***นักรบสมองกล้าม เอรีส
“แอร์บาส์ร!? ”
“เอรีส! ”
หลังจากเขาลอยใส่พวกั์ไปหนึ่งดอก ฉันก็รีบใส่ตีนหมาโกยแนบเลียบแม่น้ำขึ้นมา
พอวิ่งมาได้สักระยะ ฉันก็เห็นชายผิวดำที่มีใบหน้าดุดัน [แอร์บาส์ร] ขี่ม้าตัวหนึ่งมาปรากฏอยู่ตรงหน้า
เขาสวมชุดที่ทำจากหนังกวาง ส่วนม้าที่เขาขี่อยู่นั้น มันมีอยู่หกขาและมีขนสีดำทั้งตัวสวยงาม
“เห็นเธอไม่กลับมา ผมเลยออกมาตามหา ขึ้นมาสิ”
“ขอบคุณมาก”
ฉันพูดขอบคุณเขาก่อนที่ขึ้นไปขี่ซ้อนท้าย
ฉันคิดว่าเขาเป็คนดีจริง ๆ อุตสาออกมาตามหาฉันถึงที่ทั้งที่ไม่จำเป็แท้ ๆ
การมีเพื่อนมันดีแบบนี้นี่เอง
แถมเขายังพูดภาษาอังกฤษได้คล่องขึ้นมากกว่าวันแรกที่พวกเราได้พบกันอีกด้วย
“รีบกลับค่ายกันก่อนเถอะ”
“ได้สิ ว่าแต่...ม้าตัวนี้คือ? ”
“ผมไปเจอมันหลงฝูงตอนออกล่านะ เห็นว่าแปลกดีเลยจับกลับมา พวกเราเรียกมันว่า [สเลปนีร์] ตามรูปลักษณ์ที่คล้ายกับตำนานของนอร์ส มันมีชื่อว่า [สวอช] นะ”
แอร์บาส์รพูดอย่างภาคภูมิใจ
“ว่าแต่ทำไมเธอถึงกลับมาช้านักละ? ”
“เื่นั้น---”
ฉันเลยเล่าเื่ราวทั้งหมดให้เขาฟัง
รวมไปถึงความพยายามที่จะสื่อสารกัน และเกือบถูกจับตัวไปโดยพวกั์ที่ชื่อบานา
“ดูท่าผู้นำกิงจะเดาถูกต้องแฮะ รีบกลับค่ายกันก่อนดีกว่า”
แอร์บาส์รทำสีหน้าเป็กังวลหลังจากที่พูดออกมา
“เกิดอะไรขึ้นอย่างงั้นหรือ? ”
“คือว่าทางนั้นเองก็เจอหลายเื่เหมือนกันนะ”
และนี่คือสิ่งที่เขาสรุปให้ฉันฟัง
ในวันนี้ กลุ่มที่ออกไปล่าสัตว์บางส่วน ได้พบกับพวกศัตรูที่เป็สิ่งมีชีวิตมีภูมิปัญญาเข้า
เกิดการปะทะประปราย และมียอดเสียชีวิตร่วมกว่าสองร้อยชีวิต
เนื่องจากยังไม่มีเข็มทิศผลิตออกมาใช้ เลยยังทำไม่อาจทราบทิศทางที่พบเจอได้ชัดเจนนัก
แต่พอจะอนุมานได้ตามนี้
บนท้องฟ้าในฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำ กลุ่มที่ว่ายน้ำข้ามไปล่าอีกฝั่งได้พบกับพวกมนุษย์นกที่กำลังล้มต้นไม้ตามท้องทุ่งอยู่
ถึงจะไม่มีการปะทะ เพราะอีกฝ่ายบินหนีไปก่อน แต่จากพฤติกรรมนั้น เลยพอจะเดาได้ ว่าพวกมันกำลังรวบรวมวัตถุดิบเพื่อเอาไปสร้างอะไรบางอย่างอยู่
ทุกคนต่างคิดถึงในกรณีที่เลวร้ายสุด คือการที่พวกมนุษย์นกเอาไปสร้างอาวุธ เหมือนอย่างที่มนุษย์มดทำมาแล้ว
