หลังจากพบรอยเืปริศนาที่กำแพงจวนในกลางดึกเมื่อคืน ไป๋เฉินและอวิ๋นลั่วก็แทบไม่ได้หลับเลยสักงีบ พวกเขาใช้เวลาอยู่จนเกือบสว่างคอยเฝ้าระวังดูว่าผู้บุกรุกคนนั้นจะย้อนกลับมาไหม แต่ทุกอย่างก็กลับเงียบสนิท ปราศจากร่องรอยอื่นใดเพิ่มเติม
“นี่คงไม่ใช่พวกขโมยธรรมดาแน่ๆ” อวิ๋นลั่วตั้งข้อสังเกตขณะเช้าโรยแสงสีทองผ่านขอบฟ้า “ปกติคนจะลักลอบเข้ามาขโมยของในจวน ยังไงก็ไม่ทำตัวโฉ่งฉ่างจนตกกำแพงเสียเื… อีกอย่าง ทรัพย์สินที่เด่นๆ ก็ยังอยู่ครบ”
“ข้าก็ว่าประหลาด” ไป๋เฉินพยักหน้า สีหน้าดูเหนื่อยล้า “หรือจะเป็ผู้าเ็ที่หนีใครสักคนแล้วบังเอิญข้ามกำแพงผิดที่… จากนั้นก็หลบไปที่อื่นต่อ? แต่ทำไมไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้อีกนะ”
อวิ๋นลั่วเม้มปากพลางครุ่นคิด “พ่อข้ายังไม่ว่างประชุมเมื่อคืนจนถึงเช้า น่าจะอีกพักใหญ่กว่าจะเรียกเราไปคุย เอาเป็ว่าเราลองเดินสำรวจรอบๆ จวนสักหน่อยดีไหม เผื่อเจอเบาะแสเพิ่มเติม”
ไป๋เฉินเห็นดีด้วย พวกเขาจึงตกลงกันว่าจะตรวจดูตามมุมอับของจวน รวมถึงสำนักเก็บของและโรงครัว ซึ่งมักมีผนังติดสวนหินด้านนอก เผื่อว่าผู้บุกรุกจะทิ้งอะไรไว้
ยามเช้าในจวนอวิ๋นซานค่อนข้างคึกคักเพราะบ่าวไพร่เริ่มทำงาน บ้างขนน้ำ บ้างเตรียมอาหาร บ้างกวาดลาน ตรงมุมหนึ่งมีหนุ่มใช้กำลังฝึกวิชาหมัดแบบงูๆ ปลาๆ ให้กันเอง สร้างบรรยากาศแสนจะโกลาหลเล็กๆ และทำเอาไป๋เฉินหัวเราะในใจ เพราะเขาก็เคย “หมัดแมวเหมียว” แปลกๆ ไม่แพ้พวกนั้นเลย
“หวัดดีน้องๆ เช้านี้ฝึกขยันกันจริงนะ” ไป๋เฉินเอ่ยทักกลุ่มหนุ่มใช้ที่จำเขาได้ เคยหัวเราะด้วยกันตอนเขาแสดงหมัดแมวเหมียว
“อ้าว ท่านไป๋เฉิน! จะมาโชว์หมัดแมวอีกมั้ยครับ?” หนุ่มใช้คนหนึ่งทำท่าพร้อมขยับแขนเหมียวๆ จนเพื่อนข้างๆ หัวเราะกันพรืด
อวิ๋นลั่วที่เดินมาด้วยกันได้แต่ส่ายหน้าจนผมกระจาย “เพลาๆ หน่อยเถอะ เ้าไม่เมื่อยแขนกันหรือไง” เธอพูดปนเสียงอ่อนใจ
