ถังฉือเย่ตกตะลึงไปชั่วขณะ พอได้สติก็รีบเงยหน้าขึ้นมาอย่างรวดเร็วทันที สายตามองเห็นคนผู้นั้นกำลังเขย่งปลายเท้าขึ้นเล็กน้อยก่อนจะะโออกไปอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยความรีบร้อนและความโกรธที่พุ่งขึ้นมาจากการถูกฉกของมีค่าไปต่อหน้าต่อตาจึงทำให้นางเผลอปล่อยมือจากกิ่งไม้ที่จับไว้ จนทำให้ร่างบอบบางหลุดร่วงลงไปที่หน้าผาอันลาดชัน
คนผู้นั้นก็รีบพุ่งมาข้างหน้าอย่างว่องไว นางเห็นเขาเอื้อมมือหมายจะคว้าข้อมือของนางไว้ แต่ถังฉือเย่กลับหดมือหลบ จากนั้นก็พยายามพลิกตัวแล้วไปเกาะกิ่งไม้ที่ยืนต้นอยู่ข้าง ๆ แทน นางยึดเกาะมันเอาไว้แน่น จากนั้นจึงค่อย ๆ ไต่ขึ้นมาอย่างช้า ๆ เพราะไม่้าติดหนี้บุญคุณของเขา!
ชายหนุ่มผู้นั้นถอยหลังไปหนึ่งก้าว ทำท่าจะเดินจากไป ถังฉือเย่จึงะโรั้งไว้ ซึ่งก็ได้ผล เมื่อเห็นร่างสูงนั้นชะงักและหันกลับมา นางจึงแน่ใจว่าเขาคือชายผู้สะพายธนูในวันนั้นจริง ๆ
“เ้าหยุดเดี๋ยวนี้นะ! จะหนีไปไหน คิดจะขโมยเห็ดหลินจือของข้าเหรอ ข้าเห็นมันก่อนนะ!?”
“ใครเห็นก่อนก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้เป็เ้าของ...อีกอย่างเป็ข้าต่างหากที่เก็บมันได้ก่อน”
อารมณ์โมโหแล่นเป็ริ้ว ๆ ในใจ คิดว่าหากไม่ใช่เพราะโชคระดับฟ้าประทานของตัวเองแล้วล่ะก็ ชายหนุ่มที่กำลังยืนกอดอกมองมาอยู่ตอนนี้จะได้เห็นเห็ดหลินจือดอกใหญ่ที่เล็ดลอดสายตาผู้คนที่ขึ้นมาหาของป่ากันทุกวันมาจนถึงตอนนี้เหรอ…ไม่มีทาง!
แต่ในเมื่อไม่อาจกล่าวอย่างใจคิด ถังฉือเย่จึงเม้มปากนิด ๆ คิ้วขมวดเข้าหากันหน่อยๆ แล้วพูดออกไปอีกอย่างว่า “เ้าต้องเห็นข้าก่อน พอเห็นว่าข้ากำลังหยิบเห็ดหลินจือนั้นก็เลยฉกฉวยแย่งเอามันไป อาศัยว่าตัวเองมีพละกำลังมากกว่าจึงแย่งไปจากข้าอย่างหน้าตาเฉย เ้าไม่รู้สึกละอายใจบ้างเลยรึ?”
ถังฉือเย่เห็นเขาเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับในหัวกำลังย้อนนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ ก่อนที่อีกอึดใจต่อมาจะค้อมศีรษะลงเล็กน้อย พร้อมกับตอบคำถามที่ช่วยโหมให้เพลิงโทสะในใจของนางรุนแรงมากขึ้น
“ใช่…แต่ข้าเป็คนเก็บมันได้ก่อน เพราะฉะนั้นเห็ดหลินจือดอกนี้ต้องเป็ของข้าสิ!” เขาพูดเสียงเรียบเฉย ั์ตาคมกริบที่ภายนอกดูโฉบเฉี่ยวคล้ายกับดวงตาของนกเฟิงหวงจับจ้องมาที่ถังฉือเย่นิ่งจนทำให้นางอึดอัดเพราะมันดูสวยงามแปลกตา ดูมีประกายล้ำลึกยากจะหยั่งถึง ขนาดถังฉือเย่ที่ต้องพบปะพูดคุยกับคนหน้าตาดีอยู่เป็ประจำยังอดไม่ได้ที่จะหวั่นไหวไปชั่วขณะ!