ต่อมาคือกลุ่มที่ออกไปล่าทางด้านเหนือของค่าย
พวกเขาไปเจอกับั์กลุ่มหนึ่งเหมือนที่ฉันเจอ
เห็นว่าั์ตนนั้นขี่ัมาด้วย
มีคนตายไปยี่สิบคน และมีอีกหนึ่งคนที่โดนพาตัวไป
ฉันสงสัยว่าพวกเขาตาฟาดหรือเปล่า เพราะต่อให้โลกนี้มันแปลกประหลาดแค่ไหน แต่ตัวตนอย่างัออกจะโม้เกินไปนิดหน่อยนะ
และกลุ่มสุดท้าย อันนี้หนักหน่อย เพราะว่าไปเจอพวกมนุษย์มดมา
ในทิศที่พวกเราหนีมาจากวันแรกนั้น ได้พบกับกลุ่มมนุษย์มดจำนวนหนึ่ง
จากคำบอกเล่าของผู้รอดชีวิต เห็นว่าพวกมันมีอาวุธยิงไกลใช้งานอยู่ด้วย
เห็นว่าใช้ถุงบางอย่างมัดกับหินเอาไว้คล้ายลูกตุ้ม แล้วควงขว้างปาโจมตีออกไปนะ
“เดียว การที่มีคนรอดชีวิตกลับมาที่ค่าย มันไม่แปลกไปเรอะ? ”
“ใช่แล้วละ บางทีพวกมัน ทั้งสามฝ่ายเลย คงจงใจปล่อยพวกนั้น แล้วสะกดรอยตามมาแน่นอน”
อาจสรุปได้ว่าศัตรูรู้ตำแหน่งตั้งค่ายของพวกเราแล้ว
จะถูกบุกโจมตีเมื่อไหรก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น
“ผู้นำกิงวางแผนเอาไว้ว่ายังไง พอจะรู้บ้างไหม? ”
“ยังไม่มีแผนการใด ๆ ประกาศออกมา แต่อีกเดียวคงมีคำตอบ---นั่นไง ถึงค่ายแล้ว”
ทิวทัศน์ที่คุ้นตาได้ปรากฏอยู่ตรงหน้า
แนวรั้วไม้ผสมกับโครงกระดูกสัตว์ั์ที่สูงประมาณสองเมตร ได้ถูกวางเรียงเป็แนวยาวอยู่รอบค่าย
ชุมชนขนาดย่อยที่เคยกระจัดกระจาย ได้ถูกย้ายเข้ามาอยู่แนวหลังรั้วที่ยังสร้างไม่เสร็จ
ควันไฟและกระโจมหนังสัตว์ ต่างกระจายตัวอยู่ทุกพื้นที่ด้านหลังแนวรั้วนั้น
และกระโจมที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งดัดแปลงมาจากกระโจมของชาวมองโกล ที่ตั้งอยู่ติดริมแม่นั้นตรงนั้น ก็คือกระโจมของเหล่าผู้ปกครองสูงสุด
บางทีท่านผู้นำกิงกับตัวแทนนายก และเหล่านักวางกลยุทธ์ คงกำลังประชุมอยู่ภายในนั้นกัน
“หวังว่าก่อนที่จะถึงวันเริ่มา พวกเราจะมีอาวุธดี ๆ ใช้กันบ้างนะ…”
ฉันจ้องไปที่กระโจมพร้อมกับพูดออกมาเช่นนั้น
***ยักษาแห่งปฐี [บานา]
“คริสตั้นถูกย้ายไปอีกฟากของแม่น้ำได้แล้วอย่างงั้นเรอะ? ”
หลังจากที่ข้าต้องจำใจแยกจากกับนางฟ้าตัวน้อยทั้งสองคน ข้าก็พาพวกลูกน้องกลับมาที่บ้านของพวกเรา
และสิ่งแรกที่ข้าเห็น มันเป็ภาพของคริสตั้นั์ที่ถูกย้ายไปอีกฟากของแม่น้ำเรียบร้อยแล้ว
ใครทำ? ทำได้ยังไง? ข้าละสงสัยเช่นนั้นจริง ๆ
