บทที่ 10 ผู้ที่โดดเด่นเป็เลิศ
“ท่านพี่ พวกเราออกไปข้างนอกกันเถอะ!”
ฉินฮ่าวมองฉินเฟิงด้วยแววตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความคาดหวังว่าพี่ชายจะพาตนออกไปเที่ยวเล่น
“ออกไปเที่ยวงั้นหรือ!?”
ฉินเฟิงอดไม่ได้ที่จะกลอกตา ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะมองเขาสูงส่งเกินไปเสียแล้ว
ในฐานะความหวังในอนาคตของตระกูลฉิน พวกเขาสองพี่น้องจึงได้รับการปกป้องรอบด้านไร้ช่องโหว่ แม้แต่เขาที่วัยแปดขวบก็ยังไม่เคยออกจากตระกูลฉินมาก่อน
แน่นอนว่าเขาเองก็ไม่จำเป็จะต้องออกไป
หาใช่เพราะท่านปู่ทวดไม่อนุญาตให้เขาออกไป แต่เป็เพราะตระกูลฉินนั้นใหญ่โตเกินไป
สาเหตุที่ตระกูลฉินสามารถก้าวขึ้นมาเป็ตระกูลใหญ่อันดับหนึ่งของดินแดนาได้ นอกจากจะพึ่งพาการคุ้มครองจากบรรพชนแล้ว ยังเป็เพราะสายเืของตระกูลฉินนั้นมีประชากรมากกว่าหลายล้านคนและอาศัยอยู่ในเมืองเดียวกันทั้งหมด
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยแิของตระกูลที่สืบทอดวิชายุทธ์ ทำให้ทุกคนในตระกูลฉินมีวรยุทธ์ในตัว จึงหล่อหลอมให้ได้ตำแหน่งตระกูลใหญ่อันดับหนึ่งของดินแดนา
หากไม่มีเหตุการณ์พิเศษใด ก็ไม่มีความจำเป็ต้องออกจากตระกูลฉิน
และเพราะกำลังต่อสู้ของตระกูลฉินซึ่งอยู่ในระดับสูงมาก ดังนั้นผู้ปกครองที่แท้จริงทางตะวันออกของอาณาจักรต้าเซี่ยจึงเป็พวกเขาตระกูลฉิน
เหล่าผู้คนที่มาทำมาค้าขายที่นี่ อาจไม่รู้จักอาณาจักรต้าเซี่ย แต่ไม่อาจไม่รู้จักตระกูลฉินอย่างแน่นอน
“ท่านพี่!!”
ฉินฮ่าวเขย่าแขนของฉินเฟิงไปมาขณะพยายามทำท่าทางน่าสงสารเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตนเอง
น่าเสียดายที่ฉินเฟิงไม่ยอมหลงกลเขา หากเป็น้องสาวคงจะหวั่นไหวไปแล้ว
แต่เพื่อให้น้องชายมีวัยเด็กที่สมบูรณ์ เขาจึงพยักหน้าตกลงตามคำขอ ฉินเฟิงให้เขารออยู่นอกเมือง ส่วนตนกลับเข้าไปเพื่อแจ้งท่านแม่
“ไชโย!!”
ฉินฮ่าวยังไม่เข้าใจความชั่วร้ายในใจคนจึงวิ่งะโออกไปอย่างร่าเริง
“ท่านแม่ น้องชายหนีออกจากบ้านแล้ว!!”
จากพี่ชายใจดี ฉินเฟิงกลับกลายเป็เด็กเ้าเล่ห์ในพริบตา เขาวิ่งกลับเข้าไปในบ้านเพื่อฟ้องอวิ๋นซีเยว่ทันที
[ติ๊ง ตรวจพบว่าเ้าของใส่ร้ายบุตรแห่ง์ ได้รับ 200 แต้มวายร้าย !]
