เสียงเครื่องยนต์ขนาดใหญ่กระหึ่มขึ้นเบาๆ ก่อนที่รถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์สีดำขลับจะแล่นเข้ามาจอดเทียบภายในพื้นที่โรงจอดรถอันกว้างขวางของคฤหาสน์สิรินทรา ธีร์ตบเกียร์ว่าง ดับเครื่องยนต์ และตวัดขาลงจากเบาะรถอย่างคล่องแคล่ว เขาถอดถุงมือหนังสีดำออก ตามด้วยการปลดล็อกและถอดหมวกกันน็อกแบบเต็มใบ ชายหนุ่มยกมือขึ้นเสยผมที่ลู่แนบศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะถือหมวกกันน็อกไว้ในมือข้างหนึ่ง แล้วก้าวเดินเข้าไปในตัวคฤหาสน์ด้วยจังหวะฝีเท้าที่สม่ำเสมอ
แม่บ้านอาวุโสที่กำลังเดินตรวจความเรียบร้อยอยู่บริเวณโถงทางเดินชั้นล่าง หันมาเห็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาพอดี เธอกะพริบตาด้วยความตกใจเล็กน้อยที่เห็นเขากลับมาในเวลานี้ ก่อนจะรีบเดินเข้ามาค้อมศีรษะให้แล้วเอ่ยรายงาน
"อ้าว คุณธีร์เพิ่งกลับมาเหรอคะ คุณท่านกับคุณหนูกำลังรับประทานมื้อเย็นกันอยู่ที่ห้องอาหารพอดีเลยค่ะ"
ธีร์เพียงแค่พยักหน้ารับคำเบาๆ แทนการตอบรับ เขาไม่ได้ปริปากพูดอะไรเพิ่มเติม ชายหนุ่มยังคงถือหมวกกันน็อกแนบข้างลำตัว แล้วเปลี่ยนทิศทางก้าวเดินตรงไปยังห้องรับประทานอาหารหลักของคฤหาสน์
เมื่อก้าวพ้นกรอบประตูไม้บานใหญ่เข้าไป ภายในห้องอาหารที่ตกแต่งอย่างหรูหรา ธีร์ก็พบกับปู่ของเขาและเพียงฟ้า ที่กำลังนั่งรับประทานมื้อเย็นกันอยู่บนโต๊ะไม้มะฮอกกานีตัวยาว ทันทีที่เสียงฝีเท้าของเขาดังขึ้น ทั้งสองคนก็หันมามอง เจ้าสัวสิรินทร์ ชะงักช้อนในมือไปชั่วครู่ ก่อนที่ใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัยจะประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี
"อ้าว! หลานปู่ จะกลับมาทานข้าวเย็นที่บ้านทำไมถึงไม่บอกกันก่อนล่ะ" เจ้าสัวเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ "ปู่ก็นึกว่าเราไปทานมื้อเย็นกับหนูหยกซะอีก... มาๆๆ เข้ามานั่งก่อนเลยลูก"
สิ้นคำของประมุขแห่งบ้าน สาวใช้ที่ยืนคอยสแตนด์บายอยู่มุมห้องก็รีบกุลีกุจอเดินเข้ามาดึงเก้าอี้ พร้อมกับทำท่าจะจัดเตรียมชุดจานชามและอาหารสำหรับเขาอย่างรู้หน้าที่
ธีร์ก้าวเดินไปหยุดยืนอยู่ที่หน้าเก้าอี้ประจำของตนเอง ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะทรุดตัวลงนั่ง สายตาของเขาก็ปะทะเข้ากับใบหน้าของเพียงฟ้าที่นั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะ หญิงสาวไม่ได้ส่งยิ้มต้อนรับเหมือนอย่างปู่ของเขา ในทางกลับกัน เธอกำลังจ้องเขม็งมาที่เขา ดวงตากลมโตคู่สวยที่เคยมองเขาด้วยความสงบ บัดนี้กำลังถลึงตามองอย่างเอาเรื่อง
"อะไรครับ?" ธีร์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เอ่ยถามด้วยความสงสัยกับท่าทีนั้น
"ฟ้าจำได้ว่า..." เพียงฟ้าวางช้อนส้อมลงบนจานกระเบื้องเคลือบ เสียงโลหะกระทบกันดังแกร๊กก้องไปทั่วห้องที่เงียบกริบ เธอกอดอกและเชิดหน้าขึ้น น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเต็มไปด้วยความไม่พอใจอย่างปิดไม่มิด "ฟ้าโทรไปบอกคุณแล้วนะคะ ว่าถ้าคุณจะกลับมาทานข้าวเย็นที่บ้าน หรือว่าจะไปทานมื้อเย็นกับยัยหยก... ให้โทรมาบอกกันก่อน"
หญิงสาวหรี่ตาลง จับจ้องชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาจับผิด "นี่คงไม่ใช่ว่า... คุณกำลังสนุกอยู่กับยัยหยก จนลืมสิ่งที่ฉันบอกไปหรอกนะคะ?"