หญิงสาวสูดลมหายใจลึก ๆ เรียกสติไม่ให้เผลอไผลไปกับความงามของเขา ก่อนจะกลั้นใจพูดออกไปพยายามระงับเสียงไม่ให้สั่น “นี่เ้ากำลังเล่นลิ้นอยู่เหรอ เห็น ๆ อยู่ว่าเห็ดหลินจือดอกนี้เป็ของข้า อีกนิดเดียวข้าก็หยิบมันมาได้แล้ว ถ้าเ้าไม่คว้าตัดหน้าไปเสียก่อน!”
พูดไปถังฉือเย่ก็สังเกตเขาไป ชายหนุ่มผู้นี้คาดคะเนดูแล้วน่าจะมีอายุไม่เกินสิบหกหรือสิบเจ็ดปีเห็นจะได้ ใบหน้าหล่อเหล่าของเขานั้นปรากฎร่องรอยเขียวช้ำอยู่หน่อย ๆ เขาไม่พูดอะไรตอบโต้กลับมาเพียงแค่ใช้สายตามองนางอย่างเงียบ ๆ เท่านั้น ดูมีความสุขุมลุ่มลึกและมั่นคงเกินกว่าชายหนุ่มในรุ่นราวคราวเดียวกันควรจะมี
ถังฉือเย่ขมวดคิ้วเข้าหากันเมื่อดวงตาคู่นั้นของเขายังคงดื้อดึง และบอกกับนางทั้งที่ยังไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรสักคำว่า ‘เห็ดหลินจือดอกนี้ ข้าจะเอา ต่อให้เ้าพูดให้ตาย…ข้าก็ไม่ให้เ้าหรอก’
เมื่อเห็นว่าหากยังเป็อย่างนี้ต่อไป นางคงหมดหวังที่จะแย่งชิงเห็ดล้ำค่าดอกนี้มาได้ ถังฉือเย่จึงกัดฟันข่มความกรุ่นโกรธเอาไว้ในอก ทั้งที่ใบหน้ากำลังแย้มยิ้มบอกไปว่า
“ข้าจะเอามันไปเป็สินสอดในงานแต่งงานของข้า หากเ้ายังดึงดันจะแย่งไปเช่นนี้ หากข้าไม่ได้แต่งงานขึ้นมาจะทำอย่างไร เ้าจะรับผิดชอบข้ามั้ยล่ะ?”
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว ถอยหลังไปครึ่งก้าว ถังฉือเย่จึงคิดว่าแผนของตนต้องสำเร็จแน่จึงยังคงยิ้มอยู่อย่างนั้น รุกไล่เขาต่อ “พ่อหนุ่ม…เ้าชื่ออะไรงั้นรึ?”
เขาไม่ตอบแต่กลับเปลี่ยนเื่ไปว่า “เห็ดหลินจือนี้มันจะเป็ประโยชน์ต่อข้ามาก เพราะฉะนั้นข้าคงให้เ้าไปไม่ได้”
…แล้วมันเป็ประโยชน์กับเ้าคนเดียวหรือไง มันก็เป็ประโยชน์ต่อข้าเช่นเดียวกัน…ถังฉือเย่คิดในใจ เพราะนาง้าใช้เห็ดหลินจือที่มีค่านี้ในการต่อชีวิตเพื่อความสุขสบายของคนในครอบครัว โดยเฉพาะเื่อาหารที่จะต้องหากินประทังชีวิตไปในแต่ละมื้อ สำหรับคนทั่วไปการหาอาหารอาจดูเป็เื่ธรรมดาสามัญ แต่สำหรับถังฉือเย่แล้วเื่นี้เป็เื่ใหญ่และสำคัญที่สุด!