แล้วข้าก็ได้เห็นคำตอบบินมาตรงหน้า
“โอ้ ที่โลกนี้มีพวก [อสูรปีก] ด้วยหรือเนี่ย”
มันคือสัตว์พาหนะที่มีลำตัวยาวกว่าห้าเมตร เป็สัตว์ที่สามารถพบเห็นได้ตามปกติในแผ่นดินของพวกเรา ชาวยักษา
พวกมันมีปีกหนังกว้างพอ ๆ กับลำตัวอันใหญ่โต
มีเกล็ดแข็งตามิัเฉกเช่นเหล็กกล้า
มีกรงเล็บที่แหลมคมทั้งแขนและขาทั้งสองของมัน
และสามารถพ่นไฟออกมาจากปากอันกว้างใหญ่ของมันได้
พวกมันเป็สัตว์ยอดนิยมสำหรับขับขี่ เป็สัตว์ใช้แรงงานชั้นยอด อีกทั้งยังเชื่อง และยังสามารถนำไปใช้ในาได้อีกด้วย
จากที่เห็นแต่สัตว์หน้าตาประหลาดมาหลายวัน ในที่สุดก็ได้พบกับสัตว์ที่คุ้นตาเสียที
“แกเป็คนจับมันมาได้หรือวะ [แครอท] ”
“เรียกผู้หญิงว่า [แก] แบบนี้ไม่มีมารยาทเลยนะยะ บานา”
สตรียักษาผู้ที่มีดวงตาสีเทา ผมสีม่วงยาวเหยียดตรงสวยงาม และมีผิวสีเขียวเรียบเนียน
ถึงจะตัวเล็กกว่าข้า แต่ก็ถือว่าเป็สตรีที่ตัวสูงกว่าคนทั่วไปนัก (สูงสามร้อยสิบเิเ) เลยทำให้เธอเนื้อหอมพอสมควรในหมู่ยักษาเลยละ
คนที่ขี่อสูรปีกสีเขียวอ่อนอยู่นั้นคือแครอท ผู้เป็หนึ่งในเหล่าขุนนางทั้งสิบคนของเหล่ายักษาเช่นเดียวกับข้า
เธอเป็เพื่อนข้าั้แ่สมัยที่ยังมีชีวิตแล้ว
ข้าจำได้ว่าตัวเองตายเพราะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับากลางเมือง แต่นึกไม่ถึงเลย ว่ายัยทอมบอยคนนี้จะตายมาพร้อมกับข้า
“ไปจับเ้าอสูรบินสายพันธุ์ที่ราบมาได้นี่เอง คงใช้มันช่วยขนย้ายคริสตั้นข้ามแม่น้ำไปสินะ”
“ใช่แล้วละ ฉันไปเจอมันกำลังกินสัตว์ั์หน้าตาประหลาดที่มีงวงยาว ผิวสีเทาอยู่พอดี เลยเข้าไปทำให้มันเชื่องมานะ”
“ตั้งชื่อให้ยัง”
“ตั้งแล้ว มันชื่อว่า [โทเม] ”
“ฮะ ฮะ ฮะ เป็ชื่อที่ดีนี่ สมกับเป็เธอ ข้าละอยากหาสักตัวมาเลี้ยงบ้างจัง”
“จริงสิ บานากลับมาได้ทันเวลาพอดี อีกเดียวจะมีประชุมด่วน ให้รีบไปรวมตัวที่หน้าองกษัตริย์ [ดูเรียน] เดียวนี้เลย”
“เอาจริงดิ ขอพักหน่อยไม่ได้หรือยังไง? ”
“ไม่ได้! ”
ด้วยเหตุนี้ ข้าเลยต้องหอบขาที่แทบจะลากพื้นแล้ว ตามเธอไปอย่างจำยอมและเศร้าใจ
ข้าอยากจะพักแล้วนะ…
***นักรบยันเดเระ [แครอท]
ถือว่าคุ้มค่ามากที่ฉันยอมฆ่าตัวตายตามบานามา
ไม่คิดว่าจะมีโลกหลังความตายจริง ๆ แต่มันก็ดีแล้วละ
