พูดคุยกันก่อน
ตอนหน้าเป็ตอนจบแล้ว ฝากติดตามกันด้วยค่าาา
หลังกลับจวนแม่ทัพอี้พักหนึ่ง ได้มีแขกผู้มีเกียรติมาเยือน เป็องค์หญิงน้อยเยว่ซิน กับองค์ชายน้อยเยว่เล่อ วันนี้ทั้งสองวางแผนจะไปท่องเที่ยวที่ทะเลสาบอ้ายซ่างตามที่เยว่ซินเคยสัญญากับเยว่เล่อไว้ ดังนั้นเยว่ซินจึงแวะมาชวนเสี่ยวฮวาและอี้ผิงไปด้วยกัน
เยว่เล่อได้แต่เบะปากอย่างไม่พอใจนัก เขาไม่เข้าใจพี่สาวเลยว่าเหตุใดต้องมาชวนเด็กผู้หญิงคนนี้ด้วย แต่เขาก็ไม่กล้าขัดใจ จึงได้แต่ฮึดฮัดอยู่ด้านข้าง
เสี่ยวฮวาที่ได้ยินว่าจะได้ไปเที่ยวนางจึงตอบรับคำเชิญชวนของสองพี่น้องในทันที แต่อี้ผิงที่กำลังวุ่นวายกับการหาวิธีช่วยซูลี่จึงกล่าวปฏิเสธคำเชิญอย่างนุ่มนวล ดังนั้นการเดินทางท่องเที่ยวในครั้งนี้จึงมีเด็กน้อยเพียงสามคน คือเยว่ซิน เยว่เล่อ และเสี่ยวฮวา โดยมีอู๋มามาและบ่าวรับใช้จำนวนหนึ่งติดตามไปด้วย
ในตลาดกลางเมือง หญิงนางหนึ่งยังคงสอบถามผู้คนละแวกนั้น หญิงนางนี้มีนามว่าเหม่ยเซียน
"ขออภัยเ้าค่ะ ไม่ทราบว่าท่านเคยเห็นเด็กหญิง ตัวประมาณนี้ ผิวขาว ผมยาว ตาโต เดินอยู่เพียงลำพังบ้างไหมเ้าคะ"
ผู้คนที่นางเข้าไปตามต่างส่ายหน้าเป็คำตอบ จนเหม่ยเซียนเริ่มท้อใจ หรือลูกสาวนางจะไม่ได้มาที่นี่กันนะ นางได้แต่หวังว่าลูกสาวนางจะปลอดภัย
ย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าวันก่อน วันนั้นเป็วันที่อากาศแจ่มใส คืนก่อนหน้านี้นางได้ไปช่วยงานเลี้ยงของเพื่อนบ้านจนดึกดื่น วันต่อมานางต้องตื่นแต่เช้าเพื่อทำกิจวัตรประจำวันเหมือนอย่างเคย อาบน้ำซักผ้า ทำกับข้าว และมีลูกสาวตัวน้อยเข้ามาช่วยนาง จน่สายลูกสาวของนางออกไปวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ นางที่กำลังเย็บชุดใหม่ให้ลูกสาว ก็เกิดง่วงนอน เย็บไปสัปหงกไป สุดท้ายนางก็ตัดสินใจเข้าไปงีบภายในบ้าน หลังจากงีบไปพักหนึ่ง นางตื่นขึ้นมาก็ออกตามหาลูกสาวเพื่อเรียกมาทานข้าวกลางวัน แต่จนแล้วจนรอดนางก็หาลูกสาวไม่พบ นางลองถามเด็กๆในหมู่บ้าน กลับไม่มีใครเห็นลูกสาวของนาง เหม่ยเซียนคิดว่าลูกสาวของนางอาจจะสวนกันระหว่างทาง จึงรีบกลับบ้าน แต่ก็ไม่พบลูกสาวของนางที่บ้านแต่อย่างใด นางได้แต่ร้องไห้เสียใจที่ดูแลลูกสาวไม่ดี ทำให้หายไปจากบ้าน นางพยายามออกตามหาลูกสาวอยู่หลายวัน จนมีคนบอกว่าเคยเห็นลูกสาวของนางครั้งสุดท้ายที่ทางเข้าหมู่บ้านพร้อมกับลุงแซ่หลี่ ลุงแซ่หลี่กำลังเดินทางไปอยู่กับลูกชายที่เมืองอื่น นางจึงรีบเข้าไปหยิบเงินในกล่อง