ไอน้ำอุ่นกรุ่นจากบ่อน้ำพุร้อนลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ โอบล้อมเรือนร่างเปลือยเปล่าของเหมยหลิงไว้ราวกับม่านหมอกบางเบา นางหลับตาลง ปล่อยให้ความร้อนของสายน้ำแร่ซึมซาบเข้าสู่ผิวพรรณ ขับไล่ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางที่ยาวนานออกไปจนหมดสิ้น ทว่าความเหนื่อยล้าทางกายนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความสับสนวุ่นวายที่กำลังถาโถมอยู่ในจิตใจของนางในขณะนี้
ภาพของห้องชุดที่หรูหราโอ่อ่า สวนสวยที่จัดแต่งอย่างประณีต และบ่อน้ำพุร้อนส่วนตัวที่นางกำลังแช่อยู่ ล้วนเป็สิ่งที่นางไม่เคยแม้แต่จะฝันถึง แต่มันกลับมาพร้อมกับความรู้สึกอึดอัดและไม่ปลอดภัยอย่างประหลาด นางรู้สึกเหมือนนกน้อยในกรงทองที่ถูกปรนเปรอด้วยสิ่งสวยงามล้ำค่า แต่กลับต้องแลกมาด้วยอิสรภาพและศักดิ์ศรีของตนเอง
ความคิดของนางหวนกลับไปถึงคำพูดของซ่งเหวินที่ว่า "หรือว่า...เ้าไม่ไว้ใจข้า?" คำถามนั้นยังคงก้องอยู่ในหูของนางราวกับเสียงระฆัง มันทำให้นางรู้สึกผิดและละอายใจที่มองเจตนาดีของเขาในแง่ร้าย ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา เขาดูแลนางอย่างดีเสมอมา ให้เกียรติและไม่เคยล่วงเกินนางเลยแม้แต่น้อย บางทีนางอาจจะคิดมากเกินไปเองจริงๆ ก็ได้ เขาอาจจะแค่้าดูแลนางในฐานะแขกคนสำคัญของสมาคมการค้าผ้าไหมเท่านั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น
เมื่อคิดได้ดังนั้น เหมยหลิงก็พยายามสลัดความกังวลใจออกไป นางสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นจากบ่อน้ำพุร้อน หยาดน้ำอุ่นเกาะพราวอยู่บนผิวเนียนละเอียดราวกับไข่มุก นางหยิบผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ที่พาดไว้ใกล้ๆ ขึ้นมาซับน้ำออกจากร่างกายอย่างแ่เบา ก่อนจะสวมชุดคลุมผ้าไหมเนื้อดีที่ทางโรงเตี๊ยมเตรียมไว้ให้ แล้วจึงเดินกลับขึ้นไปยังห้องนอนชั้นบนเพื่อแต่งตัวสำหรับอาหารค่ำ
นางเลือกชุดกระโปรงผ้าไหมสีชมพูอ่อนที่ขับให้ผิวของนางดูผุดผ่องยิ่งขึ้น แต่งหน้าบางๆ พอให้ดูมีชีวิตชีวา แล้วรวบผมยาวสลวยขึ้นเป็มวยง่ายๆ ปักด้วยปิ่นหยกอันเล็กๆ ที่หลี่ิซื้อให้เป็ของขวัญวันแต่งงาน เมื่อมองดูตัวเองในกระจกเงา นางก็เห็นหญิงสาวที่งดงามราวกับเทพธิดา แต่แววตากลับฉายแววเศร้าสร้อยและสับสนอย่างปิดไม่มิด
เมื่อถึงเวลาที่นัดหมาย เหมยหลิงก็เดินลงไปยังห้องอาหารชั้นล่างด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็จังหวะ ซ่งเหวินนั่งรออยู่ก่อนแล้วที่โต๊ะอาหารไม้สักตัวใหญ่ซึ่งตั้งอยู่กลางห้อง บนโต๊ะมีอาหารเลิศรสมากมายถูกจัดวางไว้อย่างสวยงามน่ารับประทาน แสงเทียนจากเชิงเทียนเงินส่องประกายระยิบระยับ ขับให้บรรยากาศในห้องดูโรแมนติกและเปี่ยมไปด้วยมนต์ขลัง
ซ่งเหวินในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มลุกขึ้นยืนต้อนรับนางด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น "มาแล้วหรือ เหมยหลิง ข้ากำลังรอเ้าอยู่พอดี" เขากล่าวพลางเลื่อนเก้าอี้ให้นางนั่งอย่างสุภาพบุรุษ "ข้าสั่งอาหารที่ขึ้นชื่อของที่นี่มาให้เ้าลองชิม หวังว่าเ้าจะชอบนะ"
"ขอบคุณท่านหัวหน้ามากเ้าค่ะ" เหมยหลิงกล่าวขอบคุณเสียงเบา พยายามหลบสายตาคมกริบที่จ้องมองมายังนางไม่วางตา
"อย่าเรียกข้าว่าท่านหัวหน้าเลย ฟังดูห่างเหินเกินไป" เขากล่าว "เรียกข้าว่าซ่งเหวินเถอะ เราไม่ได้อยู่ในที่ประชุมสมาคมเสียหน่อย"
