“เนื่องจากทางเราตรวจพบคุณสมบัติของพลังพิเศษในตัวคุณ จากนี้ไปคุณจะถูกส่งตัวไปยังดาวอังคารค่ะ”
“อ…เอ๋ ผมเนี่ยนะมีพลังพิเศษ ?”
ภายในห้องตรวจของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เด็กหนุ่มผมบลอนด์กุมหัวของเขาด้วยความตกตะลึง ก่อนจะถูกเ้าหน้าที่ในชุดดำสองคนเดินเข้ามาพาตัวออกไปอย่างรวดเร็ว
รูปร่างที่ไม่สูงไม่เตี้ยเกินไป ผอมไม่มีกล้ามเนื้อของเขา ทำให้เพียงแค่โดนเ้าหน้าที่ควงแขนคนล่ะข้างก็หมดสภาพไม่ต่างอะไรไปจากผ้าที่โดนหนีบบนราวตากผ้า
‘ชีวิตคนเรานี่มันไม่แน่นอนชะมัด’
ในโลกที่พลังพิเศษดูเป็เื่ห่างไกลความเป็จริง เหนือจินตนาการ ไม่ว่าใครก็คงใฝ่ฝันที่อยากจะมีพลังพิเศษดี ๆ เป็ของตัวเองกันทั้งนั้น
แต่สำหรับ เรเวอรี่ รี้ด เด็กหนุ่มวัย 14 ปี ทายาทของเศรษฐี พันล้าน โจนาธาน รี้ดนั้น พลังพิเศษที่ว่าไม่ได้ต่างอะไรไปจากความซวยที่มาเยือนในจังหวะที่แย่ที่สุดเลยสักนิด
การมีพลังพิเศษจะเป็เื่แย่ไปได้ยังไง ?
เด็กชายวัย 10 -12 ขวบ ส่วนมากคงจะมีความคิดแบบนี้ ซึ่งนั่นก็เพราะพวกเขายังไม่ได้เข้าใจความเป็จริงของโลกที่พวกเขาอาศัยอยู่
บน “โลก” ที่ประชากรส่วนใหญ่กว่า 95 % ไม่มีพลังพิเศษ ตัวตนของผู้มีพลังพิเศษนั้นจึงไม่ต่างอะไรไปจาก สัตว์ประหลาด
‘สัตว์ประหลาด’ ที่อาจจะเป็ภัยต่อความมั่นคงของรัฐบาลโลกและต้องถูกกำจัดทิ้ง
ไม่นึกเลยว่าวันนี้ตัวเขาที่แวะมาตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสบายใจกลับกลายเป็หนึ่งในสัตว์ประหลาดที่ว่าไปซะได้
“เดี๋ยว ๆๆๆๆๆๆๆๆ ผมขอยื่นเื่ตรวจใหม่ได้ไหม ?”
“ไอ้เื่มีพลังพิเศษอะไรนั่นไม่เห็นรู้สึกเลยสักนิด ! ”
เรเวอรี่พยายามดิ้นให้หลุดจากแขนของเ้าหน้าที่ในชุดดำ ร้องอ้อนวอนให้ทั้งสองคนปล่อยตัวเขาไป แต่ก็ไม่มีการตอบรับใด ๆ
‘บ้าที่สุด นี่มันเื่อะไรกันเนี่ย ! พวกเขาจะเอาเราไปยิงทิ้งใช่ไหม ?! นี่เราต้องมาตายั้แ่อายุได้แค่ 14 ปี จริง ๆ ดิ ?!’
เด็กหนุ่มคิดสบถในใจพลางนึกฟุ้งซ่านถึงชะตากรรมของตัวเองต่อจากนี้
ทุก ๆ คนที่มีพลังพิเศษมักจะหายตัวไปอย่างเป็ปริศนา ไม่ว่าจะรวยแค่ไหน ดังแค่ไหน มีอิทธิพลเส้นสายแค่ไหนก็ไม่รอด
สำหรับโลกนี้ ผู้มีพลังพิเศษคือตัวตนแปลกแยกที่จะต้องถูกกำจัดอย่างไม่มีข้อยกเว้น แม้แต่เรเวอรี่ที่เป็ทายาทเศรษฐีพันล้านก็ไม่สามารถที่จะใช้อำนาจเงินตราหลุดรอดไปได้
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือ เด็กสาวที่เป็เพื่อนสมัยเด็กของเรเวอรี่ 3 ปีก่อน เธอถูกตรวจพบว่ามีพลังพิเศษขณะที่กำลังไปตรวจสุขภาพประจำปี หลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย…
เธอคนนั้นหายไปจากชีวิตของเขา ราวกับเศษผงที่ปลิวหายไปตามสายลม ทั้งรูปถ่าย ชื่อในเอกสารต่าง ๆ ข้าวของเครื่องใช้ ทุกอย่างหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความทรงจำลาง ๆ ในหัวของเรเวอรี่ที่ลืมเธอไม่ลง
แต่ที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือ เขาไม่ได้มีพลังพิเศษอะไรสักหน่อย !