พบว่าก้อนทองหายไปบางส่วน นางเคยบอกลูกสาวของนางไว้ว่าเงินเหล่านี้คือสินเดิมที่จะติดตัวลูกสาวของนาง เมื่อไปอยู่กับผู้อื่นในภายหน้า เอ่อ ลูกสาวของนางคงเข้าใจคำว่าสินเดิมผิดไป เื่นั้นช่างมันก่อน ขอแค่ลูกสาวนางปลอดภัยก็พอ นางเชื่อมั่นว่าลูกสาวของนางต้องไปกับลุงแซ่หลี่ผู้นี้อย่างแน่นอน ดังนั้นนางจึงหยิบเงินบางส่วนติดตัว ล็อคกุนแจตู้และกุนแจบ้านอย่างแ่า ก่อนจะฝากฝังเพื่อนบ้านที่เป็ญาติกันให้ช่วยดูแล แล้วเดินทางออกตามหาลูกสาวของนางถึงที่นี่
ก่อนหน้านี้เหม่ยเซียนได้พบกับลุงแซ่หลี่ เขาบอกนางว่าลูกสาวของนางเดินทางไปที่เมืองหลวงซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน เด็กน้อยบอกว่าจะออกตามหาบิดาตามคำบอกเล่าของนาง และตอนที่เด็กน้อยไปขออนุญาต เขาซึ่งอยู่ไกลๆก็เห็นนางพยักหน้าตอบรับ ดังนั้นจึงได้พาลูกสาวของนางมาด้วย เหม่ยเซียนได้แต่ขอบคุณลุงแซี่หลี่ที่ช่วยดูแลลูกสาวของนางมาตลอดทาง และรีบออกตามหาลูกสาวที่เมืองหลวงทันที
จนกระทั่งนางได้มาแวะพักกินเสี่ยวหลงเปาที่ร้านข้างทางร้านหนึ่ง ป้าเ้าของร้านไม่แน่ใจว่าเด็กที่เหม่ยเซียนตามหาจะใช่เด็กน้อยที่เคยมากินเสี่ยวหลงเปาที่ร้านนางหรือไม่ ป้าเ้าของร้านจึงบอกสิ่งที่นางรู้แก่เหม่ยเซียน นางรู้จักคุณหนูอี้ผิง ดังนั้นจึงคิดว่าเสี่ยวฮวาน่าจะพักอยู่ที่จวนแม่ทัพอี้ เมื่อมีเบาะแส เหม่ยเซียนไม่รอช้า รีบตามหาจวนแม่ทัพอี้ทันที
----------------------
ทางด้านเด็กน้อยสามคนกำลังสนุกสนานกับการเดินทาง ครั้งนี้พวกเขาเอารถม้ามาเพียงคันเดียว เพื่อความคล่องตัวในการเดินทาง สัมภาระที่นำติดตัวมาก็มีไม่มากนัก เนื่องจากทะเลสาบอ้ายซ่างมีคฤหาสพักร้อนของฮองเฮาอยู่ ทำให้สองแฝดไม่ต้องเตรียมของใดๆไป สัมภาระจึงมีเพียงเสื้อผ้ากับของใช้ติดตัวเสี่ยวฮวาเล็กน้อยเท่านั้น
การเดินทางครั้งนี้ค่อนข้างไกล จากเมืองหลวงเดินทางไปใช้เวลาประมาณ2ชั่วยาม หรือราวๆ 4ชั่วโมง ดังนั้นพวกเขาจึงวางแผนไว้ว่าจะนอนค้างหนึ่งคืนแล้วค่อยกลับในวันรุ่งขึ้น
ระหว่างทางเสี่ยวฮวาชวนเยว่ซินพูดคุยไปตลอดทาง มีเยว่เล่อที่แอบเงี่ยหูฟังเป็ระยะๆ พวกเขาสองพี่น้องไม่ค่อยมีเวลาของตัวเองมากนัก เพราะเวลาส่วนใหญ่ต้องใช้ไปกับการเรียน ไม่ว่าจะศาสตร์หรือศิลป์ พวกเขาต่างต้องเรียนรู้ทั้งนั้น ดังนั้นเมื่อได้ยินเสี่ยวฮวาเล่าเื่ต่างๆให้ฟัง จึงเป็เื่แปลกใหม่สำหรับพวกเขา