หญิงสาวหัวเราะออกมาเล็กน้อยก่อนจะเผยรอยยิ้มกระจ่างราวกับดอกไม้แรกแย้ม เสียงใสราวระฆังแก้วพูดเป็จังหวะนุ่มนวล “ดูเ้าพูด คำพูดนี้ช่างดูเหมือนเราเป็คนอื่นคนไกลกันเสียจริง เห็ดหลินจือดอกนี้มันอาจจะมีประโยชน์กับเ้าจริง ๆ แต่เ้าจะรีบร้อนไปทำไมกันล่ะ! เอาเถอะ! ถือว่าเห็ดหลินจือนี้ข้ายกให้เ้าก็แล้วกัน แต่จากนี้เป็ต้นไปเ้ากลายเป็คนของข้าแล้ว เพราะฉะนั้นในเมื่อเ้าไม่ยอมบอกว่าเ้าชื่ออะไร เช่นนั้นข้าจะเรียกเ้าว่าหัวขโมยดีหรือไม่ หรือว่าจะให้ข้าเรียกว่าจอมโจรดีล่ะ?”
ถังฉือเย่ที่เดินมาใกล้ พูดพลางลูบใบหน้าเขาเบา ๆ “ดูใบหน้าที่หล่อเหลาของเ้าสิ แลกด้วยเห็ดหลินจือดอกนั้นแล้ว ข้าไม่เสียเปรียบหรอก”
ชายหนุ่มถอยหลังหลบอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงบ่ายหน้าแล้วเดินจากไป ถังฉือเย่ที่กำลังมองดูแผ่นหลังกว้างของเขาหัวเราะออกมานิดหนึ่งด้วยความเ็า เพราะความโกรธที่ยังค้างอยู่ในใจ คนเราไม่สามารถดูได้จากรูปร่างหน้าตาภายนอกได้จริง ๆ ถึงแม้เขาจะดูหล่อเหลามากกว่าเด็กหนุ่มคนอื่นเป็ไหน ๆ แต่กิริยาท่าทางนั้นไม่ดีเอาเสียเลย แถมยังเป็โจรขโมยของ ๆ นางไปอย่างหน้าด้าน ๆ!
ดวงอาทิตย์เคลื่อนคล้อยต่ำลงมากแล้ว หากยังอยู่ที่นี่ต่อไปก็กลัวว่าจะมีอันตรายเกิดขึ้น รวมทั้งรู้สึกเป็ห่วงเสี่ยวเหยาขึ้นมาหน่อย ๆ ถังฉือเย่จึงหันหลังกลับแล้วเดินลงจากูเา ระหว่างทางนางก็เก็บผลแอปเปิ้ลป่าสุกที่ร่วงอยู่บนพื้นร่วมสิบผล รวมทั้งเก็บผลเอพริคอตติดมือมาด้วยอีกจำนวนหนึ่ง แซมด้วยดอกแคอีกห้าหกกำมือ และเมื่อเดินมาถึงเชิงเขานางก็พบหญ้าลิ้นงูดอกสีขาวต้นงามจึงเก็บมาเกือบครึ่งกระบุง
แอปเปิ้ลหรือซากั่วนั้นพบเห็นได้ทั่วไปบริเวณเชิงูเาของหมู่บ้านจวี้เป่า ผลของมันมีขนาดใหญ่เกือบเท่าหัวของกระต่าย ถังฉือเย่ลองกัดเข้าไปหนึ่งคำ…รสชาติไม่เลวเลย ทั้งนิ่มและหวานซึ่งหาไม่ได้แล้วในยุคสมัยปัจจุบัน
ในตอนนี้ข่าวลือที่ว่านางหายปัญญาอ่อนแล้วนั้นยังไม่ซาลงก็ดูเหมือนจะมีข่าวใหม่มาอีกระลอก เมื่อคนในหมู่บ้านต่างเข้ามามุงล้อมนางไว้ทันทีที่เห็นว่านางสะพายกระบุงเดินลงมาจากูเา ทำราวกับมองเห็นสิ่งประหลาด
