หนึ่งดาบสังหาร ปรมาจารย์อสูร [นิยายแปล]

    ตอนที่ 41 สังหารหมาป่า

    “ข้า...”

            หลังจากที่ออกมาจากพุ่มไม้แล้วเห็นหมาป่ามารป่าลึกอาวุโสรองจ้าวตงเหลยก็หน้าเปลี่ยนสียกใหญ่ รีบส่งเสียงตวาดแล้วกระโจนลุกขึ้น

            แต่ทว่าฝ่ามือผ่ายผองที่เต็มไปด้วยริ้วรอยข้างหนึ่งกลับกดบ่าของจ้าวตงเหลยเอาไว้

            “อย่าเพิ่งร้อนใจไป"จ้าวหยวนซานหรี่ตามองสถานการณ์ตรงหน้าแล้วเอ่ยอย่างราบเรียบ

            จ้าวตงเหลยขมวดคิ้วแน่นเป็นรูปตัวอักษร(川) ก่อนเอ่ยอย่างแผ่วเบา“พี่ใหญ่ เด็กคนนี้เป็นคนที่ตระกูลหยางให้ความสำคัญมาก หาก...”

            จ้าวหยวนซานส่ายหน้าแล้วจ้องหลันเฟิงพลางเอ่ยอย่างแช่มช้าโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมา“แต่เขามีอำนาจคุกคามตระกูลจ้าวของพวกเรามากเกินไป...”

            หากหลันเฟิงตายในป่าอสูรถึงยามนั้นพวกเขาก็หาข้อแก้ตัวปัดความรับผิดชอบไปจากตนได้

            แม้ว่าตระกูลหยางจะอยากสืบสวนแต่ในเมื่อไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดก็ไม่อาจทำอันใดพวกเขาได้

            “ข้าอยากกำจัดเจ้าเด็กนี่นานแล้วแต่น่าเสียดายที่ก่อนหน้านี้ไม่มีโอกาส ทว่ายามนี้หมาป่ามารป่าลึกตัวนี้กลับช่วยพวกเราได้...”แววตาขุ่นมัวของจ้าวหยวนซานเปล่งประกายวาววับ ใบหน้าปรากฎรอยยิ้มน้อยๆ

            พละกำลังของหมาป่ามารป่าลึกแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่งต่อให้เป็นพวกเขาสองอาวุโสเองก็ต้องลงแรงเสียหน่อยถึงจะจัดการได้

            เห็นได้ชัดว่าไม่ว่าจะเป็นจ้าวหยวนซานหรือจ้าวตงเหลยต่างก็ไม่คิดว่าหลันเฟิงจะต่อกรกับหมาป่ามารป่าลึกได้!

            จ้าวหยวนซานหรี่ตาลงแล้วเอ่ยด้วยเสียงทุ่มต่ำว่า“ขอแค่เจ้าเด็กนี้ไม่ร้องให้ช่วย พวกเราก็ไม่ต้องลงมือ...”

            แม้กระทั่งต่อให้หลันเฟิงร้องให้ช่วยเขาก็จะพยายามถ่วงเวลาเอาไว้

            จ้าวตงเหลยรู้สึกจิตใจหนักอึ้งเขาชั่งน้ำหนักในใจสักพัก แล้วหลับตาพรูลมหายใจออกมา ก่อนพยักหน้าตกลง

            อีกด้านหนึ่ง

            หลังจากที่หยางจ้านหลัวเทียนและพวกจัดการมารสีชาดห้าตัวเสร็จ ก็ค่อยๆ เขยับข้าใกล้หมาป่ามารป่าลึกอย่างระมัดระวัง

            หลังจากที่พวกเขาเดินมาได้สองสามก้าวหลันเฟินกลับโบกมือห้าม “ให้ข้าจัดการเองพละกำลังของเจ้าเดรัจฉานนี้เหมาะกับการเป็นคู่มือของข้าพอดี”