เวลาผ่านไปเรื่อยๆจนใกล้ถึงคฤหาสพักร้อน พวกเขาทั้งสามล้วนตื่นเต้นมาก แม้ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาสองพี่น้องมา แต่เป็ครั้งแรกที่พวกเขาได้รับอนุญาตให้มากันเองโดยไม่ต้องรอเสด็จพ่อหรือเสด็จแม่ ส่วนเสี่ยวฮวารู้สึกตื่นเต้นมากที่สุดในพวกเขาสามคน เพราะนางเพิ่งเคยมาเป็ครั้งแรก
เยว่ซินได้เล่าถึงความงดงามของทะเลสาบอ้ายซ่างว่ายามแสงแดดส่องกระทบกับน้ำ น้ำจะส่องประกายระยิบระยับราวอัญมณีอันเลอค่า
อู๋มามาที่ติดตามมาด้วยจึงได้เล่าความเป็มาอันแสนงดงามของชื่อทะเลสาบให้เด็กๆฟังว่า
มีสามีภรรยาคู่หนึ่งแต่งงานอยู่กินกันมาเป็เวลาหลายปี แต่ก็ยังไม่มีบุตร พวกเขาอาศัยอยู่ใกล้ๆทะเลสาบแห่งนี้ สามีสัญญากับภรรยาว่ายามเซินของทุกวันเขาจะมานั่งชมทะเลสาบแห่งนี้เป็เพื่อนนาง เพราะเป็ที่ๆพวกเขาพบกันและตกหลุมรักกัน เวลาผ่านไปฝ่ายสามีสอบขุนนางผ่าน พวกเขาจึงต้องพากันย้ายไปในเมือง เขาเริ่มเจริญรุ่งเรืองจนลืมคำสัญญาที่ให้กับภรรยา ไม่มีแม้แต่เวลาจะให้กับนาง เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ครอบครัวฝ่ายชายเร่งรัดให้มีบุตรสืบสกุล โดยให้สามีรับภรรยาน้อย ฝ่ายภรรยาไม่ได้คัดค้าน นางเพียงจากไปเงียบๆ สามีมัวยุ่งกับงานจนไม่ทันสังเกตว่าภรรยาของเขาจากไป จนวันหนึ่งเมื่อเขารู้ตัวเขาได้พยายามออกตามหานางแต่ก็ไม่พบ นานเพียงใดไม่อาจทราบได้ที่เขานึกถึงคำสัญญาของตัวเองที่ให้ไว้กับภรรยา เขากลับมาที่ทะเลสาบแห่งนั้นอีกครั้ง เขาพบภรรยาที่ร่างกายซูบผอมเพราะนางไม่สบายอย่างหนัก กำลังนั่งรอเขาอยู่ที่ทะเลสาบ นางยิ้มให้เขาก่อนจะบอกเขาว่า ทุกครั้งที่เห็นทะเลสาบมันทำให้นางนึกถึงวันที่ตกหลุมรักเขา นางดีใจที่สามีไม่ลืมคำสัญญาของเรา หลังจากไม่นานนางก็ตายจากไป หลังนางจากไปเขายังคงหาเวลาไปนั่งชมทะเลสาบแห่งนั้นทุกวัน มีคนถามเขาว่าเหตุใดท่านถึงมานั่งชมทะเลสาบแห่งนี้เพียงลำพังทุกวัน เขาตอบกลับไปว่า ทุกครั้งที่เขาเห็นทะเลสาบแห่งนี้มันทำให้เขาไม่ลืมวันที่เขาตกหลุมรักภรรยาของเขา และเขาจะได้ไม่ลืมนางตลอดไป ผู้คนจึงขนานนามทะเลสาบแห่งนี้ว่า ทะเลสาบอ้ายซ่าง
เด็กๆที่ได้ฟังเื่ราวต่างรู้สึกเสียใจ เสี่ยวฮวาที่สะอึกสะอื้นถามอู๋มามาขึ้นว่า
"อู๋มามาเ้าคะ หากสามีไม่ลืมคำสัญญา ภรรยาจะตายจากไปไหมเ้าคะ"
อู๋มามาที่ได้ฟังถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะ มันเป็เพียงเื่เล่า นางจะรู้ได้ยังไงกัน แต่จะไม่ตอบก็คงไม่ได้ นางจึงกระแอมเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า