เจ้าสัวสิรินทร์ที่นั่งอยู่ตำแหน่งหัวโต๊ะลอบอมยิ้มบางๆ ชายชรายกแก้วน้ำขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า ดวงตาฝ้าฟางทอดมองการโต้ตอบของหลานชายและหลานสาวบุญธรรมอย่างนึกสนุก เขาอยากจะรู้นักว่าหลานชายตัวดีจะรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้านี้อย่างไร
ธีร์นิ่งงันไปในทันที สมองของเขาประมวลผลย้อนกลับไปถึงบทสนทนาทางโทรศัพท์เมื่อช่วงเย็น ก่อนที่จะนึกขึ้นได้ว่าเธอได้กำชับเรื่องนี้เอาไว้จริงๆ ชายหนุ่มระบายลมหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะตอบกลับไปตามความจริง
"ขอโทษครับ พอดีผมลืมสนิทเลย"
คำตอบที่แสนจะซื่อตรงนั้น ไม่ได้ช่วยให้อารมณ์ของนางพญาสาวเย็นลงเลยแม้แต่น้อย เพียงฟ้ากระชับท่อนแขนที่กอดอกอยู่ให้แน่นขึ้น สายตาที่เคยมองมาอย่างกดดัน บัดนี้ทวีความคมกริบมากยิ่งขึ้น
"ลืมสนิทเหรอคะ?" เธอทวนคำเสียงสูง มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ "นี่คุณคงจะสนุกกับการอยู่กับยัยหยกมากเลยสินะคะ? สนุกกว่าการอยู่กับฉันอีกใช่ไหมคะ... คุณธีรภัทร?"
การที่จู่ๆ เธอก็เรียกชื่อและนามสกุลเต็มของเขา ทำเอาชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ถึงกับชาวาบไปทั้งแผ่นหลัง ธีร์ที่เคยเผชิญหน้ากับศัตรูที่เอาปืนจ่อหัว หรือแม้แต่ตอนที่ถูกรุมล้อมด้วยชายฉกรรจ์แปดคนที่มีอาวุธครบมือ เขายังไม่เคยรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลเท่ากับวินาทีนี้เลยด้วยซ้ำ
ชายหนุ่มลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขาพยายามรักษาระดับน้ำเสียงขณะเอ่ยแก้ตัว "ขอโทษจริงๆ นะครับ... พอดีผมติดธุระนิดหน่อย"
เพียงฟ้ายังคงรักษากริยากอดอกเอาไว้ แผ่นหลังของเธอตั้งตรง นัยน์ตาคู่สวยยังคงจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยแรงกดดันและรอคอยคำอธิบาย โดยไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว ความเงียบที่โรยตัวลงมาบนโต๊ะอาหารกลายเป็นสิ่งที่รับมือได้ยากยิ่งสำหรับเขา
ธีร์กลืนน้ำลายลงคออีกครั้ง ชายหนุ่มตัดสินใจว่าการพูดออกไปตรงๆ น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
"พอดี... ผมมีธุระกับคนที่ชื่อ 'วศิน' นิดหน่อยนะครับ" ธีร์เอ่ยขึ้นช้าๆ ก่อนจะเลิกคิ้วถามกลับไปด้วยความสงสัย "ไม่ทราบว่า... เพียงฟ้าพอจะรู้จักคนๆ นี้ไหมครับ?"
