หมอกยามเช้าลอยต่ำปกคลุมพื้นที่ป่าหินอย่างเงียบงัน หลัวอวิ๋นเคลื่อนตัวช้า ๆ ผ่านแนวหินแตกและพุ่มไม้เตี้ย ฝีเท้าของเขาเบาลงกว่าคืนก่อนอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่เพราะความอ่อนล้าหายไป แต่เพราะเขาเริ่มเรียนรู้ที่จะประหยัดแรง ทุกก้าวถูกคำนวณมากขึ้น ไม่เร่ง ไม่ฝืนโดยไม่จำเป็
ค้อนในมือยังคงหนัก หนักพอจะดึงไหล่ให้เอียงเล็กน้อย หนักพอจะเตือนว่า หากขาดสติ มันอาจเป็ภาระมากกว่าอาวุธ
เมื่อคืน กายโลหิตช่วยซ่อมแซมาแได้เพียงส่วนหนึ่ง ความปวดลึกยังคงอยู่ตามกล้ามเนื้อและกระดูก โดยเฉพาะแขนขวาที่ใช้ยกค้อนตลอดการหลบหนี เส้นเอ็นตึงจนรู้สึกได้ทุกครั้งที่ขยับ
หลัวอวิ๋นหยุดอยู่หลังโขดหินสูง มองสำรวจรอบตัวอย่างระมัดระวัง ที่นี่อยู่ลึกจากเส้นทางหลัก ไม่มีร่องรอยการเหยียบย่ำใหม่ พื้นดินแห้ง ไม่มีเศษหินแตกจากลมปราณ อย่างน้อยก็ยังไม่มีใครตามมาถึงตรงนี้
เขาวางค้อนลงกับพื้นอย่างเบามือ นั่งพิงหิน หายใจลึกเพื่อปรับจังหวะลมปราณ ความเงียบทำให้เขาเริ่มรับรู้ความเ็ปชัดเจนขึ้น ราวกับร่างกายเพิ่งได้รับอนุญาตให้แสดงอาการ
“อาคมเสริมกาย… โลหิตค้ำร่าง”
พลังอุ่นแล่นผ่านร่างกายอีกครั้ง แต่คราวนี้แ่กว่าก่อนหน้าอย่างชัดเจน ความเจ็บไม่หายไป เพียงถูกกดไว้ลึกขึ้นเท่านั้น ร่างกายส่งสัญญาณเตือนทันทีว่าไม่ควรใช้ต่อเนื่อง เขารับรู้ได้ขีดจำกัดใกล้เข้ามาแล้ว
หลัวอวิ๋นเปิดตา มองฝ่ามือของตนเอง รอยเืแห้งติดอยู่ตามซอกนิ้ว เขาไม่เสียเวลาชำระล้างมากนัก เพียงพันผ้าฉีกจากเสื้อคลุมรอบฝ่ามือ เพื่อให้จับค้อนมั่นคงขึ้น
จากนั้น เขาหยิบค้อนขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่วิ่ง ไม่หนี เขายกมันขึ้นอย่างตั้งใจ ช้า และมั่นคง ใช้สองมือประคองด้าม พยายามปรับท่าทางให้สมดุลมากขึ้น กล้ามเนื้อไหล่และหลังเกร็งแน่น เสียงหายใจหนักขึ้นทันที
หลัวอวิ๋นเหวี่ยงค้อนลงกับพื้นเสียงดัง “ตุ้บ” หนักแน่น พื้นดินสั่นเล็กน้อย เศษหินกระเด็นขึ้นมา แต่ไม่มีพลังแปลกประหลาด ไม่มีสิ่งใดะเิออกมา
มันเป็เพียงการฟาดดิบตรงไปตรงมา แขนของเขาชาไปทั้งข้าง เขาถอนหายใจแรง ปรับท่าทางใหม่ ก่อนจะเหวี่ยงอีกครั้ง ช้ากว่าเดิม แต่มั่นคงขึ้นเล็กน้อย ครั้งที่สามเขารู้สึกได้ ไม่ใช่พลังแต่เป็ “น้ำหนัก”