ต่างจากเธอคนนั้นในอดีตที่สามารถควบคุมแสงแปลก ๆ ได้ เรเวอรี่นั้นทำห่าเหวอะไรไม่ได้เลย เรียกได้ว่าแม้แต่สมรรถภาพทางร่างกายก็ยังต่ำกว่าเกณฑ์ด้วยซ้ำ
แค่วิดพื้นยังทำได้ไม่เกิน 5 ครั้งเลย !!!
เขาเป็เด็กหนุ่มธรรมดา ๆ ที่บังเอิญโชคดีเกิดมาบนกองเงินกองทองก็เท่านั้นเอง !
น่าเสียดายที่ตอนนี้เงินพวกนั้นช่วยอะไรเขาไม่ได้เลยสักนิด…
“อย่างน้อยก็ให้ตรวจผลยืนยันอีกครั้งด้วยเถอะ ”
“เครื่องมันอาจจะขัดข้องก็ได้ เห็นแสงสีแดง ๆ กระพริบไปมาแปลก ๆ ด้วย”
“ดูยังไงก็มีปัญหาชัด ๆ เลยไม่ใช่เหรออออ ?”
เด็กหนุ่มแหกปากสุดเสียงอ้อนวอนร้องขอกับชายร่างสูงในชุดดำทั้งสองที่กำลังลากตัวเขาไปสู่ขุมนรกอันแสนลึกลับ
ซึ่งผลตอบรับก็ยังมีเพียงความเงียบสงัดและท่าทางอันเฉยเมยไม่ต่างจากเดิม
เ้าหน้าที่ชุดดำสองคนนี้เป็ หนึ่งในสมาชิกขององค์กรระดับโลกที่มีชื่อว่า คานิดัล ว่ากันว่าพวกเขามีหน้าที่รับมือกับผู้มีพลังพิเศษโดยเฉพาะ และเป็กลุ่มคนที่คอยจัดการควบคุมข้อมูลต่าง ๆ ไม่ให้ประชาชนทั่ว ๆ ไปตื่นตระหนก
อำนาจ เงินตรา ความสุขสบาย ไม่มีอะไรจะสั่นจะคลอนคนเหล่านี้จากหน้าที่ของพวกเขาได้ นั่นจึงเป็เหตุให้ไม่มีใครเคยหลุดรอดจากเงื้อมมือของเ้าหน้าที่ชุดดำเหล่านี้
ทั้งสองพาตัวเรเวอรี่เข้าไปในรถตู้คันใหญ่ ใส่กุญแจมือแปลก ๆ ที่ใหญ่จนข้อมือแทบจะหักให้กับเขา ก่อนจะปิดประตูและเดินออกไป ทิ้งเด็กหนุ่มให้นั่งอยู่กับ หญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว
“ว่าไงเ้าหนู เธอเองก็เป็ผู้มีพลังพิเศษเหมือนกันสินะ ?”
เธอทักทายเรเวอรี่ด้วยใบหน้าสบาย ๆ ราวกับว่ารถที่พวกเขานั่งอยู่เป็เพียงรถทัวร์นำเที่ยวสุดสัปดาห์ ไร้ซึ่งความวิตกกังวลร้อนรนใด ๆ
ชุดเสื้อคลุมยาวสีขาวแซมเทาที่เธอสวมอยู่ดูไม่ค่อยเข้ากับยุคสมัยเท่าไหร่จนดูเหมือนคนที่แต่งตัวคอสเพลย์ในงานอีเวนท์
ผมสีเงิน และั์สีทอง ผิวพรรณขาวเนียน ให้บรรยากาศที่แตกต่างออกไปจากผู้คนในชีวิตประจำวัน จากทรวดทรงความสูงแล้ว น่ามีอายุน่าจะราว ๆ 20-22 ปี
หนึ่งในวิธีที่แยกคนปกติทั่วไปออกจากผู้มีพลังพิเศษได้ง่าย ๆ ก็คือสีผมและสีตา
ต่างจากคนทั่วไปที่มีสีผมและั์ตาตามธรรมชาติอยู่ไม่กี่สี พวกผู้มีพลังพิเศษจะมีสีผมและสีตาแปลก ๆ เหมือนใส่คอนแทคเลนส์หรือย้อมสีผมมา
ข้อแตกต่างนี้ทำให้รัฐบาลโลกต้องออกกฏหมายห้ามย้อมสีผมและใส่คอนแทคเลนส์สี เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนในการตรวจสอบกันเลยทีเดียว
“ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย นี่มันเื่เข้าใจผิดชัด ๆ”
“อย่าเอาผมไปรวมกับคุณเชียว ผมเป็คนปกติแน่นอน 100%”
“ไม่ว่ายังไงผมก็ต้องออกไปให้ได้”
เรเวอรี่เขม่นใส่หญิงสาวผมเงินอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะหันไปพยายามเปิดประตูรถสุดกำลัง ถึงอย่างนั้นกุญแจข้อมือเหล็กขนาดเท่าลำโพงโฮมเทียร์เตอร์รุ่นกลางทำให้เขาขยับแขนได้ไม่มากนัก
“ใครบอกนายว่าพวกเขาจะเอาเราไปฆ่ากัน ?”
“ต่อให้อีกฝ่ายเป็ผู้มีพลังพิเศษ ก็ไม่มีใครทำเื่ไร้มนุษยธรรมแบบนั้นกันหรอก ”
“รัฐบาลทั่วโลกไม่ใช่นาซีนะ เขาไม่เอาเราไปฆ่าทิ้งหรอก”
หญิงสาวผมเงินพยายามพูดให้เด็กหนุ่มที่กำลังร้อนรนใจเย็นลง
“หา ? คุณเอาอะไรมามั่นใจ ?”
“บอกไว้ก่อนเลยนะ ถึงผมจะยังเด็กแต่ผมก็เห็นผู้มีพลังพิเศษโดนจับหายไปหลายคนแล้ว”
“ไม่เคยมีใครกลับมาได้สักคนเลยด้วย !!!”
คำพูดของเธอยิ่งทำให้ เรเวอรี่ที่มองในแง่ร้ายไม่สบอารมรณ์ และเถียงคอเป็เอ็นกลับไป
“จะไม่เชื่อก็แล้วแต่เธอนะ แต่ประตูนั่นพยายามให้ตายก็เปิดไม่ออกหรอก”
“นอกจากนี้กุญแจข้อมือที่พวกเราสวมอยู่เองก็เป็แบบพิเศษที่ใช้ผนึกพลังของผู้มีพลังพิเศษด้วย”
หญิงสาวผมเงินตอบกลับท่าทีของเด็กหนุ่มด้วยเสียงเรียบ ๆ สบาย ๆ แล้วเอนตัวลงนอนบนเบาะของรถ
ซึ่งหลังจากพยายามเปิดประตูไปได้ราว ๆ 2- 3 ชั่วโมง เรเวอรี่เองก็หมดแรงไปนอนพิงที่เบาะอีกข้างในสภาพไม่ต่างกันจากเธอเท่าไหร่
โชคดีที่อย่างน้อย ๆ ในรถก็ยังเปิดแอร์เย็นช่ำให้พวกเขา ไม่ได้ขังปิดตายในรถร้อน ๆ อย่างที่เด็กหนุ่มจิตนาการเอาไว้ในทีแรก
เวลา 2-3 ชั่วโมงที่ผ่านไปทำให้จิตใจที่ร้อนรนของเรเวอรี่สงบลงมาบ้าง ด้วยคำว่า ‘ปลงเถอะ’ ที่หมุนวนอยู่ไปในหัวซ้ำไปซ้ำมา
ในเมื่อหาทางหนีออกไปไม่ได้เด็กหนุ่มก็เลยได้แต่นั่งคิดถึงเื่เก่า ๆ ในหัว ปล่อยตัวเข้าไปในห้วงภวังค์ของความทรงจำ ก่อนจะโดนเสียงของหญิงสาวที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเรียกขึ้นมา
“สำหรับเธอแล้วความตายมันน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอเ้าหนู ?”
คำถามเชิงปรัชญญาที่หลุดออกมาทำให้เด็กหนุ่มหันขวับไปทางหญิงสาวผมเงินในทันที
“แหงสิ ผมน่ะมีเื่ที่ยังต้องทำให้สำเร็จอยู่ ยังไงก็รีบตายไม่ได้เด็ดขาด !”
เรเวอรี่ ตอบกลับด้วยแววตาอันแน่วแน่ จ้องเขม็งสวนกลับไปในั์ตาสีทองของอีกฝ่าย เห็นแบบนั้นหญิงสาวก็เผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสนใจออกมา
“โอ้ว มุ่งมั่นดีนี่ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องกังวลหรอก คนแบบเธอเอาตัวรอดได้แน่”
“ไม่ว่าจะเป็ที่นี่ หรือ ที่นั่น”
“ที่นั่น ??? คุณกำลังพูดถึงอะไรอยู่ ?”
คำพูดที่ดูกำกวมจนผิดปกติของอีกฝ่าย ทำให้เรเวอรี่ต้องถามออกมาด้วยความสงสัย
“ก็ที่ที่พวกเรากำลังจะถูกส่งตัวไป… ดาวอังคารยังไงล่ะ”
….