ทันทีที่ชื่อของ 'วศิน' หลุดรอดออกมาจากริมฝีปากของชายหนุ่ม บรรยากาศภายในห้องรับประทานอาหารก็พลิกผันไปอย่างสิ้นเชิง เจ้าสัวสิรินทร์และเพียงฟ้าชะงักงัน ร่างกายของทั้งคู่แข็งทื่อไปในทันที รอยยิ้มที่เคยมองดูการหยอกล้อของหนุ่มสาวมลายหายไปจากใบหน้าของประมุขแห่งบ้าน
"คุณไปเจอวศินมาเหรอ?" เพียงฟ้าเอ่ยถามขึ้นมาทันควัน น้ำเสียงที่เคยเต็มไปด้วยความแง่งอนแปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดและจริงจังในพริบตา
ธีร์พยักหน้ารับช้าๆ "ครับ"
"เขาไม่ได้ทำอะไรคุณใช่ไหม!?" หญิงสาวถามสวนกลับมาแทบจะในทันที น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความร้อนรนและเป็นห่วงอย่างปิดไม่มิด มือที่เคยกอดอกอยู่คลายออกและวางราบลงบนโต๊ะ
ในขณะเดียวกัน เจ้าสัวสิรินทร์ก็วางแก้วน้ำในมือลง ดวงตาของชายชราหรี่แคบ เปล่งประกายความดุดัน "หลานบอกปู่มา... ถ้ามันทำอะไรหลาน ปู่จะไม่ปล่อยมันไว้แน่ ถ้ามันกล้าลงมือจริงๆ ก็แสดงว่ามันดูถูกอำนาจของสิรินทร์คนนี้น้อยไปแล้ว"
ธีร์ทอดสายตามองปฏิกิริยาของคนทั้งสองด้วยความแปลกใจ เขาไม่แน่ใจนักว่าควรจะเล่ารายละเอียดทั้งหมดออกไปตามตรงดีหรือไม่ แต่เมื่อประเมินจากสถานการณ์แล้ว ไม่ช้าก็เร็วเรื่องที่เกิดขึ้นก็คงไม่อาจปิดบังให้มิดชิดได้
"ความจริงแล้ว..." ธีร์ตัดสินใจเอ่ยออกไป "เหมือนว่าคนคนนี้ เขาจะจ้างคนกลุ่มหนึ่งให้มารุมทำร้ายผมน่ะครับ"
วินาทีที่ประโยคนั้นจบลง เพียงฟ้าและเจ้าสัวสิรินทร์ก็ผุดลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้อย่างพร้อมเพรียงกัน
"อะไรนะ!?"
"ธีร์! เขาทำอะไรคุณ บอกฉันมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!" เพียงฟ้าตวาดเสียงดัง ท่าทีของเธอในตอนนี้เรียกได้ว่ากำลังโมโหสุดขีด ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความโกรธแค้นและตื่นตระหนก
ในทางตรงกันข้าม เจ้าสัวสิรินทร์ที่ลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจในตอนแรก กลับค่อยๆ ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตามเดิม ชายชราสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น
"หลานบอกปู่มา... ว่ามันทำอะไรหลาน"
ธีร์มองทั้งสองคนสลับกันไปมา สำหรับปฏิกิริยาของปู่นั้นเขาพอจะเข้าใจได้ ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจ คือท่าทีของเพียงฟ้า เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าผู้หญิงที่เยือกเย็นอย่างเธอ จะแสดงอาการกระวนกระวายและกังวลเรื่องของเขามากถึงขนาดนี้
ชายหนุ่มลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวางหมวกกันน็อกในมือลงบนพื้นที่ว่างตรงขอบโต๊ะอาหาร แล้วจึงทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ นัยน์ตาสีเข้มหลุบมองลงบนโต๊ะ
"คือว่า... เขาจ้างคนมารุมทำร้ายผมครับ" ธีร์เกริ่นช้าๆ "แต่... ผมอัดคนพวกนั้นไปแล้ว แล้วผมก็ไปอัดคนที่จ้างพวกมันมา..."
เขาเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
"ผมตามไปอัดคนที่ชื่อวศินคารถเลย... สภาพตอนนี้ ก็น่าจะกำลังนอนอยู่ ICU น่ะครับ"
ความเงียบสงัดทิ้งตัวลงปกคลุมห้องรับประทานอาหารอันหรูหราของคฤหาสน์สิรินทรา อย่างกะทันหัน
เพียงฟ้าจ้องมองใบหน้าเรียบเฉยของชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาที่เบิกกว้าง ในขณะที่เจ้าสัวสิรินทร์ ก็ชะงักค้างและมองเขาด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา ธีร์ที่ถูกคนทั้งสองจ้องมองเขม็งโดยไม่มีใครปริปากพูดอะไร เริ่มรู้สึกแปลกๆ ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบตากับประมุขของบ้านและคู่หมั้นสาวสลับกันไปมา
หลังจากปล่อยให้ความเงียบทำงานอยู่อึดใจหนึ่ง เพียงฟ้าก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ
"คุณบอกว่า... คุณอัดคนที่ถูกส่งมาเล่นงานคุณ?"