า? จุดจบของโลก? เื่แบบนั้นช่างหัวเทพเ้าเถอะ เพราะฉัน้าแค่อยู่กับคนที่ตัวเองรักต่อไปเท่านั้น
ด้วยฝีมือการรบอันโดดเด่นของฉัน เลยทำให้ได้รับตำแหน่งขุนนางมาเหมือนกับบานา
“ขึ้นมาสิบานา”
“โอ้ว ขอบคุณนะ”
บานาสุดหล่อกำลังปีนขึ้นมานั่งอยู่ที่ด้านหลังของฉัน
ฉันรู้สึกว่าใบหน้าของตัวเองกำลังมีอุณหภูมิสูงขึ้น
แย่ละสิ ถ้าหากเขาคู่มันร้อนจนส่งควันลอยออกมา มีหวังเขาต้องรู้ตัวแน่เลย
“...อะไร เธอมีไข้หรือเปล่านะ? เขาคู่ของเธอส่งควันลอยออกมาแล้วแนะ”
“...”
แต่ฉันลืมไปว่าบานาเป็พวกหัวทึ่ม
เขาไม่เคยรับรู้ความรักที่ฉันมีให้เลย ั้แ่สมัยที่มีชีวิตแล้ว
ดังนั้นในโลกนี้ ฉันจะต้องทำให้เขารับรู้ความรู้สึกของฉันให้ได้
จะไม่ยอมยกบานาให้ใครเด็ดขาด
บานาต้องเป็ของฉันคนเดียวเท่านั้น!
***ยักษาแห่งปฐี [บานา]
“มาช้าจริงนะบานา แครอท”
“ต้องขออภัยครับท่านองค์าา [ดูเรียน] ”
ณ แท่นหินที่ก่อสร้างอย่างเร่งด่วนเพื่อทำเป็บัลลังก์นั้น มีขุนนางแห่งเผ่ายักษาทั้งสิบคนคุกเขารายล้อมอยู่โดยรอบ
ชุดคลุมหนังสัตว์ที่ดูหรูหราั้แ่หัวจรดเท้าขององค์าา ทำให้พวกเรารู้สึกได้ถึงอำนาจบางอย่างของเขาที่พวกเราไม่มี
การเลือกกษัตริย์นั้น ได้ถูกเลือกในตอน่ที่ข้าตายรอบแรก เลยทำให้ไม่รู้ว่าดูเรียนคนนี้มีรูปร่างหน้าตาเช่นไร
แต่คนที่จะได้ตำแหน่งนี้ของเผ่าข้า จะต้องเป็คนที่แข็งแกร่งที่สุด และต้องมีมันสมองอันยอดเยี่ยมจากการยอมรับของทุกคนถึงจะเป็ได้
ดังนั้น ข้าจึงยอมเชื่อฟังแต่โดยดีและไม่ปริปากบ่นใด ๆ
“รายงานผลการสำรวจพื้นที่ออกมาซิ”
พวกข้า เหล่าขุนนางได้รายงานผลการสำรวจออกไป
ข้าเล่าเื่ถึงนางฟ้าทั้งสองคนที่ข้าได้พบให้พวกเขาฟัง และเล่าว่าพวกนี้ดูแล้วไม่น่าจะใช่ศัตรูของพวกเรา
แน่นอนว่าข้าไม่พูดออกไปหรอกนะ ว่าพวกเธอนั้นน่ารักมากแค่ไหน ไม่งั้นเดียวพวกเขาคงได้มองข้าด้วยสายตาแปลก ๆ แน่
ส่วนคนอื่น ๆ นั้น เห็นว่ามีเจอพวก [ตัวเขี้ยว] ในทางด้านล่างของค่ายพักพวกเราตอนนี้
เห็นว่าพวกมันปะทะกับ [ยักษาน้อย] ก่อนที่จะแอบปล่อยพวกมันหนีไป
อนึ่ง [ตัวเขี้ยว] คือชื่อที่พวกเราได้ตัดสินใจตั้งให้กับพวกแมลงประหลาดที่สู้กันในวันแรก ส่วน [ยักษาน้อย] คือชื่อเรียกของพวกตัวประหลาดยืนสองขาที่มีรูปร่างคล้ายกับพวกเรา แต่ไม่มีเขาพวกนั้น