"คนเราเมื่อถึงเวลาก็ต้องตายทุกคนนั่นแหละเ้าค่ะ"
"แต่อาจจะไม่ตายเร็วเช่นนี้ใช่ไหมเ้าคะ"
เสี่ยวฮวาที่ยังคงเสียใจกับการตายของภรรยาเอ่ยถาม
อู๋มามาที่กำลังครุ่นคิด สายตาของนางพลันเหลือบไปเห็นนอกม่านรถม้า นางจึงรีบเอ่ยขึ้นว่า
"โอ้ ถึงทะเลสาบแล้วเพคะ"
เมื่อเด็กน้อยทั้งสามคนได้ยินเข้าก็ลืมเื่ราวก่อนหน้านี้ รีบพุ่งตัวไปดูนอกม่านทันที ตอนนี้เป็เวลายามเว่ย แดดด้านนอกค่อนข้างจัด ทำให้แสงส่องกระทบน้ำทอประกาบระยิบระยับดั่งที่เยว่ซินกล่าว เยว่เล่อกับเสี่ยวฮวาใช้ไหล่เบียดกันไปมาเพื่อยืดคอออกไปมองนอกหน้าต่าง ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน จนเยว่ซินต้องเข้าไปจับแยกออกจากกัน นางสั่งให้ทั้งสองนั่งที่ตัวเองอย่างสงบ หากใครไม่ทำตามนางจะส่งกลับเมืองหลวงทันที ดังนั้นทั้งสองจึงแยกย้ายไปนั่งที่ใครที่มัน แต่ยังไม่วายทำาผ่านทางสายตาแทน
เยว่ซินเห็นดังนั้นจึงอดส่ายหน้าไม่ได้ ที่นางชวนเสี่ยวฮวามาในครั้งนี้ เพราะนางอยากให้น้องชายของนางมีชีวิตชีวาเหมือนที่เป็อยู่ตอนนี้ แม้เขากับนางจะอายุเท่ากัน แต่นางเป็เด็กผู้หญิง ส่วนเขาเป็เด็กผู้ชาย เด็กผู้ชายวัยเดียวกันกับเขาในวังหลวงมีไม่มากนัก ส่วนเด็กผู้หญิงเมื่อรู้ว่าเขาเป็องค์ชายก็ไม่มีกล้าเล่นกับเขา เขาจึงไม่ค่อยมีเพื่อนวัยเดียวกัน มีเพียงเสี่ยวฮวาที่ทำให้น้องชายเขาดูมีชีวิตชีวาขึ้น
------------------
ฝั่งเหม่ยเซียน เมื่อนางได้เบาะแสของเสี่ยวฮวา ก็รีบมุ่งหน้าไปตามหาจวนแม่ทัพทันที แต่ก่อนจะถึงจวนแม่ทัพ นางกลับพบใครคนหนึ่งก่อน
" ท่านลู่"
เหม่ยเซียนะโเรียกอย่างดีใจ ผู้ที่นางเรียกไม่ใช่ใครอื่น เขาคือเสนาบดีลู่ที่กำลังเดินผ่านมา
"แม่นางเหม่ยเซียน?"
เสนาบดีลู่ที่พบกับเหม่ยเซียนก็รู้สึกประหลาดใจ สายตาของเขาเต็มไปด้วยความคาดหวัง หลังพูดคุยทักทายกันสักพักเสนาบดีลู่ได้พาเหม่ยเซียนไปที่ภัตรคารฟู่ เขาขอเปิดห้องพิเศษชั้น2 แล้วพานางเข้าไป ผู้คนที่พบเห็นต่างซุบซิบนินทากันมากมายว่า
"นั่นๆ เสนาบดีลู่นี่นา เขาพาแม่นางคนหนึ่งขึ้นไป้าด้วย"
"นางเป็บุตรสาวสาวบ้านใดกัน เหตุใดข้าไม่เคยเห็น"
"เหตุใดเ้าต้องเคยเห็นหน้าสตรีทุกคนด้วยเล่า"
"เอ๊ะอย่ามาขัดข้าสิ่ เ้าว่านางเป็ใครกัน"
"ข้าเคยได้ยินว่าเสนาบดีลู่เคยมีอดีตคนรัก หรือจะเป็แม่นางคนนี้"
-----------------------
