บทที่ 13
เด็กหญิงรับคำมารดาด้วยรอยยิ้มมั่นใจ แล้วมองไปยังประตูใหญ่ที่ได้ยินเสียงีเท้าดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ด้วยความคิดมากมายที่กำลังวนเวียนอยู่ในหัว
อันที่จริงแล้วพวกนางไม่จำเป็จะต้องทำอะไรแบบนี้เลย เพราะความตั้งใจของมารดาจริงๆ ก็แค่อยากจะจากไปเงียบๆ โดยที่ไม่ข้องเกี่ยวกับคนในจวนแห่งนี้อีก
แต่เด็กหญิงกลับเห็นแย้งออกไป เพราะไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็อย่างไรบ้างในวันข้างหน้า เพราะไม่ใช่แค่มารดาที่คงไม่คิดจะกลับไปแต่งงานอีกครั้ง หรือตัวนางที่หวังอยากจจะออกท่องยุทธจักรเหมือนในนิยาย แต่ยังมีน้องสาวตัวน้อยที่สักวันหนึ่งอาจจะใฝ่ฝันอยากที่จะกลับมาที่นี่อีกครั้ง
เพราะแบบนี้หลินหลิ่งฟางจึงออกความเห็นให้มารดาทำสิ่งต่างๆ เสียให้ถูกต้อง ซึ่งอันที่จริงในบรรดาคนในบ้านเองก็ไม่ค่อยจะมีความรู้เื่เหล่านี้มากนัก แต่ด้วยอะไรก็ตามเป็ท่านป้าเฉียงที่ไปหาข้อมูลคร่าวๆ มาให้ว่าฝ่ายหญิงเองก็สามารถขอหย่าได้ หากได้รับความยินยอมจากสามี...
ใช่แล้วเด็กหญิงกำลังวางแผนที่จะให้มารดาเป็ฝ่ายหย่าออกไป ซึ่งหากเป็ก่อนหน้านี้อาจจะยากพอสมควรกว่าจะเป็ไปได้ แต่เท่าที่ดูจากการที่ตลอดเดือนที่ผ่านมาไม่เคยมีคนจากบ้านใหญ่เข้ามารบกวน และไม่มีใครเข้ามาวุ่นวายกับเรือนหลังน้อยอีก อย่างน้อยที่สุดต่อให้ดีชั่วอย่างไรบิดาผู้ไร้สัจจะของนางก็คงจะยินยอมในเื่นี้
ละมั้งนะ...
และเด็กหญิงก็ได้แต่หวังว่าทุกอย่างจะไม่ถึงกับแย่นัก เพราะจะอย่างไรก็อยากให้ทั้งสองฝ่ายไม่ถึงกับบอบช้ำจนเกินไป เพราะต่อให้จะเลวร้ายแค่ไหนชายผู้นั้นก็ไม่เคยลงมือด้วยตัวเองล่ะนะ
“มีเื่อะไรกัน”
ในตอนนั้นเองที่เ้าบ้านใหญ่ตระกูลหลินเปิดประตูออกมา โดยที่มีฮูหยินผู้เฒ่ารวมถึงใครอีกคนหนึ่งที่นางไม่คุ้นเคยนัก แต่หลินหลิ่งฟางก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับอีกฝ่ายสักเท่าไหร่ เพียงแค่หันไปมองที่บิดาซึ่งกำลังมองไปทางมารดาและน้องสาวด้วยแววตาที่ไหวระริกชั่วครู่
“ข้าและท่านมามาขอออกจากตระกูลหลินเ้าค่ะ” หนึ่งคำง่ายๆ ที่ออกมาจากปากของเด็กหญิงวัยที่ไม่แม้แต่จะถึง่ปักปิ่น ทำให้หลายๆ ฝ่ายตกตะลึงเป็อย่างยิ่ง แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะเข้าใจสิ่งที่เด็กหญิงเอ่ยออกมาได้ดีนัก ก็ราวกับมีะเิลูกโตตกลงมาซ้ำอีกครั้งหนึ่ง “ข้าอยากให้ท่านแม่ทัพเขียนหนังสือหย่าให้กับท่านแม่ด้วย”
“สามหาว! ทำไมเด็กอย่างเ้าถึงได้ทำตัวแก่แดดแก่ลมมากนัก นี่มันเื่ของผู้ใหญ่ ทำไมเด็กไม่รู้ประสาอย่างเ้าถึงได้บังอาจเช่นนี้!!” เป็ฮูหยินผู้เฒ่าที่รู้ตัวก่อนใคร แล้วตวาดออกมาโดยไม่สนใจใครทั้งสิ้น
ต้องเข้าใจก่อนว่าในยุคนี้เพศชายถือว่าเป็ใหญ่ที่สุด ตามคำโบราณที่ว่า ‘ยังเด็กเชื่อฟังบิดา ออกเรือนเชื่อฟังสามี สามีตายเชื่อฟังบุตร’ นี่เป็สิ่งที่สตรีทั่วไปย่อมรู้ดี และถือเป็สิ่งที่หญิงที่ดีควรปฏิบัติ ยังไม่ต้องกล่าวถึงการหย่าร้างที่เป็เื่ใหญ่ที่เกี่ยวพันไปถึงชื่อเสียงของวงตระกูล
ลำพังผู้ชายที่หย่าร้างก็เป็ที่ครหานินทามากอยู่แล้ว แต่นี่กลับเป็ฝ่ายหญิงที่มาขอหย่าร้าง แล้วจวนตระกูลหลินจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!
“ในเมื่อมันเป็เื่ระหว่างท่านพ่อกับท่านแม่และพวกข้าสองพี่น้อง ข้าคิดว่าท่านย่าอย่ามายุ่งเกี่ยวเลยเ้าค่ะ ปล่อยให้พวกเราจัดการกันเองจะดีกว่า” หลินหลิ่งฟางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งโดยไม่แม้แต่จะหันไปมองหน้าคนที่กำลังกระฟัดกระเฟียดเลยแม้แต่น้อย
“เ้าเด็กเนรคุณ!!”
“เนรคุณหรือไม่ท่านย่าล้วนรู้ดี และคนที่นี่ทุกคนล้วนรู้ดี เพราะนอกจากจะเป็ผู้ให้กำเนิดท่านแม่ทัพที่เป็บิดาแล้ว ท่านเคยทำอะไรให้กับพวกเราแม่ลูกบ้าง...หากไม่ใช่การทำร้ายกันลับหลังอย่างที่หญิงหลังบ้านเขาทำกัน”
โดยไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อย เพราะเด็กหญิงวัยสิบสองขวบกำลังสาวไส้ออกมาให้คนทั้งหมดได้เห็น ฝ่ายหญิงชราที่ไม่รู้จะทำอย่างไรดีก็โกรธจนแทบรู้สึกหน้ามืด หากวันนี้มีแค่พวกนางกับคนอื่นๆ ที่ไม่ได้สำคัญนักก็แล้วไป แต่อะไรกันที่ดลใจให้เด็กนรกนี่มาทำแบบนี้ในวันนี้ด้วย!
“จะ...เ้า!”
นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวออกมาก่อนที่จะเป็ลมล้มสลบไปกองกับพื้น เพราะเหล่าคนรับใช้ทั้งหลายนั้นไม่สามารถเข้ามาประคองได้ทันท่วงที เนื่องจากยังคงตื่นตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ใครจะคิดว่าเด็กหญิงวัยสิบสองปี ที่ตลอดมาเป็เพียงแค่เด็กเงียบๆ และมักจะถูกรังแกอยู่เสมอ กลับกลายมาเป็เด็กปากร้ายในวันนี้ ที่สำคัญคือฮูหยินใหญ่ที่เคยเรียบร้อยใจดี ก็เหมือนจะเห็นดีเห็นงามไปกับเด็กน้อยเสียนั่น...
“พวกเ้ายังยืนบื้ออยู่ทำไม รีบไปจับนังเด็กสาระเลวนั่นเสีย!!”
..................
มาแล้วจ้าตอนนี้จริงๆ ปั่นต่อจากตอนที่แล้วเลย แต่เอาไปลง่บ่ายๆ เนาะ แฮ่ะๆ
ช่วยๆ กันเติมกำลังใจให้กันเยอะๆ น้า
ถ้าใครใจดีแะพอมีกำลังทรัพย์จะโดเนทมาช่วยค่ามาม่าไรท์ก็ได้นะฮับ
ไรท์ไปปั่นตอนต่อไปก่อนแบ้ว
กำลังใจดี ไฟกำลังติดเลยยยย
เจอกันอีกทีก็น่าจะ่หัวค่ำน้า