วันรุ่งขึ้นอัลฟาต้องเข้าบริษัทเพื่อไปเคลียร์งานและมอบหมายงานให้คนอื่นดูแลแทนเขาใน่ระยะเวลาที่เขาจะไม่อยู่ให้เรียบร้อยก่อนก่อนที่เขาจะพาเอเลน่ากับจารุจันทร์ไปเที่ยวตามที่ได้ตกลงกันไว้ ดังนั้นวันนี้เอเลน่าจึงอาสาเป็ไกด์นำเที่ยวเองซึ่งเธอก็พาเพื่อนรักไปเที่ยวที่ย่าน Habous District ซึ่งเป็แหล่งชอปปิ้งของนักท่องเที่ยวจากนั้นก็พาไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆก่อนจะจบลงด้วยการเดินชมสภาพบ้านเมืองและถ่ายรูปอีกนิดหน่อยจึงพากันกลับบ้าน
ตกเย็น หลังจากรับประทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อยอัลฟา เอเลน่าและจารุจันทร์ก็มานั่งคุยกันที่ห้องพักผ่อนซึ่งเปิดโล่งมองออกไปเห็นสวนดอกไม้สวยที่อยู่กลางบ้านได้ชายหนุ่มให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ที่น่าสนใจของเมืองอีกหลายแห่งเพื่อให้จารุจันทร์ได้ตัดสินใจเลือกว่า อยากจะไปเที่ยวเมืองไหนเป็เมืองต่อไป
“มาราเกซในอดีตเคยเป็เมืองหลวงมาก่อนผู้คนขนานนามเมืองนี้ว่าเมืองสีแดง เพราะบ้านเมืองในมาราเกซจะมีสีแดงแต่บางคนก็บอกว่าสีชมพูหรือไม่ก็สีส้ม ซึ่งก็แล้วแต่คนจะมองกันมาราเกซเป็เมืองที่เก่าแก่และเป็เมืองท่องเที่ยวที่สำคัญเมืองหนึ่งของประเทศเลยก็ว่าได้สถานที่เที่ยวที่เด่นๆ เลย ก็มีตลาดพื้นเมืองที่พวกชาวพื้นเมืองซึ่งชาวเบอร์เบอร์จากหมู่บ้านชานเมืองจะเอาของมาวางขายกันส่วนมากจะเป็งานศิลปหัตถกรรมโดยฝีมือชาวบ้านเอง ราคาบางชิ้นก็ไม่แพงมากสามารถต่อรองราคากันได้ เพื่อนของผมที่เคยมาเที่ยวที่นี่นะ เขาชอบมากซื้อพวกงานฝีมือกลับบ้านกันไปหลายชิ้นเลยล่ะครับ”
“น่าสนใจเหมือนกันนะคะ” จารุจันทร์ตาวาววับ เพราะเธอเองก็ชอบงานแฮนด์เมดอยู่แล้ว
“ถ้าเราไปมาราเกซผมจะพาคุณไปเดินดูและนอกจากตลาดพื้นเมืองแล้วที่นักท่องเที่ยวชอบมากที่สุดก็คือจัตุรัสเจมา เอล ฟนาเป็จัตุรัสที่คึกคักที่สุด และมีชีวิตชีวาที่สุดแห่งหนึ่งเพราะผู้คนชอบไปอยู่รวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ และขายของกันที่นั่นแถวนั้นเปรียบเสมือนเวทีการแสดงก็ว่าได้ เพราะจะมีคนมาทำการแสดงให้ดู เช่นพวกการละเล่นแบบพื้นบ้าน การแสดงละครตลก การแสดงดนตรี การเต้นรำแบบพื้นเมืองและการเล่านิทานก็มี”
