บทที่ 1 ฉันคือคุณย่าของเธอ
“เขาอยู่ไหน?”
ในสนามบิน ชายหนุ่มผมสีแดงฉูดฉาดตะคอกใส่โทรศัพท์ด้วยความหงุดหงิด
ไม่รู้ปลายสายพูดว่าอะไร แต่เขากลับตัดสายทิ้งทันที
‘ให้ตายสิ ฉันจะรออีกแค่หนึ่งนาที ถ้ายังไม่มาอีกก็ไปรับเองเถอะตาเฒ่า!’ เสิ่นมู่เหยี่ยคิดในใจ
เขาที่กำลังทำสีหน้าบึ้งตึงอยู่นั้นก็รู้สึกได้ถึงแรงดึงที่เสื้อของตัวเองจึงก้มลงไปมอง
“เด็กน้อยนี่มาจากไหนเนี่ย ไปไกล ๆ เลยไป”
ที่ด้านข้างของเสิ่นมู่เหยี่ย เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ สวมเสื้อคลุมสีเทา ผมสั้นสีดำถูกรวบเป็มวย อายุประมาณสามขวบ ใบหน้าอ่อนเยาว์อ้วนกลมราวกับตุ๊กตาคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น
ที่คอของเธอมีขวดนมห้อยอยู่ ด้านหลังสะพายกระเป๋าเป้ใบเล็ก ทั้งตัวดูน่ารักน่าเอ็นดูอย่างยิ่ง
เมื่อเผชิญหน้ากับเด็กที่น่ารักขนาดนี้ แม้แต่เสิ่นมู่เหยี่ยที่กำลังหงุดหงิดก็ยังมีน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงเล็กน้อย แต่ก็แค่เล็กน้อยเท่านั้น
ถ้าเป็คนอื่นล่ะก็ เด็กหนุ่มนามว่าเสิ่นมู่เหยี่ยคงไล่ตะเพิดไปไกลแล้ว
เขาไม่ค่อยชอบอยู่กับเด็กเล็ก ๆ สักเท่าไหร่
“เธอคือเสิ่นมู่เหยี่ยใช่ไหม?”
เด็กน้อยไม่ยอมไปไหน และยังเอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงที่น่าเอ็นดู
เสิ่นมู่เหยี่ยก้มลงมองเด็กหญิงตรงหน้าอย่างพิจารณา เขาไม่เคยเห็นเด็กคนนี้มาก่อน ถึงแม้เขาจะจำหน้าใครไม่ค่อยได้ แต่ถ้าเป็เด็กคนนี้ เขาจะต้องจำได้แน่
“เด็กบ้า เธอเป็ใครกัน?”
เสิ่นจืออินทำแก้มป่องอย่างไม่พอใจพลางยกขวดนมในมือขึ้นโชว์
“ฉันเป็ย่าของเธอไงล่ะ คุณย่าเสิ่นจืออิน!”
เสิ่นมู่เหยี่ยหัวเราะในลำคอพลางหยิบมวนบุหรี่ขึ้นมาคาบไว้ที่มุมปาก มือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋าด้วยท่าทางหยิ่งยโส
“คุณย่าของฉันงั้นเหรอ? ยัยหนู เธอมีความทะเยอทะยานไม่น้อยเลยนะ ถ้าเธอเป็ย่าของฉัน งั้นฉันคงจะเป็ปู่ทวดของเธอไปแล้ว”
เสิ่นจืออินเม้มปาก ฮึมฮัมสองสามที และวางขวดนมไว้อย่างเรียบร้อย ก่อนจะค้นหาในกระเป๋าเป้จนเจอจดหมายฉบับหนึ่งแล้วยื่นให้เขา
“อะไรน่ะ?” เสิ่นมู่เหยี่ยเลิกคิ้วถาม
เสิ่นจืออินเตี้ยเกินไป เด็กหญิงวัยสามขวบคนนี้สูงยังไม่เท่าขาของเสิ่นมู่เหยี่ยเลยด้วยซ้ำ เธอยืนเขย่งปลายเท้าอย่างสุดความพยายามเพื่อยื่นจดหมายให้เขา
“จดหมาย อ่านแล้วก็รู้เองแหละ”
เสิ่นมู่เหยี่ยส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอแล้วรับจดหมายมา เขาไม่ได้ระแวงเด็กหญิงตัวเล็กตรงหน้าเลยสักนิด ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ชายตัวโตอย่างเขาจะโดนเด็กน้อยหลอกได้ยังไงกัน?
“ยุคสมัยนี้แล้ว ใครยังเขียนจดหมายอยู่อีก”
หลังจากเปิดอ่านคร่าว ๆ ร่างกายของเขาก็ยืดตรงขึ้นเรื่อย ๆ สีหน้าที่ดูเฉยเมยในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็ตกตะลึง
เขาจ้องมองเนื้อหาในจดหมาย จากนั้นก็มองไปยังเด็กน้อยที่ยังสูงไม่เท่าขาของเขา ความเหลือเชื่อเต็มเปี่ยมอยู่ในแววตา ในวินาทีต่อมา ใบหน้าของเขาก็มืดครึ้ม
“เธอ...เธอเป็คุณย่าของฉันจริง ๆ เหรอเนี่ย? คุณย่าที่ยังไม่หย่านม!”
เด็กหญิงตัวน้อยพยักหน้าและจิบนมในขวดช้า ๆ ก่อนจะทำหน้าตึงใส่พลางพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูแก่แดด
“หลานชาย เมื่อกี้เธอเสียมารยาทมาก ปู่ทวดของฉันเสียไปนานแล้ว”
อาจเป็เพราะยังเด็ก การพูดจาจึงค่อนข้างช้าและเว้นจังหวะบ่อยแต่ก็เข้าใจง่าย
ไม่เหมือนเด็กสามขวบทั่วไปที่มักจะพูดไม่ค่อยรู้เื่
แต่เดิมทีเสิ่นมู่เหยี่ยก็ไม่รู้หรอกว่าเด็กสามขวบเขาพูดกันยังไง จึงไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอะไร
เพียงแต่เขาถูกทำให้ไปไม่ถูกโดยคำพูดของเด็กน้อย
ใครจะไปคิดว่า ‘คุณย่า’ ที่ต้องมารับจะเป็เด็กน้อยที่ยังไม่หย่านม เรียกเขาว่าหลานชาย และยังเป็คุณย่าของเขาจริง ๆ อีกด้วย!
เขารู้สึกหน้าเสียจนอยากจะไปต่อยพ่อตัวเองสักทีที่ไม่ยอมบอกว่าคุณย่าที่ว่า แท้จริงแล้วเป็เด็กน้อยแบบนี้!
แบบนี้มัน...ทำลายภาพพจน์ชัด ๆ!
“แล้วก็นะ ในนี้ไม่ใช่นม แต่เป็ยาของฉัน”
เป็ขวดนมแล้วมันทำไมเหรอ? อย่ามาดูถูกกันนะ
ขวดนมมันพกพาสะดวกนี่นา
เสิ่นมู่เหยี่ยไม่ได้ต่อล้อต่อเถียงกับเธอ เขาเหลือบมองไปรอบ ๆ “เธอมาคนเดียวเหรอ?”
เสิ่นจืออินพยักหน้าหงึกหงัก
เสิ่นมู่เหยี่ยรู้สึกเหมือนจะบ้า ไม่ได้มีคนมาส่งเธอหรอกเหรอ? ใครกันใจร้ายใจดำขนาดปล่อยให้เด็กตัวแค่นี้ขึ้นเครื่องบินคนเดียวได้ลงคอ?
เด็กหนุ่มพาเสิ่นจืออินออกจากสนามบินด้วยใบหน้ามืดมน แต่ระหว่างที่เดินผ่านร้านขายขนมหวานเธอก็หยุดชะงัก ดวงตากลมโตสีดำขลับจ้องมองขนมหวานสวยงามน่ากินตรงหน้าไม่วางตา
“หนูน้อย พ่อแม่หนูอยู่ไหนจ๊ะ?”
เสิ่นจืออินกะพริบตาปริบ ๆ แล้วตอบอย่างมั่นใจ “หนูไม่มีพ่อแม่ค่ะ”
ถ้าจะว่ากันตามตรง เธอต่างหากที่เป็ผู้ปกครอง
“อย่างนี้นี่เอง…”
พนักงานสาวมองไปรอบ ๆ คิดว่าเด็กหญิงตัวน้อยคงจะเดินหลงทางเข้าแน่ ๆ เธอจึงหยิบขนมปังนมมาส่งให้
“หนูหลงทางมาหรือเปล่า หิวแล้วใช่ไหม กินนี่ก่อนนะ เรารอตรงนี้กันดีไหม?”
หนูน้อยจืออินพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย เธอรับขนมปังมาแล้วกัดกินคำเล็ก ๆ ดวงตากลมโตเป็ประกายในทันที
อร่อยจัง! นุ่มมาก!
น่ารักอะไรอย่างนี้!!!
เฉินเสี่ยวอันกรีดร้องในใจ ใจละลายไปหมดแล้ว เด็กคนนี้เป็ใครกันนะ น่ารักเหมือนนางฟ้าตัวน้อยจาก์เลย!
