แผ่นดินจิ่วโจวแบ่งเป็สี่ดินแดนเบื้องบนและห้าดินแดนเบื้องล่าง สี่แดนเบื้องบนคือ ดินแดนเทพดินแดน์ ดินแดนลึกลับ และดินแดนปฐม ทั้งสี่แดนนี้มีจอมยุทธ์มากมายนับไม่ถ้วนบ้างว่ามีผู้คงอยู่เหนือกาลเวลาเป็ะนิรันดร์
ผู้คงอยู่เ่าั้เพียงกระดิกนิ้วฟ้าดินก็แตกสลาย เพียงกริ้วโกรธจักรวาลก็ดับสูญ วาจาเป็ประกาศิตสูงส่งดุจเทพเ้า ผู้ครองความเป็ไปแห่งสรรพชีวิต!
เมื่อเทียบกับสี่แดนเบื้องบนห้าดินแดนเบื้องล่างกลับมีสำนักน้อยใหญ่นับร้อยนับพัน จักรวรรดิแผ่ขยายอำนาจผู้ฝึกยุทธ์สามัญชนมากมายมหาศาล มีลมปราณแห่งการฝึกยุทธ์ที่รุ่งเรืองอย่างยิ่งผู้คนใฝ่ฝันที่จะก้าวเข้าสู่วิถีแห่งยุทธ์อันไร้ขีดจำกัดนี้
ห้าดินแดนเบื้องล่างคือ ดินแดนตะวันออกดินแดนตะวันตก ดินแดนเหนือ ดินแดนใต้ และดินแดนศูนย์กลาง ในบรรดาห้าดินแดนนี้ดินแดนศูนย์กลางมีลมปราณแห่งการฝึกยุทธ์แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนศูนย์กลางมีจอมยุทธ์มากมาย กระทั่งกาลหนึ่งผู้ฝึกยุทธ์แห่งดินแดนศูนย์กลางยังกล้ากล่าวว่าตนเองมิได้ด้อยกว่าสี่แดนเบื้องบนแม้แต่น้อย
ในบรรดาทั้งห้าดินแดนดินแดนศูนย์กลางแข็งแกร่งที่สุด ส่วนอีกสี่ดินแดนนั้นดินแดนตะวันออกอ่อนแอที่สุดไม่ว่าจะเป็ผู้ฝึกยุทธ์หรือจำนวนจอมยุทธ์ก็ยังด้อยกว่าดินแดนอื่นทั้งแม้แต่พลังปราณแห่งฟ้าดินก็ยังเบาบางกว่าดินแดนอื่น
ในแผ่นดินจิ่วโจวพลังปราณแห่งฟ้าดินสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ฝึกยุทธ์ ยิ่งปราณเข้มข้นเท่าใดความเร็วในการฝึกฝนของผู้ฝึกยุทธ์ก็จะยิ่งเร็วขึ้นการทะลวงขีดจำกัดในแต่ละขั้นก็ยิ่งง่ายดาย
วิถีแห่งยุทธ์นั้น เมื่อระดับขั้นสูงขึ้นการทะลวงก็ยิ่งยากขึ้น บรรพชนเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ใช้เวลาสำรวจมานับหมื่นปีจึงได้กำหนดระดับขั้นแห่งวิถีแห่งยุทธ์เป็เก้าขั้น
ขั้นแรกในเก้าขั้นนั้นง่ายที่สุดเพียงผู้มีพร์เพียงน้อยนิดก็สามารถก้าวเข้าสู่ขั้นนี้ได้ ขั้นนี้ถูกเรียกว่า 'จอมยุทธ์ฝึกหัด'
จอมยุทธ์ฝึกหัด คือรากฐานแห่งวิถีแห่งยุทธ์ขั้นนี้มุ่งเน้นไปที่การหล่อหลอมร่างกาย ให้ร่างกายมีพละกำลังมหาศาลเมื่อร่างกายมีพละกำลังเทียบเท่าัและช้าง ก็จะสามารถทะลวงสู่ขั้นต่อไปได้