“สมัยนี้ยังมีการเล่านิทานกันอีกเหรอคะ”
“มีครับ” อัลฟาตอบยิ้มๆ ก่อนจะเอ่ยถึงสถานที่เที่ยวอื่นๆ บ้าง “นอกจากนี้ก็ยังมีที่น่าสนใจก็คือพระราชวังบาเอีย สุสานของสุลต่านซาเตียนสุเหร่ากูตูเบียและสวนเมเนราซึ่งสถานที่เหล่านี้อยู่ไม่ไกลจากจัตุรัสเจมา เอลฟนาไม่เท่าไร”
“แล้วเฟสล่ะคะ” จารุจันทร์ถาม และนั่งฟังเขาเล่าด้วยความตั้งใจ
“เฟสก็เคยเป็เมืองหลวงเก่าของโมร็อกโกเหมือนกันครับหากคุณได้เห็นหนังสือที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวในเมืองเฟสละก็...ภาพบ่อย้อมสีคงจะเป็ภาพที่คุณจะเห็นเด่นชัดที่สุดบนหนังสือซึ่งนี่ก็เป็อีกสถานที่หนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมไปชมและถ่ายรูปเก็บไว้เป็ที่ระลึกบ่อสีพวกนี้จะอยู่ในตลาดขายเครื่องหนัง อยู่ภายในตลาดโบราณที่มีตรอกเป็พันๆ ตรอกคนที่นี่ก็เลบเรียกมันว่าตลาดหมื่นตรอก”
“โอ้โห...ตลาดหมื่นตรอกฟังดูยิ่งใหญ่มากเลยนะคะ ตลาดโบราณที่มีเป็พันๆ ตอก...ยิ่งฟังก็ยิ่งอยากไปค่ะ”
“ไม่ต้องห่วงหรอกน่ายังไงเธอก็ต้องได้ไปเดินเที่ยวแน่ๆ และขอบอกไว้ก่อนนะจ๊ะว่าที่นั่นโบราณของแท้เลยล่ะ เพราะไม่มีรถวิ่งผ่านให้บริการจะมีก็แต่พวกล่อกับลาเท่านั้น เพราะรถไม่สามารถวิ่งเข้าไปได้จ้ะ” เอเลน่าที่นั่งอยู่เงียบๆ มานานเล่าให้เพื่อนฟังบ้าง
“ฉันอยากไปเที่ยวที่นั่นจังเราไปเที่ยวเฟสกันก่อนดีไหมเอเลน่า ได้ไหมคะคุณอัลฟา”จารุจันทร์หันไปถามเพื่อนรักทีและชายหนุ่มทีอย่างตื่นเต้นราวกับเด็กน้อยที่กำลังจะได้ของเล่นชิ้นใหม่
อัลฟามองยิ้มๆ อย่างเอ็นดูพลางตอบด้วยเสียงนุ่มนวล
“ได้สิครับแล้วแต่คุณเลยว่าอยากจะไปเที่ยวที่ไหนก่อน”
“งั้นฉันขอเลือกไปเที่ยวเฟสก่อนนะคะฉันอยากลองไปเดินเที่ยวตลาดโบราณขนาดใหญ่แบบนั้นดูบ้างอยากจะรู้ว่าข้างในจะมีอะไรขาย”
“มีเยอะแยะเลยล่ะ” เอเลน่าบอก “เพราะข้างในนั้นก็มีตลาดย่อยๆที่แบ่งประเภทสินค้าขายอีกหลายอย่างเลย แถมแถวนั้นยังเป็ที่ตั้งของสถานที่สำคัญๆหลายแห่ง ทั้งโรงเรียนสอนศาสนา พิพิธภัณฑ์ สุเหร่าแล้วก็มหาวิทยาลัยอันเก่าแก่ของประเทศด้วย”
“ฉันตัดสินใจแล้ว...ว่าจะไปเที่ยวเฟสก่อน”
“อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจสิจันทร์ลองฟังเื่เมืองอื่นๆ ดูบ้าง เผื่อเธอจะสนใจมากกว่าก็ได้นะ”