ธีร์พยักหน้ารับเรียบๆ
"แล้วคุณก็ตามไปอัดคนของเขา... แล้วก็ตามไปอัดวศินต่อ... ใช่ไหมคะ?" เธอทวนลำดับเหตุการณ์อย่างช้าๆ ชัดๆ
ชายหนุ่มพยักหน้ารับอีกครั้ง
เมื่อได้รับการยืนยันอย่างหนักแน่น ท่าทีร้อนรนและตื่นตระหนกของเพียงฟ้าเมื่อครู่ก็อันตรธานหายไปเป็นปลิดทิ้ง หญิงสาวทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้พนักพิงสูงอย่างผ่อนคลาย ถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปราวกับคนละคน... มันเป็นน้ำเสียงที่ฟังสบายๆ เหมือนกับว่าเรื่องที่ได้ยินนั้นไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไรเลย
"ที่แท้ก็เรื่องนี้เอง... ไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่อะไรซะหน่อย"
เพียงฟ้าหยิบช้อนส้อมขึ้นมาเตรียมจะจัดการกับมื้อเย็นตรงหน้าต่อ ทว่าเพิ่งจะขยับมือ เธอก็ชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมามองสำรวจร่างสูงใหญ่ของเขาอย่างรวดเร็ว
"คุณไม่ได้บาดเจ็บอะไรใช่ไหมคะ?" เธอกลับมาถามด้วยความเป็นห่วงอีกครั้ง
ธีร์คลี่ยิ้มบางๆ ออกมา พร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ "ไม่ครับ ไม่ได้บาดเจ็บอะไร"
"ถ้าอย่างนั้น... เดี๋ยวคืนนี้ฉันจะ 'ขอดู' หน่อยนะคะ ว่าไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนจริงๆ ใช่ไหม"
ทันทีที่ประโยคนั้นหลุดพ้นจากริมฝีปาก เพียงฟ้าก็ชะงักกึกไปในทันที ตอนที่พูดออกไป เธอก็แค่เป็นห่วงและอยากจะตรวจดูรอยฟกช้ำตามเนื้อตัวของเขาด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่พอทบทวนคำพูดของตัวเองดีๆ เธอก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าประโยคนั้นมันให้ความรู้สึก 'สองแง่สองง่าม' ชวนให้คิดลึกไปถึงไหนต่อไหน ยิ่งประกอบกับสถานการณ์ที่เธอกับเขาเพิ่งจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งและผ่านค่ำคืนอันเร่าร้อนด้วยกันมาหมาดๆ มันก็ยิ่งฟังดูล่อแหลมเข้าไปใหญ่
เพียงฟ้าค่อยๆ เหลือบริมสายตาขึ้นไปมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม และก็ต้องพบว่าธีร์กำลังมองค้างมาที่เธอด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา
ใบหน้าของนางพญาสาวร้อนผ่าวและซับสีเลือดขึ้นมาในพริบตา เธอรีบละล่ำละลักแก้ตัวเป็นพัลวัน "ฉ... ฉันหมายถึงดูแผลค่ะ! ดูแผล! แค่ดูแผลแค่นั้นจริงๆ ไม่มีอะไรนะคะ! ฉันก็แค่ต้องการความมั่นใจว่าคุณไม่ได้บาดเจ็บกลับมาก็เท่านั้นเอง"
เจ้าสัวสิรินทร์ที่นั่งฟังและดูปฏิกิริยาของหนุ่มสาวมาตั้งแต่ต้น ทนเก๊กขรึมต่อไปไม่ไหว ชายชราระเบิดเสียงหัวเราะลั่นออกมาอย่างชอบใจดังก้องไปทั่วห้องอาหาร
"ฮ่าๆๆ! จะอายกันไปทำไมล่ะหนูฟ้าเอ๊ย!" เจ้าสัวเอ่ยแซวหลานสาวบุญธรรมอย่างอารมณ์ดี "ถ้ามัวแต่อายกันไปอายกันมา แล้วแบบนี้เมื่อไหร่ปู่จะได้อุ้มเหลนสมใจอยากสักทีล่ะ หือ?"