"แต่ว่า..." นางอึกอักด้วยความลำบากใจ
"ไม่มีแต่" เขายืนกรานด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนแต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาด "ข้าอยากจะรู้จักเ้าให้มากขึ้นในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง ไม่ใช่ในฐานะหัวหน้ากับลูกน้อง"
เหมยหลิงพยักหน้ารับอย่างเลี่ยงไม่ได้ นางรู้สึกว่ากำแพงที่นางพยายามสร้างขึ้นกำลังจะพังทลายลงทีละน้อยด้วยคำพูดและการกระทำที่อ่อนโยนของเขา
อาหารค่ำมื้อนั้นดำเนินไปอย่างราบรื่นและเปี่ยมไปด้วยรสชาติ ซ่งเหวินเป็นักสนทนาที่ยอดเยี่ยม เขาสามารถชวนนางคุยได้ทุกเื่ ั้แ่เื่ธุรกิจการค้าผ้าไหม ไปจนถึงเื่ดินฟ้าอากาศและบทกวีที่เขาชื่นชอบ เขาเล่าเื่ราวต่างๆ ในเมืองหลวงให้นางฟังอย่างสนุกสนาน ทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายและเป็กันเองมากขึ้นเรื่อยๆ จนลืมความกังวลใจไปชั่วขณะ
"ข้าได้ยินมาว่าเ้ามีความสามารถในการออกแบบลายผ้าที่งดงามไม่แพ้ใครเลยใช่หรือไม่" ซ่งเหวินถามขึ้นหลังจากที่พวกเขาจิบชาล้างปากกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
"เป็เพียงงานอดิเรกเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเ้าค่ะ" เหมยหลิงตอบอย่างถ่อมตัว "ข้ายังต้องเรียนรู้อีกมาก"
"อย่าถ่อมตัวไปเลย" เขากล่าว "ข้าได้เห็นผลงานของเ้าบางส่วนแล้วที่ร้านเหมยิ ข้าบอกได้เลยว่าเ้ามีพร์อย่างแท้จริง ลายผ้าของเ้ามีเอกลักษณ์และงดงามจับใจมาก ข้าเชื่อว่าหากได้รับการส่งเสริมที่ดี เ้าจะสามารถก้าวขึ้นเป็นักออกแบบลายผ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดินได้เลยทีเดียว"
คำชมของเขาทำให้นางรู้สึกแก้มร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ไม่เคยมีใครมองเห็นคุณค่าในความสามารถของนางมากเท่านี้มาก่อน แม้แต่หลี่ิสามีของนางก็มองว่ามันเป็เพียงงานอดิเรกของผู้หญิงเท่านั้น
"ข้า...ข้าไม่กล้าอาจเอื้อมถึงขนาดนั้นหรอกเ้าค่ะ"
"ทำไมจะไม่ได้ล่ะ" เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของนาง "เ้ามีความสามารถ และข้าก็มีเส้นสายและอำนาจที่จะผลักดันเ้าให้ไปถึงจุดนั้นได้ หากเ้า้า...ข้ายินดีที่จะช่วยเหลือเ้าอย่างเต็มที่"
ข้อเสนอของเขาทำให้นางรู้สึกหวั่นไหวอย่างรุนแรง มันเป็ความฝันที่นางไม่เคยกล้าแม้แต่จะคิดถึง แต่เขากลับหยิบยื่นมันมาให้ตรงหน้านางอย่างง่ายดายราวกับเป็เื่เล็กน้อย
"ข้า...ขอบคุณในความปรารถนาดีของท่าน...ซ่งเหวิน" นางเอ่ยชื่อเขาเป็ครั้งแรกด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย
เขายิ้มรับอย่างพึงพอใจ "เพื่อเป็การเฉลิมฉลองให้กับพร์ของเ้าและมิตรภาพของเรา ข้ามีสุราพิเศษที่อยากจะให้เ้าได้ลิ้มลอง" เขากล่าวพลางหยิบขวดสุรากระเบื้องเคลือบสีขาวใบเล็กออกมาจากห่อผ้าที่วางไว้ข้างตัว "นี่คือสุราดอกท้อหมื่นราตรี เป็สุราที่หมักจากดอกท้อที่บานในคืนจันทร์เต็มดวงเพียงปีละครั้งเท่านั้น มีรสชาติหอมหวานและกลิ่นหอมที่เย้ายวนใจอย่างยิ่ง กล่าวกันว่าผู้ที่ได้ดื่มสุรานี้จะลืมความทุกข์โศกทั้งปวงและมีความสุขราวกับอยู่ในความฝันเลยทีเดียว"
เขาบรรจงรินสุราสีชมพูใสลงในจอกหยกใบเล็กสองใบ แล้วยื่นใบหนึ่งส่งให้นาง "ลองดื่มดูสิ แล้วเ้าจะรู้ว่าข้าไม่ได้พูดเกินจริง"