            “เจ้า?เจ้าคนเดียวจะไหวจริงๆ หรือ” หยางจ้านลังเลเล็กน้อยแล้วเอ่ยถามอย่างแผ่วเบา

            ใบหน้าหมดจดปรากฏรอยยิ้มมั่นใจออกมาหลันเฟิงประสานนิ้วทั้งสิบแล้วพลิกมือหยียดออก ตรงข้อต่อมีเสียง “กร๊อก” ดังขึ้นสายตาแหลมคมดุจเหยี่ยวจับจ้องไปบนเรือนร่างของหมาป่ามารป่าลึก ปากก็เอ่ยว่า “ก็แค่หมาป่ามารป่าลึกตัวเดียวไม่จำเป็นต้องกังวล...”

            เมื่อเห็นชายหนุ่มมั่นใจตนเองเช่นนี้หยางจ้านเองก็ไม่คิดจะพูดอะไรให้มากความอีก เอ่ยเพียงว่า “เช่นนั้นก็ดี แต่เจ้าระวังตัวหน่อยแล้วกัน”

            แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่ทั้งแปดคนของตระกูลก็เตรียมพร้อมจะลงมือช่วยตลอดเวลาถึงอย่างไรเสียสิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ก็คือหมาป่ามารป่าลึกปีศาจอสูรระดับดาราขั้นกลางปีศาจอสูรที่โหดเหี้ยมและแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก

            หลัวเทียนและหยางกวงทำตามกลุ่มอย่างเงียบๆคนแรกไม่ได้พูดอันใดตั้งแต่ต้นจนจบ สายตาเย็นชา ผู้ใดก็คาดเดาความคิดของเขาไม่ออก ส่วนคนหลังสีหน้าสลับซับซ้อนและสับสนเล็กน้อย

            พูดไปแล้วก็ยาวแต่เวลากลับผ่านไปแค่สองสามชั่วลมหายใจ

            หมาป่ามารป่าลึกแยกเขี้ยวยิงฟันแหลมคมซึ่งสะท้อนกับแสงอาทิตย์เกิดเป็นลำแสงเย็นเยียบ

            มันค้อมตัวก้มหน้าสายตาโหดเหี้ยมจับจ้องที่หลันเฟิง สองขายกขึ้นเล็กน้อยพร้อมจะเหยียบลงมาได้ตลอดเวลา

            “หากอาศัยเพียงคาถาเพลิงคลั่งเกรงว่าจะสังหารเจ้าเดรัจฉานนี้ได้ยาก”หลันเฟิงจ้องมองหมาป่ามารป่าลึกอย่างระมัดระวังไปพลางขบคิดไปพลาง “ทว่าไม่ว่าผู้ใดหรือปีศาจอสูรตนใดก็ล้วนมีจุดอ่อนที่ถึงแก่ชีวิตขอแค่หาจุดอ่อนเจอ ก็จะสังหารมันได้ แล้วจุดอ่อนของหมาป่ามารป่าลึกก็คือเอวของมันงั้นหรือ.”

            ดังคำที่กล่าวว่าหัวแข็งดั่งกระดูกเหล็กเอวเหมือนดั่งเต้าหู้

            จุดอ่อนของหมาป่าก็คือเอวของมัน!

            ทว่าหมาป่ามารป่าลึกไม่เหมือนกับหมาป่าทั่วไปหลันเฟิงเองก็ไม่แน่ใจว่าจุดอ่อนของมันอยู่ที่เอวจริงๆ หรือไม่

            เมื่อหลันเฟิงเห็นหมาป่ามารป่าลึกพลันกระโจนขึ้นไปอีกครั้งก็หรี่ตาลง“ไม่มีเวลาคิดแล้ว มีเพียงต้องลองเสี่ยงดู!”

            “กรร์~”

            เสียงคำรามเสียดแก้วหูดังออกมาจากปากของหมาป่ามารป่าลึกทำให้ต้นไม้ใบหญ้ารอบด้านสั่นไหว

            หลังจากที่ร่างกายอันแข็งแกร่งกระโจนขึ้นไปกลางอากาศก็หยุดชะงักชั่วครู่ในพริบตาที่หยุดชะงักนั้นก็เปลี่ยนทิศทางไปเล็กน้อย แล้วพุ่งเข้าใส่หลันเฟิง ร่างกายแฝงไว้ด้วยพลังโจมตีมหาศาลหากกระแทกโดนร่างของหลันเฟิงเข้า เกรงว่าหลันเฟิงคงถูกทับจนกลายเป็นเนื้อบดทันที

            “คาถาเพลิงคลั่ง”

            รูม่านตาสีดำสนิทเปล่งประกายเจิดจ้ายามที่หมาป่ามารป่าลึกเคลื่อนไหว หลันเฟิงก็เคลื่อนไหวเช่นกัน

            เงาร่างผ่ายผอมระเบิดพลังแข็งแกร่งออกมาก่อนกระโดดเข้าหาหมาป่ามารป่าลึกเช่นกัน

            บนฝ่ามือทั้งสองของเขามีเปลวเพลิงที่แผ่อุณหภูมิร้อนระอุราวกับเสาเพลิงสีแดงสองต้นก็ไม่ปานแล้วตวัดผ่านเอวของหมาป่ามารป่าลึกไปอย่างรวดเร็ว

            ครู่ต่อมาเงาร่างสองสายก็ตกลงในจุดที่ไม่ไกลกันนัก

            “ปัง!”

            สองมือของหลันเฟิงปล่อยพลังการโจมตีมหาศาลออกมาจนมือชาหนึบแทบจะสูญเสียความรู้สึกไป ร่างกายสั่นเทาอย่างรุนแรง ก่อนถอยร่นไปสองสามก้าวด้านข้างเขาสองชุ่นมีรอยเท้าลึกปรากฏอยู่บนพื้น

            ใบหน้าของหลันเฟิงปรากฏรอยยิ้มน่าหลงใหลออกมา“พนันถูกสินะ!”

            “บรู๋ว...”

            เสียงร้องอย่างเจ็บปวดและน่าเวทนาดังขึ้นมีรอยโลหิตขนาดยักษ์สองสายปรากฏขึ้นตรงเอวของหมาป่ามารป่าลึกจากซ้ายไปขวาแทบจะทะลวงเอวทั้งหมดไป ผิวบริเวณนั้นไหม้เกรียมกลิ่นเหม็นไหม้แผ่ออกมาจากปากแผล

            แม้ว่าการโจมตีนี้จะไม่ถึงชีวิตแต่ก็ทำให้มันบาดเจ็บสาหัสได้แล้ว

            และการต่อสู้ราวกับสายฟ้าเมื่อครู่กลับทำให้ทุกคนตกตะลึงยืนอึ้งงัน

            แม้แต่สีหน้าของหลัวเทียนผู้เย็นชายังเปลี่ยนสี

            “แข็งแกร่งมาก!” แววตาที่เย็นชาถูกแทนที่ด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้อันเข้มข้น

            จ้าวหยวนซานและจ้าวตงเหลยที่แอบอยู่ในที่ลับก็หน้าเปลี่ยนสีเช่นกันพวกเขาสูดลมหายใจเย็นเยียบเข้าไปเฮือกหนึ่ง “ซี้ด...”

            จ้าวหยวนซานผู้มีแผนสูงปกปิดความตกตะลึงไว้ไม่มิด

            “อานุภาพเช่นนี้...”จ้าวหยวนซานหรี่ตาทั้งสองข้างลงเป็นเส้นตรง มีกลิ่นอายอันตรายขณะเอ่ย “อย่างน้อยก็ต้องเป็นระดับไอปราณขั้นห้าไปหรือไม่ก็ขั้นหกถึงจะสำแดงทักษะปราณสีเขียวขั้นสูงได้! หึๆ ระดับไอปราณขั้นสี่งั้นเหรอ ดูเหมือนพวกเราจะถูกเจ้าเด็กนี่หลอกเข้าแล้ว...”

            ความหมายแฝงอยู่ในคำพูด...