หลังจากจอมยุทธ์ฝึกหัด ก็สามารถทะลวงเป็ 'จอมยุทธ์' เมื่อเป็จอมยุทธ์ก็จะสามารถเปิดเส้นลมปราณโอบรับพลังปราณแห่งฟ้าดิน พลังฝ่ามือเดียวก็สามารถผ่าภูผาทำลายศิลาได้
และถัดจากจอมยุทธ์คือ 'ปรมาจารย์ยุทธ์' ขั้นนี้ถือได้ว่าเป็ผู้ที่เข้าสู่ประตูแห่งวิถีแห่งยุทธ์แล้วผู้ที่อยู่ในขั้นนี้จะสามารถเปิดลานปราณ ทะลวงเส้นลมปราณคู่เริ่นตูของตนเองก้าวเข้าสู่ขอบเขตปฐม เมื่อนั้นก็จะสามารถปลดปล่อยพลังปราณออกมาภายนอกเมื่อปลดปล่อยวิชายุทธ์ พลังก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ถัดจากปรมาจารย์ยุทธ์คือคอขวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวิถีแห่งยุทธ์ผู้ที่พร์ไม่เพียงพอ จะมิอาจข้ามผ่านคอขวดนี้ได้ตลอดชีวิต นั่นคือขั้น 'จิติญญายุทธ์' ผู้แข็งแกร่งในขั้นจิติญญายุทธ์สามารถดูดซับพลังแห่งฟ้าดินและส่งไปรวมตัวกันที่ลานปราณ ก่อเกิดเป็น้ำทิพย์ิญญาหลังจากนั้นน้ำทิพย์ิญญาจะรวมตัวกันเป็โอสถิญญา เมื่อถึงขั้นนี้แล้วก็สามารถขับเคลื่อนพลังแห่งฟ้าดินเหาะเหินเวหาได้ชั่วครู่หนึ่ง การต่อสู้ก็จะดำเนินต่อไปได้อย่างยาวนาน
ส่วนระดับขั้นที่ถัดจากจิติญญายุทธ์นั้นผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปมิอาจััได้นั่นเป็สิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงเท่านั้นจะััได้ ในสายตาของสามัญชนผู้ที่อยู่เหนือกว่าขั้นจิติญญายุทธ์คือเหล่าเทพเซียน สามารถเหาะเหินเดินอากาศสามารถเคลื่อนภูผาถมทะเล เพียงแค่ยกมือขึ้นลงภูผาก็ถล่มทลาย แผ่นดินก็แยกออกการคว้าดวงจันทร์ไล่ตามดวงอาทิตย์หาใช่เื่ยากไม่
แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้เป็เพียงจินตนาการในใจของสามัญชนเท่านั้นในสายตาของผู้ฝึกยุทธ์ที่แท้จริงมีเพียงผู้ที่อยู่ในขอบเขตสูงสุดแห่งวิถีแห่งยุทธ์เท่านั้นจึงจะสามารถเรียกว่าเทพได้เพราะผู้คงอยู่เ่าั้เป็ะนิรันดร์ ก้าวข้ามฟ้าดิน
และผู้คงอยู่เ่าั้ถูกเรียกว่า 'จักรพรรดิยุทธ์' ซึ่งระดับขั้นถัดจากจิติญญายุทธ์คือ'ราชันยุทธ์' หลังจากราชันยุทธ์คือ 'จ้าวแห่งยุทธ์' 'จอมยุทธ์สูงศักดิ์' 'จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์' และสุดท้ายคือ 'จักรพรรดิยุทธ์'