เหมยหลิงลังเลเล็กน้อย นางไม่ใช่คนคอแข็งนัก แต่เมื่อเห็นสายตาที่คาดหวังของเขา ประกอบกับความอยากรู้อยากลองในรสชาติของสุราในตำนาน นางจึงตัดสินใจรับจอกสุรานั้นมาถือไว้ในมือ
"แด่มิตรภาพของเรา" เขากล่าวพลางยกจอกของตนขึ้น
"แด่มิตรภาพของเรา" นางกล่าวตอบ แล้วยกจอกสุราขึ้นจรดริมฝีปาก
ทันทีที่ของเหลวสีชมพูไหลผ่านลำคอลงไป นางก็รู้สึกได้ถึงความร้อนวูบวาบที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว สุรานั้นมีรสชาติหอมหวานละมุนลิ้นอย่างที่เขาว่าจริงๆ และยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกท้อที่ทำให้รู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด
"เป็อย่างไรบ้าง" เขาถามด้วยรอยยิ้ม
"อร่อยมากเ้าค่ะ" นางตอบตามความจริง "ข้าไม่เคยดื่มสุราที่รสชาติดีเช่นนี้มาก่อนเลย"
"ถ้าเช่นนั้นก็ดื่มอีกสิ" เขากล่าวพลางรินสุราเพิ่มให้เต็มจอก
เหมยหลิงไม่ได้ปฏิเสธ นางดื่มสุราดอกท้อหมื่นราตรีเข้าไปอีกหลายจอกโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุขเริ่มเข้ามาแทนที่ความกังวลใจและความสับสนในตอนแรก โลกทั้งใบดูเหมือนจะสดใสและสวยงามขึ้นมาทันตาเห็น นางหัวเราะและพูดคุยกับซ่งเหวินอย่างสนุกสนานราวกับเป็เพื่อนสนิทที่รู้จักกันมานานปี
แต่แล้ว...นางก็เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติไป ร่างกายของนางเริ่มร้อนรุ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่ทราบสาเหตุ หัวใจเต้นแรงและเร็วขึ้นราวกับจะหลุดออกมาจากอก ความคิดเริ่มสับสนและเลื่อนลอย ภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัวและหมุนคว้างไปหมด
"ข้า...ข้ารู้สึกไม่ค่อยดีเลยเ้าค่ะ" นางกล่าวเสียงแ่ พยายามจะลุกขึ้นยืน แต่กลับไม่มีแรงพอที่จะทำเช่นนั้นได้ ร่างกายของนางอ่อนปวกเปียกราวกับไม่มีกระดูก
"เ้าเป็อะไรไป เหมยหลิง" ซ่งเหวินรีบเข้ามาประคองนางไว้ด้วยความเป็ห่วง "หน้าเ้าซีดมากเลยนะ"
"ข้า...ข้ารู้สึกร้อน...ร้อนไปทั้งตัวเลย" นางพึมพำ หายใจหอบถี่ "แล้วก็...เวียนหัวมากด้วย"
"คงเป็เพราะเ้าดื่มสุรามากเกินไปนั่นเอง" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล "สุราดอกท้อหมื่นราตรีนี้มีฤทธิ์แรงกว่าที่เ้าคิดนัก ไม่เป็ไรนะ เดี๋ยวข้าจะพาเ้าไปพักผ่อนที่ห้องนอนเอง"
เขากล่าวพลางช้อนร่างของนางขึ้นอุ้มไว้ในอ้อมแขนอย่างง่ายดาย เหมยหลิงไม่มีแรงที่จะขัดขืนได้เลย นางได้แต่ซบหน้าลงกับแผงอกที่แข็งแกร่งของเขา สูดดมกลิ่นกายบุรุษที่ผสมกับกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสุราดอกท้ออย่างมึนงง สติสัมปชัญญะของนางเริ่มเลือนรางลงทุกขณะ สิ่งสุดท้ายที่นางรับรู้ได้คือััที่อบอุ่นและปลอดภัยจากอ้อมแขนของเขา ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลงสู่ความมืดมิด
ซ่งเหวินมองร่างที่หลับใหลอยู่ในอ้อมแขนของเขาด้วยรอยยิ้มแห่งผู้ชนะ ในที่สุด...เหยื่อผู้แสนงดงามก็ตกอยู่ในกำมือของเขาอย่างสมบูรณ์แล้ว สุราดอกท้อหมื่นราตรีนั้นไม่ได้เป็เพียงสุรารสเลิศธรรมดาๆ แต่มันคือสุราพิษที่เขาปรุงขึ้นเป็พิเศษเพื่อใช้ในการนี้โดยเฉพาะ มันมีฤทธิ์ในการกระตุ้นความปรารถนาและทำลายสติสัมปชัญญะของผู้ที่ดื่มเข้าไป ทำให้ตกอยู่ในภวังค์แห่งความฝันและไม่สามารถควบคุมร่างกายของตนเองได้
คืนนี้...จะเป็คืนที่นางไม่มีวันลืมเลือนไปตลอดชีวิต คืนที่นางจะถูกทั้งร่างกายและจิตใจโดยชายที่ชื่อว่า...ซ่งเหวิน