            ฟังจากเสียงบ่นพึมพำของจ้าวหยวนซานดวงตาของจ้าวตงเหลยก็เบิกโพลง “พรสวรรค์ของเจ้าเด็กนี้ไม่คิดเลยว่าจะเลิศล้ำถึงเพียงนี้!”

            และในยามนี้ตรงหน้าก็เกิดการเคลื่อนไหวที่ทำให้ทั้งสองใจหายวาบ

            “คาถาเพลิงคลั่ง”

            หมาป่ามารป่าลึกยังไม่ทันได้พักหายใจหลันเฟิงก็เปิดฉากโจมตีต่อ ชั่วพริบตานั้นสองเท้าก็ระเบิดพลังอันแข็งแกร่งออกมา เปลวเพลิงปกคลุมไปทั้งมือก่อนลุกโชนขึ้นจนกลายเป็นเสาเพลิงสองต้น เงาร่างของเขาพุ่งไปทางเท้าของหมาป่ามารป่าลึกอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้า

            ชิงลงมือยามที่อีกฝ่ายกำลังอ่อนแอ

            ลันเฟิงเข้าใจแก่นแท้ของการต่อสู้แล้ว!

            หมาป่ามารป่าลึกที่ถูกการโจมตีเมื่อครู่ของหลันเฟิงทำให้มึนงงรีบหลบหลีกตามสัญชาตญาณแต่เห็นได้ชัดว่าปฏิกิริยาตอบสนองของมันช้าไป จึงไม่อาจหลบเลี่ยงได้ทั้งหมด

            “ปัง!”

            เอวของมันพลันมีเปลวลุกท่วมอาการบาดเจ็บที่สาหัสอยู่แล้วยิ่งแย่ลง

            พลังชีวิตของหมาป่ามารป่าลึกสลายหายไปอย่างรวดเร็วดวงตาสีเขียวเป็นมันวาวทั้งสองค่อยๆ หม่นแสงลง สูญเสียสีสันแห่งชีวิตไป

            หลังจากผ่านไปสองสามชั่วลมหายใจร่างกายที่แข็งแกร่งของมันก็ตกลงสู่พื้นดัง “ปัง” อย่างไร้เรี่ยวแรง

            ตรงหว่างคิ้วของมันพลันมีลวดลายสีเขียวสายหนึ่งปรากฏขึ้น

            “ฟู่”หลันเฟิงพ่นลมหายใจยาว แล้วปาดเหงื่อเย็นเยียบบนหน้าผาก “ในที่สุดก็ตาย”

            แม้จะประมือกันแค่ช่วงสั้นๆแต่ไอปราณในจุดตันเถียนพิษของเขากลับหายไปสองในสามส่วนหากหมาป่ามารป่าลึกยังยืนหยัดต่อไปได้ หลันเฟิงคงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบแล้ว

            ยามนี้หยางจ้านหลัวเทียนและคนตระกูลหยางต่างมองมาทางหลันเฟิงราวกับเห็นตัวประหลาดอย่างไรอย่างนั้น

            สังหารหมาป่ามารป่าลึกได้เพียงลำพังพละกำลังระดับนี้เหนือกว่าพวกเขามาก

            สำหรับชายหนุ่มที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่มผู้นี้พวกเขารู้สึกพ่ายแพ้และรู้สึกว่าฝีมือห่างชั้นกันเกินไป

            สามปีก่อนพวกเขายังพอเดินตามรอยเท้าของชายหนุ่มได้แต่สามปีต่อมาพวกเขากลับทำได้เพียงมองเงาแผ่นหลังของอีกฝ่ายจากไกลๆ

            “พละกำลังที่เจ้าสำแดงออกมาเมื่อครู่ช่างน่าตกตะลึงยิ่งนักเจ้าได้ทำลายความเข้าใจที่พวกเรามีต่อเจ้าอีกครั้งแล้ว” ผู้ที่มีอำนาจที่สุดในกลุ่มอย่างหยางจ้านมองหลันเฟิงอย่างนิ่งงั้นชั่วครู่ก่อนเอ่ยต่ออย่างแช่มช้าว่า “ดูแล้วเจ้าไม่เหมาะกับกลุ่มเราจริงๆพวกเราไม่เพียงไม่อาจช่วยเหลือเจ้า ซ้ำยังเป็นตัวถ่วง...”