จารุจันทร์พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วยอัลฟาจึงเล่าถึงเมืองอื่นๆ ที่น่าสนใจต่อซึ่งก็มีทั้งเมืองเมกเนสที่เคยเป็เมืองหลวงเก่าเช่นกันเป็เมืองโบราณอีกแห่งหนึ่งที่มีเสน่ห์ไม่เหมือนเมืองอื่นๆ ในโมร็อกโกเพราะมีแม่น้ำไหลผ่านกลางเมืองมีตลาดพื้นเมืองและย่านเมืองเก่าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่เที่ยวเด่นๆก็มีพระราชวังเดิมของสุลต่านมูเลย์ อิสมาอิลสุสานหลวงหรือที่ฝังพระศพของสุลต่านมูเลย์ อิสมาอิลและเมืองโบราณโรมันโวลูบิลิสซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงแค่ซากปรักหักพังเท่านั้น
เมืองแทนเจียร์ เมืองนี้อยู่ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนซึ่งอยู่ห่างจากยุโรปเพียงสิบสี่กิโลเมตรเท่านั้นสถานที่เที่ยวที่น่าสนใจของแทนเจียร์คือ อ่าวแทนเจียร์และถ้ำเฮอร์คิวลิสกับหาดแอตแลนติกส่วนราบัตเมืองหลวงปัจจุบันของโมร็อกโกนั้นก็มีสถานที่เที่ยวสำคัญๆหลายแห่งเหมือนกันเช่น สุสานหลวงของกษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 5ป้อมไอดูยะและเมดิน่าที่ทาบ้านเป็สีฟ้าสดใส เหมาะแก่การไปเดินเล่นชมเมืองชายหนุ่มเล่าให้ฟังจนหมดทุกเมืองที่น่าสนใจซึ่งพอจารุจันทร์ถูกถามใหม่ว่าจะไปเที่ยวเมืองไหนก่อนเป็ที่แรกหญิงสาวก็ตอบอย่างมั่นใจทันที
“ไปเมืองเฟสก่อนค่ะ”
แม้เวลาจะล่วงเข้าเที่ยงคืนแล้วแต่ราฟก็เพิ่งจะกลับมาถึงบ้าน สีหน้าของชายหนุ่มบ่งบอกถึงความเหนื่อยล้าจากงานที่ทำได้เป็อย่างดีวันนี้เป็อะไรที่หนักหนาเอาการเหลือเกิน แต่ก็เป็วันที่เขามีความสุขเช่นกันเพราะวันนี้มีลูกค้าเข้ามาทานอาหารที่ภัตตาคารของเขาตลอดเวลา ทุกโต๊ะไม่เคยว่างนานพนักงานทุกคนไม่มีเวลา แม้แต่จะทำธุระส่วนตัวด้วยซ้ำไปส่วนตัวเขานั้นก็จำเป็ต้องเข้าครัวช่วยเชฟทำอาหารอีกแรงเนื่องจากเชฟที่มีอยู่ทำอาหารไม่ทันออเดอร์ลูกค้า
ชายหนุ่มเดินขึ้นบันไดสู่ชั้นบนด้วยกิริยาเชื่องช้าตั้งใจว่าจะอาบน้ำแล้วก็เข้านอนเลย เพราะวันนี้เหนื่อยมาทั้งวันแล้วจริงๆทว่าเสียงหัวเราะคิกกันและเสียงพูดคุยเบาๆ ที่ได้ยินทำให้เท้าที่กำลังจะก้าวเดินไปอีกทางต้องหยุดชะงักราฟมองภาพหนุ่มสาวเบื้องหน้านิ่งๆ ไม่คิดส่งเสียงบอกแต่อย่างใดภาพของเอเลน่าที่ยืนหัวร่อต่อกระซิกอยู่กับอัลฟานั้น ช่างดูสนิทสนมกันดีเหลือเกินยิ่ง่นี้ดูทั้งสองจะสนิทกันมากยิ่งขึ้น เพราะเขาสังเกตได้ว่าหญิงสาวมักจะความลับอะไรบางอย่างกับน้องชายคนเล็กของเขาอยู่เสมอ