หรือก็คือเป็ชื่อเผ่าของเอรี่ นางฟ้าของข้าคนนั้น
และคนที่มีผลงานดีที่สุดในนี้ก็คือแครอท
เธอจับอสูรปีกกลับมาได้ตัวหนึ่ง และยังจับสัตว์หน้าตาประหลาดที่มีแผงขนสีทองตรงคอกลับมาได้อีกฝูงหนึ่ง อีกทั้งยังสามารถจับเป็ยักษาน้อยกลับมาได้คนหนึ่ง
และเธอยังบอกว่ารู้ที่ตั้งรังของพวกยักษาน้อยแล้วด้วย
“แครอท เ้าทำผลงานได้ดีมาก ปราชญ์ยักษา [แอปเปิ้ล] เ้าจงรับหน้าที่ชำแหละร่างของยักษาน้อย จงศึกษาว่าพวกมันมีโครงสร้างร่างกายยังไง และมีจุดอ่อนตรงไหน บานา กับ แครอท พวกเ้าสองคนจงนำกำลังคนหนึ่งแสนออกไปเตรียมบุกรังของพวก [ตัวเขี้ยว] หากการวิเคราะห์ของข้าไม่ผิดพลาด อีกไม่กี่วันพวกมันต้องบุกมาที่นี่ หรือไม่ก็ที่รังของพวก [ยักษาน้อย] แน่นอน พวกเ้าทั้งสองจงใช้่เวลานั้น บุกรังของมันที่มีการป้องกันเบาบางลงเสีย! ”
“ท่านครับ...ท่านกำลังจะบอกว่าให้พวกเราทำตามประสงค์ของไอพวกเทพห่านรากที่ส่งพวกเรามาเกิดในโลกนี้อย่างงั้นหรือครับ? ”
“มันมีทางเลือกอื่นอีกหรือบานา? ”
“...ไม่ปฏิเสธครับท่าน”
“แต่ก่อนอื่นนั้น การบุกต้องใช้อาวุธ ขอข้าฟังความเห็นของพวกเ้าหน่อยสิ ว่าพวกเ้าคิดจะบุกด้วยวิธีไหน? ”
“หากตามปกติ ข้าอยากได้เครื่องยิงเหล็กคอยถล่มจากระยะไกล และใช้หน่วยอาวุธเหล็กคอยตั้งรับ จากนั้นให้หน่วยนักรบอสูรเข้าไปบุกถล่มตอนที่พวกมันระส่ำระสาย แต่คงสร้างกองทัพที่สมบูรณ์ได้ยากในเวลานี้ ดังนั้นข้าเลยขอใช้เวลาเตรียมอาวุธโบราณเป็เวลาสองวันเพื่อให้พอดีกับกำลังรบ การบุกตี ข้าว่าให้อสูรปีกของแครอทล่อศัตรูเอาไว้ แล้วนำกำลังของข้าเข้าตี น่าจะทำให้สามารถเอาชัยชนะด้วยกำลังพลที่มี และอาวุธโบราณเหล่านี้ได้ครับท่าน”
“ดี ข้าเห็นด้วย ทำตามนั้นได้เลยบานา ถึงจะไม่ชนะก็ไม่เป็ไร ขอแค่ให้พวกตัวเขี้ยวได้ลิ้มรสความหวาดกลัวของพวกเราก็พอแล้ว ต่อไปคือการตั้งรับ ตอนนี้คริสตั้นได้ย้ายไปอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำแล้ว คงไม่มีทางถูกบุกตีได้ง่าย ๆ แน่ พวกเราจะใช้คนที่เหลืออีกเก้าแสนคนสร้าง [เมือง] ขึ้นที่นี่ ตรงนี้คงต้องขอรบกวนเหล่าขุนนางที่เหลือกระจายกำลังพลด้วย พวกเรา้าป้อมปราการ และ้าอาวุธ รวมไปถึงสัตว์แรงงานอีกมาก ฝากด้วยละเหล่าขุนนางทั้งหลาย”