“แม่สาวน้อย! นี่เ้าขึ้นไปบนูเาคนเดียวเลยรึ ไม่เลวเลยนี่ ขึ้นไปหาของป่าบนูเาเองคนเดียวได้ด้วย ไหน ๆ รีบเอามาให้ข้าดูสิว่าได้อะไรมาบ้าง?” สตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งพูดขึ้น “หญ้าลิ้นงูนี่! แม่สาวน้อยข้าจะบอกอะไรให้นะ หญ้าชนิดนี้น่ะมันไม่ได้อร่อยหรอกนะ”
คุณนายจ้าวแม่เจินเอ๋อร์ได้ยินก็รีบวิ่งมาดู พอเห็นว่านางได้อะไรมาบ้างก็เบะปากพูดกลั้วหัวเราะว่า “บางทีนางอาจจะอยากเอาไปขายก็ได้นะ ได้ยินมาว่าหญ้าชนิดนี้ทำเป็ยาได้ ไม่แน่ว่าอาจจะขายได้หลายตำลึงเชียวล่ะ”
ถังฉือเย่ได้ยินก็ยิ้มแล้วบอกว่า “ขอให้โชคดีอย่างที่ท่านพูดด้วยเถอะ”
“อย่าพูดแบบนี้สิ! ใครเกิดมาแล้วจะรู้เื่ทั้งหมดได้เลยไม่มีหรอก ทุกคนก็ต้องผ่านการลองผิดลองถูกมาแล้วด้วยกันทั้งนั้น” คราวนี้เป็คุณนายโจวที่หันไปพูดหยอกล้อกับแม่ของเจินเอ๋อร์ ก่อนจะหันหน้ากลับมาหานางอีกครั้ง “เย่เอ๋อร์ หญ้าชนิดนี้น่ะขายไม่ได้เงินหรอกนะ แถมยังไม่อร่อยอีกด้วย ฤดูนี้ทำดอกแคกินจะดีกว่า”
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านป้า ข้าเข้าใจแล้วเ้าค่ะ” ถังฉือเย่ยิ้มพราย เมื่อคิดอะไรบางอย่างได้ ในเมื่อสถานที่แห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากกระท่อมผีสิงเท่าใดนัก ที่สำคัญคือนางมีโอกาสเห็นชายผู้แอบอำพรางตัวมานานหลายปี พอชำเลืองมองกลับขึ้นไปก็เห็นร่างของเขายืนอยู่หน้ากระท่อมเป็เงาราง ๆ นางจึงหันหน้ามองทุกคนก่อนจะเอ่ยออกไปว่า
“ความจริงแล้วข้าได้ของดีด้วยอีกหนึ่งอย่าง แต่ดันถูกหมาป่าแย่งชิงไปเสียก่อน”
คนอื่นที่ฟังก็คิดว่านางพูดเล่น จึงพากันหัวเราะออกมา เมื่อถังฉือเย่พูดจบและหันกลับไปอีกครั้งก็พบว่าชายหนุ่มผู้นั้นไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว
จากนั้นทุกคนจึงแยกย้ายกันออกไป เหลือเพียงคุณนายโจวที่ยังยืนอยู่พร้อมรอยยิ้มและดึงมือรั้งนางไว้พลางโน้มตัวกระซิบข้างหู “วันนี้ชินเอ๋อร์ของข้ากลับมาแล้ว แถมยังเอาของที่พี่เ้าฝากกลับมาด้วยนะ เขายังกำชับอีกว่าต้องแอบ ๆ เอาของพวกนี้ให้เ้า เดี๋ยวเ้าค่อยมาเอาของที่บ้านของข้านะ”
ถังฉือเย่ดูเวลาแล้วเห็นว่ายังไม่ดึกมากนักจึงตกปากรับคำ พร้อมกับเดินตามคุณนายโจวกลับไป พอมาถึงแล้วถังจวิ้นเชินซึ่งเดิมทีนั่งอยู่ในห้องโถง พอเห็นว่ามีแขกเขาจึงโค้งคำนับก่อนจะผละจากไป คุณนายโจวผู้เป็มารดาหัวเราะพร้อมกับบอกว่า