ราฟไม่อยากมองภาพนี้อีกจึงคิดจะเดินต่อไปทว่าอัลฟาหันมาเห็นเขาเข้าพอดีและเอ่ยทักขึ้นมา ชายหนุ่มจึงจำเป็ต้องหันไปมองคนทั้งสอง
“อ้าว...พี่ราฟพี่เพิ่งกลับมาจากภัตตาคารหรือครับ”
“ใช่...” ราฟตอบเสียงเนือยๆ
“วันนี้ขายดีมากไหมคะพี่ราฟ” เอเลน่าถามบ้างด้วยรอยยิ้มสดใสราฟมองรอยยิ้มที่เคยเป็กำลังใจให้เขานิดหนึ่งก่อนจะเมินมองไปทางอื่นแล้วตอบเสียงราบเรียบ
“ก็ดี พี่ขอตัวก่อนนะวันนี้ทั้งเหนื่อยแล้วก็เพลียมากเลย พี่อยากพักผ่อนแล้วเราสองคนก็ควรไปนอนกันได้แล้วนะ เพราะมันดึกมากแล้วมีเื่อะไรก็เอาไว้คุยกันพรุ่งนี้จะดีกว่า”กล่าวจบราฟก็เดินจากไปทันทีทิ้งให้อัลฟากับเอเลน่ายืนมองตามไปด้วยความรู้สึกไม่เข้าใจว่าเขาเป็อะไรเนื่องจากราฟไม่เคยมีท่าทีเ็ากับพวกเขาแบบนี้มาก่อนเลย
“พี่ราฟเขาเป็อะไรคะพี่อัลฟา”
“พี่ราฟคงเครียดเื่งานน่ะไม่มีอะไรหรอก พี่ว่าน้องไปนอนได้แล้วนะ พรุ่งนี้เราต้องเดินทางกันแต่เช้า” อัลฟาเอ่ยเตือน เอเลน่าจึงกล่าวราตรีสวัสดิ์แล้วเดินกลับห้องนอนของตนเองไป
บทสนทนาบนโต๊ะอาหารเช้าระหว่างอัลฟาเอเลน่าและจารุจันทร์ ทำให้ราฟที่กำลังทานข้าวอยู่ด้วยถึงกับหยุดชะงักไปชั่วครู่แล้วเอ่ยถามออกไป
“จะไปเที่ยวที่เมืองเฟสกันเหรอ”
“ครับพี่ราฟไปด้วยกันไหมครับ” อัลฟาเอ่ยชวนพี่ชาย สีหน้าเครียดๆและท่าทางเ็านิดๆ ของราฟเมื่อคืนนี้ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกเป็ห่วงจึงอยากให้พี่ชายได้พักผ่อนบ้าง
“ใช่ค่ะไปเที่ยวด้วยกันนะคะพี่ราฟ”เอเลน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใสไม่แพ้สีหน้าและแววตา ซึ่งเป็สิ่งที่ขัดใจราฟยิ่งนักจนทำให้เขาเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาอีกแล้ว
“ไม่ล่ะวันนี้พี่มีรับรองลูกค้าระดับวีไอพีหลายท่าน”
“แหม...น่าเสียดายจัง”
“เอาไว้ชวนพี่ราฟไปเที่ยววันอื่นก็ได้นี่นาเอเลน่าเพราะพวกเรายังต้องพาคุณจันทร์ไปเที่ยวอีกหลายเมืองเลย”
