ระหว่างที่จื่อฮวากำลังแต่งตัวให้บุตรชาย ด้วยความยากลำบากอยู่นั้น เพราะเ้าตัวน้อย ยิ่งได้อาบน้ำสดชื่น กำลังวังชายิ่งเพิ่มพูน ะโโลดเต้นไปมาไม่หยุด แม่นมหยวนเองจะจับก็มิกล้าลงมือแรง ร่างกายอวบอิ่มเต็มไปด้วยเนื้อ กลัวว่าลงแรงไปจะมีรอยช้ำให้เห็น
“คุณชายน้อย ท่านหยุดสักประเดี๋ยวได้หรือไม่เ้าค่ะ เสื้อผ้าของท่านไปคนละทางกันแล้ว”
“ม่าย ม่าย ม่าย” ร้อนเช่นนี้ จะใส่เสื้อผ้าหนาๆ ไปทำไมกัน หึ
อย่างไรก็ดี แม้อายุหนึ่งขวบหนาวแล้ว คุณชายน้อยผู้นี้กลับสามารถเรียนรู้คำพูดเลียนแบบตามผู้ใหญ่ได้หลายคำแล้ว ยิ่งกว่าเด็กในวัยเดียวกัน เรียกว่าฉลาดเกินไป จนทำให้คนในตระกูลหยวนต่างเทิดทูนเด็กน้อยกลบความหมองใจที่เคยเกิดขึ้น จะอย่างไรที่มาของเด็กคนนี้ ก็ยังคงเป็ที่กังขาไม่น้อย
คุณหนูจื่อหลินและจื่อหลิงในชุดเดิมมิเปลี่ยนแปลง ต่างแค่ทรงผมและชุดนอกที่โดนถอดดึงออกไปบ้างแล้ว ให้พอเดินได้อย่างสบาย ก็เดินเข้ามา จากนั้นทั้งคู่ก็จับจองตำแหน่งเก้าอี้ประจำตัวยามเมื่อมาที่เรือนแห่งนี้ แล้วทำเพียงนั่งมองพี่สาว แต่งกายให้หลานรักอย่างเหม่อลอย
จื่อฮวาเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มมุมปากเล็กน้อย ให้กับนิสัยเป็เด็กเช่นนี้ของพวกเขา เวลามีเื่อันใดก็มักจะมานั่งมองนางไปเรื่อยๆ เป็ในอดีตก็ทำเพียงนั่งมองนางวาดรูปหรือคัดตำราไปเรื่อย จนมาถึงตอนนี้ก็เปลี่ยนจากนั่งมองนางเป็มองเ้าเสี่ยวจูตัวน้อยนี่แทน
“เป็อันใดไปหืม มานั่งจ้องข้าเช่นนี้” นางละมือจากบุตรชายชั่วครู่แล้วหันมาถามผู้เป็น้องสาวทั้งสอง
“เปล่าเ้าค่ะพี่ใหญ่”
เื่ราววันนี้อย่างไรก็ต้องกระจายออกไป ส่งถึงชื่อเสียงของทั้งสองคนไม่น้อย ยิ่งงานวันนี้คล้ายยั่วยุโทสะของของผู้เป็บิดา เปิดศึกซึ่งๆ หน้าของทั้ง 5 ตระกูลเช่นนี้
“เช่นนั้น ไปคุยกับท่านพ่อมาแล้วหรือ” จื่อฮวาเป็กังวลว่าการกระทำของบุตรชายจะทำให้บิดาโกรธไม่มากก็น้อย
“เ้าค่ะ ท่านพี่คลายกังวลได้ ท่านพ่อเองมิได้ว่าอันใด ทัั้งบอกอีกว่าหนหน้าจะให้จื่อิออกมาต้อนรับแขกเป็คนแรก” จื่อหลินเอ่ยออกมาอย่างยิ้มแย้มในสิง่ที่พูด
ทั้งจื่อหลินและจื่อหลิง ต่างขบขันไม่น้อยในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บิดา บุตรสาวบ้านอื่นต่างกังวลว่าหากมีเื่ไม่ดีเกิดขึ้นในวันปักปิ่นย่อมทำให้การออกเรือนของบุตรสาวยากขึ้นไป
แต่มิใช้มิได้กับบ้านของนาง เพราะบิดาถึงขั้นบุกเบิกกิจการมากมาย เพื่อให้พวกนางแต่งสามีเข้าบ้าน จะได้ไม่เป็เครื่องมือของผู้ใด และยังไม่ต้องคอยรองรับอารมณ์ของพ่อสามีแม่สามีที่ไหน
“ฮ่าๆ หยวนจื่อเซี่ยจะเกินไปแล้ว ใช้งานบุตรชายข้าเช่นนั้นหรือ” จื่อฮวาที่ได้ฟังก็หัวเราะออกมา
ผู้อื่นพูดกันไป เ้าตัวเล็กกลับนั่งมอง ราวกับเป็หนึ่งในบุคคลที่กำลังสนทนาด้วย ทั้งยังล้อนจ้อนมิได้สวมใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย น่าเอ็นดูยิ่ง
จนมารดาหันมาเห็นจึงรีบสวมชุดให้เขาโดยไว เ้าตัวแสบก็ทำเพียงสงบลง