เมื่อโดนผู้เป็นปู่ชงมาเข้าทาง เพียงฟ้าก็รีบปรับสีหน้า ดึงมาดนางพญาผู้เย่อหยิ่งและมั่นใจกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว หญิงสาวยืดอกขึ้น คลี่ยิ้มกว้าง ก่อนจะเอ่ยรับมุกของคุณปู่ด้วยน้ำเสียงฉะฉาน
"นั่นสินะคะ... ไม่มีอะไรต้องอายเลยสักนิด" เธอปรายตามองธีร์อย่างท้าทาย "ก็ในเมื่อฟ้าสัญญากับคุณปู่เอาไว้แล้วนี่คะ... ว่าจะช่วยสร้างทายาทออกมาให้คุณปู่อุ้มเยอะๆ เลย"
รอยยิ้มยั่วยวนและสายตาที่จงใจส่งมาท้าทายนั้น ทำเอาชายหนุ่มผู้กร้านศึกถึงกับรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาแปลกๆ ทว่าธีร์ก็ไม่ได้ปล่อยให้อีกฝ่ายได้ใจนานนัก ชายหนุ่มวางช้อนลง นัยน์ตาสีเข้มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวย ก่อนจะเอ่ยสวนกลับมาด้วยประโยคสั้นๆ หน้าตาย
"เมื่อคืน... หายเจ็บแล้วเหรอครับ?"
เพียงฟ้าชะงักค้างไปในทันที รอยยิ้มท้าทายบนใบหน้าแข็งทื่อ แก้มใสแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู เธอถึงกับไปไม่เป็นเมื่อโดนคนหน้าตายสวนกลับด้วยความจริงที่ทำเอาเธอแทบลุกจากเตียงไม่ขึ้นเมื่อเช้านี้
เจ้าสัวสิรินทร์ตบเข่าฉาด หัวเราะลั่นขึ้นมาอีกระลอกจนน้ำตาเล็ด ชายชรารู้สึกเบิกบานใจอย่างที่ไม่ได้เป็นมานานนับสิบปี ก่อนที่เขาจะค่อยๆ ปรับสีหน้าให้จริงจังขึ้นเล็กน้อย หันมามองหลานชายตัวดี
"จริงสิหลาน..." เจ้าสัวเอ่ยถามย้ำ "เมื่อกี้ที่บอกว่าไปอัดเจ้าวศินนั่นน่ะ... อัดมันคารถเลยงั้นรึ?"
ธีร์พยักหน้ารับ "ครับ"
"หึ... หลานปู่นี่มันไม่ธรรมดาจริงๆ เลยนะ" เจ้าสัวส่ายหน้าเบาๆ พลางเล่าภูมิหลังของศัตรูให้ฟัง "ที่ผ่านมาน่ะ มีคนคิดจะลักพาตัว หรือจ้องจะเล่นงานมันอยู่ไม่น้อยเลยนะ แต่แทบจะไม่มีใครเข้าถึงตัวมันได้เลยสักคน เรียกได้ว่าพ่อแม่ของมันนี่รักลูกเหมือนไข่ในหิน ประคบประหงม บอดี้การ์ดล้อมหน้าล้อมหลัง ตามใจมันทุกอย่าง..."
เจ้าสัวแค่นเสียงหัวเราะเยาะ "และก็เพราะแบบนั้นแหละ มันเลยทำให้เจ้าวศินเติบโตมาเป็นคนสันดานเสียแบบนี้ ทั้งที่ดูแล้วมันก็เป็นคนฉลาด หัวหมอ และมีเล่ห์เหลี่ยมทางธุรกิจไม่เบา... แต่เพราะการเลี้ยงดูที่ผิดๆ เลยทำให้มันกลายเป็นคนที่อยากได้อะไรก็ต้องได้ โดยไม่เลือกวิธีการ"
"ที่ผ่านมา มันก็พยายามจะกำจัด 'เจ้ากฤต' อยู่เหมือนกัน" เจ้าสัวเล่าต่อ "แต่ก็อย่างว่าแหละ ฐานะและอิทธิพลทางบ้านของเจ้ากฤต ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเจ้าวศินสักเท่าไหร่ มันเลยหาช่องว่างลงมือทำอะไรไม่ได้สะดวกนัก..."