“อุ๊ย...ทำไมพี่อัลฟายังเรียกจันทร์ซะดูห่างเหินอยู่แบบนี้ล่ะคะเลิกเรียกคุณได้แล้วค่ะ เรียกน้องจันทร์แทนจะดีกว่า ใช่ไหมจันทร์” เอเลน่าหันไปพูดกับจารุจันทร์ที่นั่งทานอยู่เงียบๆคนถูกถามเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสาว ก่อนจะหันไปมองหน้าอัลฟาแล้วบอก
“ใช่ค่ะจันทร์เป็เพื่อนกับเอเลน่าก็ถือว่าจันทร์เป็น้องสาวของคุณอัลฟาคนหนึ่งก็แล้วกันนะคะ”
“ครับ” อัลฟาตอบรับด้วยรอยยิ้มอบอุ่น ดวงตาเขาทอแสงประกายระยิบระยับจนหญิงสาวที่มองสบตาด้วยรู้สึกหวั่นไหวในหัวใจ
“เธอก็เหมือนกันจันทร์ควรเรียกพี่อัลฟาว่าพี่แทนคำว่าคุณได้แล้ว ใช่ไหมคะพี่อัลฟา”เอเลน่าบอกด้วยรอยยิ้มกริ่มอย่างถูกใจส่วนอัลฟานั้นได้แต่ยิ้มเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ฝ่ายจารุจันทร์ก็มองค้อนเพื่อนสาวด้วยความหมั่นไส้เพราะเริ่มแน่ใจแล้วว่าเพื่อนรักคิดจะทำอะไรแต่ถึงกระนั้นเธอก็ยอมเล่นตามไปด้วยอย่างเต็มใจ
“ก็ได้ พี่อัลฟา”
หญิงสาวไม่แน่ใจว่าตนเองตาฝาดไปหรือเปล่าที่เห็นดวงตาคมเข้มของอัลฟาเปล่งประกายมากขึ้นกว่าเดิมตอนที่เธอพูดออกมา ราวกับเขาถูกใจนักหนาไม่ใช่หรอกน่า เราคงตาฝาดไปเอง เพ้อเจ้อไปใหญ่แล้ว จารุจันทร์ต่อว่าตัวเองอยู่ในใจก่อนจะแกล้งทำเป็ตักอาหารกิน เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกนึกคิดของตนเอง
เมื่อทานอาหารกันเสร็จแล้วทุกคนก็ต่างแยกย้ายกันไป จารุจันทร์ อัลฟาและเอเลน่าขึ้นห้องเพื่อไปอาบน้ำแต่งตัวและจัดเตรียมสัมภาระที่จะเอาติดตัวไปเฟสด้วย เพราะตกลงกันแล้วว่าจะแวะเที่ยวที่เมืองเมคเนสก่อนค่อยเดินทางต่อไปที่เมืองเฟสและจะค้างคืนที่นั่นสองคืนเพื่อเที่ยวให้ทั่ว
เอเลน่าที่เตรียมตัวเสร็จก่อนจึงเดินลงมาที่ชั้นล่างโดยมีสาวรับใช้ถือกระเป๋าเดินทางใบย่อมตามลงมาหญิงสาวมองไปยังร่างสูงที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่เบื้องหน้าอย่างแปลกใจก่อนจะเดินเข้าไปหา
“ยังไม่ไปทำงานอีกหรือคะพี่ราฟ”
ราฟลดหนังสือพิมพ์ในมือลงเพื่อมองหน้าคนถาม ก่อนจะยกสูงขึ้นเหมือนเดิมแล้วตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ยัง”
เอเลน่านิ่วหน้าพลางจ้องกระดาษหนังสือพิมพ์เขม็งราวกับ้าให้มันทะลุเป็รู จนสามารถมองเห็นหน้าคนที่อ่านอยู่ได้หญิงสาวไม่เข้าใจเลยว่าราฟเป็อะไรไป ทำไมหมู่นี้เขาถึงได้เ็าต่อเธอนักถามคำก็ตอบคำ แถมน้ำเสียงที่ใช้ก็ไม่อ่อนโยนเหมือนเดิมชายหนุ่มทำตัวห่างเธอมากขึ้นจนเธอรู้สึกอึดอัดใจเหลือเกิน