“โธ่คุณหนู…พวกข้าคงสู้หมัด ‘เหมียว’ ของท่านไป๋เฉินไม่ได้หรอก!” หนุ่มใช้แซวกันอย่างสนุก
พอได้ยินเช่นนั้น ไป๋เฉินกลับรู้สึกหน้าร้อนผ่าวผสานความอาย จำได้ตอนนั้นเขาสร้างเสียงหัวเราะปนขายขี้หน้าได้สุดๆ เกินจะลืม
“พอแล้วๆ พวกเ้า ฝึกต่อไปเถอะ” เขายิ้มกลบเกลื่อนแล้วรีบจูงมืออวิ๋นลั่วเดินต่อ ซึ่งเธอเองก็เม้มปากกลั้นขำเล็กๆ ไม่ค่อยได้เห็นภาพเขินของไป๋เฉินแบบนี้เท่าไร
ทั้งสองเดินสำรวจจนถึงหลังโรงครัวซึ่งติดกับสวนหินด้านนอกกำแพง จุดนี้ใกล้กับบริเวณที่เจอเืเมื่อคืน พวกเขาพบเศษผ้าขาดเล็กๆ ติดตรงมุมอิฐเก่าๆ จึงรีบดึงออกมาดู
“ผ้าสีดำ…เป็ผ้าสำหรับพรางตัวหรือเปล่านะ?” อวิ๋นลั่วขมวดคิ้ว
“อืม ััแล้วเหนียวแน่นแข็งแรงกว่าผ้าทั่วไป อาจเป็ชุดของพวกนักฆ่าหรือสายลับก็ได้” ไป๋เฉินออกความเห็น “แต่ทำไมเข้ามาที่นี่ แล้วก็หายตัวไป?”
ทันใดนั้นเอง ระบบก็ส่งเสียงเตือนมาในหัวไป๋เฉิน
『ภารกิจ “ผู้บุกรุกปริศนา” มีความคืบหน้า 10% พบเศษผ้า เพิ่มคะแนนสืบสวน!』
“นี่ข้ากำลังสืบคดีเหรอเนี่ย…” เขาคิดในใจปนเหนื่อยใจ หากแต่ก็แอบตื่นเต้นเพราะเหมือนได้ทำตัวเป็นักสืบ
อวิ๋นลั่วหันมาถาม “เ้าคิดว่าพวกเรา…ควรลองตามรอยเืเมื่อคืนในสวนหินนอกกำแพงหรือเปล่า?”
“ดีเหมือนกัน เราไม่เจออะไรในนี้แล้ว ลองออกไปดูข้างนอกสักหน่อยเถอะ” เขาพยักหน้า
สวนหินด้านนอกกำแพงจวนอวิ๋นซานเป็เขตที่ไม่ค่อยมีใครใช้ เพราะพื้นดินแข็งและเต็มไปด้วยก้อนหินน้อยใหญ่ รวมถึงพุ่มไม้รกเรื้อบางส่วน ให้บรรยากาศค่อนข้างลี้ลับในเช้าตรู่เช่นนี้
“เฮ้อ…หญ้ารกจริงๆ เดินลำบากสุดๆ” ไป๋เฉินบ่นพลางใช้เท้าแหวกพุ่มไม้
อวิ๋นลั่วเดินอย่างระมัดระวัง “ระวังงูหรือสัตว์มีพิษนะ แถวนี้ไม่ค่อยมีคนมาดูแลเท่าไร”
“งูเรอะ… ถ้ามาจริง ข้าคงต้องโชว์หมัดแมวหรือหมัดงูกันล่ะทีนี้!” เขายักคิ้วกวนๆ จนเธอส่ายหน้าเบาๆ
ราวกับจะเป็เื่จริง พวกเขาเดินลึกเข้าไปไม่เท่าไร ก็พบรอยเืเล็กๆ หยดตามก้อนหินเรียงกันเป็ทางยาวประมาณห้า–หกก้าว ก่อนจะขาดหายที่บริเวณพุ่มไม้ใหญ่