“ขอบคุณค่ะ”
เสิ่นจืออินมองหญิงสาวพร้อมเอ่ยขอบคุณด้วยน้ำเสียงหวานใส จากนั้นก็ก้มลงค้นหากระเป๋าใบเล็กของตัวเอง ก่อนจะหยิบยันต์สีเหลืองที่พับเป็รูปสามเหลี่ยมส่งให้เธอ
“อันนี้ให้พี่ค่ะ”
เฉินเสี่ยวอันทำหน้างง นี่เขานิยมให้ของขวัญแบบนี้กันด้วยเหรอ?
แปลกคนจริง ๆ
เธอกำลังจะเอ่ยปากถาม ซึ่งเป็เวลาเดียวกับที่เสิ่นมู่เหยี่ยเดินหน้าบึ้งตึงเข้ามา
“เธอกำลังทำอะไรอยู่ ทำไมไม่เดินตามมา!”
เขาเดินนำหน้าไปก่อน พอรู้สึกว่าเงียบผิดปกติจึงหันกลับมามองก็ปรากฏว่าเด็กที่เพิ่งมารับหายไปเสียแล้ว
เขาหาอยู่พักใหญ่จึงเจอเสิ่นจืออินยืนอยู่หน้าร้านขนม กำลังพูดคุยหัวเราะอย่างถูกคอกับคนแปลกหน้า
ยัยเด็กโง่นี่ ถ้าโดนขายไปคงช่วยเขานับเงินด้วยล่ะมั้ง!
เสิ่นจืออินส่งเสียง ‘หึ’ ในลำคอ ก่อนจะเบือนหน้าหนีและไม่ยอมมองเขา
“หน้าไม่อาย เดินเร็วขนาดนั้นแล้วจะให้เด็กตัวแค่นี้วิ่งตามหรือไง!”
เธอแกล้งสะบัดขาอ้วน ๆ ไปมาตรงหน้าเสิ่นมู่เหยี่ย
“ขาสั้น ๆ แบบนี้ วิ่งยังไงก็วิ่งตามไม่ทันหรอก!”
เสิ่นมู่เหยี่ยก้มลงมองขาป้อม ๆ สั้น ๆ ของเธออย่างสำนึกผิด
เขาไม่เคยนึกถึงเธอเลย เอาแต่เดินลิ่ว ๆ อยู่ฝ่ายเดียว
ปากน้อย ๆ ของเสิ่นจืออินยังคงบ่นไม่หยุด “หลานชายตัวแสบ ไม่เคารพผู้ใหญ่ ไม่รักเด็ก เกือบทำคุณย่าหายไปแล้ว!”
ไม่ว่าจะแก่หรือเด็ก ยังไงเธอก็ใหญ่กว่าทั้งนั้น!
เสิ่นมู่เหยี่ยพูดไม่ออก
เด็กน้อยคนนี้ปากเก่งจริง ๆ ขนาดกินไปด้วยยังปิดปากเธอไม่ได้เลยสินะ!
“อิ่มหรือยัง จะไปต่อไหม?” เสิ่นมู่เหยี่ยแกล้งทำเป็โมโหและใจร้อนเพื่อขัดจังหวะการบ่นของเธอ
เขามองขนมปังในมือเธอด้วยสายตารังเกียจ ก่อนจะหันไปมองเฉินเสี่ยวอัน “ห่อเค้กแบล็คฟอเรสต์ให้ผมหน่อย”
เฉินเสี่ยวอันรีบยัดยันต์นั้นลงในกระเป๋าเสื้อ “ได้เลยค่ะ รบกวนรอสักครู่นะคะ”
“ไปกันเถอะ”
เสิ่นมู่เหยี่ยพูดพลางเชิดคางขึ้นเล็กน้อยขณะที่ถือกล่องเค้กที่ห่อเรียบร้อยแล้วไว้ในมือ
เสิ่นจืออินตัดสินใจทำตัวเป็ผู้ใหญ่ ไม่ถือสาเอาความกับหลานชายตัวแสบคนนี้
ไม่ใช่เพราะเค้กในมือเขาหรอกนะ
ก่อนจากไป เธอหันไปพูดกับเฉินเสี่ยวอัน “ตอนพี่กลับบ้าน ถ้าเจอเื่ทะเลาะวิวาทกันก็อย่าไปยุ่งเกี่ยวด้วยล่ะ ไม่งั้นจะต้องมีอันเป็ไปแน่”
เฮ้อ ตอนนี้แค่พูดก็เหนื่อยแล้ว
ทั้งเฉินเสี่ยวอันและเสิ่นมู่เหยี่ยต่างก็งุนงงกับคำพูดของเธอ