เมื่อมาถึงจุดหมายทุกคนจึงแวะรับประทานอาหารก่อนจะออกไปเที่ยวเล่น คฤหาสฤดูร้อน จัดสวนด้านหน้า มีน้ำพุเล็กๆในลานหน้าเรือนรับรอง พื้นปูด้วยหินอ่อน ประดับกำแพงด้วยไม้เลื้อยที่ออกดอกสีชมพูบานสะพรั่ง มีฝูงผีเสื้อบินมาตอมดอกไม้มากมาย จนเสี่ยวฮวาอดตื่นตะลึงในความสวยงามท่ามกลางธรรมชาติเช่นนี้ไม่ได้
เยว่เล่อที่เห็นดังนั้นก็เบะปากแล้วพูดขึ้นอย่างดูแคลนว่า
"ข้าไม่อยากจะอวด คฤหาสที่อื่นสวยกว่านี้อีก"
เสี่ยวฮวาได้แต่มองค้อนกลับไปแล้วบ่นพึมพำขึ้นว่า
"ขนาดไม่อยากอวดยังขนาดนี้ ถ้าอยากอวดจะขนาดไหนกัน ชิ"
ก่อนที่าน้ำลายจะเริ่มขึ้น เยว่ซินรีบพาทั้งสองไปห้องอาหาร จัดการอาหารตรงหน้าแล้วออกไปเดินเที่ยวเล่น
รอบๆคฤหาสมีทหารยามเฝ้าระวังรอบด้าน รวมทั้งเหล่าสาวใช้และบ่าวรับใช้มากมาย ฮ่องเต้และฮองเฮาถึงได้ยินยอมให้ทั้งสองออกมาเที่ยวเล่นกันได้
เมื่อมาชมความงามของทะเลสาบอ้ายซ่าง เสี่ยวฮวาก็เตรียมตัวไปเล่นน้ำในทะเลสาบ แต่ถูกอู๋มามาห้ามไว้ เนื่องจากทะเลสาบค่อนข้างลึก ดังนั้นพวกเด็กๆจึงไม่รับอนุญาตให้ลงเล่นโดยเด็ดขาด เสี่ยวฮวาที่เพิ่งรู้เื่นี้ถึงกับหน้าเศร้าคอตก จนเยว่เล่ออดเอ่ยขึ้นไม่ได้ว่า
"เล่นในทะเลสาบไม่ได้แต่เล่นในจวนได้หนิ"
เยว่ซินที่ได้ยินดังนั้นถึงกับปากอ้าตาโต นางอดแปลกใจไม่ได้ว่า น้องชายของนางปลอบใจคนเป็ด้วยงั้นหรือ
เยว่เล่อที่เห็นพี่สาวจ้องมาที่ตนก็อดรู้สึกเขินขึ้นมาไม่ได้ เขาจึงรีบเอ่ยแก้เก้อเขินว่า
"ข้าแค่เห็นเด็กหน้าบูดเป็ตูดลิงไม่ได้เท่านั้นเอง"
"เ้าว่าใครหน้าเป็ตูดลิง เ้าสิ่หน้างออย่างกับก้นเป็ด"
"เ้าว่าใครหน้าเหมือนก้นเป็ด เ้าสิ่หน้า..."
"หยุดๆ หากเ้ายังทะเลาะกันข้าจะ..."
"จะส่งพวกเ้ากลับเมืองหลวง" ทั้งสองพูดประสานเสียงอย่างพร้อมเพียงกัน จนเยว่ซินที่กำลังจะพูดหยุดลง แหมทีแบบนี้สามัคคีกันจริงเชียว
หลังจากนั้นเด็กทั้งสามคนก็เที่ยวเล่นจนพอใจก่อนจะทานอาหารเย็นและเข้านอนในที่สุด
-----------------------
เสนาบดีลู่พาเหม่ยเซียนมาบนห้องส่วนตัวชั้นสอง เหม่ยเซียนที่้าความช่วยเหลือจึงตามเข้าไป เสนาบดีลู่สั่งอาหารสองสามอย่างกอ่นจะเริ่มคุยกับเหม่ยเซียนขึ้นก่อนว่า
"เหตุใดแม่นางถึงมาอยู่ที่นี่ได้"
เหม่ยเซียนได้ยินดังนั้นก็เล่าเื่ราวที่นางกำลังตามหาลูกสาวให้เขาฟัง
เสนาบดีลู่ได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย แต่เขาไม่กล้าถามว่าสามีของนางเป็ใคร จากที่ฟังนางบอกเล่า เขาพอเดาได้ว่าลูกสาวของนางต้องหมายถึงแม่หนูน้อยเสี่ยวฮวาอย่างแน่นอน เขาจึงอาสาพาเหม่ยเซียนไปที่จวนแม่ทัพอี้หลังรับประทานอาหารเสร็จ แต่ก่อนจะไปเขาได้มีคำถามหนึ่งถามเหม่ยเซียน