“ครึกครื้นดีเหมือนกันนะ” สาวงามภายใต้ผ้าปิดหน้าสีขาวกล่าวขึ้นอย่างตื่นเต้น มีมี่ตื่นตาตื่นใจกับภาพบรรยากาศของหอคณิกาสมัยเก่าตรงหน้าเป็อันมาก การได้มาเยือนสถานที่ยอดนิยมในอดีตแบบนี้ ช่างเป็ประสบการณ์ที่หาได้ยากยิ่ง ร่างบางยืนชมการแสดง การบรรเลงดนตรีจากชั้นสองของหอ
เพล้ง! ข้าวของกระจัดกระจายเกลื่อนพื้นของห้องฝั่งตรงข้ามกับจุดที่ร่างบางยืนอยู่ ประตูที่เปิดกว้างทำให้เห็นสถาณการณ์ข้างในได้ขนัดตา สาวงามสองนางหมอบตัวสั่นเทาอยู่แทบพื้น สิ่งที่สร้างความหวาดกลัวให้นางทั้งสองเห็นจะเป็ชายแก่ร่างท้วมที่มีใบหน้าแดงก่ำ กำลังกล่าววาจาหยาบคายด้วยโทสะดังไปทั่วอาณาบริเวณ
“ท่านพี่หลบก่อนเถิดเ้าค่ะ” อันหยงรั้งแขนมีมี่เข้าหลบที่มุมเสา
“ทำไมต้องหลบ?”
“นั่นท่านเ้าเมืองโจว ท่านพี่เคยทำร้ายเมื่อครั้งนั้น จำไม่ได้หรือเ้าค่ะ”
“ทำร้าย!” มีมี่ทวนคำกล่าวของสาวใช้อย่างงุนงง “อ๊า!” หลังจากขบคิดอย่างหนักก็นึกออกเสียที ตอนที่ถูกจับตัวเหมือนเคยได้ยินซือเหมยเหนียงพูดเข้าหูอยู่บ่อยๆ
“ท่านเ้าเมือง หยุดก่อนเถิดเ้าค่ะ” ซือเหมยเหนียงเดินเร็วพาร่างไปยังห้องพักแขกคนพิเศษ
“หยุด! ก็ได้ ข้า้าแม่นางจิวเหลียง แล้วเ้าส่งใครมา” เสียงแหบพร่าระคนกับอาการมึนเมากล่าวอย่างฉุนเฉียวกับผู้ดูแลสถานเริงโลกีย์แห่งนี้
“แม่นางจิวเหลียงป่วย ไม่ค่อยสู้ดีหนัก จึงไม่อาจมาปรนนิบัติท่านได้ ทั้งหอตันโหวต่างก็มีสาวงามมากมายให้ท่านเลือกใช้ ท่านเ้าเมืองเลือกแม่นางคนอื่นเถิดเ้าค่ะ”
“ข้า้าเพียงแม่นางจิวเหลียง” มือใหญ่คว้าหมับเข้าที่ลำคอเรียว และลงแรงบีบจนซือเหมยเหนียงเบิกตาโพรง อ้าปากกว้างเพื่อเรียกอากาศเข้าสู่ปอด ใบหน้าขาวเปลี่ยนเป็แดงก่ำด้วยจวนขาดใจ
“ข้ามาแล้วเ้าค่ะ ขออภัยที่ทำให้ท่านต้องรอนาน” ฟลุบ! ร่างระหงส์ทรุดลงกองที่พื้น แคร่กๆๆ ซือเหมยเหนียงไอออกมาด้วยเกิดระคายคอ ใบหน้างามกลับสู่สีหน้าปกติ แต่แววตากลับดูเยือกเย็นน่ากลัวยิ่ง นางลุกขึ้นยืนสวยๆ เชิดๆ ปั้นหน้ายิ้มทำทีนอบน้อมแต่ในใจแทบอยากฉีกร่างตาแก่นี่ออกเป็ชิ้นๆ
“จิวเหลียงของข้า เ้าป่วยตรงไหน บอกข้ามาที” ร่างบางถูกโอบกอดพะเน้าพะนออย่างหลงใหลจากชายแก่คราวพ่อ
“ข้าดีขึ้นมากแล้วเ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ดี ออกไปให้หมด” เมื่อจิวเหลียงปรากฏตัวตาแก่ตัณหากลับก็ขับไล่ทุกคนออกจากห้อง ประตูบานคู่ถูกปิดลงพร้อมกับใบหน้าอมทุกข์ไม่สู้ยินดีนักของจิวเหลียง แววตาเศร้านั้นสะกิดหัวใจดวงน้อยของมีมี่ให้เจ็บแปลบ แม้ตนไม่ใช่ต้นเหตุก็รู้สึกปวดใจอยู่ดี