“อ่า อ่า อื้อ” ท่านแม่อุ้ม
เห็นว่าบุตรชายคล้าย้าให้อุ้ม จึงโอนอ่อนลงและรับมาไว้ในอ้อมแขน แล้วนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ยังมิได้จัดการลงโทษเ้าตัวน้อยตนนี้
“จื่อิ มารดามีเื่จำเป็ต้องพูดคุยกับเ้ารู้หรือไม่ หืม” จื่อฮวาหันมาเอ่ยเชิงดุ เพื่อ้าสั่งสอนบุตรชาย นิ้วเรียวชี้ไปยังเด็กน้อย หวังให้เข้าใจ
มีหลายครั้งนักที่การกระทำของเขาคล้ายจงใจ แต่จนใจจะกล่าวว่าร้ายเด็กอายุขวบหนาว จึงละเอาไว้วว่าเป็เพราะสัญชาตญาณของเด็กน้อยมากกว่า
“อ่า อื้อ อู้” ล้วนเป็เพราะข้าหวังดีต่อมารดาเถิด กำปั้นน้อยๆ โบกไปมาอย่าโต้เถียง
“เช่นนี้ เรียกว่าเ้าเถียงข้าได้หรือไม่ หืม” ยิ่งเห็นกิริยาของบุตรชายที่คล้ายจะมีความคิดและโต้เถียงนาง ก็ให้รู้สึกเอ็นดู
จื่อหลินและจื่อหลิงเองที่นั่งมอง ยังอดที่จะอมยิ้มน้อยๆ ริมมุมปากไม่ได้เช่นเดียวกัน ใครใช้ให้หลานชายตัวน้อยของพวกเขาน่ารักเช่นนี้เล่า
“โธ่เอ่ย ท่านพี่ เสี่ยวจูผู้นี้ เพียงหนึ่งหนาวเท่านั้น จะบอกว่ามิรู้สิ่งใดก็ย่อมมิผิด” จื่อหลินเอ่ยออกมาพลางจิ้มไปยังพุงน้อยๆ ของเ้าตัวเล็กอย่างเอ็นดู
“อ่า อี้” ท่านน้า ข้าจั้กจี้ อือ
“ใช่เ้าค่ะ ท่านอย่าดุด่าเขาเลย อย่างไรก็ทำให้เหตุการณ์จบลงด้วยดีนี่น่า” จื่อหลิงได้ฟังเสียงหัวเราะเอิ้กอ้ากของเด็กน้อย ก็พลันสนับสนุนไปด้วย
“หืม ฉี่รดผู้อื่น นั้นแปลว่าดี มิใช่ว่าแอบไปสั่งสอนกันมา” จื่อฮวาเลิกคิ้วอย่างสงสัยในตัวของน้าและหลาน
“ข้าเปล่านะเ้าค่ะ”
“ข้าเองก็เปล่าเ้าค่ะ แต่เด็กผู้นี้คงรับรู้ถึงความคับแค้นใจของมารดาและท่านน้าผู้นี้ใช่หรือไม่”
“แอ้ แอ้” ยังคงเป็ท่านน้าที่รู้ใจข้าที่สุด
มือเรียวของทั้งคู่ ลูบไปยังแขนซ้ายและแขนขวาเด็กน้อยคล้ายกำลังสื่อสารซึ่งกันและกัน
“ให้ท้ายกันดีนักหนา พวกเ้า คราหน้าก็ร่วมรับผิดชอบกันไปด้วยเสียเลยละ ข้าจะบอกบิดาให้”
“อิอิ”
“ท่านพ่อให้มาแจ้งว่า ให้ท่านพี่และเสี่ยวจูตัวน้อย ออกไปทานอาหารเย็นที่เรือนใหญ่นะเ้าค่ะ”
“หืม ได้”
“เช่นนั้น พวกข้าสองคนขอตัวก่อนดีกว่า วันนี้เหนื่อยยิ่งนัก เกรงว่าต้องรีบกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งกายใหม่เ้าค่ะ”
“นั้นสิ แต่งกายเช่นนี้ ไม่คุ้นเคยเสียจริง”
“ไปเถิด”
“อ่า อ่า" จื่อิเองก็บอกลาท่านน้าทั้งสอง แต่ท่าทีราวกับเด็กน้อยติดเล่นไปเสียได้ แต่ก็ทำให้ผู้มองมา ยิ้มอย่างเอ็ยดูไม่น้อย
“แม่นมหยวน พาเ้าเด็กแสบเข้านอนเถิดเ้าค่ะ ตื่นมาทานข้าวเย็นจะได้มิร้องไห้โยเย”
“เ้าค่ะ”
จื่อิถูกกล่อมให้หลับลงโดยใช้เวลาไม่นานนัก ด้วยเพราะอาการออ่นเพลียจากกิจกรรมเมื่อตอนกลางวัน ตกบ่ายคล้อยยังมิได้พัก เมื่อโดนกล่อมให้หลับช้าๆ ด้วยท่วงทำนองคุ้นเคย เปลือกผาจึงปิดลงอย่างง่ายดาย
จื่อฮวา เมื่อบุตรชายหลับลงไปแล้ว ก็หลบมานั่งริมหน้าต่างรับลมช้าๆ ก่อนจะค่อยๆ เขียนกลอนขึ้นมาหนึ่งประโยค
‘วิหคโหยหาเหมันต์ จันทราย่อมไม่หวนคืน’