ดวงตาของชายชราทอประกายวาวโรจน์ "แต่ก็นับว่ามันใจกล้าและโง่เขลาไม่น้อยเลยนะ ที่กล้ามาลองดี ส่งคนมาเล่นงานหลานชายของปู่แบบนี้น่ะ... หึ ปู่เองก็ชักอยากจะรู้เหมือนกัน ว่าถ้าพ่อแม่ของมันเห็นสภาพลูกชายสุดที่รักไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มอยู่ ICU แล้ว จะว่ายังไง"
ในจังหวะที่ปู่กำลังพูดอยู่นั้น สาวใช้ก็นำอาหารมื้อหลักระดับไฟน์ไดนิ่งเข้ามาเสิร์ฟและวางลงบนโต๊ะตรงหน้าชายหนุ่มพอดี ธีร์ทอดสายตามองจานอาหารราคาแพงตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับกำลังรายงานสภาพอากาศ
"ความจริงแล้ว... วันนี้มันไม่ได้มีแค่การอัดกันน่ะครับ"
ธีร์เงยหน้าขึ้นสบตากับคนทั้งสอง "มีปืนด้วย... คือผมแย่งปืนพวกมันมาน่ะครับ"
พูดจบ ธีร์ก็ล้วงมือเข้าไปที่ขอบกางเกงยีนส์ด้านหลังด้านหลัง ดึงเอาปืนพกโลหะสีดำขลับที่ยึดมาได้จากลูกน้องของวศิน ออกมาวางลงบนโต๊ะอาหารไม้มะฮอกกานีอย่างระมัดระวัง
กึก...
"เป็นปืนของคนติดตามเขาน่ะครับ ผมแย่งมา..." ธีร์อธิบายหน้าตาย "แล้วผมก็ยิงพวกเขาไป... เพียงแต่ว่า ผมไม่ได้ยิงวศินเท่านั้นเองครับ"
ทว่า ปฏิกิริยาที่ตอบกลับมากลับเหนือความคาดหมายของชายหนุ่มโดยสิ้นเชิง
เมื่อเห็นอาวุธปืนสังหารวางหลาอยู่บนโต๊ะอาหาร เจ้าสัวสิรินทร์ไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนกตกใจ ชายชราทำเพียงแค่มองปืนกระบอกนั้นด้วยความสนใจ ปะปนกับความรู้สึกเสียดายอยู่เล็กน้อย ในขณะที่เพียงฟ้าก็แค่มองปืนกระบอกนั้นนิ่งๆ โดยไม่มีอาการหวาดผวาใดๆ
"อืม..." เจ้าสัวถอนหายใจเบาๆ "ตอนแรก... ปู่ก็หวังเอาไว้ว่า ถ้าหลานกลับมาอยู่ที่นี่ หลานก็จะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ไม่ต้องไปจับ หรือไปยุ่งเกี่ยวกับปืนพวกนี้อีก..."
ชายชรามองหน้าหลานชายด้วยความภาคภูมิใจลึกๆ "แต่ดูเหมือนว่าปู่จะคิดผิดสินะ... แต่ก็เอาเถอะ แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยๆ หลานก็มีฝีมือและสามารถดูแลปกป้องตัวเองได้ จริงไหมหนูฟ้า?"
"ค่ะ คุณปู่" เพียงฟ้ายิ้มรับอย่างเห็นด้วย
ธีร์ที่นั่งฟังบทสนทนานั้นถึงกับตกอยู่ในสภาวะมึนงง ชายหนุ่มกะพริบตาปริบๆ มองปู่และคู่หมั้นสลับกัน
เขาไม่ค่อยรู้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ชายที่ชื่อวศินมากนัก รู้แค่ว่าอีกฝ่ายเป็นศัตรูที่ส่งคนมาหาเรื่องเขาก่อน เขาจึงต้องตอบโต้กลับไปตามสัญชาตญาณ ทว่า พอเขาเอาเรื่องคอขาดบาดตายนี้มาบอก ทั้งเรื่องที่เขาส่งนักธุรกิจระดับมหาเศรษฐีเข้าไปนอนปางตายอยู่ใน ICU และเรื่องที่เขาลั่นไกยิงคนไปหลายนัด...
แต่คุณปู่และคู่หมั้นของเขา กลับพูดคุยและแสดงท่าทีเหมือนกับว่า เรื่องที่เขาเพิ่งจะก่อขึ้นมานี้... มันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรที่ต้องเก็บมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย!