บทที่ สามสิบ
แก้วผลึกในมือของลู่อิงิเวลานี้เกือบเต็มลูกแล้วนางหยิบขึ้นมาบิดดูแล้วดูอีก ส่องทุกคืนอย่างไม่มีอะไรทำ ชิ้นต่อไปถ้าขนาดจะพอๆกับเสี้ยวอื่นก่อนหน้า น่าจะเป็ส่วนสุดท้ายที่หายไป
“ขอให้เป็ชิ้นสุดท้ายเถอะ”
ลู่อิงิออกจากคุนเหิงมาได้ห้าวันแล้วนางออกตามหาข่าวระหว่างเดินทางอย่างเคย ทุกคืนก็ภาวนาให้เื่นี้จบลงเสียทีนางจะได้เป็อิสระไม่ต้องกังวลทุกๆ คืนก่อนนอน
หลังหยิบขึ้นมาเล่นจนพอใจลู่อิงิก็เก็บลงถุงหอมที่ข้างเอวแล้วซุกตัวใต้ผ้าห่มเตรียมจะนอนหลับแน่นอนว่านอนคนเดียวไม่มีใครร่วมเตียงอีกแล้ว ไม่ใช่ว่าเพราะสวีจ้าวหรงจากไปแต่อย่างใดแต่เพราะไม่มีเหตุอะไรต้องอยู่ห้องเดียวกัน บัดนี้เขาก็คงนอนอยู่ข้างห้องนี่เอง
วันต่อมาทั้งสองออกเดินทางจากเมืองเล็กๆไปตามเส้นทางเลียบแม่น้ำ มุ่งหน้าลงใต้บ้างขึ้นเหนือบ้างการเดินทางยังไร้จุดหมายเช่นเดิม รู้แค่ว่าหัวเมืองอยู่ตรงไหนก็มุ่งหน้าไปตลอดทางสวีจ้าวหรงไม่ได้มีความเห็นเื่นี้เลย เรียกว่านางไปไหนเขาไปด้วยจนกระทั่งแวะพักม้าที่ริมน้ำเขาก็พูดถึงเส้นทางเป็ครั้งแรกหลังจากที่หายตัวไปครู่หนึ่ง
“ควรไปเมืองเทียนตัน”
“หืม ทำไมหรือ เทียนตันมีอะไร?” นางถามกลับ เมืองนี้นางก็ยังไม่เคยไปเช่นกันเทียนตันอยู่เหนือกว่าเล่อเฟิ่งขึ้นไปทางตะวันออกแทบจะไกลที่สุดของหัวเมืองด่านนอกแล้ว
“ข้าได้ข่าวเื่เศษดาว” สวีจ้าวหรงไขข้องใจ แสดงว่าคงมีคนนำข่าวมาบอกเขาตอนที่ตัวหายไประหว่างพักม้าลู่อิงินึกดีใจที่ได้ระดับจอมมารมาช่วยตามหาซึ่งถ้าช่วยแต่แรกป่านนี้หาเสร็จครบแล้วละมั้ง แต่จะพูดเช่นนี้ก็ไม่ถูกสวีจ้าวหรงมาช่วยนางั้แ่แรกแล้วต่างหาก
“ขอบใจมากเสี่ยวหรง ข้าว่าชิ้นนี้น่าจะสุดท้ายแล้ว”
“ครบก็ดี จะได้บอกข้าเสียที่ว่าตามหาไปทำไม”
“ได้ ถ้าข้าตามหาครบและเื่นี้จบลงข้าจะบอกท่านคนแรกแน่นอน”นางไม่ได้โกหกเขา ลู่อิงิตั้งใจว่าจะนำแก้วผลึกไปคืนแล้วกลับมาบอกเขาจริงๆเวลานี้สวีจ้าวหรงไม่ใช่คนมุ่งร้ายต่อนางแน่นอน ลู่อิงิเชื่อใจเขา ‘เื่ที่ทั้งสองเป็มิตรกัน’หมดใจ
“เช่นนั้นเดินทางต่อกันเถอะ” เซียนน้อยได้จุดหมายแล้วก็มีแรงใจหลังตวัดตัวกลับขึ้นม้าแล้วควบออกไปเทียนตันอยู่ห่างจากที่นี่ก็ไกลพอสมควรคงใช้เวลาหลายวันแต่แค่นั้นนับว่าเล็กน้อยถ้าเทียบกับเวลาที่เสียไป่ที่ผ่านมา