องครักษ์รอบด้านแสดงสีหน้าเรียบเฉย พวกเขาชินชากับเื่นี้มานานแล้ว
ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ฉินเฟิงหลอกลวงน้องชายมาแล้วหลายครั้ง หากพวกเขาคาดเดาไม่ผิด อีกเดี๋ยวคุณชายใหญ่คงจะส่งแปรงปัดฝุ่นให้นายหญิง
ไม่นานนัก…
อวิ๋นซีเยว่ก็อุ้มฉินฮ่าวกลับมาอย่างโกรธเคืองราวกับอุ้มลูกไก่
ฉินเฟิงกลับมาเป็พี่ชายที่ใจดีอีกครั้งพลางอธิบายอย่างเห็นใจ “ท่านแม่ อย่าโกรธเลย ข้าเป็คนสัญญาว่าจะพาน้องออกไปเล่น น้องไม่ได้จะหนีออกจากบ้านหรอก!”
“อื้อ อื้อ!”
ฉินฮ่าวพยักหน้าน้อย ๆ ดวงตาที่มองพี่ชายเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง
แต่ยิ่งฉินเฟิงพูดเช่นนี้ ท่านแม่ของเขากลับยิ่งไม่เชื่อ
พี่ชายรู้สึกเห็นใจน้องชายและไม่อยากให้น้องต้องถูกตีในภายหลัง จึงอาสาออกหน้ารับผิดชอบแทน
นางไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าเหตุใดฝาแฝดที่เกิดจากพ่อแม่คนเดียวกันจึงมีความแตกต่างกันมากถึงเพียงนี้ พี่ชายเป็เด็กดีเชื่อฟังคำสอนมาแต่เด็ก ส่วนน้องชายกลับทำตัวซุกซนทั้งวัน เป็เด็กที่หากไม่ลงหวายสักสามวันคงจะปีนขึ้นไปอยู่บนหลังคาบ้าน
“เหตุใดเ้าจึงไม่เอาอย่างพี่ชายเ้าบ้าง ไยจึงซุกซนได้ทั้งวัน…”
อวิ๋นซีเยว่เริ่มสั่งสอนด้วยท่าทีของมารดาที่เข้มงวด
แต่นางกลับไม่ทันสังเกต ว่าฉินเฟิงที่ยืนอยู่ด้านหลังของนางนั้นกำลังทำท่าทางตลกขบขันใส่น้องชาย ทำให้เด็กห้าขวบต้องทนอดกลั้นความขำขันที่เกินวัยของตน
ฮ่า ๆ ๆ...
ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหวและหัวเราะออกมา ทำให้อวิ๋นซีเยว่ที่กำลังจะหายโกรธกลับมีไฟโทสะลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง และเริ่มกล่อมตัวเองไม่หยุด
‘นี่คือลูกชายข้า ข้าเป็แม่ของเขา ข้าต้องไม่โกรธเขา ยิ่งไม่ควรตีเขา ถ้าตีจนร้องไห้ข้าก็ต้องปลอบ ถ้าตีจนาเ็ข้าก็ต้องรักษา ข้าเลี้ยงเขามาจนโตไม่ใช่เื่ง่าย นี่แทบจะเป็การแลกด้วยชีวิตของข้าเลยทีเดียว’
‘หากเขาทำผิด ต้องเป็ความผิดของข้าแน่ ๆ ที่ไม่ได้ตั้งใจสอนเขา เป็เพราะความสามารถของข้าไม่ดีพอ เป็เพราะวิธีการของข้ามีข้อบกพร่อง ไม้เรียวย่อมได้ลูกที่กตัญญู ตะเกียบย่อมได้ลูกที่เกเร’
อดทนสักครู่ฟ้าก็กว้างทะเลก็ไกล ถอยหนึ่งก้าวยิ่งคิดยิ่งโกรธ อดทนไม่ไหวก็ไม่จำเป็ต้องอดทนอีกต่อไป ถ้าไม่ะเิออกมาตอนนี้ ชีวิตก็คงจะดับสูญไปเงียบ ๆ นางไม่สามารถควบคุมพลังอันยิ่งใหญ่ในร่างกายได้อีกต่อไป...
เห็นฉินฮ่าวยังคงหัวเราะอย่างโง่เขลา เส้นอารมณ์ของอวิ๋นซีเยว่ก็ขาดผึง
"ท่านแม่ ท่านแม่ น้องเป็เพียงเด็กน้อยเท่านั้นเอง !!"