น้ำหนักที่ถ่ายลงจากหัวค้อน ผ่านด้าม ผ่านแขน ผ่านไหล่ ลงสู่ร่างกายทั้งหมด หากท่าทางไม่มั่นคง มันจะดึงเขาล้ม แต่หากยืนถูก มันจะนิ่งอย่างน่าประหลาด นี่ไม่ใช่อาวุธสำหรับคนรีบ ไม่ใช่อาวุธสำหรับคนลังเล
หลัวอวิ๋นพักหายใจอีกครั้ง เหงื่อไหลลงมาตามขมับ เขาวางค้อนลง พลางขมวดคิ้ว ความคิดเริ่มชัดขึ้น ค้อนนี้ต้องใช้ร่างกายไม่ใช่แค่แขน
เขายกมือขึ้น กำหมัดแน่น ก่อนจะพึมพำถ้อยคำเดิมอีกครั้ง แต่เบากว่าเดิมมาก
“อาคมเสริมกาย… โลหิตค้ำร่าง”
คราวนี้ เขาไม่เหวี่ยงทันที เขาปรับท่ายืน ขยับเท้า ให้แรงถ่ายลงสู่พื้นอย่างมั่นคง จากนั้นจึงยกค้อนขึ้นและฟาดลงอีกครั้ง แรงกระแทกหนักกว่าเดิมมั่นคงกว่าเดิม
แขนยังชา แต่ไม่สะบัดออก ท่าทางไม่เสียสมดุลเหมือนก่อนหน้า หลัวอวิ๋นหายใจแรง แต่ดวงตาสว่างขึ้นเล็กน้อย
เขาไม่ยิ้มแต่รับรู้ได้ว่า เขาเริ่ม “เข้าใจ” มันแล้ว เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นไกล ๆ หลัวอวิ๋นหยุดทันที หัวใจเต้นแรง เขารีบคว้าค้อนขึ้น แนบลำตัว ก่อนจะพึมพำเสียงต่ำ
“โอมจังงัง… กำบังกาย”
ร่างของเขาจางลงเล็กน้อย กลืนไปกับเงาหินและพุ่มไม้ เขาขยับไปอยู่หลังโขดหินสูงอีกก้อน ลดการเคลื่อนไหวให้เหลือน้อยที่สุด
ผ่านไปครู่หนึ่ง เงาร่างสัตว์ป่าตัวหนึ่งโผล่ออกมา มันเป็สัตว์อสูรขนาดกลาง เคลื่อนไหวระแวดระวัง ดวงตากลอกไปมา หลัวอวิ๋นไม่ผ่อนคลาย เขายังคงนิ่ง รอจนสัตว์นั้นเดินผ่านไป
เมื่อแน่ใจว่าไม่ใช่ศัตรู เขาจึงค่อย ๆ คลายอาคม หายใจออกยาว ความตึงเครียดลดลงเล็กน้อย
หลัวอวิ๋นมองค้อนในมืออีกครั้ง คราวนี้สายตาไม่ใช่เพียงความระแวดระวัง แต่มีแววของความตั้งใจชัดเจนขึ้น เขาอาจยังไม่คู่ควร แต่เขาจะฝึก ฝึกจนกว่าจะควบคุมมันได้ ฝึกจนไม่ต้องหนีอีก
หมอกเริ่มจาง แสงแดดอ่อนสาดลงบนพื้นหิน หลัวอวิ๋นยกค้อนขึ้นอีกครั้ง เตรียมฟาดลงอย่างตั้งใจ การหลบหนียังไม่จบ แต่การเตรียมตัวได้เริ่มขึ้นแล้ว
เสียงลมพัดผ่านป่าหินดังแ่เบาเป็จังหวะสม่ำเสมอ หลัวอวิ๋นยืนอยู่กลางพื้นที่โล่งขนาดเล็ก ระหว่างโขดหินสองก้อนที่สูงพอจะบดบังสายตาจากภายนอก เขายกค้อนขึ้นอีกครั้ง ช้ากว่าเดิม ระมัดระวังมากกว่าเดิม ทุกการขยับไม่ได้ทำตามสัญชาตญาณ แต่เป็การคำนวณอย่างตั้งใจ
แขนขวายังหนัก ไม่ใช่เพราะค้อนเพียงอย่างเดียว แต่เพราะความล้าสะสมที่เริ่มกัดกินลึกลงไปในกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นตึงแน่นจนรู้สึกได้ชัดทุกครั้งที่ยกอาวุธขึ้นเหนือระดับอก ความเจ็บไม่ได้หายไปจากการพัก แต่มันซ่อนตัวอยู่ รอเวลาปะทุ