มีหลายครั้งหลายครานางก็อยากจะใช้พลังเซียนเหาะไปเสียเลยแต่ใจก็ไปนึกถึงเหตุการณ์ก่อนๆเวลาพบเื่ไม่คาดฝันแล้วพลังหมดตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากก็ชวนขยาดนักเสียดายก็แต่น้ำค้าง์ตอนนั้นน่าจะหกลงมาเยอะอีกสักหน่อยพลังเลยน้อยนิดเช่นนี้แต่ความจริงก็มีอีกครั้งหนึ่งที่นางมีโอกาสจะได้เพิ่มพลังปราณเซียนเช่นกันเพราะตอนนั้นเซียนโอสถปรุงยาออกมาสำเร็จ นางที่เป็เซียนตัวน้อยๆก็ได้รับแบ่งปันมาเช่นกัน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้กินอยู่ที่เพราะยกให้ผู้ที่้ามากกว่าไปแต่ลู่อิงิไม่ได้จะเสียดายแต่เพียงคิดถึงเท่านั้นว่าจะมันจะยังมีชีวิตอยู่ดีใช่ไหม
เวลานี้โลกมนุษย์เข้าสู่เหมันต์เต็มตัวแล้วอากาศไม่ใช่เพียงเย็นๆ เช่นแต่ก่อนแต่เข้าขั้นหนาวทั้งสองที่เดินทางขึ้นเหนือก็ยิ่งหนาว กว่าจะถึงเทียนตัวแค่คิดก็สะท้านถึงกระดูก
“..นั้น” ระหว่างที่นางกำลังควบม้าอยู่มองบนท้องฟ้าลู่อิงิก็สังเกตเห็นบางสิ่งกำลังลอยลงมาพอยิ่งเข้าใกล้ก็ยิ่งชัดว่าลักษณะเหมือนรูปร่างคนถ้าโลกนี้ไม่มีเทพเซียนนางก็คงในึกว่ามนุษย์ต่างดาว แต่ทบทวนดูดีๆความเป็ไปได้ที่น่าใกว่าคือมีเซียนมากกว่ามนุษย์ต่างดาวเสียอีกยิ่งถ้าในโลกปัจจุบันคนบินได้คือเหนือธรรมชาติเกินไป
คนที่ลอยลงมาจากท้องฟ้าเข้ามาใกล้ทั้งคู่ลู่อิงิก็เริ่มมั่นใจว่าคนผู้นั้นคือเซียนที่กำลังคิดถึงจริงๆประการแรกเพราะเซียนผู้นี้เรียกได้ว่าคุ้นตาลู่อิงิที่สุดแล้วซึ่งก็คือนางฟ้าเซียนท่านพี่รุ่ยเซียงนั้นเอง
ลู่อิงิก็ไม่รู้ว่านางมาได้ยังไงแต่จังหวะเปิดตัวต่อหน้าพระเอกน่าประทับใจมาก สวยสง่าสูงส่ง ร่างอรชรผู้งดงามค่อยๆลงสู่พื้น ผ้าพลิ้วของอาภรณ์เคลื่อนไหวเหมือนจัดวาง รอยยิ้มน้อยๆ ดูน่าหลงใหลรุ่ยเซียงมาหยุดที่หน้าเส้นทางที่ทั้งสองเดินทางอยู่ลู่อิงิจึงหยุดม้ารอนางลงถึงพื้น
“ท่านพี่รุ่ยเซียง” นางเอ่ยทักเซียนรุ่นพี่
“เสี่ยวอิง เ้าเป็อย่างไรบ้าง?” ร่างงดงามตอบน้ำเสียงอย่างอ่อนหวานไม่หลงรักก็ไม่รู้จะว่าไงนางฟ้าเซียนที่เห็นว่าเซียนรุ่นน้องไม่ได้อยู่คนเดียวจึงหันไปมองอีกคนชายหนุ่มที่มีความงดงามล่มเมืองที่ขนาดเทพ์บางคนอาจจะไม่กล้าสู้หน้าซึ่งเขาก็กำลังมองไปนางฟ้าเซียนเช่นกัน แต่เป็สายตาของการตรวจสอบหยั่งเชิงรุ่ยเซียงเห็นว่าคนผู้นี้ไม่มีแววใที่ได้เห็นเซียนตัวเป็ๆก็หมายความว่าเขาคงไม่ธรรมดาเช่นกัน