จอมยุทธ์ฝึกหัด จอมยุทธ์ ปรมาจารย์ยุทธ์จิติญญายุทธ์ ราชันยุทธ์ จ้าวแห่งยุทธ์ จอมยุทธ์สูงศักดิ์ จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์และจักรพรรดิยุทธ์ รวมทั้งหมดเก้าขั้น ยิ่งฝึกฝนไปข้างหน้าก็ยิ่งยากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากขั้นราชันยุทธ์ การก้าวไปข้างหน้าแต่ละก้าวล้วนยากเย็นแสนเข็ญกระทั่งหลายปีหลายสิบปีก็ยังไม่สามารถก้าวไปไหนได้
สำหรับผู้คงอยู่ระดับจักรพรรดิยุทธ์ไม่ต้องกล่าวถึงห้าดินแดนเบื้องล่าง แม้แต่ในสี่แดนเบื้องบนหมื่นปียังอาจไม่มีปรากฏขึ้นมาสักคนและแม้ว่าจักรพรรดิยุทธ์แต่ละคนที่ถือกำเนิดขึ้นมาจะทิ้งสายเืหรือตำนานมากมายไว้แต่ท้ายที่สุดก็จะเลือกจากแผ่นดินจิ่วโจวไป ว่ากันว่าจะไปยังมิติที่สูงขึ้นไปอีกแต่เื่นั้นจะเป็จริงหรือไม่ก็ไม่มีใครทราบ
การฝึกฝนวิถีแห่งยุทธ์นั้นมีอยู่สองวิธีใช้กำลังยุทธ์ท้าทายฟ้า และใช้เต๋าคล้อยตามฟ้า
ผู้ที่ใช้กำลังยุทธ์ท้าทายฟ้าถือตนเองเป็ฟ้าดิน ปกครองจักรวาล ท้ายที่สุดก็จะท้าทายฟ้าแล้วก้าวสู่จุดสูงสุดเมื่อไปถึงขั้นนั้น ร่างกายก็จะคงกระพันไม่มีวันแตกดับเพียงแค่ยกมือขึ้นลงก็สามารถทำลายฟ้าดินได้
ผู้ที่ใช้เต๋าคล้อยตามฟ้าคือการหยั่งรู้ฟ้าดิน ใช้ร่างกายผสานกับเต๋า ฝึกฝนวิชา ใช้พลังแห่งฟ้าดินและผู้ที่ฝึกเต๋าจะเน้นไปที่การฝึกฝนจิติญญา วิชายุทธ์เป็รองท้ายที่สุดก็จะไปถึงขอบเขตที่จิติญญาไม่มีวันดับสูญเมื่อก้าวสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีแห่งเต๋า เพียงแค่คิดก็สามารถทำลายฟ้าดินได้
ส่วนเื่ที่ว่ากำลังยุทธ์กับเต๋าใครแข็งแกร่งหรืออ่อนแอกว่าใครไม่มีใครทราบ แต่ระหว่างผู้ฝึกยุทธ์กับผู้ฝึกเต๋าใน่แรกๆ ผู้ฝึกยุทธ์อาจได้เปรียบเื่ร่างกาย พลังต่อสู้จึงอาจจะเหนือกว่า
แต่เมื่อระดับขั้นสูงขึ้นไปผู้ฝึกเต๋าก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น เมื่อใช้วิถีแห่งเต๋าก็จะสามารถขับเคลื่อนพลังแห่งฟ้าดินเพียงแค่คิดก็สามารถใช้วิชาแห่งเต๋าที่มีพลังแข็งแกร่งอย่างหาที่เปรียบมิได้ได้ส่วนผู้ฝึกยุทธ์นั้นยิ่งระดับพลังสูงขึ้นก็ยิ่งท้าทายฟ้า กระทั่งต้องทนรับทัณฑ์์มีโอกาสเกิดหายนะที่จะทำให้ดับสูญมากกว่าผู้ฝึกเต๋ามาก
สำหรับผู้ฝึกเต๋ามีระดับขั้นทั้งหมดเก้าขั้นเช่นเดียวกับผู้ฝึกยุทธ์ เพียงแค่เปลี่ยนคำว่า 'ยุทธ์' เป็ 'นักพรตเต๋า'เท่านั้น เช่นเดียวกับนักพรตฝึกหัดที่อ่อนแอที่สุดและจักรพรรดิเต๋าที่แข็งแกร่งที่สุด