“จะไปที่ใดเ้าคะ” มีมี่ไม่อาจทานทนต่อไปได้ นางตรงดิ่งหมายจะไปที่ห้องๆ นั้น แต่ถูกอันหยงสกัดเอาไว้ก่อน
“ไปไม่ได้เ้าค่ะ” ร่างเล็กกอดรัด กีดขวาง ทำทุกวิถีเพื่อหยุดยั้งอีกคน
“หลบไป ฉันจะไปทุบหัวมัน” เป็ดังที่อันหยงคิดไว้ไม่มีผิดนางจึงต้องใช้ทั้งชีวิตเพื่อหยุดมีมี่ไว้
“ไม่เ้าค่ะ ท่านพี่อย่าก่อเื่อีกเลย แม้แต่น้าซือยังต้องปล่อยไป ท่านยิ่งใหญ่มาจากไหนกัน” คำพูดของเด็กน้อยก็ฟังมีเหตุผลเหมือนกัน ซือเหมยเหนียงยังทำได้เพียงเก็บความแค้นเอาไว้
“ก็ได้ๆ ไม่ไปแล้ว ปล่อยได้หรือยัง” อันหยงจ้องหน้าสวยอย่างไม่ไว้ใจ
“พูดจริง” แม้จะได้รับการยืนยัน อันหยงก็ยังไม่วางใจ แต่ก็จำใจปล่อยมือจากร่างบาง มีมี่ทำได้เพียงขบฟันแน่น จับจ้องที่บานประตูไม่วางตา
“ั้แ่ครั้งนั้นท่านเ้าเมืองก็เรียกหาแต่แม่นางจิวเหลียง ข้ารู้มาว่าหลังจากปรนนิบัติแล้วแม่นางจิวเหลียงก็มีแต่รอยช้ำบนเรือนร่าง”
“บ้ากาม จะช่วยพี่จิวเหลียงยังไงดี”
“ช่วยไม่ได้หรอกเ้าค่ะ”
“เพราะอะไร”
“ท่านเ้าเมืองเป็ผู้กุมอำนาจสูงสุดในเมืองโจวแม้แต่น้าซือยังต้องถอยให้หลายส่วน”
“ต้องมีสักทางสิ แก่ปูนนี้แล้วก็ต้องมีภรรยา” มีมี่กำลังใช้ความคิดย่างหนักในการคิดหาหนทางหยุดยั้งคนผู้นี้
“ข้าเคยได้ยินว่าโจวฮูหยินอารมณ์ร้ายมาก” อันหยงกล่าวลอยๆ ตัดไปที่มีมี่เหตุการณ์เช่นนี้กลับยิ้มได้อีก
“ยิ้มเช่นนี้ ไม่ใช่คิดทำเื่ไม่ดีนะเ้าคะ”
“ช่วยคนจะนับเป็เื่ไม่ดีได้อย่างไร ช่วยหาเสื้อผ้าบุรุษให้ฉันสักชุด”
“เพื่อการใดเ้าคะ”
“ไปหาโจวฮูหยินกัน” เด็กน้อยขมวดคิ้วมุ่นนึกแคลงใจถึงการของมีมี่
“เกี่ยวอันใดกับสิ่งที่ให้หาเ้าคะ”
“ฉันออกจากหอตันโหวได้ไหม” เด็กนี่ไม่ยอมเข้าใจอะไรสักที มีมี่เองก็เริ่มเสียงแข็งแล้วล่ะ
“ไม่ได้รับอนุญาตเ้าค่ะ...หรือท่านจะปลอมตัวเป็บุรุษ” รอยยิ้มแสนเ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้างาม ถึงอย่างไรสาวใช้คนนี้ก็ไม่ได้ซื่อไปสะทีเดียว
“เกิดถูกจับได้เราต้องถูกโบยตายแน่ๆ”
“ไม่เชื่อใจฉันหรอ” สีหน้าของสาวใช้ยังคงไม่เชื่อใจเช่นเดิม
“หากพี่จิวเหลียงตายก็เพราะการเพิกเฉยของเ้า พี่จิวเหลียงช่างน่าสงสาร” มีมี่ตีหน้าเศร้า กล่าววาจาประหนึ่งว่าได้สูญเสียญาติผู้พี่อันเป็ที่รักไป
“ร้ายแรงถึงเพียงนั้น” เด็กน้อยไม่ทันเล่ห์ ตรองตามคำมีมี่กล่าวก็พลันตระหนกใเอา ใจหนึ่งก็กลัวโทษทัณฑ์ อีกใจก็ห่วงหาแม่นางจิวเหลียง แต่สิ่งที่ทำให้ไม่อาจบอกปัดได้ก็เห็นจะเป็มีมี่ อันหยงจำต้องจำใจทำตามคำสั่งอย่างเลี่ยงมิได้