“ข้าสบายดีท่านพี่รุ่ยเซียง แล้วท่านมาได้อย่างไรกัน”
“ข้าออกมาทอผืนฟ้า แล้วอยู่ๆ ก็คิดถึงเ้า เลยลองมองหาดูไม่คิดว่าจะโชคดีพบเ้าจึงแวะมาถามไถ่”หลังมอบคำตอบให้เซียนรุ่นน้องจบนางฟ้าเซียนก็หันไปมองสวีจ้าวหรงอีกครั้งลู่อิงิจึงเหลือบสายตาไปตรวจสอบบ้างว่าพระเอกของเื่มองนางฟ้าเซียนผู้งดงามอยู่ไหมซึ่งเขาก็มองจริงๆ ไม่แปลกใจเท่าไร
ก็นางฟ้าเซียนรุ่ยเซียงงดงามอ่อนหวานขนาดนี้จะไม่ให้มองได้อย่างไรงดงามทั้งรูปกายและจิตใจ มองจนละสายตาไม่ได้ก็ไม่แปลกลู่อิงิไม่อยากทำลายภวังค์ทั้งสองจึงเม้มปากกลั้นใจรอให้มีใครสักคนพูดก่อน
รุ่ยเซียงที่รู้สึกตัวก่อนเผลอมองชายหนุ่มผู้มากับลู่อิงิจนรู้สึกว่าเริ่มเสียมารยาทนางจึงถอนสายตากลับมาหาเซียนน้อย
“เสี่ยวอิง นี่เ้ากำลังไปไหนหรือ?”
“ว่าจะไปเทียนตันเ้าค่ะ” นางเอ่ยตอบและชวนคุยต่ออีกหน่อย“ท่านพี่รุ่ยเซียงจะมาด้วยกันไหมเ้าคะ เช่นนั้นข้าจะดีใจมาก”
“เห็นทีจะไม่ได้ ข้าแวะมาทักทายเท่านั้น เดี๋ยวก็ต้องกลับขึ้นไปทอผืนฟ้าต่อเ้าก็เดินทางดีๆ สะสมบารมีครบแล้วก็แวะไปหาข้าบ้าง”นางฟ้าเซียนคนงามกล่าวจบก็แย้มยิ้มส่งให้ลู่อิงิแล้วเลื่อนไปหาบุรุษชุดสีนิล“ว่าแต่เ้าเดินทางกับใครหรือเสี่ยวอิง?”
ได้เวลาเปิดตัวพระเอกบ้างความจริงตามเนื้อเื่ทั้งสองไม่ได้เจอกันแบบนี้นะ แต่ไหนๆ ก็เจอกันแล้วนี่นางก็ควรจะต้องถอยสินะ ก็นางไม่ใช่ตัวประกอบมีบทด้วยซ้ำก็คิดแบบนี้ใจก็รู้สึกโหวงแปลกๆ เหมือนคล้ายว่าจะหวงความสัมพันธ์นี้แต่ลู่อิงิคิดว่าน่าจะเป็เพราะว่านางรู้จักทั้งสองคนมาก่อนจะคงเหมือนการหวงเพื่อนสมัยล่ะมั้ง ที่อยู่ดีๆ พวกเขาจะไปสนิทกันมากกว่านาง
“คนผู้นี้เขามาช่วยเหลือข้าเอาไว้หลายครั้งเราเลยออกเดินทางด้วยกันเ้าค่ะ” ลู่อิงิผายมือไปที่สวีจ้าวหรงหวังจะให้ทั้งสองได้คุยกันเอง หลังจากนี้นางจะได้หลบเข้าฉาก
แต่ชายหนุ่มก็นิ่งงันไม่รู้อมพะนำอะไรทั้งที่นางเอ่ยเปิดตัวให้แล้ว ไม่ใช่ว่าสวีจ้าวหรงตะลึงจนพูดไม่ออกหรอกนะ
“เช่นนี้ก็ขอบใจท่านผู้นี้ที่ช่วยเหลือนาง”จนเป็รุ่ยเซียงที่เอ่ยขอบคุณทั้งส่งยิ้มหวานให้ก่อน
“ไม่ต้อง” กว่าท่านจอมมารจะพูดได้ นึกว่าลืมวิธีการพูดไปเสียแล้วแต่พูดทั้งที่พูดได้เท่านี้ก็ไม่พูดเสียดีกว่า น้ำเสียงเ็าที่สุด นี้ท่านจอมมารสูญเสียวิธีเกี้ยวหญิงสาวไปแล้วหรือ?
“..เช่นนั้นข้าขอตัวไปก่อน” รุ่ยเซียงเอ่ยคำลาแล้วจากไปทันทีไม่รู้เพราะคำเ็าสั้นๆ ของสวีจ้าวหรงหรือไม่นางถึงใกลัวหายไปอย่างรวดเร็วลู่อิงิมองตามนางฟ้าเซียนที่ค่อยๆ ลอยจากไปท่วงท่างดงามเฉกเช่นตอนมา
“ทำไมท่านตอบเช่นนั้นล่ะ” เมื่อรุ่ยเซียงจากไปลับตาเซียนน้อยก็หันมาถามท่านจอมมารทันที
“ให้ตอบอะไรมากความ ข้าเป็มารผูกมิตรกับเซียนไม่ใช่เื่ดี”
“แล้วข้าไม่ใช่เซียนหรือ” ลู่อิงิเอ่ยประชด แต่ไม่ว่าอย่างไรนางฟ้าเซียนคนงามก็จากไปแล้วแก้ไขอะไรคงไม่ทัน
“เพียงเ้าเท่านั้นคือข้อยกเว้นของข้า”
“...”นึกว่าความสามารถเกี้ยวพาราสีของท่านจะมืดบอดเสียแล้วเสียแต่ท่านใช้ผิดคน นางอยากจะบอกเขาว่า‘หยุดแกล้งใช้ข้าเป็ผู้ทดลองเสน่ห์จอมมารท่านเสียที’ แล้วนี่ก็ไม่รู้ว่าในอนาคตทั้งสองจะกลับมาเจอและเป็ไปตามเนื้อเื่ไหม
ถ้านับความรักของนางเอกแต่ละคนของนางฟ้าเซียนนับว่าทรหดติดอันดับต้นๆ เพราะกฎแรกของแดน์นั้นห้ามมีรักและเมื่อนางฟ้าเซียนเกิดผิดกฎ์ย่อมต้องโดนลงโทษดีที่ว่าคนที่รุ่ยเซียงรักเป็สวีจ้าวหรงผู้ไม่เคารพกฎ์มีหรือจะปล่อยให้ผู้หญิงของตนโดนลงทัณฑ์แต่กว่าจะคู่กันได้ทั้งสองก็ผ่านเื่ราวเยอะทีเดียวลู่อิงิถอนหายใจก่อนหันมองสวีจ้าวหรงไปหนึ่งรอบแล้วควบม้านำไป
ในนิยายเขาช่วยรุ่ยเซียงออกมาจากคุก์จนได้ครองรักกัน‘แต่แล้วถ้าเป็นางล่ะ?’ ถ้าทั้งหมดที่เขาแสดงคือความจริงใจและชอบนางจริงๆเขาจะพานางไปหลบหนีโทษ์อยู่ด้วยกันที่ภพปีศาจหรือไม่แล้ววันหนึ่งนางต้องอยู่ร่วมกับรุ่ยเซียงไหมเซียนรุ่นพี่กับเซียนรุ่นน้องจะมองหน้ากันยังไงที่มีสามีคนเดียวกันไม่นับรวมความวุ่นวายอื่นๆ ในตำหนักในอีก ลู่อิงิพลันส่ายหน้านางจะต้องไม่แบ่งความรักกับใครสิ
‘เดี๋ยวนะ ไม่มีทาง!’ นี่นางกำลังคิดอะไรอยู่ไม่มีทางไปถึงขั้นนั้นกับเขาอยู่แล้ว เราเป็เพียงสหายกันเท่านั้นก็ดีอยู่แล้ว..
หลังเดินทางมาทั้งวันโชคดีเมืองเล็กๆระหว่างเส้นทางมีที่ให้แวะพัก โรงเตี๊ยมเล็กแห่งนี้มีห้องให้ไม่เยอะแต่ก็ไม่ถึงขั้นห้องเต็มต้องนอนด้วยกัน อากาศหนาวเย็นทำลู่อิงิอยากแช่น้ำอุ่นนางจึงอาบน้ำอยู่นานกว่าจะขึ้นจากถังน้ำ พอขึ้นมาแล้วก็รู้สึกหนาวกายทันที
ลู่อิงิไม่ค่อยชอบอากาศหนาวจัดเช่นนี้เลยพอจะมีวิธีอะไรไหมนะที่จะทำให้ร่างกายอุ่นนอกจากสวมผ้าหนาๆคิดอยู่ครู่เดียวก็พอจะนึกได้หนึ่งวิธี ‘คือดื่มสุรา’สมัยก่อนก็ทำกันมานานแล้วซึ่งก็คือการดื่มสุราจะช่วยให้เืได้กระตุ้นเพิ่มการไหลเวียนแต่กับเซียนวิธีจะใช้ได้ไหมนะ ทางเดียวที่จะรู้ก็คือการทดลอง
ลู่อิงิเดินลงไปที่โถงเล็กส่วนหน้าของโรงเตี๊ยมแล้วสั่งสุรามาดื่มทันทีไม่นานกาสุราก็มาวางที่โต๊ะ ดื่มได้ไม่กี่จอกเหมือนนางจะดึงดูดแขกท่านอื่นๆที่นั่งอยู่ใกล้เคียงให้มารุมล้อม ท่าทางพวกเขาคล้ายพวกนักดาบนักเดินทางหลังเข้ามาทักทายสนทนาได้ครู่หนึ่งพวกเขาก็ย้ายมานั่งร่วมโต๊ะ
“นี่จะไปเทียนตันหรือ ไปเวลานี้จะดีหรือคุณชายที่นั้นหนาวจนมีแต่คนหลบลงใต้นะ”หนึ่งในนักดาบเอ่ยขึ้นหลังจากรู้ว่าจุดหมายของนางคือที่ใด
“มีเหตุต้องไป ไม่ไปมิได้”
“เช่นนั้นก็ระวังดีๆ ไหนจะหิมะถล่ม ไหนจะพวกเผ่าปีศาจ”
“ขอบคุณที่แนะนำท่านเมิ่ง” ลู่อิงิยกจอกขึ้นดื่มให้เหล่านักดาบที่มาแบ่งปันประสบการณ์การเดินทางซึ่งก็คือสุราที่ดื่มเท่าไรก็เหมือนน้ำเปล่าไม่ทำให้เมาและยังไม่ช่วยให้ร่างกายอุ่นด้วยลู่อิงิตัดใจเื่การทดลองอบอุ่นร่างกายยิ่งถ้าขึ้นเหนือหนาวกว่านี้ต้องได้ใช้พลังเซียนอีกเยอะแน่นอน
มิตรสหายใหม่ที่ร่วมสังสรรค์ด้วยกันกับลู่อิงิร่วมกันดื่มสุราอยู่พักใหญ่ก็เริ่มร้องเพลงโวยวายใครผ่านไปผ่านมามองผ่านๆ ก็รู้ว่านักดาบทั้งสามคนนี้เมาเรียบร้อยเหลือเป็คุณชายหนุ่มร่างเล็กที่ยังตัวตั้งตรงได้อยู่ผู้เดียว
“นี่ๆ คุณชายลู่ พวกข้า..ถามอารายสักอย่างได้ไหม”เหล่าชิ่วเอ่ยเสียงยืดเล็กน้อยแต่นางก็สามารถฟังเข้าใจ
“อะไรหรือ?” ลู่อิงิถามกลับ
“พวกข้าน่ะ! สงสัยก่อนที่จาเข้ามาพูดคุย แล้วววว แต่พอยิ่งคุยก็ยิ่งสงสัย”เหล่าชิ่วตอบแบบนี้นางก็ยิ่งไม่เข้าใจว่าพวกเขาทั้งสามหมายถึงอะไรหรือที่เข้ามาสนทนากันจะเป็เพราะมีเื่จะถามอยู่ั้แ่แรก
“เหล่าชิ่วถามจะดีหรือ เสียมารยาทหนาาา” ขณะที่คนหนึ่งกำลังจะเอ่ยเหล่าเมิ่งผู้เป็สหายก็เอ่ยขัดเสียก่อน
“เอ๊งก็สงสัย จะเงียบอยู่ทำมาย ไม่ถามแล้วจารู้หรือบ่ะเอ๊ง”
ยิ่งฟังยิ่งสงสัยลู่อิงิจึงเอ่ยอนุญาตก่อนเลย “ถามมาเถอะ แต่ถ้าตอบได้จะตอบตอบไม่ได้ก็ไม่ตอบเท่านั้นเอง”
“ฮ่าๆๆ ด้ายย งั้นข้าถามๆๆ”
ระหว่างที่วงสุราโต๊ะนี้กำลังสังสรรค์อยู่ร่างสูงอาภรณ์สีนิลสนิทก็ออกจากห้องพักมาเห็นเซียนน้อยกำลังสนทนาอย่างออกรสออกชาติกับผู้ชายอีกสามคนพอดิบพอดีคิ้วกระบี่ของเขาก็พลันกระตุก ก่อนจะค่อยๆ ย่างสามขุมเข้าไปหา
“พวกข้าสงสัยมาก! ว่าคุณชายลู่เป็ผู้ชายจริงหรือออ”ในที่สุดเหล่าชิ่วก็เอ่ยถามออกมาคลายความสงสัยของนางสำหรับลู่อิงินั้นก็ไม่แปลกใจจะโดนคำถามนี้ก็เพราะตนแค่แต่งกายเป็บุรุษไม่ได้แปลงกายอย่างอื่นเลย
ยิ่งพักหลังๆมาดูจะมีคนสังเกตได้เยอะขึ้นไม่รู้ว่าเพราะบังเอิญหรือว่านางเผลอหลุดแสดงความเป็หญิงออกไป “ฮ่าๆ เื่นี้เองพวกท่านว่าอย่างไรกันเล่า?”นางเลือกที่จะเปลี่ยนคำตอบเป็คำถามกลับไปไม่ยอมตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ เปิดโอกาสให้ทั้งสามคนคิดกันไปตามใจ
เหล่าเมิ่งที่ได้ยินคำตอบแบบนั้นก็เลยย้ายที่นั่งจากม้านั่งตัวเองมานั่งที่ตัวเดียวกับลู่อิงิแล้วตวัดมือยกขึ้นโอบไหล่บางของเซียนน้อย “สำหรับข้า ข้าว่าเป็ชายแต่พวกมันทั้งสองว่าเ้าเป็หญิง”
ขณะที่เหล่าเมิ่งเอ่ยตอบก็พอดีกับที่สวีจ้าวหรงเดินมาใกล้โต๊ะแค่นางมานั่งดื่มสุรากับชายอื่นที่ไม่รู้จักเขาก็ไม่สบอารมณ์แล้วนี่ถึงขั้นมานั่งใกล้และโอบไหล่เห็นทีจะไม่น่าเก็บไว้เขาตรงเข้าไปจับข้อมือของเหล่าเมิ่งแล้วบิดออก โดนไม่ได้คิดว่าแรงหรือไม่แรงแค่จะเอามันออกจากไหล่ของลู่อิงิ
“อ๊าาาา เจ็บๆๆ” เหล่าเมิ่งที่ถูกบิดข้อมือร้องออกมาอย่างเ็ปทันทีวงสังสรรค์สุราแตกกระจาย สหายของเหล่าเมิ่งอีกสองคนคว้าดาบขึ้นชี้ใส่ผู้มาใหม่ส่วนเซียนน้อยที่หันไปเจอก็งุนงงอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเริ่มห้ามปรามสองฝ่าย
“เสี่ยวหรงทำอะไร สหายพวกท่านยั้งมือก่อน”แม้จะบอกยั้งมือแต่คนที่ต้องยั้งมือจริงๆ ควรเป็สวีจ้าวหรงนักดาบพเนจรสามคนมีหรือจะสู้จอมมารได้
“ปล่อยสหายข้าเดี๋ยวนี้”ฝั่งนักดาบไม่ลดอาวุธลงทั้งยังประกาศกร้าวเสียงลั่น
“ท่านปล่อยเถอะ เสี่ยวหรง”จนกระทั่งลู่อิงิต้องเป็คนเอ่ยสวีจ้าวหรงถึงยอมลงให้ก่อนเขาปล่อยเหล่าเมิ่งที่ตอนนี้ข้อมือเริ่มบวม ดีที่ไม่ถึงกับหัก “นี่ท่านทำอะไร?”
“พวกมันล่วงเกินเ้า!” น้ำเสียงทรงพลังและเยียบเย็นสายตาคมปราดเอาเื่มนุษย์ทั้งสามตรงหน้า
“ไม่ๆ พวกเขาเปล่า พวกเราแค่นั่งดื่มกันเท่านั้น”หลังจากที่สวีจ้าวหรงปล่อยเหล่าเมิ่งเป็อิสระ ด้านนักพเนจรก็ลดอาวุธลงแต่ยังระวังตัวไม่ต่างจากเดิม
“สหายเ้าหรือคุณชายลู่” เหล่าชิ่วเอ่ยถามไร้อาการคนเมาสิ้นเชิงเหตุการณ์เมื่อครู่คงทำให้ทั้งสามสร่างเมาได้ทันที
“ใช่ๆ ขอโทษด้วยที่เสียมารยาท เขาอาจจะจริงจังไปหน่อยเหนื่อยจากเดินทางนานด้วย อย่าถือสาเลย” ลู่อิงิหาเื่แก้ตัวให้ ทั้งยกมือคำนับขออภัยปลกๆจะได้เลิกแล้วต่อกันเพราะถ้าฝืนสู้กันทั้งสามไม่รอดแน่
“เ้าจะขอโทษทำไม” สวีจ้าวหรงไม่มีท่าทียอมอีกฝ่ายน้ำเสียงยังคงไม่สบอารมณ์เช่นเดิม เขาคงไม่พอใจเอามากๆลู่อิงิต้องรีบจัดการด้านนี้ก่อนน่าจะดีกว่า
ลู่อิงิจึงรีบคำนับสหายใหม่ต่างรุ่นบอกลาอย่างเร่งร้อนแล้วพาสวีจ้าวหรงเดินกลับเข้าห้องส่วนตัว
เมื่อมาถึงด้านในห้องของลู่อิงินางก็หันไปมองร่างสูงที่นางจับมือเขาอยู่พอรู้ตัวก็รีบปล่อยทันทีเหมือนต้องของร้อน “ขออภัยที่จับโดยไม่ได้เอ่ยขอก่อน”
“ทีเ้าจับข้าเ้ายังขอโทษ แล้วทำไมไม่ให้มันขอโทษเ้าบ้าง”ดูสวีจ้าวหรงจะไม่พอใจเื่นี้อย่างมาก จนแยกย้ายกันมาแล้วก็ยังดูจะไม่สงบลงง่ายๆ
“ก็ข้าไม่ได้คิดอะไร พวกเขาก็สหายใหม่ เื่เล็กน้อยทั้งนั้น”
“หึ ถ้าเ้าให้ชายอื่นโอบไหล่แล้วว่าสหายแล้วข้าเพียงจับมือทำไมต้องรีบปล่อยอย่างข้าเป็ของร้อน หรือเ้าไม่คิดว่าข้าเป็สหาย?”ที่เขาพูดมาล้วนเป็ความจริงพักหลังมานี้นางระวังตัวกับเขามากเื่ถูกเนื้อตัวสำหรับทั้งสองล้วนต้องมีระยะห่างเสมอ ไม่คิดว่าเขาก็สังเกตเห็นส่วนนี้ด้วย
แต่เขาจะถึงขั้นเห็นเบื้องลึกเื้ัแท้จริงไหม‘เื่ที่ใจนางหวาดกลัวอะไรบางอย่างจากเขา’ยิ่งเขายกเื่นี้มาพูดก็เป็โอกาสดีที่นางจะได้ยืนยันกับเขาไปเพื่อตอกย้ำตัวเองด้วย
“ท่านเห็นข้าเป็เช่นไรข้าไม่รู้ แต่สำหรับข้า ท่านเป็สหายคนหนึ่งและจะ..ไม่มีทางเป็อย่างอื่น” ประโยคท้ายนางเพียงคิดในใจเท่านั้นแต่ไม่รู้ทำไมปากถึงเอื้อนเอ่ยมันออกมาโดยไม่อาจยั้งได้ทัน
คำพูดของนางเมื่อถึงเข้าหูของสวีจ้าวหรงที่กำลังเกรี้ยวกราดสีหน้าถมึงทึงนั้นก็จางหายไปทันทีแต่กลับแทนด้วยสายตาไหววูบชวนให้ลู่อิงิรู้ตีบตันที่ลำคอ
“ไม่มีทางเลยหรือ?” เสียงแ่ถามลู่อิงิกลับอย่างไร้พลังคนที่ทรงอำนาจเมื่อครู่เปลี่ยนไปด้วยคำพูดประโยคเดียว นี่เพราะนางหรือ?
แล้วควรจะให้คำตอบเขาอย่างไรถึงจะดีทำไมถึงต้องทำให้นางลำบากใจด้วย ตอนนี้มากกว่ากลัวเขาโมโหคือกลัวเขาเสียใจ แต่จอมมารผู้นี้จะเสียใจจากคำพูดของเซียนกระจอกอย่างนางหรือไม่หรอกมั้ง..อย่างนางจะนับเป็อะไรได้
นางไม่มีทางเป็หญิงงามที่เขาเฝ้าฝันหรือเหมาะสมกับจอมมารยิ่งใหญ่ได้คำพูดของนางเขาจะใส่ใจทำไม “ใช่แล้ว เราจะเป็เพียงสหายกันเท่านั้น”
“อิงิ..เ้า..” สวีจ้าวหรงเอ่ยเสียงสั่นอย่างที่ลู่อิงิไม่เคยคิดว่าชื่อนี่นางจะได้ยินจากเขาริมฝีปากหยักได้รูปนั้นไม่เอ่ยต่อเพียงเม้มปากแน่นหนึ่งอึดใจแล้วปล่อยออกก่อนจะมองตรงมาที่นางอย่างว่างเปล่า
ลู่อิงิไม่รู้จะบรรยายคนตรงหน้าเวลานี้อย่างไรความคิดไปจนถึงร่างกายของนางล้วนหนักอึ้งเพราะว่ารู้สึกเหมือนว่านางพึ่งทำผิดต่อเขาไป
จอมมารที่นิ่งงันไปครู่ใหญ่อยู่ๆก็สะบัดมือขวาหนึ่งทีหน้าต่างที่งับปิดอยู่เพราะเป็หน้าหนาวถูกบังคับให้เปิดออกลมหนาวจึงพัดเข้ามาทันที เ้าของห้องเลยเผลอละสายตาไปมองหน้าต่างชั่วครู่หันกลับมาอีกทีชายหนุ่มร่างสูงก็หายไปเสียแล้ว เขาหายไปต่อหน้าต่อตานางไร้คำร่ำลา
สวีจ้าวหรงที่ออกมาแล้วก็ยังไม่ไปไหนไกลเขาหันกลับมามองโรงเตี๊ยมตั้งอยู่โดดเดี่ยวพื้นที่ห่างไกล รอบข้างปราศจากบ้านเรือนก่อนจะเอ่ยเบาๆ กับบ้างสิ่ง “เฝ้านางให้ดี”
แล้วสิ่งที่เขาเอ่ยด้วยก็เริ่มกระโจนหายไปแฝงตัวอยู่รอบโรงเตี๊ยมถึงตัวเขาจะไม่ได้อยู่ข้างกายนางแต่เขาก็ไม่อาจละเลยเพราะรู้ว่าเซียนน้อยผู้นี้ไม่เจียมพลัง เดี๋ยวนางต้องหาเื่ใส่ตัวอีกแน่นอน