ในแผ่นดินจิ่วโจวนอกจากวิถีแห่งยุทธ์ทั้งสองแล้วยังมีวิถีอื่นๆ อีก เช่น วิถีกระบี่ที่อยู่ระหว่างทั้งสอง
วิถีกระบี่กล่าวได้ว่าเป็ยุทธ์ก็ไม่ใช่ยุทธ์อย่างแท้จริง แต่ก็ยังครอบคลุมถึงเต๋าอีกด้วยนอกเหนือจากกระบี่แล้ว ก็ยังมีเจตจำนงกระบี่ ปราณกระบี่ เพลงกระบี่และนอกเหนือจากทั้งสามแล้วก็ยังมีตัวผู้ใช้กระบี่เองด้วย
หากผู้ใช้กระบี่้าความแข็งแกร่งก็ต้องมีเพลงกระบี่ที่หาผู้ใดเทียบมิได้มีเจตจำนงกระบี่ที่แหลมคมอย่างหาที่เปรียบมิได้ มีปราณกระบี่ที่สังหารฟ้าดินและยังมีร่างกายที่แข็งแกร่งคงกระพันพร้อมทั้งจิตกระบี่ที่แข็งแกร่งยากมีสิ่งใดมาทำให้สั่นคลอนได้
กล่าวได้ว่าวิถีกระบี่นั้นมีทั้งยุทธ์และเต๋ารวมกันดังนั้นในแผ่นดินจิ่วโจวผู้ใช้กระบี่จึงถูกเรียกว่าผู้ที่ฝึกฝนทั้งวิถีแห่งยุทธ์ทั้งสอง แต่ก็เพราะเหตุนี้ผู้ใช้กระบี่จึงยากที่จะปีนป่ายสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีแห่งยุทธ์ อย่างไรก็ตามแม้ว่าผู้ใช้กระบี่จะยากที่จะปีนป่ายสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีแห่งยุทธ์แต่ในระดับขั้นเดียวกัน เมื่อรวมวิถีแห่งยุทธ์ทั้งสองเข้าด้วยกันพลังโจมตีของผู้ใช้กระบี่จะน่าสะพรึงกลัวที่สุดเสมอเมื่อออกกระบี่ต้องเกิดการนองเื!
และในแผ่นดินจิ่วโจวสำนักที่เป็ของผู้ใช้กระบี่มีจำนวนไม่มากนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักกระบี่ที่แข็งแกร่งนั้นยิ่งมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยหรือแทบจะไม่มีเลย
ณ ดินแดนตะวันออกสำนักกระบี่เหินฟ้าคือหนึ่งในร้อยสำนักกระบี่ที่หาได้ยากยิ่งว่ากันว่าสำนักกระบี่เหินฟ้าในอดีตกาลเป็สำนักกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกในเวลานั้นสำนักกระบี่เหินฟ้ามีคำกล่าวขานว่า "เมื่อกระบี่เหินฟ้าจิ่วโจวต้องหนาวเหน็บ"
แต่ทั้งหมดนั้นเป็เพียงอดีตปัจจุบันสำนักกระบี่เหินฟ้าเป็สำนักที่รั้งท้ายในบรรดาร้อยสำนักของดินแดนตะวันออกแล้วอีกไม่กี่ปีก็อาจจะตกไปอยู่ในกลุ่มอำนาจชั้นสาม หากถึงจุดนั้นสำนักกระบี่เหินฟ้าก็จะเสื่อมถอยไปอย่างสิ้นเชิง
ในดินแดนตะวันออกมีกลุ่มอำนาจชั้นสุดยอดสามกลุ่ม กลุ่มอำนาจชั้นหนึ่งสิบกลุ่มกลุ่มอำนาจชั้นสองร้อยสำนักต่ำกว่าร้อยสำนักนั้นคือกลุ่มอำนาจชั้นสามที่มีอยู่มากมายนับไม่ถ้วนและกลุ่มอำนาจชั้นสามนั้นนับได้ว่าเป็กลุ่มอำนาจเล็กๆ ที่ไม่เข้าตา