“ดูเหมือนคนคนนั้นจะาเ็หนักนะ ยังอุตส่าห์เดินต่อได้ไกลพอสมควร” เธอค้อมตัวลงสำรวจพื้นดิน
“ใช่ แล้วอยู่ๆ หายไปได้ยังไง?” ไป๋เฉินช่วยขยับกิ่งไม้ใหญ่ตรงหน้าออก เผยให้เห็นโพรงหินเล็กๆ ติดใต้พุ่ม
“มีโพรงใต้พุ่มไม้อยู่จริงๆ” อวิ๋นลั่วร้องเบาๆ “กลิ่นคาวเืแรงมาก ข้างในอาจมี…”
ยังไม่ทันพูดจบ เสียงคำรามแ่ๆ คล้ายสัตว์าเ็ก็ดังขึ้นจากในโพรง พอทั้งสองก้าวเข้าไปใกล้ ก็พบว่าเป็ “สุนัขจิ้งจอก” ตัวหนึ่งที่ขนสีเทาดำ มีเืออกที่ขาหลัง มันเบิกตากลมจ้องมาทางพวกเขาด้วยความหวาดกลัว
“เ้าตัวนี้เองหรือ ที่ทำให้เกิดรอยเืเมื่อคืน? หรือไม่ใช่?” ไป๋เฉินเกาศีรษะงุนงง ขณะที่อวิ๋นลั่วถอนใจ “เอาเถอะ อย่างน้อยคงไม่ใช่ศัตรูมนุษย์ล่ะนะ”
พวกเขาช่วยกันปฐมพยาบาลเท่าที่ทำได้เพื่อให้สุนัขจิ้งจอกหยุดเื เสียงจิ้งจอกครวญครางเบาๆ เหมือนยอมให้ทั้งสองเข้าใกล้
“แต่เศษผ้าที่เราพบ… คงไม่ใช่ของจิ้งจอกนี่หรอก แปลว่ามันมีคนอื่นแน่ๆ” เธอเอ่ยพลางมองไป๋เฉิน
“ใช่ แสดงว่าเมื่อคืนอาจมีคนแปลกหน้าด้วย แล้วเ้าสุนัขจิ้งจอกนี้อาจโดนลูกหลงหรือกับดักบางอย่างก็ได้” เขาพยักหน้า
ขณะที่ทั้งสองช่วยกันเอาผ้าห่อสุนัขจิ้งจอกเพื่อพามันกลับไปรักษาในจวน ระบบก็โผล่ขึ้นอีก
『ภารกิจ “ผู้บุกรุกปริศนา” พบทางตัน ยังไม่ทราบจุดประสงค์ผู้บุกรุก หากผู้ใช้งาน้าความช่วยเหลือ… สามารถใช้ “หน้ากากแมวเหมียวป่วน” เพื่อแสวงหาข้อมูลได้!』
“หน้ากากแมวเหมียวอีกแล้วเรอะ…” ไป๋เฉินกัดฟันนึกในใจ “ให้ข้าสวมแล้วทำยังไงล่ะ? ะโโลดเต้นร้องเหมียวกลางดึกอีกครั้งรึไง!”
อวิ๋นลั่วเหลือบมอง “เ้าเป็อะไรไปหรือเปล่า ทำไมทำหน้ายู่เชียว?”
“เปล่าๆ ข้าคิดว่าคืนนี้อาจต้องเฝ้าดูให้ละเอียดกว่าเดิม” เขาบอกความเห็น “ดูสภาพสุนัขจิ้งจอกนี่สิ มันดูเหมือนถูกใบมีดบางอย่างเฉือนที่ขา ถ้าเป็กับดักหรือกระบี่ของมนุษย์ เราต้องหาคำตอบให้ได้ว่าทำไมมีคนวางกับดักแถวกำแพงหลังบ้านเ้า?”