ฉินเฟิงรีบแสร้งทำเป็คนดีเข้าไปขวาง แต่ในมือกลับถือไม้หวายอยู่พอดี
"หลีกไป วันนี้ข้าต้องสั่งสอนเ้าเด็กซุกซนนี่ให้ดี !"
อวิ๋นซีเยว่โกรธจัดจนคว้าไม้หวายมาโดยไม่ทันคิด ถ้าไม่เฆี่ยนเ้าเด็กตัวแสบนี่สักสองที ก็คงยากจะระงับความโกรธได้
"หวายเส้น !?"
ใบหน้าของบรรดาองครักษ์รอบด้านมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ซึ่งแตกต่างจากที่พวกเขาคาดเดาว่าจะเป็แปรงปัดฝุ่น
ในขณะที่ฉินเฟิงรอให้ระบบแจกแต้มวายร้าย จู่ ๆ เสียงดนตรีก็ดังขึ้นจากท้องฟ้า
มองออกไปไกล ๆ จะเห็นขบวนหนึ่งเคลื่อนมาอย่างยิ่งใหญ่ สัตว์ประหลาดเก้าตัวที่มีรูปร่างเทียบเท่าูเากำลังลากรถม้าหรูหราคันหนึ่ง ส่วนขบวนที่ตามหลังมาก็ขี่สัตว์ประหลาดบินอยู่กลางอากาศ
หากการเสริมพลังถึง +10 จะทำให้เปล่งแสงได้ ขบวนนี้ก็คงจะเสริมพลังถึง +20 เป็อย่างน้อย
"ตระกูลหลินแห่งเทียนซิน !"
ฉินเฟิงมองออกทันทีว่าอีกฝ่ายมาจากที่ใด เขาถือเป็ผู้ปกครองสูงสุดทางตะวันตกแห่งอาณาจักรต้าเซี่ย
แตกต่างจากการปกครองแบบตระกูลของตระกูลฉิน ตระกูลหลินแห่งเทียนซินถือเป็เ้าแคว้นท้องถิ่น พวกเขาคัดเลือกบุคคลมากความสามารถมาใช้งาน ทั้งยังมีกองทัพนับแสนคอยรับใช้ ควบคุมตะวันตกของต้าเซี่ยได้อย่างเหนียวแน่น
"เดี๋ยวข้าจะจัดการเ้าทีหลัง !"
อวิ๋นซีเยว่จ้องฉินฮ่าว ก่อนจะพาพี่น้องทั้งสองกลับบ้านไป
ในเวลาเดียวกัน ภายในเมืองของตระกูลฉินก็มีเสียงระฆังและกลองดังขึ้นเป็สัญญาณต้อนรับ ลูกศิษย์ตระกูลฉินที่มีวรยุทธ์สูงนับหมื่นคนออกจากเมืองมาต้อนรับแขกผู้มีเกียรติจากเทียนซิน พร้อมกับแสดงพื้นฐานอันทรงพลังของตระกูลฉินให้พวกเขาได้เห็น
ฉินเฟิงและน้องชายถูกอวิ๋นซีเยว่จับเปลี่ยนเป็ชุดทางการ พวกเขาทั้งหมดร่วมกับท่านพ่อฉินเทียนออกจากเมืองมาต้อนรับด้วยตนเอง ประมุขแห่งตระกูลฉินในเวลานี้ดูแตกต่างจากท่านพ่อที่ตลกขบขันซึ่งเห็นอยู่เป็ประจำ วันนี้ฉินเทียนแสดงออกถึงความน่าเกรงขามอย่างเห็นได้ชัด
เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้น ก็ดูราวกับเทพเ้าแห่งาผู้ไร้เทียมทาน
"ฉินเทียน น้องชาย ไม่ได้เจอกันหลายปี ข้าคิดถึงเ้ามากเลย !"
ชายวัยกลางคนในชุดสง่างามลงจากรถม้า เมื่อเห็นฉินเทียนก็รีบตรงเข้าไปกอดอย่างกระตือรือร้น ดูท่าทางแล้วเขาคงจะเป็จอมเ้าเล่ห์ตัวจริง
"พี่หลินหาว ข้าก็คิดถึงท่านเช่นกัน !"