“ไม่ต้องรีบร้อนหรอก ชินเอ๋อร์ เ้าจำนางไม่ได้แล้วรึ นี่คือน้องสาวของหรงเอ๋อร์ไง”
ถังจวิ้นเชินร้องอ๋อออกมาดัง ๆ พร้อมกับเงยหน้าขึ้น ถังฉือเย่จึงมีโอกาสสังเกตเขาอย่างละเอียด ถังจวิ้นเชินผู้นี้มีอายุมากกว่าถังฉือหรงสองปี เพราะฉะนั้นปีนี้เขาก็น่าจะมีอายุสิบหกแล้ว ใบหน้าของชายหนุ่มดูอ่อนโยนหล่อเหลาเหมือนกับทุกคนในบ้านหลังนี้
“ข้ากับหรงเอ๋อร์เรียนที่สำนักเดียวกัน สนิทกันมาั้แ่ไหนแต่ไร เย่เอ๋อร์…เ้าไม่ต้องทำเป็คนอื่นคนไกลหรอก”
ได้ยินดังนั้นหญิงสาวจึงก้มคำนับอย่างนอบน้อมพร้อมกับเอ่ยทักทาย “ท่านพี่”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับ ด้วยท่าทางกิริยาสุขุม จังหวะนั้นเองที่คุณนายโจวได้เดินกลับมาพร้อมกับยื่นสิ่งของที่ถังฉือหรงฝากไว้ให้ นั่นคือข้าวฟ่างพร้อมกับเงินอีกจำนวนหนึ่ง
ถังฉือเย่ยกพวงเงินที่เอาเงินเจาะเป็รูตรงกลางเงางามเป็ประกาย ที่้าได้สลักคำว่า ิ เหยียน ทง เป่า เอาไว้ ตรงด้านหลังได้แกะสลักเลขสิบ แสดงว่าเหรียญนี้น่าจะเป็เหรียญสิบสิน่ะ…นางคิดในขณะพิจารณาอย่างละเอียดเพราะเงินคราวที่แล้วซึ่งได้มาจากท่านย่าซุนนั้นนางไม่กล้าเอาออกมาดูต่อหน้าวังซื่อ
ส่วนพวงที่ถืออยู่ในมือนี้น่าจะมีสักยี่สิบเหรียญ ถ้าเช่นนั้นนี่ก็เป็เงินสองร้อยอีแปะเห็นจะได้ ถังฉือเย่รู้ว่านอกจากเงินเจาะรูที่เรียกว่าเสี่ยวผิงนี้แล้ว ยังมีสองเจ๋อ สามเจ๋อ ห้าเจ๋อ สิบตาง ยี่สิบตาง สามสิบตาง สี่สิบตาง ห้าสิบตาง ไปจนถึงหนึ่งร้อยตาง เงินเสี่ยวผิงเท่ากับหนึ่งอีแปะ สองเจ๋อก็เท่ากับสองอีแปะ สามเจ๋อเท่ากับสามอีแปะ
แต่ในความทรงจำของนางเหมือนจะจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าั้แ่ราชวงศ์ถังเป็ต้นมาถึงจะมีเงินเจาะรูจำพวกสองเจ๋อสามเจ๋อแบบนี้ อย่าว่าแต่ราชวงศ์ซ่งเลย นางยังจำไม่ได้เลยว่าราชวงศ์ไหนที่เริ่มใช้ศักราช ‘ิเหยียน’ และั้แ่ราชวงศ์ฮั่นถึงซ่งนั้นไม่ได้ขับเคลื่อนประเทศด้วยการใช้เงิน แต่ท่าทางของท่านย่าซุนยามเอาเงินออกมานั้น เห็นได้ชัดว่าเงินเป็สิ่งที่เห็นได้ทั่วไป
หรือว่านางจำผิด? ถังฉือเย่เพิ่งจะรู้สึกเสียใจเป็ครั้งแรกที่ไม่ยอมตั้งใจเรียนหนังสือั้แ่แรก!
.
.
.