หลัวอวิ๋นสูดลมหายใจลึก ก่อนจะพึมพำเสียงต่ำอีกครั้ง
“อาคมเสริมกาย… โลหิตค้ำร่าง”
ความอุ่นแผ่ซ่านออกมาจากอก ไปยังแขนและขา กล้ามเนื้อที่กำลังสั่นกลับตึงแน่นขึ้นชั่วขณะ ราวกับมีแรงบางอย่างมาค้ำจุนโครงสร้างภายในให้ยังยืนอยู่ได้ แต่คราวนี้ผลข้างเคียงชัดเจนกว่าเดิม
หัวใจเต้นแรงขึ้นผิดปกติ เืสูบฉีดจนหูอื้อ ความรู้สึกร้อนวูบวาบแล่นขึ้นตามแนวกระดูกสันหลัง หลัวอวิ๋นขมวดคิ้ว รับรู้ได้ทันทีว่า ร่างกายกำลังเตือนเขาอย่างจริงจัง ยังฝืนได้แต่ไม่ควร
เขาไม่ถอย ยกค้อนขึ้นด้วยสองมือ ปรับท่ายืนให้มั่นคง ถ่ายน้ำหนักลงสู่ขา ก่อนจะฟาดลงกับพื้นหิน เสียง “ตุ้บ” ดังสนั่นกว่าครั้งก่อน เศษหินกระเด็นออกไปไกลกว่าเดิม แรงสะท้อนแล่นย้อนกลับขึ้นมาตามด้ามค้อน กระแทกแขนจนชา แต่ท่าทางไม่เสียสมดุล
หลัวอวิ๋นหอบหายใจหนัก หน้าอกกระเพื่อมชัด เขาวางค้อนลงชั่วครู่ ปล่อยให้แขนหย่อนลงข้างลำตัว ความปวดลึกเริ่มแผ่ซ่านจากหัวไหล่ลงสู่ปลายนิ้ว นี่คือขีดจำกัดของตอนนี้
เขานั่งลงบนก้อนหินใกล้ตัว พิงหลัง ปรับลมหายใจให้ช้าลง ความเงียบรอบตัวทำให้เสียงหัวใจดังชัดในหู ราวกับกำลังเตือนว่า หากยังฝืนต่อไปโดยไม่พัก ผลลัพธ์จะไม่ใช่แค่ความเจ็บ
หลัวอวิ๋นหลับตาลงชั่วครู่ ในหัวมีเพียงความคิดเดียวต้องอยู่รอดเขาไม่รู้ว่าคนที่ไล่ล่าจะมาอีกเมื่อใด ไม่รู้ว่าพวกมันส่งคนออกค้นหาไปมากแค่ไหน รู้เพียงว่า หากยังอยู่ในพื้นที่นี้นานเกินไป โอกาสถูกพบตัวจะเพิ่มขึ้นทุกลมหายใจ
เขาลืมตาขึ้น มองไปรอบตัวอย่างระมัดระวัง ป่าหินยังคงเงียบ ไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีแรงกดจากลมปราณ แต่ความรู้สึกไม่ปลอดภัยยังไม่จางหาย
หลัวอวิ๋นลุกขึ้นอีกครั้ง คว้าค้อนขึ้น แนบลำตัว แล้วเคลื่อนตัวออกจากพื้นที่โล่ง เลือกเส้นทางที่คดเคี้ยวกว่าเดิม ลัดเลาะไปตามเงาหิน พยายามไม่ทิ้งร่องรอยมากนัก
เดินไปได้ไม่ไกล เสียงบางอย่างก็ดังขึ้น ไม่ใช่เสียงฝีเท้าหนักแต่เป็เสียงกิ่งไม้หักเบา ๆ หลัวอวิ๋นชะงักทันที ร่างกายตึงขึ้นโดยอัตโนมัติ เขากระชับด้ามค้อน หายใจแ่ลง ก่อนจะพึมพำเสียงต่ำ
“โอมจังงัง… กำบังกาย”
ร่างของเขาดูจางลงเล็กน้อย กลืนเข้ากับเงาหินและพุ่มไม้ เขาขยับไปอยู่หลังโขดหินใหญ่ ลดการเคลื่อนไหวให้เหลือน้อยที่สุด ไม่ถึงอึดใจ เงาร่างมนุษย์สองคนก็ปรากฏขึ้น