“เห็นทีค่ำนี้ เราคงต้องจัดเวรยามหรือเฝ้าดูด้วยตัวเอง” อวิ๋นลั่วพึมพำ สีหน้าจริงจัง
พวกเขานำสุนัขจิ้งจอกเข้าเรือนรับรองท้ายสวนั้แ่สายจนบ่าย เพื่อให้มันพักฟื้นชั่วคราว ทว่าจิ้งจอกตัวนี้กลับเกเรไม่น้อย แอบลุกหนีซุกซนไปรอบห้อง ขึ้นเก้าอี้ ะโลงโต๊ะ ไป๋เฉินกับอวิ๋นลั่วต้องวิ่งวุ่นตามจับกันเป็พัลวัน
“โอย หยุดนะ เ้า!” ไป๋เฉินะโไล่กลางห้อง “นี่ข้ากำลังทำบุญหรือทำบาปกันเนี่ย!?”
“ระวังโต๊ะล้ม!” อวิ๋นลั่วร้องเตือน แต่ก็สายไป เธอเองก็พลั้งกระแทกขอบโต๊ะจนเกือบล้ม ดีที่ไป๋เฉินคว้าแขนเธอไว้ได้ทัน
จังหวะนั้น หน้าอวิ๋นลั่วกับหน้าไป๋เฉินแทบจะติดกัน ใกล้ชนิดลมหายใจัั “เอ่อ… ขะ…ขอบใจ” เธอพึมพำพร้อมใบหน้าขึ้นสีเล็กน้อย
“ปะ…เปล่า ข้าแค่ไม่อยากให้เ้าหัวฟาดโต๊ะ” ไป๋เฉินหน้าร้อนผ่าวเช่นกัน
ภาพที่เห็นคือทั้งสองกำลังจับแขนกันไว้อย่างประหลาดกลางห้อง ขณะที่สุนัขจิ้งจอกน้อยตัวดีวิ่งวนอยู่ใต้โต๊ะส่งเสียงหงิงๆ เหมือนล้อเลียน
บ่ายวันนั้น การตามหาปริศนาผู้บุกรุกยังไม่คืบหน้า แต่ไป๋เฉินกับอวิ๋นลั่วก็ตั้งใจว่าคืนนี้จะเฝ้าระวังอีกครั้ง — มีหรือไม่มีหน้ากากแมวเหมียวก็ตามที
ก่อนโพล้เพล้ เสียงระบบก็ดังขึ้นอีก
『เควสต์ “ผู้บุกรุกปริศนา” ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เตรียมพร้อมกลางดึก …เหลือเวลา 1 คืนก่อนหมดโอกาส』
“หมดโอกาส?” ไป๋เฉินพึมพำอย่างกังวล “นี่มันหมายความว่ายังไง ถ้าเราหาไม่เจอ จะเกิดอะไรขึ้น?”
ในขณะเดียวกัน อวิ๋นลั่วเดินมาเรียกเขาที่หน้าประตูเรือน “ไป๋เฉิน เ้าได้ยินเสียงอะไรแว่วๆ ไหม…เหมือนมีใครบางคนอยู่หลังสวนอีกแล้ว”
ทั้งสองรีบวิ่งไปยังประตูหลังสวนอย่างไม่รีรอ แต่คราวนี้แทนที่จะเห็นเพียงความว่างเปล่า พวกเขากลับเห็น เงาดำ ร่างหนึ่งพุ่งตัวหลบเข้าแนวต้นไม้ดกๆ อย่างรวดเร็ว ก่อนจะหายวับไปในความมืดสลัว!
“นั่นไง คนลึกลับอีกแล้ว!” ไป๋เฉินร้องออกมา ส่วนอวิ๋นลั่วชักกระบี่ถือไว้แน่น
“เ้านี่จะใช่ผู้บุกรุกคนเดียวกับเมื่อคืนรึเปล่า?” เธอถามเสียงเครียด
“ถ้าใช่ล่ะก็ ทำไมคืนนี้ถึงโผล่มาอีก? มันอยากได้อะไรในจวนกันแน่?” ไป๋เฉินขมวดคิ้ว
(โปรดติดตามในตอนถัดไป)