ต้องรู้ว่าทั่วทั้งดินแดนตะวันออกมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลนับแสนลี้มีสำนักและจักรวรรดิตั้งอยู่มากมายแม้ว่าดินแดนตะวันออกจะเป็กลุ่มอำนาจที่รั้งท้ายในจิ่วโจวแต่ลมปราณแห่งการฝึกยุทธ์ก็ถือได้ว่ารุ่งเรืองอย่างยิ่ง กลุ่มอำนาจต่างๆต่างแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เข่นฆ่าทำลายล้างกันเองอย่างไม่หยุดหย่อนยิ่งไปกว่านั้นยังมีการสังหารล้างตระกูลอีกด้วย
และทั้งหมดนี้เป็ไปคำเพียงคำเดียว นั่นคือ 'ทรัพยากร' เพราะยิ่งมีทรัพยากรมากสำนักก็จะยิ่งแข็งแกร่ง สามารถรับสมัครศิษย์ได้อย่างต่อเนื่องเช่นนี้สำนักก็จะสามารถสืบทอดต่อไปได้
สำหรับสำนักที่กำลังเสื่อมถอยอย่างสำนักกระบี่เหินฟ้านั้นได้ถูกกลุ่มอำนาจมากมายจับจ้องอยู่ ท้ายที่สุดแล้วต่อให้สำนักกระบี่เหินฟ้าจะเสื่อมถอยอย่างไร รากฐานของสำนักก็ยังคงอยู่ทรัพยากรภายในสำนักก็ยังมีมากมายเพียงแค่ที่ตั้งของสำนักที่เป็ดั่งทำเลทองก็ดึงดูดสายตาของกลุ่มอำนาจมากมายแล้ว
แต่ถึงอย่างไรอูฐผอมแห้งก็ยังตัวใหญ่กว่าม้าถึงสำนักกระบี่เหินฟ้าจะเสื่อมถอยอย่างไรก็หาใช่ว่ากลุ่มอำนาจใดจะเข้าทำลายพวกเขาได้
ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าบรรพชนที่ถูกผนึกไว้ของสำนักกระบี่เหินฟ้านั้นยังมีชีวิตอยู่มากแค่ไหนดังนั้นตราบใดที่ยังมีบรรพชนหนึ่งหรือสองคนยังมีชีวิตอยู่สำนักกระบี่เหินฟ้าก็ยังคงเป็กลุ่มอำนาจชั้นสองในร้อยสำนักไม่ใช่สิ่งที่แมวหมาที่ไหนจะสามารถแตะต้องได้
และในฐานะที่สำนักกระบี่เหินฟ้าเป็หนึ่งในกลุ่มอำนาจชั้นสองพื้นที่ของสำนักก็ไม่ต่ำกว่าหมื่นลี้ ทั้งยังเป็ทำเลทอง มีขุนเขาศักดิ์สิทธิ์มีทะเลสาบิญญาแม่น้ำิญญาหอคอยและตำหนักมากมายถูกสร้างขึ้นซ้อนกันดั่งสรวง์บนโลกมนุษย์และถึงแม้สำนักกระบี่เหินฟ้าจะเสื่อมถอยไปแล้วแต่พลังปราณแห่งฟ้าดินของสำนักกระบี่เหินฟ้าก็ยังเข้มข้นกว่าภายนอกหลายเท่า
สำนักกระบี่เหินฟ้า มีศิษย์นับหมื่นแบ่งออกเป็สามรุ่น ศิษย์รุ่นแรกคือผู้าุโสูงสุดทั้งห้าพวกเขามีคุณวุฒิสูงที่สุด กุมอำนาจในการตัดสินใจของสำนักกระบี่เหินฟ้าศิษย์รุ่นที่สองคือผู้พิทักษ์าุโของสำนักพวกเขาคือแกนหลักของสำนักกระบี่เหินฟ้า