“รับทราบตามพระประสงค์ครับ! ”
ขุงนางที่เหลืออีกเจ็ดคนต่างขานรับอย่างพร้อมเพรียง
“วันนี้พอแค่นี้ เลิกประชุมได้! ”
องค์าาดูเรียนได้โบกมือปิดการประชุมลง
เขาลุกขึ้นจากบัลลังก์หิน แล้วเดินลงมา ก่อนที่จะหายลับตาไปในเต็นท์ขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านข้างแท่นหินนี้
หลังจากนั้นพวกเรา เหล่าขุนนางทั้งสิบก็ลุกขึ้นยืน
ข้าจ้องมองไปที่ทุ่งหญ้าอันไกลโพ้น
ตามริมน้ำมีต้นไม้ขึ้นอยู่ประปราย
แต่อีกฟากของแม่น้ำ ข้าเห็นทั้งป่าผืนใหญ่ และยังมีูเาที่อุดมสมบูรณ์
คงไม่น่ามีปัญหาเื่ทรัพยากรณ์ในการเตรียมการเท่าไหรนัก
“าจะเริ่มอีกแล้วหรือเนี่ย”
ข้าพึมพำกับตัวเองเช่นนั้น
***ราชินีแห่งความหยาบคาย [แฟต]
“พวกเ้าว่าไง”
“พวกเราไม่มีความเห็นอันใด”
“พวกเ้าไม่คิดจะช่วยข้าวางแผนอันใดเลยหรือ? ”
“พวกเราไม่เก่งการรบเท่าเ้าหรอกแฟต ดังนั้น เชิญกระจายการสั่งการกองทัพของพวกเราได้เลย”
ในที่ประชุมของราชินีอาร์โธรโพดาทั้งห้าถึงแผนการรบหลังจากนี้ กลับมีเพียงแค่ข้าคนเดียวเท่านั้น ที่ได้รับหน้าที่นั้นไป
เอาเถอะ เพราะพวกหล่อนยังมีหน้าที่ในการพัฒนารังละนะ
ถ้าเกี่ยวกับการสร้างรัง ข้าคงมีความสามารถในการบริหารไม่เท่า
ข้ามองไปที่ [รัง] จากปราสาทดินที่สูงที่สุดของพวกเรา
ด้วยฝีมือของมดทาสที่ทำงานไม่หลับไม่นอนติดกันเก้าวัน เลยทำให้รูปร่างของรังเริ่มสมบูรณ์แบบขึ้นมาแล้ว
รังของพวกเรามีลักษณ์เป็หลุมลึกถูกขุดลงไปในดินในลักษณะของวงรีที่ไต่ระดับเป็ขั้นบันไดลงไป
แต่ละขั้นจะมีรูขนาดเล็กจำนวนมากเป็บ้านของแต่ละคนพักอาศัย
สินแร่และหินต่าง ๆ จะถูกขุดขึ้นมาเพื่อใช้สร้างเป็อุปกรณ์ใช้ชีวิตกับอาวุธ
แต่เนื่องจากยังขุดแร่ติดไฟไม่ได้ เลยทำให้ไม่สามารถหลอมแร่โลหะได้
แต่อย่างน้อยก็ยังพอจะใช้ดินมาสร้างเป็ปราสาทอันใหญ่โต กับป้อมปราการทั้งสี่ทิศได้อยู่
[เข็มทิศใต้] เองก็สร้างเสร็จแล้ว เลยทำให้การเขียนแผนที่กับการสำรวจทรัพยากรณ์ดำเนินไปได้อย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น
แต่ปัญหากลับเกิดขึ้นในวันที่สิบ
“จากหน่วยสำรวจทางเหนือ พบรังของพวก [ปีศาจน้อย] กับ [ปีศาจั์] ครับ”
ปีศาจน้อยคือชื่อของเผ่าที่พวกเราตั้งให้กับพวกยืนสองขาไร้เขากับพวกยืนสองขามีเขา
พวกเราต้องรีบเร่งผลิตอาวุธเพื่อใช้ในา ดังนั้นการขยายขอบเขตทรัพยากรณ์จึงจำเป็
ถ้าหากศัตรูยังวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ นี้ การขยายขอบเขตในอนาคตก็อาจจะมีปัญหาตามมาได้
อะไรที่สามารถทุบทิ้งได้ ก็ควรจะทุบให้แหลกไปเสีย
ดังนั้นจึงเป็สาเหตุที่พวกเรา ราชินีทั้งห้ามานั่งประชุมแผนการบุกโจมตีเช่นนี้
“ถ้าหากทุ่มกำลังบุกไปที่ฝ่ายเดียว อาจจะโดนพวกมันสักฝั่งบุกสวนมาได้… แต่ถ้าให้แบ่งเป็สองทัพ กำลังพลก็ไม่น่าจะเพียงพอ แถมยังจะทำให้กองทัพป้องกันลดน้อยลงด้วยสิ”
กำลังพลที่พวกเรามีนั้น ช่างน้อยนิดยิ่งนัก
มดทาส มี สี่แสนนาย กลุ่มนี้คือพวกใช้แรงงานที่ไม่แข็งแกร่งอะไรเลย
มดทหารเลว มี สี่แสนนาย เป็กำลังพลหลักในการรบ
มดทหารระดับสูง มี หนึ่งแสนห้าหมื่นนาย พวกนี้แข็งแกร่งกว่ามดทหารเลวโดยธรรมชาติ ถือว่าเป็กำลังป้องกันหลักของรังก็ว่าได้ เลยทำให้ไม่อยากใช้เท่าไหรนัก
มดระดับองครักษ์ มี สี่หมื่นเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบห้านาย เป็ไพ่ตายของพวกเรา หากไม่จำเป็ ข้าก็ไม่อยากจะส่งออกไปจากรังเลยสักนิด
“แต่จะมางกกองทัพก็ใช่ทีอยู่นะ”
ข้ากำลังจำลองสถานการณ์อยู่ภายในหัว
การโจมตีลึกลับในหกวันก่อนทำให้ข้ากลัวมาก
อาวุธที่สามารถสร้างลูกไฟั์ขึ้นมากลางอากาศได้แบบนั้น ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
“ตัดสินใจละ ตอนนี้การเร่งพัฒนาอาวุธสำคัญกว่าการดันทุรังทำลายศัตรู แบ่งทัพย่อยละหนึ่งแสนนาย แล้วให้มีมดทหารระดับสูงกับมดระดับองครักษ์ติดไปด้วยหน่วยละหนึ่งหมื่นนายเพื่อทำศึกขับไล่ น่าจะดีกว่าละนะ”
ใช้กองกำลังให้น้อยที่สุด แล้วเน้นไปที่ศึกขับไล่ ไม่ใช่ไล่บี้เอาตาย น่าจะได้รับชัยชนะกว่าการทุ่มกำลังเล่นงานจนย่อยยับ
เพราะหนูที่จนมุมอาจจะแว้งกลับมากัดแมวได้
พอขับไล่ไปได้ ขอบเขตของเขตแดนพวกเราจะกว้างขึ้น โอกาศที่จะเจอแร่ติดไฟก็มากขึ้นตาม
“ดีละ ตกลงใช้แผนนี้แล้วกัน คงต้องให้เ้าสเลบกับสกัดขยันทำงานอีกครั้งแล้วละ”
ว่าแล้วข้าก็เริ่มสั่งการลงไปในทันที
แน่นอนว่าข้าสั่งให้พวกมันเคลื่อนทัพแทบจะในทันที
ากำลังจะเริ่มขึ้นอีกครั้งแล้ว