ฉินเทียนหัวเราะเสียงดังอย่างสดใส ไม่รู้ว่ามีความจริงใจสักเท่าไหร่
"สองคนนี้คือฝาแฝดที่ห่างกันสามปีจากตระกูลฉินของน้องฉินเทียนใช่หรือไม่ !?"
หลังจากทักทายกันสักพัก หลินหาวก็มองไปที่พี่น้อง ฉินเฟิงและฉินฮ่าว
เหตุผลที่เขาเดินทางมาไกลถึงตระกูลฉินในครั้งนี้ ก็เพราะพี่น้องทั้งสอง ถ้าพูดให้ถูกคือตระกูลฉิน้าจะเป็พันธมิตรกับเมืองเทียนซิน โดยที่หลินหาวจะเลือกคนหนึ่งจากพี่น้องคู่นี้ไปหมั้นกับลูกสาวสุดที่รักของเขา
นับั้แ่ตระกูลฉินให้กำเนิดสองเทพบุตรออกมาติดต่อกัน และพี่น้องทั้งคู่ยังทำลายสถิติโบราณอย่างต่อเนื่อง อาณาจักรต้าเซี่ยก็เริ่มร้อนรนขึ้นมา เพื่อรักษาเสถียรภาพของอำนาจ จึงเริ่มติดต่อตระกูลใหญ่ต่าง ๆ เพื่อเตรียมจะจัดการกับตระกูลฉิน
เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ตระกูลฉินจึงจำเป็ต้องหาพันธมิตร
"ใช่แล้ว คนนี้คือลูกชายคนโต ฉินเฟิงมีรัศมีแห่งจอมราชัน ส่วนคนนี้คือลูกชายคนรอง ฉินฮ่าว มีกระดูกจักรพรรดิที่หาได้ยากยิ่งนัก !"
ฉินเทียนแนะนำลูกชายทั้งสองด้วยความภาคภูมิใจ
ตระกูลอื่นสามารถมีคนเก่งได้สักคนก็ถือว่าบรรพชนคุ้มครองแล้ว แต่ตระกูลเขากลับมีถึงสองเทพบุตรที่หาได้ยากยิ่ง
"กระดูกจักรพรรดินั้นได้รับการบันทึกไว้ในสถิติโบราณ แต่รัศมีแห่งจอมราชันนั้นจริงหรือไม่ก็ไม่มีใครรู้หรอก"
สาวน้อยจอมหยิ่งเดินออกมาจากด้านหลังของหลินหาว นางคือคุณหนูแห่งเทียนซิน หลินซินเอ๋อร์
ถึงแม้ตอนนี้จะเป็เพียงสาวน้อยอายุหกเจ็ดขวบ แต่คิ้วที่เหมือนขนนกมรกต ผิวขาวดั่งหิมะ เอวบางเหมือนผ้าไหม ฟันขาวดั่งไข่มุก แค่มองก็รู้ว่าโตขึ้นจะต้องเป็สาวงามแน่นอน
"ซินเอ๋อร์ อย่าพูดไม่เกรงใจสิ !"
หลินหาวเอ่ยปากตำหนิให้นางระวังกาลเทศะ
ทว่าเด็กหญิงจอมหยิ่งผยองไม่เคยใส่ใจกาลเทศะ นางมองไปยังฉินเฟิงด้วยสายตาท้าทายและเจาะจง ทั้งยังยกมือขึ้นดีดนิ้วเรียกข้ารับใช้หนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้าน อายุราวสิบสี่สิบห้าปีมาคนหนึ่ง
"เขาคือข้ารับใช้คนใหม่ของข้า หลินซาน เ้ากล้าต่อสู้กับเขาเพื่อพิสูจน์ตัวเองหรือไม่ !?"
หลินซินเอ๋อร์มองฉินเฟิงด้วยสายตาท้าทาย
"หลินซาน !?"
ฉินเฟิงพิจารณาอีกฝ่ายอย่างสงสัย และพบว่าคนผู้นี้มีลักษณะโดดเด่น มิใช่ตัวประกอบธรรมดา...