            เมื่อได้ยินดังนั้นหลัวเทียนหยางกวงและพวกก็สบตากันแวบหนึ่ง แล้วทยอยกันเงียบขรึม

            ในฐานะที่เป็นอัจฉริยะของตระกูลหยางพวกเขาย่อมมีความทระนง แต่เมื่อความทระนงนี้อยู่ต่อหน้าพลานุภาพอันน่าหวาดกลัวของหลันเฟิงกลับแตกสลายไป

            “เอ่อ...ความจริงแล้วข้าเองก็ไม่ได้ร้ายกาจอย่างที่พวกเจ้าคิดหรอก”หลันเฟิงหัวเราะแห้งๆ พลางลูบท้ายทอยไปมา

            “แค่หมาป่ามารป่าลึกตัวหนึ่งก็ทำให้เจ้าจนตรอกขนาดนี้ได้แล้วภูมิใจมากงั้นหรือ” ชายชราเห็นท่าทางภูมิใจจนลืมตัวของชายหนุ่มก็จ้องมองเขาอย่างราบเรียบแล้ววิจารณ์อย่างไม่เกรงใจเลยสักนิด“เจ้าคิดให้ดีว่าเจ้าสูญเสียไอปราณไปเท่าไหร่ต้องเข้าใจว่าหากอยากเป็นผู้แข็งแกร่งต้องควบคุมพลังและไอปราณให้แม่นยำและใช้พลังกับไอปราณทั้งหมดให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั่นคือคุณสมบัติพื้นฐานที่สุดของผู้แข็งแกร่ง...”

            เมื่อได้ยินคำสั่งสอนนี้ชั่วขณะนั้นความรู้สึกภาคภูมิใจเล็กๆ ของหลันเฟิงพลันหายไปรอยยิ้มบนใบหน้าอ่อนเยาว์หายวับไปในพริบตา

            หลันเฟิงสูดลมหายใจลึกเข้าไปเฮือกหนึ่งแล้วเอ่ยกับชายชราว่า“ข้าเข้าใจแล้ว”

            เมื่อได้ยินชายชราก็ลูบเคราแล้วฉีกยิ้ม“ไม่เลว เด็กสอนได้”

            และเหล่าคนในตระกูลหยางที่ไม่รู้สาเหตุด้านข้างเมื่อเห็นท่าทางที่เปลี่ยนแปลงไปของชายหนุ่มความไม่พอใจที่หลงเหลืออยู่ในใจก็มลายหายไปทันที

            ในที่ลับ

            “เด็กผู้นี้ช่างน่ากลัวจริงๆ!”จ้าวหยวนซานที่เห็นการปลี่ยนแปลงของชายหนุ่มก็ชักสายตากลับมา รูม่านตาหดเล็กลง แล้วเอ่ยอย่างเคร่งขรึม

            จ้าวตงเหลยจ้องมองหลันเฟิงอย่างสับสนก่อนทอดถอนใจ“พี่ใหญ่ ยามนี้ข้าเข้าใจความตั้งใจของท่านแล้ว แต่น่าเสียดาย...”

            น่าเสียดายที่หมาป่ามารป่าลึกไม่อาจทำอันใดชายหนุ่มที่มีพรสวรรค์ราวกับสัตว์ร้ายได้แผนของพวกเขาพังไม่เป็นท่า!

            จ้าวหยวนซานมองชายหนุ่มอย่างเงียบๆอยู่ไกลๆ ทันใดนั้นดวงตาก็หรี่ลง “ไม่ต้องรีบ ยังมีเวลาอีกมาก พวกเรายังมีโอกาส...

    คล้ายกับเรื่องหนึ่งดาบสังหาร ปรมาจารย์อสูร [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน