ในที่สุดทิงเสวี่ยก็เริ่มมั่นใจแล้วว่า ใครคือผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งในคดีผสมทรายในข้าวสาลี
เมื่อกลับถึงบ้าน ทิงเสวี่ยก็รีบบอกพ่อเรื่องผู้ต้องสงสัยสองคนที่เธอหมายหัวไว้ ทว่าหลินกั๋วผิงยังไม่ปักใจเชื่อตามการคาดเดาของลูกสาวเสียทีเดียว เขาเห็นว่าควรจับตาดูสถานการณ์ไปก่อน เรื่องที่ไม่มีหลักฐานคาหนังคาเขา จะไปกล่าวหาใครส่งเดชไม่ได้เด็ดขาด
สิบวันหลังจากทิงเสวี่ยเริ่มจับตามองจางเจี้ยนและหวงเถา จางเจี้ยนซึ่งหายหน้าไปจากร้านซาลาเปาระยะหนึ่งก็โผล่มาอีกครั้ง
เพราะมีความระแวงในตัวจางเจี้ยนอยู่ทุนเดิม เมื่อเขามาที่ร้าน ทิงเสวี่ยจึงเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ
จางเจี้ยนค่อยๆ หยิบถุงข้าวสาลีออกจากกระเป๋า วางลงบนเคาน์เตอร์ “ในนี้มีชั่งครึ่ง เอาไปชั่งเลย”
ก่อนจะชั่ง ทิงเสวี่ยเปิดปากถุงออกพลางเปรยขึ้นว่า “ขอดูก่อนนะว่าข้าวสาลีมีปัญหาหรือเปล่า ไม่รู้ว่าไอ้คนชั่วคนไหนมันใจหมากล้าผสมทรายลงไป”
ขณะพูด เธอก็แอบลอบสังเกตสีหน้าของจางเจี้ยน แต่กลับพบว่าเขายังคงมีท่าทีเป็นปกติ ไม่สะทกสะท้านใดๆ
นอกจากนิสัยชอบลักเล็กขโมยน้อยและเรียนไม่เก่งจนมักสอบได้ที่โหล่แล้ว จางเจี้ยนก็ไม่ได้มีพิษสงร้ายกาจอะไร เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของหลินหงเหมย พอถึงวันหยุดก็จะมาเล่นที่บ้านหลินหงเหมยเป็นประจำ สมัยก่อนทิงเสวี่ยก็เคยเล่นกับเขาอยู่บ้าง เธอจึงค่อนข้างมั่นใจว่าจางเจี้ยนไม่ใช่เด็กที่เก็บความรู้สึกเก่ง
ตอนที่เธอบอกว่าจะตรวจสอบข้าวสาลี แถมยังแกล้งด่ากระทบคนที่ผสมทราย จางเจี้ยนกลับไม่มีปฏิกิริยาผิดปกติใดๆ เลย
เมื่อตรวจสอบจนแน่ใจว่าข้าวสาลีของจางเจี้ยนสะอาดไร้สิ่งเจือปน ทิงเสวี่ยจึงนำไปชั่ง น้ำหนักตรงตามที่บอก เธอจึงวางถุงข้าวสาลีไว้ข้างๆ แล้วคีบซาลาเปาให้เขา
หลายวันต่อมา จางเจี้ยนก็ยังคงมาแลกซาลาเปาที่ร้านเป็นปกติ ทิงเสวี่ยจึงค่อนข้างมั่นใจแล้วว่า คนที่ทำเรื่องสกปรกกับข้าวสาลีก่อนหน้านี้ไม่น่าจะใช่จางเจี้ยน
......
ราวยี่สิบวันต่อมา ทิงเสวี่ยก็ได้เจอตัวการสำคัญ... หวงเถาปรากฏตัวที่ร้านซาลาเปาอีกครั้ง
“อ้าว หวงเถา หายหน้าหายตาไปหลายวันเลยนะ ไม่มาอุดหนุนร้านซาลาเปาบ้านฉันเลย นึกว่าเบื่อรสชาติซาลาเปาบ้านฉันซะแล้ว” ทิงเสวี่ยทักทายหวงเถาด้วยรอยยิ้มหวานหยดย้อย แต่หวงเถากลับหลบสายตา ไม่กล้าสู้หน้าเธอตรงๆ
ก่อนหน้านี้หวงเถามักจะนำข้าวสาลีมาแลก แต่ครั้งนี้เธอกลับล้วงเงินหนึ่งหยวนออกมาวางตรงหน้า “เอาไส้เนื้อสองลูก ไส้ผักหนึ่งลูก”
“หวงเถา ทำไมไม่เอาข้าวสาลีมาแลกล่ะ? ใช้ข้าวสาลีแลกมันคุ้มกว่าเยอะเลยนะ หรือว่า... ข้าวสาลีที่บ้านเธอผสมทราย เลยกลัวว่าจะถูกตรวจเจอ?”
ทิงเสวี่ยยังคงฉีกยิ้มขณะพูด แต่หวงเถาที่ปกติเป็นคนเก็บสีหน้า กลับมีท่าทีลนลานอย่างเห็นได้ชัด “หลินทิงเสวี่ย! เธอหมายความว่ายังไง? สงสัยว่าข้าวสาลีที่ฉันเอามามีปัญหางั้นเหรอ? ถ้าเธอมีหลักฐานว่าข้าวสาลีบ้านฉันมีทราย ฉันหวงเถาจะยอมเปลี่ยนไปใช้แซ่หลินตามเธอเลย!”
ทิงเสวี่ยหัวเราะร่า “ฉันก็แค่พูดเล่น ทำไมต้องร้อนตัวขนาดนั้นด้วยล่ะ? ใครก็ตามที่เอาข้าวสาลีมาแลก ฉันก็สงสัยทั้งนั้นแหละว่าอาจจะตุกติก ฉันไม่มีหลักฐานหรอก แต่ถ้าฉันจับไอ้คนชั่วนั่นได้เมื่อไหร่... ฉันจะจับมัน ล้วบังคับให้กินทรายที่ผสมมาให้หมดต่อหน้าฉันเลย! ถ้ามันไม่กล้ากิน ฉันก็จะเอามีดจี้คอมัน!”
พูดพลาง ทิงเสวี่ยก็หยิบถุงและที่คีบ คีบซาลาเปาใส่ถุงให้หวงเถาอย่างใจเย็น
หวงเถาคว้าซาลาเปาและเงินทอนแล้วรีบจ้ำอ้าวหนีไปทันที ทิงเสวี่ยมองตามหลังเธอไป แววตาที่เคยยิ้มแย้มเปลี่ยนเป็นลึกล้ำ ก่อนจะละสายตากลับมา
ขณะนั้น ภรรยาของหลินกั๋วจวินเดินออกมาจากด้านใน “เสียวเสวี่ย สายแล้วนะลูก รีบไปโรงเรียนเถอะ เดี๋ยวจะเข้าเรียนไม่ทัน”
ทิงเสวี่ยมองนาฬิกาบนผนัง มันสายแล้วจริงๆ “ป้าสะใภ้ใหญ่คะ งั้นหนูไปโรงเรียนก่อนนะคะ อ้อ เมื่อกี้หวงเถามาซื้อซาลาเปาค่ะ ถึงหนูจะไม่มีหลักฐาน แต่หนูคิดว่าเก้าในสิบส่วนต้องเป็นฝีมือบ้านเธอแน่ๆ”
ภรรยาหลินกั๋วจวินลูบหัวทิงเสวี่ยเบาๆ แล้วพูดอย่างใจเย็น “เรารู้อยู่แก่ใจก็พอแล้ว ไม่มีหลักฐานเราก็ทำอะไรไม่ได้ ถือซะว่าเป็นบทเรียน คราวหน้าก็ระวังหน่อย รีบไปโรงเรียนเถอะ อย่าไปหาเรื่องทะเลาะกับหวงเถาเพราะเรื่องนี้เลย ป้ารู้ว่าพวกเธออยู่ห้องเดียวกัน”
ทิงเสวี่ยพยักหน้ารับ คว้ากระเป๋านักเรียนแล้วเดินออกจากร้านไปโรงเรียนอย่างอารมณ์ดี
......
ที่บ้านของหวงเทา
หลังกินข้าวเช้าเสร็จ หวงเถาพูดกับแม่ด้วยน้ำเสียงกังวล “แม่... หลินทิงเสวี่ยมันสงสัยแล้วว่าเป็นฝีมือบ้านเราที่ผสมทราย หนูว่าต่อไปเราอย่าไปซื้อซาลาเปาบ้านเธออีกเลยนะ”
ภรรยาหวงควนกล่าวอย่างไม่สนใจ “สงสัยแล้วจะทำไม? ไม่มีหลักฐานซะหน่อย ต่อไปก็ซื้อให้น้อยลงหน่อยแล้วกัน ซาลาเปาบ้านนั้นก็แพง แถมลูกชายตัวดีก็ยังอยากกินไม่เลิก”
จากนั้นเธอก็หันไปมองหวงเทาที่กำลังก้มหน้าก้มตากินโจ๊กผักขม “เทาเทา ต่อไปถ้าลูกอยากกินซาลาเปา แม่จะทำให้กินเองนะ เราอย่าไปซื้อที่ร้านนั้นอีกเลย ถ้าลูกเอาแต่ซื้อกินแบบนี้ ไม่ช้าก็เร็วบ้านเราจนกันพอดี”
ทุกครั้งที่หวงเถาไปซื้อซาลาเปา เธอจะได้กินแต่ไส้ผัก ส่วนไส้เนื้อต้องประเคนให้หวงเทาเสมอ ถ้าไม่ใช่เพราะหวงเทาอยากกิน สองผัวเมียหวงควนคงไม่ยอมควักเงินไปซื้อเด็ดขาด แต่พอเป็นลูกชายสุดที่รักเอ่ยปาก ถึงจะเสียดายแค่ไหนก็ต้องยอม เพราะหวงเทาคือแก้วตาดวงใจของบ้าน
เมื่อรู้ว่าจะไม่ได้กินซาลาเปาที่ร้านอีก หวงเทาก็หน้ามุ่ยด้วยความเสียใจ ถึงแม้เขาจะเกลียดขี้หน้าหลินทิงเสวี่ย แต่ซาลาเปาบ้านเธอมันอร่อยเกินห้ามใจจริงๆ
ช่วงเวลาต่อมา หวงเทาก็ไม่ได้กินซาลาเปาที่ร้านทิงเสวี่ยอีกเลย พอเขาบ่นอยากกิน ภรรยาหวงควนก็จะซื้อเนื้อมาทำให้กินเอง แต่ถึงจะเป็นซาลาเปาไส้เนื้อล้วนลูกใหญ่ หวงเทาก็ยังรู้สึกว่ามันเทียบไม่ได้กับซาลาเปาไส้เนื้อผสมผักของร้านหลินทิงเสวี่ยเลยสักนิด
......
กิจการร้านซาลาเปาของบ้านทิงเสวี่ยนับวันยิ่งขายดีขึ้น
หลินกั๋วผิงทำตามคำแนะนำของทิงเสวี่ย เขาไปสั่งพิมพ์ ‘นามบัตร’ ที่อำเภอมาจำนวนมาก บนนามบัตรระบุที่อยู่ร้านและเบอร์โทรศัพท์บ้านผู้ใหญ่บ้านเอาไว้ เวลาไปขายของที่ตลาด เขาก็จะแจกนามบัตรให้ลูกค้าด้วย
ด้วยเหตุนี้ ต่อให้เป็นวันที่ไม่มีตลาดนัด หากใครอยากกินซาลาเปาขึ้นมา ก็สามารถตามมาซื้อได้ถึงหมู่บ้านต้าเหอตามที่อยู่บนนามบัตร หรือจะโทรศัพท์มาสั่งล่วงหน้าให้ไปส่งถึงที่ก็ได้
ต้องบอกว่ากลยุทธ์นี้ได้ผลดีเยี่ยม ตั้งแต่เริ่มแจกนามบัตร ก็มีคนจากหมู่บ้านอื่น หรือแม้กระทั่งคนในเมืองมาซื้อซาลาเปาถึงที่หมู่บ้านต้าเหอจริงๆ แถมยังมีคนโทรเข้าเครื่องผู้ใหญ่บ้านเพื่อสั่งให้หลินกั๋วผิงไปส่งซาลาเปาถึงบ้านด้วย
เพราะต้องรบกวนผู้ใหญ่บ้านช่วยรับสายส่งข่าว หลินกั๋วผิงจึงตอบแทนด้วยซาลาเปาร้อนๆ เสมอ ถ้าคนในบ้านผู้ใหญ่บ้านมาซื้อซาลาเปา ไม่เกินห้าลูกก็ให้กินฟรี ถ้าเกินสิบลูกก็คิดแค่ครึ่งราคา
เมื่อกิจการดีขึ้น จำนวนซาลาเปาที่ทำในแต่ละวันก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย หลินกั๋วผิง หลินกั๋วอัน และภรรยาหลินกั๋วจวิน สามคนช่วยกันทำ แต่ในวันที่หลินกั๋วผิงต้องออกไปขายที่ตลาด ก็จะยุ่งจนหัวหมุน