ส่วนศิษย์รุ่นที่สามคืออนาคตของสำนักกระบี่เหินฟ้าพวกเขามีส่วนหนึ่งที่เป็ศิษย์ของผู้พิทักษ์าุโและอีกส่วนหนึ่งเป็ศิษย์สามัญดังนั้นศิษย์รุ่นที่สามจึงแบ่งออกเป็ศิษย์สายในและศิษย์สายนอก
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าศิษย์สายนอกมีสถานะต่ำต้อยที่สุดในสำนักกระบี่เหินฟ้าไม่มีอำนาจในการตัดสินใจใดๆ ทำได้เพียงทำตามคำสั่งและโดยทั่วไปแล้วศิษย์สายนอกจะอาศัยอยู่ในลานด้านนอกของสำนักกระบี่เหินฟ้าที่มีพลังปราณเบาบาง
ในขณะนี้ภายในกระท่อมที่ส่งกลิ่นสุราและรกเรื้อในลานด้านนอกชายหนุ่มในชุดคลุมสีขาวที่เต็มไปด้วยกลิ่นสุรานอนผมเผ้ารุงรังอยู่บนเตียงแต่ชุดคลุมสีขาวของชายหนุ่มคนนี้อาจจะไม่ได้ซักมานานแล้วทั้งชุดจึงเต็มไปด้วยคราบสกปรก คล้ายกับสวมชุดคลุมสีเทาที่เปรอะเปื้อน
ใน่เวลาหนึ่งชายหนุ่มก็ลุกขึ้นนั่งจากเตียงอย่างแรง ดวงตาที่ปิดสนิทอยู่พลันเบิกกว้างในขณะที่ดวงตาของชายหนุ่มเบิกขึ้น ห้องทั้งห้องก็ราวกับสว่างไสวขึ้น
"คิดไม่ถึงเลยว่าข้าจะข้ามภพมาเกิดใหม่?"ในดวงตาของเซียวเฟิงมีประกายแสงส่องประกายในขณะนี้ในห้วงความคิดของเขามีความทรงจำบางอย่างที่ไม่ใช่ของเขา
"แผ่นดินจิ่วโจว สำนักกระบี่เหินฟ้าเซียวหาน!" ประกายแสงในดวงตาค่อยๆ หุบลงเหลือไว้เพียงความลึกซึ้งที่ไม่มีที่สิ้นสุดในก้นบึ้งของดวงตา
"ศิษย์น้อง...ในเมื่อ์ให้ข้ามีชีวิตอยู่อีกครั้งคราวนี้ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องปกป้องเ้าไปตลอดชีวิตข้าจะบอกเ้าด้วยปากของข้าเองว่าเ้างดงามยิ่งกว่ากระบี่ใดๆ ในโลกนี้เป็หมื่นเท่าศิษย์น้อง...เ้าต้องรอข้า!"
หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่เซียวเฟิงลุกขึ้นเดินไปที่หน้ากระจกอย่างเงียบๆมองตนเองในกระจกที่ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเคราและซีดเซียวพลางกล่าวในใจด้วยความแน่วแน่อย่างหาที่เปรียบมิได้
ในเมื่อ 'เขา'ข้ามภพมาเกิดใหม่แล้วศิษย์น้องของเขาก็ต้องมายังแผ่นดินจิ่วโจวแห่งนี้เช่นกันเพราะใน่เวลาสุดท้ายนั้น ิญญาของพวกเขาทั้งสองได้ข้ามผ่านห้วงมิติไปด้วยกัน
ดังนั้นเซียวเฟิงจึงเชื่อมั่นว่าเซียวหงเหยียนอยู่ในที่ใดที่หนึ่งในแผ่นดินจิ่วโจวดังนั้นไม่ว่ามันจะยากลำบากเพียงใด เขาก็จะตามหาศิษย์น้องของตนให้พบเขาจะบอกนางด้วยปากของเขาเองว่านางงดงามยิ่งกว่ากระบี่ใดๆ ในโลกนี้เป็หมื่นเท่าและเขาจะปกป้องนางไปตลอดกาล