“ไม่มีใครสังเกตเห็นเราสักคน” ทั้งสองปลอมตัวเป็บุรุษได้แเียิ่ง แม้แต่คนเฝ้าประตูยังไม่สงสัยแม้แต่น้อย ด้านหน้าหอตันโหวดูครึกครื้นเต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตามีมี่ตื่นตาตื่นใจจนเกือบลืมภารกิจสำคัญไป
“ทำประการใดต่อเ้าคะ”
“นำทางฉันไปที่จวนเ้าเมืองที”
“เ้าค่ะ” หลวมตัวมาขนาดนี้คงไม่อาจถอยกลับได้มีแต่ต้องทำให้สำเร็จเท่านั้น ทั้งสองนายบ่าวเดินมาได้ไม่ไกลนักก็พบเข้ากับรถม้าของผู้มีฐานะท่านหนึ่ง
“นั่นรถม้าโจวฮูหยินเ้าค่ะ”
“โชคเข้าข้างเราแล้ว เ้าพูดตามที่เตี้ยมกันมา”
“เ้าค่ะ อะแฮ่มๆๆ นายท่านเรากำลังจะไปที่ใดกันขอรับ” เสียงเล็กแหลมถูกดัดให้ทุ้มต่ำ
“ข้ามีการสำคัญจะนำไปปรึกษาท่านเ้าเมืองที่หอตันโหว”
“การสำคัญอันใด ไฉนจึงนัดที่หอคณิกาดึกดื่นเช่นนี้”
“จะว่าสำคัญหรือไม่ก็เื่หญิงงามนั่นแหล่ะ” เนื้อเสียงบางแม้จะพยายามดัดเท่าไหร่ ก็ยังฟังดูแปลกหูอยู่ดี แต่เพลานี้โจวฮูหยินที่นิ่งฟังการสนทนาอยู่ในรถไม่อาจเก็บมาใส่ใจ รถม้าเคลื่อนตัวไปยังหอตันโหวทันทีที่การสนทนาจบลง เรียวปากสวยยิ้มกริ่มที่มุมมืดในตรอกเล็ก นึกไปถึงเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า หญิงงามในคราบของบุรุษวิ่งระรื่นตามหลังรถม้าไปติดๆ เพราะกลัวพลาดฉากสำคัญ
“ไอ้แก่! ทำเื่ต่ำช้าเช่นนี้น่าอับอายยิ่ง” เสียงก่นด่าดังกึกก้องทั่วหอตันโหว เป็ที่สนใจของผู้คนในอาณาบริเวณ หนึ่งในนั้นก็มีมีมี่ เธอยิ้มเยาะนึกสะใจยิ่งนัก ตาแก่บ้ากามแทบไม่มีปากมีเสียงอันใด ความมึนเมาถูกเสียงอันทรงพลังทำให้ตาสว่างเป็ปลิดทิ้ง ใบหูแดงก่ำด้วยแรงดึงของโจวฮูหยิน เื่ดังกล่าวเป็ที่กล่าวขานกันในชั่วข้ามคืน จากนี้เ้าเมืองโจวคงไม่มาเยือนหอตันโหวอีกพักใหญ่
“พี่จิวเหลียง ฉันขอโทษ...” มีมี่พร่ำบอกได้เพียงไกลๆ การที่จะกำจัดเฒ่ามากตัณหานั้นได้ จำต้องทำให้นางต้องอับอาย
วันต่อมา
ดนตรีบรรเลงจบลงพร้อมๆ กับการร่ายรำอันอ่อนช้อยและงดงามของจิวเหลียง มีมี่ปรบมือเสียงดังด้วยความชื่นชมในท่วงท่าและใบหน้าที่งดงามดั่งถูกสะกดจิต เริ่มแรกการสอนในเช้าอันสดใส ภายใต้รอยยิ้มหวาน ผู้ใดจะรู้ว่าใจดวงนั้นบอบช้ำแค่ไหน รอยช้ำบนเรือนร่างที่เ้าตัวพยายามปกปิด แสดงให้เห็นว่าเ้าของร่างนั้นเ็ปเพียงใด
“จำที่พี่สอนได้หรือไม่?” จิวเหลียงเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าเสี่ยวมี่เอาแต่จับจ้องมาที่นาง โดยไม่ได้สนใจเรียนเท่าใดนัก
“แฮร่ๆๆ ขออีกรอบ” เป็ดังคาดเสี่ยวมี่ไม่ตั้งใจเรียนเอาเสียเลย จิวเหลียงย่อมต้องเข้มงวด เมื่อน้องสาวต่างสายเืไม่เป็นักเรียนที่ดีนัก ทั้งเช้าจรดเย็นมีมี่ถูกคุมเข้ม ทั้งดัดนิ้วดัดกายจนเธออ่อนเพลียไปหมด