ทั้งคู่สวมเสื้อคลุมสีเข้ม ท่าทางระแวดระวัง ดวงตากวาดมองไปรอบตัวอย่างละเอียด ลมปราณแผ่ออกมาเป็ระยะ ชัดเจนว่าไม่ใช่คนธรรมดา
“รอยเท้ามันหายไปตรงนี้” คนหนึ่งพูดเสียงต่ำ
“วิชาของมันหลอกสายตาได้ ระวัง”
อีกคนพยักหน้า สีหน้าตึงเครียด “ข้าไม่เคยเห็นวิชาแบบนี้มาก่อน ไม่เหมือนลมปราณ ไม่เหมือนเคล็ดสำนัก”
หลัวอวิ๋นนิ่งสนิท หัวใจเต้นแรง แต่เขากดมันไว้ให้ลึกที่สุด กายโลหิตช่วยลดการไหลเวียนเื ทำให้ร่างกายเย็นลงเล็กน้อย
ชายทั้งสองเดินผ่านจุดที่เขาซ่อนอยู่ไม่ถึงห้าก้าว ใกล้พอจนหลัวอวิ๋นมองเห็นหยดเหงื่อที่ขมับของหนึ่งในนั้น เขาไม่ขยับ ไม่หายใจแรงไม่คิดโจมตี ตอนนี้เขายังไม่พร้อม
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงฝีเท้าค่อย ๆ ห่างออกไป หลัวอวิ๋นยังไม่คลายอาคมทันที เขารออีกระยะ จนแน่ใจว่าแรงกดจากลมปราณจางหายไปจริง ๆ
เมื่อคลายอาคม ความอ่อนล้าก็ถาโถมกลับมาอีกครั้ง ราวกับร่างกายเพิ่งถูกปลดโซ่ตรวน เขาทรุดนั่งกับพื้น หอบหายใจแรง มือสั่นจนต้องใช้ค้อนพยุงตัว
“เกือบไปแล้ว…” เขาคิดในใจ
นี่ไม่ใช่เื่บังเอิญ พวกมันเริ่มกระจายกำลัง หลัวอวิ๋นรู้ดีว่า เขาไม่อาจฝึกหรือพักอยู่ในพื้นที่นี้ต่อไปได้อีก เขาต้องเคลื่อนที่ ต้องหาที่ซ่อนใหม่ที่ไกลออกไปกว่านี้
เขาลุกขึ้นอย่างช้า ๆ ฝืนร่างกายที่ยังประท้วงทุกการขยับ ยกค้อนขึ้นแนบลำตัวอีกครั้ง แม้แขนจะหนัก แต่การจับครั้งนี้มั่นคงกว่าเดิมเล็กน้อย อย่างน้อยเขาก็เริ่มชิน
ก่อนออกจากพื้นที่ เขาหยิบใบไม้แห้งขึ้นมาอีกครั้ง ขยี้ในมือ แล้วพึมพำเบา ๆ
“อาคมแมลง… จงกลายเป็ต่อแตน”
ฝูงแมลงขนาดเล็กพุ่งออกไป กระจายตามเส้นทางด้านหลัง ไม่ได้โจมตีใคร แต่สร้างความสับสน ปล่อยสัญญาณหลอกไว้แทน
จากนั้น หลัวอวิ๋นจึงหันหลังให้ที่ซ่อนชั่วคราว มุ่งหน้าไปยังทิศทางตรงข้ามกับร่องรอยที่เขาทิ้งไว้ เขาไม่รู้ว่าการไล่ล่าจะยืดเยื้อไปอีกนานแค่ไหน รู้เพียงว่า ถ้ายังอ่อนแอ เขาจะต้องหนีไปเรื่อย ๆ
หลัวอวิ๋นกระชับด้ามค้อนแน่น ดวงตานิ่งขึ้นกว่าก่อนหน้า แม้ความเจ็บยังคงอยู่ แต่สติชัดเจนกว่าเดิม
การหลบหนียังไม่จบแต่เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า ถ้าอยากหยุดวิ่ง เขาต้องแข็งแกร่งกว่านี้ และน้ำหนักของค้อนในมือ คือก้าวแรกของเส้นทางนั้น