“หมู่นี้พี่ราฟเป็อะไรไปคะทำไมถึงดูเ็ากับน้องจังเลย”เธอถามพลางทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
“เปล่านี่พี่ไม่ได้เป็อะไร” เขายังตอบด้วยน้ำเสียงดุจเดิม
“ไม่จริงหรอกค่ะพี่ราฟดูเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดเลย”
“พี่ไม่ได้เป็อะไร”
เอเลน่าถอนใจออกมาเฮือกใหญ่มองคนอ่านหนังสือพิมพ์ด้วยแววตาตัดพ้อต่อว่า ทว่าพอคิดถึงคำพูดของอัลฟาเมื่อคืนที่ว่าราฟอาจเครียดเื่งานก็เป็ได้ ความน้อยใจก็มลายหายไปหมดและถูกแทนที่ด้วยความเป็ห่วงแทน
“พี่ราฟเครียดเื่งานหรือเปล่าคะถ้าเครียดเื่งานละก็...น้องแนะนำให้พี่พักผ่อนบ้างนะคะถ้าได้พักผ่อนสมองบ้างบางทีอาจดีขึ้นนะคะพี่ราฟ”เอเลน่าบอกเสียงใส เมื่อชายหนุ่มยังเงียบอยู่เธอก็พูดต่อไป “เอาอย่างนี้สิคะพี่ราฟวันนี้พี่ราฟก็ไปเที่ยวกับพวกเราสิคะส่วนเื่ต้องคอยรับรองลูกค้าระดับวีไอพีก็ให้รองผู้จัดการร้านทำแทนไปก่อนก็ได้”
“ไม่ล่ะพี่ไปด้วยเธออาจไม่สนุกก็ได้” ราฟบอกเสียงแข็งพลางพับหนังสือพิมพ์แล้ววางลงบนโต๊ะไว้อย่างเดิม
“สนุกสิคะยิ่งมีพี่ราฟไปด้วยยิ่งสนุกเข้าไปใหญ่เลย เพราะจะได้ครบคู่พอดีไงคะ”
ราฟมองคนพูดตาขุ่นด้วยความไม่พอใจเพราะเข้าใจว่าเอเลน่า้าให้เขาไปคู่กับจารุจันทร์เพื่อที่เธอจะได้ไปคู่กับอัลฟาได้อย่างสะดวกชายหนุ่มถอนใจออกมาอย่างฉุนๆ แล้วลุกขึ้นยืนมองหญิงสาวด้วยใบหน้าที่บึ้งตึงก่อนจะตอบด้วยเสียงห้วนจัด
“พี่ไม่ไป” จบคำเขาก็เดินลิ่วๆ จากไปทันทีเอเลน่าอ้าปากค้างด้วยความใกับปฏิกิริยาของราฟพอได้สติหญิงสาวก็ลุกขึ้นวิ่งตามไป แต่ก็ไม่ทันเสียแล้วเพราะชายหนุ่มขับรถออกจากบ้านไปแล้วหญิงสาวยืนมองตามท้ายรถของอีกฝ่ายไปด้วยความไม่เข้าใจนี่เธอทำอะไรหรือพูดอะไรผิดอย่างนั้นหรือ เขาถึงได้มีท่าทีปั้นปึ่งใส่แบบนี้ราฟเป็อะไรไปกันแน่นะ หญิงสาวยืนคิดอยู่หน้าบ้านอย่างไม่สบายใจ
ในขณะที่เอเลน่ายืนไม่สบายใจอยู่หน้าบ้านนั้นจารุจันทร์ก็หิ้วกระเป๋าเดินทางใบย่อมออกมาจากห้องนอนในขณะที่กำลังจะก้าวเท้าลงบันไดนั้นอัลฟาก็เดินมาสมทบพอดีพร้อมกับกระเป๋าเป้ใบหนึ่งชายหนุ่มมองกระเป๋าเดินทางในมือของหญิงสาว พร้อมกับเลิกคิ้วสูงอย่างแปลกใจก่อนจะถาม
“ทำไมถึงไม่สั่งให้สาวใช้ยกกระเป๋าลงมาให้ล่ะครับน้องจันทร์”
คำเรียกอย่างสนิทสนมที่เพิ่งออกจากปากของอัลฟาเป็ครั้งแรกทำให้หัวใจดวงน้อยของคนฟังเต้นแรงอีกครั้งและก็ไม่รู้ว่าเธอเพ้อเจ้อมากไปหรือเปล่า ถึงได้รู้สึกว่าชื่อของเธอที่เขาเรียกออกมาฟังดูนุ่มนวลเสียเหลือเกิน
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะกระเป๋าไม่ได้หนักอะไรมาก จันทร์ยกเองได้ค่ะ”
“งั้นเอามานี่พี่ยกให้ดีกว่า”เขาเอื้อมมือออกไปหมายจะดึงกระเป๋าของเธอมาถือเอง แต่จารุจันทร์เบี่ยงมือหลบแล้วตอบปฏิเสธอย่างเกรงใจ
“ไม่ต้องหรอกค่ะ”
“เอามาเถอะ ไหนบอกว่าไม่หนักไงล่ะ” เขาถามยิ้มๆ ก่อนจะร้องขอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “นะ...ให้พี่ช่วยถือให้นะ”
“ก็ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะ” จารุจันทร์ส่งกระเป๋าให้ชายหนุ่มถือ อัลฟาเดินลงบันไดไปก่อนหญิงสาวเดินตามไปและมองคนตรงหน้าด้วยสายตาชื่นชมกับความมีน้ำใจและความเป็สุภาพบุรุษของเขา แล้วจารุจันทร์ก็อดนึกเปรียบเทียบกับวีกิจไม่ได้ตอนที่เขาช่วยเธอถือกระเป๋าหรือทำอะไรให้นั้นเธอมีแต่ความชื่นชมและซาบซึ้งใจเท่านั้น ซึ่งผิดกับชายหนุ่มตรงหน้านี้ที่ทำให้เธอมีความปลื้มใจรวมอยู่ด้วย
พอหนุ่มสาวเดินลงมาข้างล่างก็พบเอเลน่ายืนอยู่ที่หน้าบ้านแล้วทั้งสามคนจึงเอาสัมภาระของตนเองไปใส่ไว้ในท้ายรถการเดินทางในครั้งนี้ไม่มีคนขับรถติดตามไปด้วยเนื่องจากอัลฟา้าขับรถไปเองมากกว่าและไม่้าให้มีคนติดตามไปเพราะพวกเขา้าเที่ยวอย่างนักท่องเที่ยวทั่วไป
เมื่อหนุ่มสาวทั้งสามคนนั่งรถออกมาจากคฤหาสน์มุนบาราฟได้สักพักใหญ่ๆจารุจันทร์ที่นั่งอยู่ด้านหน้าคู่กับคนขับ เพราะถูกเพื่อนสาวคะยั้นคะยอให้นั่งคอยเหลียวหน้ากลับไปมองเอเลน่าที่นั่งอยู่ทางเบาะด้านหลังของรถอยู่เป็ระยะๆเนื่องด้วยหญิงสาวรู้สึกว่าเพื่อนรักกำลังมีเื่ไม่สบายใจ
“เอเลน่า เธอมีเื่อะไรไม่สบายใจหรือเปล่าบอกฉันได้นะ ฉันยินดีช่วยหากช่วยได้”จารุจันทร์ตัดสินใจถามออกไป เพราะไม่อยากให้เพื่อนสาวจมอยู่กับปัญหาเพียงลำพัง
