเหลือบตามองจอมแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า
"ใช่"
ฟางหันขวับมามองเขาทันที สีหน้าเต็มไปด้วยความใ
"เดี๋ยวนะ! ข้าว นี่มันอะไรกันแน่?!"
"เอาเป็ว่าเดี๋ยวฉันจะอธิบาย แต่ไม่ใช่ตอนนี้! พวกเราต้องรีบไปที่ศูนย์ติดต่อค่าย!"
จอมมองต้นข้าวอย่างชั่งใจ แต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของเพื่อน เขาก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ เพียงแค่พยักหน้าก่อนจะหันไปคว้าแขนฟาง
"ไปเถอะฟาง!"
ฟางยังคงสับสน แต่สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะเชื่อเพื่อนสนิทของตัวเอง
ต้นข้าวไม่รอช้า เขาออกตัววิ่งนำทันที ฝ่าฝูงนักศึกษาที่กำลังแตกตื่น เสียงพูดคุยอื้ออึงดังไปทั่วโรงอาหาร หลายคนเริ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอัดคลิป บางคนดูตื่นใ และบางคนยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่ต้นข้าวรู้ดี ในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ที่นี่จะไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว!
ระหว่างที่วิ่งตรงไปยังศูนย์ติดต่อค่ายเริ่มมีคนติดเชื้อไวรัสและเริ่มไล่กัดคนที่อยู่ใกล้ ๆ เสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่วบริเวณ คนจำนวนมากแตกตื่น วิ่งหนีอย่างโกลาหลราวกับฝูงมดที่ถูกคุกคาม
แต่แล้ว สายตาของต้นข้าวก็เหลือบไปเห็นร่างของชายคนหนึ่ง… เขากำลังกัดซ้ำ ๆ ลงบนต้นคอของนักศึกษาที่กรีดร้องสุดเสียง ฟันจมลึกลงไปในเนื้อ เืสีแดงสดพุ่งกระเซ็นออกมา ร่างของเหยื่อดิ้นพล่าน พยายามผลักไส แต่แรงของอีกฝ่ายมากเกินไป เสียงกรีดร้องของเธอค่อย ๆ แหบพร่า ก่อนจะจมหายไปในลำคอ
นักศึกษาชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นมาช้า ๆ คราบเืไหลเยิ้มลงมาตามคาง ขากรรไกรยังขยับขึ้นลงคล้ายกำลังบดเคี้ยวเศษเนื้อที่ติดอยู่ระหว่างฟัน ดวงตาขาวโพลนไร้แววสติ ริมฝีปากที่เปื้อนคราบแดงฉานขยับขึ้นลงเหมือนสัตว์ร้ายกำลังตะกละตะกลามลิ้มรสเนื้อสด ๆ ใบหน้านั้นคุ้นเคยอย่างประหลาด
คน ๆ นั้น… ใบหน้านั้น…
จริงด้วย! นักศึกษาผู้ชายเมื่อตอนนั้น!
เขาจำได้—ในไทม์ไลน์ก่อนหน้านี้ เขาเคยเจอคน ๆ นี้มาก่อน!
วันนั้น เขากับจอมไปเล่นฐานกิจกรรมด้วยกัน ตอนนั้นจอมะโพลาด ข้อเท้าแพลงไปเล็กน้อย แต่ใน่เวลาเดียวกันก็เกิดอุบัติเหตุขึ้นกับนักศึกษาอีกกลุ่มหนึ่ง นักศึกษาคนหนึ่งได้รับาเ็หนัก มีแผลใหญ่ตรงแขน เืไหลไม่หยุด เขาจึงรีบไปตามอาจารย์มา และเป็ต้นข้าวเองที่แนะนำว่าให้นำนักศึกษาคนนั้นส่งโรงพยาบาล
หลังจากนั้นไม่ถึงสองชั่วโมง เชื้อไวรัสก็เริ่มแพร่กระจาย ซอมบี้ตัวแรกปรากฏขึ้นที่หน้าทางเข้าของค่าย
แต่ครั้งนี้… ทุกอย่างเปลี่ยนไป
ต้นข้าวย้อนเวลากลับมาแล้ว เขาไม่ได้ไปเล่นฐานกิจกรรมกับจอม และนั่นหมายความว่ามีตัวแปรบางอย่างเปลี่ยนไป นักศึกษาคนนั้นไม่ถูกส่งไปโรงพยาบาล
เพราะเขาไม่ได้เป็คนไปตามอาจารย์มา และเป็ไปได้ว่านักศึกษาชายคนนั้นอาจจะติดเชื้อมาสักพักแล้ว!
ร่างกายของต้นข้าวแข็งค้างอยู่กลางทาง ราวกับสมองกำลังพยายามประมวลผลเื่ทั้งหมด เขาเม้มริมฝีปากแน่น
นี่มัน… Butterfly Effect ของจริง!
มันคือทฤษฎีผีเสื้อขยับปีก แค่เื่เล็ก ๆ เพียงเท่านี้ อนาคตก็เปลี่ยนไปแล้วงั้นเหรอ…!?
“ต้นข้าว!”
เสียงฟางดังขึ้นอย่างหวาดกลัว เธอกระชากแขนเขาให้ถอยหลัง ดวงตาสั่นระริกเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
“…นั่น…ผู้ชายคนนั้น…” ฟางเสียงสั่น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “กำลังกินเนื้อคนอยู่หรอ…!?”
ต้นข้าวหันไปสบตาเธอ ก่อนจะตวัดสายตากลับไปที่ซอมบี้ตัวนั้น มันกำลังหันซ้ายหันขวา ราวกับกำลังมองหาเหยื่อรายต่อไป
และแน่นอนเป้าหมายต่อไปอาจเป็พวกเขาเอง
“ชู่!” ต้นข้าวรีบเอื้อมมือไปปิดปากฟางแน่น แล้วกดเสียงกระซิบเบา ๆ ใกล้หูเธอ “อย่าเสียงดัง ไม่งั้นมันจะเปลี่ยนเป้ามาที่เราแน่ ๆ …!”
ฟางตัวสั่นเครือ เธอพยายามสะกดกลั้นเสียงใ มือกำเสื้อเขาไว้แน่น ต้นข้าวหันไปมองจอมที่ยืนนิ่งไม่ไหวติง สีหน้าของเขาซีดเผือด ดวงตาว่างเปล่าคล้ายคนที่ยังไม่สามารถประมวลผลเหตุการณ์ตรงหน้าได้ ทุกคนอยู่ในอาการตื่นตระหนกสุด ๆ
ไม่สิ…ตอนนี้ไม่ใช่เวลามัวแต่ยืนช็อก!
ต้นข้าวหันไปมองรอบตัว สถานการณ์เลวร้ายลงทุกที ซอมบี้เริ่มกระจายไปทั่วค่าย คนที่ยังไม่รู้เื่อะไรเลยกำลังเดินเข้าไปหาความตายโดยไม่รู้ตัว เขารีบคว้าแขนฟางกับจอมแล้วออกตัววิ่งสุดแรง
“รีบไปที่ศูนย์ติดต่อค่ายกันเถอะ”
ต้นข้าวพูดกำชับอีกครั้ง ฟางวิ่งไปพลางกัดริมฝีปากแน่น มือของเธอกำสายธนูที่สะพายอยู่บนหลังเอาไว้จนแน่น พลางนึกคำพูดของต้นข้าวที่เคยถามเธอ
‘เป้าเคลื่อนที่…’
ก่อนหน้านี้ ต้นข้าวเคยถามเธอ "เธอเคยยิงธนูใส่เป้าเคลื่อนที่ไหม?" ซึ่งแน่นอนว่าเธอไม่เคยยิงมาก่อน แต่ตอนนั้นเธอกลับคิดในใจว่าถ้ามันอยู่ในระยะ เธอไม่มีทางยิงพลาดแน่ ๆ
คำถามนั้นดังสะท้อนก้องอยู่ในหัวเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือว่า ‘เป้าเคลื่อนที่’ ที่เธอต้องยิง…คือคนที่กำลังกัดกินคนอื่น?
ใจเธอเต้นแรงด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบาย ถ้าซอมบี้ตัวนั้นกำลังไล่ล่าพวกเขา หากมันเป็ภัยคุกคามที่กำลังจะพรากชีวิตของต้นข้าวและจอมไปต่อหน้าต่อตา เธอจะยิงมันได้ไหม?
ฟางกำคันธนูแน่นขึ้น มือของเธอสั่นนิด ๆ แต่ดวงตาของเธอแน่วแน่
นี่อาจเป็ครั้งแรกที่เธอต้องใช้ธนูเพื่อยิงออกไปสู่เป้าหมายที่ไม่ใช่แค่กระดานเป้าธรรมดา
แต่หากมันหมายถึงการปกป้อง… เธอก็ต้องทำให้ได้
ฟางสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเหลือบตามองต้นข้าวที่ยังคงวิ่งนำหน้าไปด้วยความมุ่งมั่น
ถ้าหากถึงเวลานั้นจริง ๆ … เธอจะไม่ลังเลเด็ดขาด!