อัลฟาที่ขับรถอยู่เหลือบตามองญาติผู้น้องทางกระจกส่องหลังตรงกลางรถแวบหนึ่งก่อนจะกลับไปมองถนนตามเดิม พร้อมกับเอ่ยออกมาอย่างเป็ห่วงเช่นกันเพราะเขาก็สังเกตเห็นถึงความผิดปกติของน้องสาว
“ใช่น้องมีเื่อะไรไม่สบายใจก็ปรึกษาพี่ได้นะ”
“ก็...ไม่ใช่เื่ร้ายแรงอะไรมากนักหรอกค่ะแค่น้องไม่เข้าใจเท่านั้นเอง” เอเลน่าตอบพลางถอนใจยืดยาวอย่างคิดไม่ตกสักที ว่าราฟเป็อะไรกันแน่ บอกตรงๆ ตอนนี้เธอไม่มีความสุขเลยเพราะจิตใจกระวนกระวายคอยแต่อยากรู้ว่าราฟเป็อะไรเท่านั้น
“ไม่เข้าใจเื่อะไร” ญาติผู้พี่ถามกลับ
“เื่ท่าทีที่เปลี่ยนไปของพี่ราฟน่ะค่ะน้องไม่เข้าใจว่าพี่ราฟเป็อะไรไป ทำไมต้องทำเ็ากับน้องด้วยแถมเมื่อเช้านี้ก็ทำท่าเหมือนโกรธน้องอีก”
“แล้วเราไปทำอะไรให้เขาโกรธล่ะ”
“น้องไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะน้องแค่ชวนให้พี่ราฟมาเที่ยวกับเราเท่านั้นเองน้องเห็นพี่ราฟทำงานหนักแล้วก็ดูเครียดๆ ก็เลยแค่อยากให้พักผ่อนบ้างแต่พี่ราฟกลับมีท่าโมโหซะได้” เอเลน่าบอกเสียงแ่ดวงตางามนั้นเริ่มมีหยาดน้ำใสเอ่อคลอ เพราะรู้สึกน้อยใจคนที่เอ่ยถึง
อัลฟาถอนใจยาวเพราะเขาก็ััได้ถึงท่าทีห่างเหินนิดๆ จากราฟเช่นกันแต่เขาก็พยายามคิดในทางที่ดีไว้ว่า พี่ชายของเขาอาจเครียดเื่งานมากก็เป็ไปได้การทำงานที่เหนื่อยมาตลอดทั้งวัน คงทำให้ราฟอ่อนล้า จนไม่อยากเสวนากับใครนักก็เป็ได้
“อย่าคิดมากเลยจ้ะพี่ราฟอาจเครียดเื่งานอยู่ก็เป็ได้นะ”
“ใช่เธอบอกฉันเองไม่ใช่เหรอ ว่า่นี้ที่ภัตตาคารของพี่ราฟคนแน่ทุกวันเลยพี่เขาก็ต้องเหนื่อยมากใช่ไหม และเมื่อคนเราเหนื่อยและอ่อนเพลียมากๆเข้าก็ต้องอารมณ์ไม่ค่อยดีอยู่แล้ว” จารุจันทร์ที่นิ่งฟังมานานเอ่ยขึ้นมาบ้างซึ่งคำพูดของเธอก็ได้ผล เพราะทำให้เอเลน่าเข้าใจมากยิ่งขึ้น
“จริงสินะถ้าอย่างนั้นฉันเลิกคิดมากก็ได้”
“ดีมากเรามาเที่ยวกันนะต้องทำตัวให้สนุกเข้าไว้สิ” จารุจันทร์บอกเสียงกลั้วหัวเราะสองสาวหัวเราะให้กัน ก่อนที่หญิงสาวจะหันหน้ากลับมาทางเดิมทว่าก่อนที่จะหันกลับมานั้นสายตาของเธอปะทะเข้ากับสายตาคมกริบของอัลฟาเข้าเสียก่อนซึ่งเขาหันมามองเธอด้วยสายตาชื่นชมอย่างไม่ปิดบัง
จารุจันทร์จึงส่งยิ้มให้แล้วหันไปมองท้องถนนเบื้องหน้าด้วยท่าทางปกติ แต่ในใจนั้นกลับรู้สึกยินดีเหลือแสนซึ่งเธอก็ไม่เข้าใจตนเองเลยว่า ทำไมต้องรู้สึกดีขนาดนั้นด้วย