9.คารวะอาจารย์
เช้ามืดของวันใหม่หนึงหรงถูกจับผูกด้วยถุงทรายหนักสองกิโลอีกครั้งการฝึกฝนร่างกายและการเรียนค่ายกลถูกจำกัดแค่วันละชั่วโมงหลังจากนั้นจะเป็การเรียนพลังยุทธจากเยี่ยนเฟย วิชาตัวเบาจากเฉินอี้ และยาพิษจากหวงเหวิน
เยี่ยนเฟยกลับจวนอ๋องไปในตอนเที่ยงเพื่อขอให้ท่านอ๋องส่งข้าวและวัตถุดิบทำอาหารมาให้
หนิงหรงที่เรียนทุกอย่างในวันเดียวรู้สึกว่าวิชามากเกินไปสุดท้ายจึงปรึกษากับอาจารย์ทั้งห้า ให้ตัดวิชายาพิษของหวนเหวินออกก่อนใช้เวลากับวิชาอื่นๆให้มากขึ้น และในวิชาค่ายกลหนิงหรงก็เรียนใกล้ครบหมดแล้วดังนั้นในอนาคตสามารถตัดวิชานี้ออกได้
จ้าวจื่อหานผู้สอนวิชาค่ายกลนึกชื่นชมในสติปัญญาของหนิงหรงที่จดจำได้อย่างแม่นยำแต่เขาก็เ็ปใจทุกครั้งที่การเดินหมากของหนิงหรงไม่ใกล้เคียงกับความจำอันเป็เลิศของนางเลยสุดท้ายจึงบอกว่าจะยอมตัดวิชาของตนออกเมื่อหนิงหรงเรียนครบทุกอย่าง แต่ในอนาคตนางจะต้องหาเวลามาเรียนรู้การเดินหมากให้ได้จื่อหานไม่ยอมตัดใจเพราะเห็นว่าหนิงหรงยังเด็กมีเวลาฝึกอีกมาก
เสี่ยวเมิ่งเองก็ให้การสนับสนุนเป็อย่างดีนางกล่าวว่าสตรี ต้องเรียนดนตรี หมาก อักษร ภาพวาด อันเป็ศิลปะของชนชั้นสูงรวมทั้งต้องเรียนงานบ้านงานเรือนอื่นๆ พวกเย็บปักถักร้อยอันเป็สิ่งที่กุลสตรีพึงกระทำ
หนิงหรงฟังแล้วอยากเป็ลม ดนตรี หมาก อักษร ภาพวาดรึ! นางในโลกก่อนของลองเรียนได้วันสองวันก็โยนทุกอย่างทิ้งหมดแล้วด้วยรู้ดีว่าตัวเองไม่มีทางทำได้ ส่วนเื่เย็บปักถักร้อยหนิงหรงเคยเรียนมาบ้างเื่เย็บผ้าไม่ใช่งานยากแต่เื่ปักผ้าเห็นทีว่าจะต้องเรียนอีกมาก...เอาเถอะเหมือนย้อนกลับไปเป็เด็กนักเรียนอีกครั้งเรียนอะไรก็เรียน แต่เธอจะทำได้ดีไหมก็อีกเื่
หนิงหรงถอนหายใจกับชะตากรรมของชนชั้นสูงบางทีถ้าเธอมาสิงร่างชาวบ้านธรรมดาๆคนนึงอาจจะดีกว่า...
เช้าวันใหม่ก็มาเยือนอีกครั้งข้าวสารและวัตถุดิบทำอาหารถูกคนใส่เกวียนมาส่งให้ที่บ้านโดยมีคนคุ้มกันเป็ทหารซึ่งมีวรยุทธระดับสูงห้าคน แต่ไร้วี่แววของเยี่ยนเฟย
เมื่อถามถึงเยี่ยนเฟยคนเ่าั้ก็แจ้งว่าเยี่ยนเฟยมีภารกิจต้องไปทำอาจใช้เวลาเป็สัปดาห์หรือนานกว่านั้น
“คารวะคุณหนูหรง”ชายผู้หนึ่งก้าวออกมาจากกลุ่มคนร่างกายบึกบึน ผมดำเงางาม ไว้หนวดเครา ใบหน้ายิ้มแย้มมีเมตตาแต่แววตาลุ่มลึกแบบผผู้มากประสบการณ์ ดูไปแล้วไม่ต่างจากคนอายุสามสิบแต่มองแล้วให้ความรู้สึกว่าชายผู้สุภาพผ่าเผยตรงหน้ามีอายุมากกว่านั้น
“ท่านคือ...”หนิงหรงถามอย่างงุนงง
“ข้า น้อยถางอี้เหรินรับคำสั่งจากท่านอ๋องฮุ่ยและฝ่าาให้มาสอนวรยุทธให้แก่คุณหนูขอรับ”ถางอี้เหรินหล่าวอย่างนอบนอบ
คนผู้นี้ถึงขั้นได้รับคำสั่งจากฝ่าาเลยหรือแต่คนประเภทไหนกันถึงจำเป็ต้องให้ฮ่องเต้เป็คนออกปากรับสั่งด้วยตัวเอง
“คารวะ ท่านถางอี้เหริน”ทหารองครักษ์ของเธอทั้งห้าคนไม่เว้นแม้แต่เสี่ยวเมิ่งหันไปคารวะชายผู้อ้างตัวว่าได้รับคำสั่งมาจากอ๋องฮุ่ยและฮ่องเต้ ด้วยท่าทางนอบน้อมอย่างที่เธอไม่เคยเห็น
ถางอี้เหรินคารวะผู้เยาว์กลับอย่างมีมารยาทไม่เย่อหยิ่ง
“พวกเ้ารู้จักหรือ”หนิงหรงถามอย่างงุนงงพอจะดูออกว่าคนผู้นี้มีวรยุทธระดับสูง น่าจะถึงขั้นยอดยุทธ
“เรียนคุณหนู ท่านผู้นี้เป็ยอดยุทธทำหน้าที่อาจารย์ใหญ่ ของสำนักฝึกยุทธหลวง ขอรับ”จ้าวจื่อหานเป็ผู้ตอบคำถาม
หนิงหรงงุนงง กับคำว่าสำนักฝึกยุทธหลวงมันมีไว้ทำอะไร เป็โรงเรียนฝึกยุทธรึเปล่า?
“สำนักฝึกยุทธหลวงมีไว้ฝึกยุทธของทหารในกองทัพที่ถูกเรียกว่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์เ้าคะ”เสี่ยวเมิ่งอธิบาย
หนิงหรงเหลือบมององค์รักษ์ของเธอพวกเขาแต่ละคนมีสีหน้าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง “พวกท่านก็เป็อัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่ได้รับการฝึกฝนจากสำนักเห่งนี้หรือ”หนิงหรงถามไม่อย่างนั้นพวกเขาจะมีสีหน้าแบบนั้นได้ยังไง หนำซ้ำพวกเขาเองก็เป็ทหาร
“ขอรับ”จ้าวจื่อหานรับคำแต่ละคนมีท่าทีกระดากอายเล็กน้อย ที่แสดงออกทางสีหน้ามากเกินไปจนคุณหนูผู้นี้มองออก
“ถ้าอย่างนั้น ข้าน้อยหงหนิงหรง ขอคารวะท่านาุโ ฝากตัวเป็ศิษย์ด้วยเ้าคะ”หนิงหรงคุกเข่ากราบอาจารย์เหมือนที่เคยดูในละคร
ผู้าุโถางอี้เหรินเห็นแล้วก็ะเิหัวเราะชอบใจเสียงหัวเราะทรงพลังเสียจนทุกคนรู้สึกว่าแก้วหูสั่นะเื
“ลุกขึ้นๆ”ผู้าุโทำท่าประคองแต่ไม่ถูกตัวลูกศิษย์คนใหม่
หนิงหรงลุกขึ้นยืนอย่างนอบน้อมนี่เป็การคารวะอาจารย์ครั้งแรกของนางในโลกนี้แม้ทหารองค์รักษ์ทั้งห้าจะคอยสอนสิ่งต่างๆให้เธอแต่พวกเขาเป็เพียงข้ารับใช้ที่ได้รับคำสั่งมา เธอไม่อาจคารวะเป็อาจารย์ได้แต่คนตรงหน้าแตกต่าง เขาเป็ถึงอาจารย์ใหญ่ของสำนักฝึกยุทธหลวง ที่แม้แต่อ๋องฮุ่ยยังต้องให้ฮ่องเต้ ออกปากสั่งอีกฝ่ายมาสอนเธอ
“เดิมทีข้าคิดว่าจะมาพบคุณหนูที่ร่างกายบอบบางขี้โรคเสียอีก”ผู้าุโว่าพลางลูบเครามองเด็กหญิงวัยสี่ขวบที่ไม่เหมือนคำเล่าลือ ดูมีสุขภาพแข็งแรงดีเยี่ยมดวงตาเปล่าประกายแบบคนกล้าหาญ ลักษณะภายนอกน่าเกรงขามแบบผู้มีอำนาจทั้งๆที่อายุเพียงแค่สี่ขวบ
ตลอดหลายปีมานี้ในสำนักฝึกยุทธเขาพบเห็นเด็กมาไม่น้อย แต่ละคนเป็อัจฉริยะรุ่นเยาว์ถูกส่งเข้ามาเรียนั้แ่อายุหกเจ็ดขวบขึ้นไป แต่ไม่มีเด็กคนไหน มีลักษณะห้าวหาญน่าเกรงขามเด่นชัดเท่าหงหนิงหรงผู้นี้ ว่าไปแล้วก็แปลก เหตุใดหนอเด็กน้อยที่ห้าวหาญจึงถูกหาว่าอ่อนแอ กลายเป็ขยะของตระกูลทั้งๆที่นางคือเพชรล้ำค่าแท้ๆ
“เรียนท่านอาจารย์”หนิงหรงเปลี่ยนคำเรียกอย่างว่องไวจนคนเป็อาจารย์ยิ้มตาหยีอย่างถูกใจในความฉลาดหัวไว
“เดิมทีศิษย์ร่างกายอ่อนแอไม่เหมาะแก่การฝึกยุทธ์ แต่หลังจากเฉียดตายเมื่อฟื้นขึ้นมาศิษย์มีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมีค่าจึงตั้งใจฝึกฝนและบำรุงร่างกายสุดท้ายแล้วฟ้าเมตตาจึงมีสภาพอย่างที่ท่านอาจารย์เห็น”หนิงหรงกล่าวด้วยท่าทางนอบน้อมถ่อมตน
“อืม...”ผู้าุโทำท่าครุ่นคิดมองมายิ้มๆ “ข้าได้ยินมาว่าเ้าเพิ่งฟื้นได้แค่เก้าวันหลังจากนอนไม่ได้สติมาเป็เดือน ร่างกายกลับฟื้นฟูแข็งแรงได้อย่างรวดเร็วหนำซ้ำยังบรรลุพลังยุทธขั้นที่หนึ่งด้วย นับว่าไม่ธรรมดาจริงๆ”
“ก็เพราะศิษย์ได้อัจฉริยะรุ่นเยาว์ทั้งหลายที่มาจากสำนักหลวงคอนสั่งสอนไงเ้าคะ”หนิงหรงประจบทันที
“ฝีมือการประจบสอพลอคนแก่นับได้ว่าเป็เลิศในแผ่นดิน”ผู้เป็อาจารย์หัวเราะอย่างชอบใจ
“แก่อะไรกันเ้าคะดูๆไปท่านอาจารย์น่าจะแค่สามสิบกว่าๆเอง ยังนับเป็หนุ่มฉกรรอยู่เลยเ้าคะ”คราวนี้หนิงหรงงุนงงแล้ว
ผู้เป็อาจารย์ฟังแล้วก็หัวเราะชอบใจขณะที่ทุกคนฟังแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างมีเลศั์
“ข้านะปีนี้อายุห้าสิบสามเข้าไปแล้วเด็กน้อย”ถางอี้เหรินเฉลยอายุที่แท้จริง
“หาาาาาา”หนิงหรงร้องเสียงดังลั่นใในโลกที่การแพทย์ไม่น่าจะก้าวหน้า เหตุใดจึงมีคนที่ดูอ่อนกว่าวัยถึงเพียงนี้ แต่จะว่าไปต่อให้การแพทย์ก้าวหน้าก็ไม่มีทางทำให้คนห้าสิบ เหมือนคนอายุสามสิบได้ขนาดนี้
คราวนี้ทุกคนะเิเสียงหัวเราะกันดังลั่น
“คุณหนูเ้าคะผู้ก้าวขึ้นสู่ยอดยุทธทุกคนล้วนหน้าเด็กกว่าวัยทั้งสิ้นเ้าคะ ท่านอ๋องฮุ่ย ฝ่าาหรือแม้แต่บิดาท่านแม่ทัพหง แต่ละคนหน้าอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงหลายสิบปีเลยเ้าคะ”เสี่ยวเมิ่งอธิบาย
“อ่า...ท่านอาจารย์”หนิงหรงทำเสียงออดอ้อน“ถ้างั้นท่านรีบสอนข้าเร็วข้าอยากเป็ยอดยุทธจะได้หน้าเด็กตลอดกาล”หนิงหรงหัวเราะชอบใตกับความคิดของตนเอง
“คุณหนูขอรับท่านลืมเชิญท่านถางอี้เหรินเข้าไปในบ้านนะขอรับ”จ้าวจื่อหานผู้ถนัดวิชาค่ายกลเอ่ยเตือน
“อ่า...ขออภัยท่านอาจารย์ข้าเสียมารยาทแล้ว”หนิงหรงคารวะ“เชิญท่านอาจารย์ที่ห้องหนังสือเ้าคะ”หนิงหรงว่าพลางเดินนำท่านอาจารย์ครึ่งก้าว
“ส่วนพวกท่านรีบไปเตรียมห้องรับแขกให้ท่านอาจารย์พัก”หนิงหรงหันไปสั่งจ้าวจื่อหานที่ยืนอยู่ข้างหน้าเธอ“อ้อแล้วก็อย่าลืมดูแลทหารพวกนี้ด้วย”หนิงหรงสั่งเสร็จก็เดินนำถางอี้เหรินไปห้องหนังสือ
ถางอี้เหรินนึกประหลาดใจอีกครั้งที่เด็กหญิงวัยสี่ขวบรู้จักออกคำสั่งอย่างเหมาะสม ให้คนของตนทำอะไรบ้าง เดิมทีเขาไม่ได้คาดหวังกับเด็กที่อ่อนแอขี้โรคคนนี้มากนักสิ่งที่ฮ่องเต้และอ๋องฮุ่ย้าก็คือฝึกฝนนางให้ร่างกายนางแข็งแรงขึ้นและช่วยสอนพลังยุทธให้หากร่างกายนางรับไหว เขาเองก็เห็นด้วยกับความคิดนี้
แต่เมื่อมาเห็นหงหนิงหรงตัวจริงเขาก็เปลี่ยนใจ ถางอี้เหรินตั้งใจว่าจะสอนนางอย่างเต็มที่ฝึกฝนนางให้ก้าวขึ้นสู่พลังยุทธระดับสูงให้ได้ดูๆไปแล้วนางก็นับว่าเฉลียวฉลาดไม่น้อย
ตลอดทั้งวันหนิงหรงนั่งเรียนทฤษฎีพื้นฐานวิชายุทธและความรู้อื่นๆเกี่ยวกับอาณาจักฮุ่ยและอาณาจักรรอบๆจนรู้ว่า ความจริงแล้วอาณาจักรฮุ่ย จัดเป็อาณาจักรที่อ่อนแอที่สุด แต่เพราะมีพันธะสัญญากับราชันอสูรอาณาจักรฮุ่ยที่อ่อนแอจึงไม่มีใครกล้าโจมตีนอกจากนี้เพราะมีอาณาจักรเฟยเพียงอาณาจักรเดียวที่อยู่ติดกันหากไม่ยึดครองอาณาจักรเฟยก็ไม่มีทางยกทัพมาถึงอาณาจักรฮุ่ยได้และเพราะอาณาจักรฮุ่ยเป็พันธมิตร ยอมให้อาณาจักรเฟยใช้เส้นทางเดินเรืออาณาจักรเฟยจึงมีเงินทองมากมายดังนั้นอาณาจักรเฟยที่เข้มแข็งก็ไม่คิดจะโจมตีอาณาจักรฮุ่ยที่นี่จึงเป็อาณาจักรเดียวที่ถูกปกครองโดยสกุลฮุ่ยมาั้แ่ก่อตั้งอาณาจักรั้แ่สมัยา
และอาณาจักรที่เข้มแข็งที่สุดย่อมต้องเป็อาณาจักรเฟยที่นั่นเต็มไปด้วยยอดยุทธมากมายชนชั้นสูงและตระกูลใหญ่ทั้งหลายล้วนเต็มไปด้วยยอดยุทธมีคนจำนวนไม่น้อยก้าวขึ้นสู่ระดับราชันยอดยุทธทว่าระดับตำนานยอดยุทธนั้นมีคนเพียงน้อยนิดเท่านั่นที่ไปถึงและคนส่วนมากล้วนไปถึงในวัยชราแล้ว
นอกจากนี้อาณาจักรเฟยยังมีสำนักยุทธหลวงที่เปิดให้ผู้ฝึกยุทธ์เข้าเรียนซึ่งต้องมีอายุสิบสี่ปีขึ้นไปในโลกนี้นับได้ว่าใกล้จะเติบโตเป็หนุ่มสาวแล้ว
“ท่านอาจารย์ถ้าเช่นนั้นเมื่อข้าอายุสิบสี่ปี สมควรไปเรียนที่นั่นด้วยหรือไม่”หนิงหรงถาม
“แน่นอนว่าควรต้องไปความรู้ของอาณาจักรเฟย และความก้าวหน้าด้านวิชาแพทย์ โดยเฉพาะแพทย์โอสถยิ่งส่งผลให้คนของอาณาจักรเฟยเต็มไปด้วยยอดยุทธ์ ตัวท่านเองที่เป็อัจฉริยะวัยเยาว์ก็สมควรต้องเข้าเรียนด้วย”ถางอี้เหรินกล่าวเขามั่นใจว่าหนิงหนิงหรงผู้นี้คืออัจฉริยะวัยเยาว์ผู้หนึ่ง นางใช้เวลาแค่เก้าวันก็บรรลุขั้นที่หนึ่งได้ทั้งๆที่คนทั่วไปต้องใช้เวลาฝึกฝนถึงครึ่งปีหากนางไม่ใช่อัจฉริยะแล้วจะเรียกว่าอะไรต่อให้มียาช่วยฝึกฝนคนมากมายก็ไม่มีทางใช้เวลาต่ำกว่าครึ่งปีได้
“เหตุใดการมีเเพทย์โอสถจึงทำให้อาณาจักรเฟยเข้มแข็งกว่าอาณาจักรอื่นเ้าคะ”หนิงหรงถามถึงแม้จะเคยอ่านนิยายมาบ้าง แต่ก็ควรต้องรับฟังไม่แน่ว่าโลกนี้อาจจะไม่เหมือนในนิยายก็ได้
“แพทย์โอสถ เป็นักปรุงยาชั้นสูงสูงกว่าแพทย์ทั่วไปมาก นอกจากพวกเขาต้องเรียนวิชาแพทย์แล้วยังต้องเรียนวิชาปรุงยาด้วย การปรุงยานั้น ชนิดของยามีหลากหลายผู้ที่ถูกเรียกว่าแพทย์โอสถย่อมเรียนการปรุงยาที่ช่วยส่งเสริมการฝึกยุทธ์และรักษาร่างกายผู้ฝึกยุทธที่มีโรคซับซ้อนกว่าคนทั่วไปเหตุผลหนึ่งที่แพทย์โอสถในอาณาจักรฮุ่ยมีจำนวนน้อยเป็เพราะว่าผู้ฝึกยุทธส่วนใหญ่อยู่ในระดับกลางดังนั้นจึงไม่จำเป็ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญอย่างแพทย์โอสถมากนักและความนิยมของการฝึกยุทธในอาณาจักรฮุ่ยก็ยังไม่มากเท่าความนิยมในการค้าขายและการเดินเรือ เรียกได้ว่าเพราะอาณาจักฮุ่ยสงบสุขมานานคนส่วนใหญ่จึงนิยมหาเงินทองทำการค้า มากกว่ามุ่งมั่นกับการฝึกยุทธนั่นเอง”ถางอี้เหรินกล่าว
“ถ้ามีคนอยากเป็แพทย์โอสถพวกเขาต้องไปเรียนจากที่ไหนหรือเ้าคะ ในเมื่ออาณาจักรฮุ่ยของเรามีแพทย์โอสถน้อยขนาดนี้หรือว่าอาณาจักรเฟยเองก็มีแพทย์โอสถเช่นกัน”หนิงหรงถาม
“ฮึฮึ”ถางอี้เหรินหัวเราะนึกชอบใจในความฉลาดหัวไวของลูกศิษย์ “แน่นอนอาณาจักรเฟยเองก็มีสำนักแพทย์โอสถ ทำหน้าที่ฝึกสอนแพทย์โอสถเช่นกันเพียงแต่ทั้งสองสำนัก คือที่เดียวกัน นั่นคือสำนักฝึกยุทธหลวงพวกเขาแค่แบ่งแยกการฝึกออกเป็สองรูปแบบเท่านั้น คือ หนึ่งคนที่ฝึกพลังยุทธเพียงอย่างเดียวและ สองคนที่มีความสามารถฝึกทั้งพลังยุทธ รวมทั้งฝึกวิชาแพทย์โอสถได้
ทุกปีเด็กอัจฉริยะจากอาณาจักรต่างๆที่เข้าเรียนในสำนักฝึกยุทธหลวงได้จะถูกทดสอบเมื่อขึ้นสู่ปีที่สอง เพื่อนำตัวไปเรียนที่สำนักแพทย์โอสถแต่ก็มีบางคนที่เมื่อเข้าเรียนแล้วก็ถูกทดสอบและส่งตัวเข้าสู่สำนักแพทย์โอสถได้ทันทีซึ่งมีเพียงจำนวนน้อยที่ได้รับสิทธิ์นั้นคนกลุ่มแรกที่ได้รับศิษย์คือลูกหลานแพทย์โอสถ คนประเภทที่สองคือจากชนชั้นสูงซึ่งมีอำนาจจากอาณาจักรต่างๆและคนประเภทที่สามอัจฉริยะวัยเยาว์ที่มีพื้นฐานและความสามารถด้านวิชาแพทย์โอสถมาบ้างแล้ว
แพทย์โอสถเองก็ถูกแบ่งลำดับออกเป็สิบขั้นเช่นเดียวกับผู้ฝึกยุทธเรียกว่าแพทย์โอสถชั้นหนึ่งถึงชั้นสิบ โดยชั้นหนึ่งคือแพทย์โอสถที่มีความสามารถมากที่สุดถูกเรียกว่าเทพโอสถ และมีระดับสิบเป็ชั้นต่ำสุด ระดับหนึ่งถึงสี่เรียกว่าแพทย์โอสถ ระดับห้าถึงเจ็ดเรียกว่าผู้ฝึกฝนขั้นกลางและระดับแปดถึงสิบเรียกว่าผู้ฝึกฝน
หมายความว่าหากฝึกฝนยังไม่ถึงระดับสี่ก็ยังไม่นับว่าเป็แพทย์โอสถ”
“หากว่าข้าอยากเป็แพทย์โอสถในอาณาจักฮุ่ยยังพอมีใครสอนพื้นฐานให้ข้าก่อนจะเข้าเรียนที่สำนักฝึกหลวงของอาณาจักรเฟยได้บ้าง”หนิงหรงถามนึกสนใจการเป็แพทย์โอสถ
“เ้าอยากเป็คนร่ำรวยและมีอิทธิพลหรือ”ผู้เฒ่าถางอี้เหรินถามอย่างรู้ทัน
“แน่นอนว่าข้าสนใจเงินทั้งนั้นเลยนะ นอกจากยาที่มาจากแพทย์โอสถแล้ว ยาที่มาจากแพทย์ธรรมดาราคาย่อมแตกต่างกันมหาศาล”แน่นอนว่าแพทย์โอสถเป็ยากกว่าแพทย์ธรรมดายาของพวกเขาต้องแพงกว่าอยู่และ ตรรกะแค่นี้เธอคิดได้หรอกน่า! พอมีเงินแล้วอำนาจจะไปไหนยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าคนส่วนใหญ่ต้องพึงพาแพทย์โอสถทั้งสิ้นหากว่าเธอไม่เป็แพทย์โอสถก็นับว่าโง่เต็มทีแล้ว!! ในโลกก่อนเธอสนใจการแพทย์แต่ทว่าเธอเองเลือกเรียนตามบิดาเรียนกฏหมายเพื่อเป็ทนายทำงานในสำนักทนายความของตระกูลที่บิดารับสืบทอดมาหากเธอเลือกเรียนแพทย์คงถูกที่บ้านถลกหนังแน่นอน!
“ฮึฮึ”ท่านผู้เฒ่าหัวเราะพลางลูกเคราสีดำของตนอย่างพึงพอใจนับวันก็ยิ่งชอบใจลูกศิษย์คนนี้มากขึ้นก่อนที่นางจะอายุสิบสี่เขาย่อมต้องทุ่มเทสอนอย่างเต็มที่
“คนที่สอนเ้าได้ก็คือหวงเหวินองค์รักษ์ของเ้าไงละ เขาเป็แพทย์โอสถระดับสามเชียวนะ น่าเสียดายที่หวงเหวินต้องลาออกจากสำนักแพทย์โอสถกลางคันเพื่อมาสืบทอดตระกูลแทนบิดา หาไม่แล้วอาณาจักรฮุ่ยก็จะมีเทพโอสถเพิ่มขึ้นอีกคน
ยังดีที่เมื่อกิจการตระกูลหวงมั่นคงท่านอ๋องที่ชุปเลี้ยงหวงเหวินมาั้แ่เด็กก็รับเขามาเป็องครักษ์ในจวนและเป็ท่านอ๋องนี่ละที่คอยให้การสนับสนุนหวงเหวินเข้าเรียนแพทย์โอสถั้แ่เข้าเรียนทำให้หวงเหวินไม่จำเป็ต้องรอเวลาหนึ่งปีเพื่อถูกคัดเลือก”
ท่านผู้เฒ่ากล่าวอย่างนึกเสียดายความสามารถของศิษย์ผู้นี้ที่เขาแนะนำให้ท่านอ๋องส่งไปเรียนที่อาณาจักรเฟยหวงเหวินไปเรียนได้แค่สามปีก็ต้องกลับมาสืบทอดกิจการและตระกูลแทนบิดาที่แก่ชราลง
‘เฮ้อวาสนาของคนนั้นยากจะหยั่งจริงๆ’ถางอี้เหรินถอนหายใจนึกเสียดายแทนลูกศิษย์
หวงเหวินเติบโตในจวนอ๋องแม้ที่บ้านจะมีฐานะร่ำรวยแต่ ในฐานะที่ท่านอ๋องเป็ผู้มีพระคุณของสกุลหวงสกุลหวงจึงส่งหวงเหวินเข้าไปในจวนอ๋องเพื่อคอยเป็เด็กรับใช้ั้แ่อายุหกขวบแต่ท่านอ๋องเห็นแววและความสามารถจึงส่งให้ไปเรียนที่สำนักฝึกหลวงแทนและสำนักฝึกหลวงเห็นความสามารถด้านการแพทย์ของหวงเหวินโดยแพทย์โอสถผู้หนึ่งที่สอนอยู่ในสำนักฝึกหลวงจึงส่งเขาไปเรียนที่อาณาจักเฟยเมื่ออายุครบสิบสี่
อนาคตของหวงเหวินเรียกได้ว่ารุ่งโรจน์ทว่าน่าเสียดาย เพียงสามปีบิดาซึ่งไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธก็ชราภาพ เจ็บป่วยบ่อยๆทำให้หวงเหวินต้องลาออกแล้วกลับมาดูแลบิดาและกิจการ ทว่าไม่นานบิดาก็เสียชีวิตลงหวงเหวินใช้เวลาอยู่ครึ่งปีกิจการจึงมั่นคงอีกครั้งและถูกท่านอ๋องแต่งตั้งเป็องค์รักษ์นับแต่นั้นมาหารค้าของสกุลหวงก็ยิ่งมั่นคงมีอำนาจมากขึ้น หวงเหวินจึงปล่อยวางเื่การค้าลงได้ทำหน้าที่องค์รักษ์อย่างรู้บุญคุณ
‘อ่า...ข้าว่าแล้วเชียวหวงเหวินผู้นี้ไม่ธรรมดา’หนิงหรงคิดในใจยังจำได้ว่าหวงเหวินเพียงแค่ดมกลิ่นยาก็รู้แล้วว่านางมียาเืกิเลนทองอยู่ทีเเรกนางคิดว่าคนเป็แพทย์ไม่ว่าใครก็รู้จักเสียอีก!
หลังจากวันนั้นการฝึกฝนของหนิงหรงก็เปลี่ยนไปตอนเช้านางเรียนวรยุทธ ตกบ่ายนางเรียนวิชาแพทย์และแพทย์โอสถจากหวงเหวินรวมทั้งวิชาตัวเบาและอาวุธลับจากเฉินอี้ส่วนจื่อหานหันมาสอนการใช้กระบี่และเพลงดาบสลับกับจื่อหานที่มาสอนการเดินหมากและค่ายกลในบางวัน
ทุกๆคืนเ้ากระต่ายจะมาเสนอหน้าพร้อมกับโยนสัตว์อสูรตัวใหญ่ๆสามตัวมาไว้ในลานบ้านรวมทั้งสมุนไพรล้ำค่าที่อายุไม่ต่ำกว่าพันปีมอบให้หนิงหรง มีพวกเห็นหลินจือ โสมคนและสมุนไพรหน้าตาแปลกประหลาดที่เธอไม่รู้จักแต่พอเห็นหวงเหวินทำดวงตาเปล่งประกายแล้วนางก็เชื่อว่าสมุนไพรพวกนั้นคงจะล้ำค่าจริงๆ
บางวันท่านผู้เฒ่าก็มาร่วมวงกินสัตว์อสูรย่างบ้างแม้แรกๆจะใที่หนิงหรงสนิทสนมกับกระต่ายอสูรที่แม้ความจริงจะไม่น่ากลัวแต่เมื่อมันก้าวขึ้นสู่ระดับเก้าความโเี้และรวดเร็วของมันก็ทำให้คนหวาดหวั่นได้
วาสนาของศิษย์ผู้นี้ช่างไม่ธรรมดาถึงกับรู้จักสัตว์อสูรขั้นเก้าได้ หนำซ้ำยังดูสนิทกันราวกับสหายหากว่าอนาคตนางได้สัตว์อสูรตนนี้มารับใช้ หนิงหรงคงไม่ต่างจากพยัคฆ์ติดปีกทีเดียว
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งเดือนหนิงหรงก้าวขึ้นสู่พลังยุทธระดับสามอย่างรวดเร็วจนน่าตกตะลึงด้วยมียอดยุทธเป็ผู้สอน และมีหวงเหวินคอยปรุงสมุนไพรหายากอายุนับพันปีให้กินทุกวันและตอนนี้พลังยุทธก็ใกล้ก้าวขึ้นสู่ระดับสี่ นางใกล้เป็ผู้ฝึกยุทธระดับกลางแล้ว
“ศิษย์ของข้าด้วยความสามารถของเ้า และยาที่เ้ามีอีกไม่กี่วันเ้าต้องก้าวขึ้นสู่ระดับสี่ได้อย่างแน่นอน”ถางอี้เหรินหัวเราะเสียงดังสนั่นเสียจนหนิงหรงต้องใช้พลังยุทธปิดกั้นเสียงของอีกฝ่ายไว้ไม่ทำให้เธอหูหนวกั้แ่เรียนกับคนผู้นี้มาเขาก็ชอบหัวเราะดังๆแบบนี้เสมอหัวเราะเสียนแก้วหูเธอแทบจะแตก ยังดีที่เธอหาวิธีปิดกั้นพลังเสียงนั้นไว้ได้
ส่วนพวกทหารองครักษ์ของนางเองเมื่อได้ความรู้จากหนังสือพลังยุทธในห้องหนังสือรวมทั้งยาจากสมุนไพรล้ำค่าแล้ว พวกเขาก็ก้าวหน้าจนก้าวขึ้นสู่ระดับเก้าแล้วเช่นกันมีเพียงเสี่ยวเมิ่งที่ทำทุกคนตกตะลึงนางก้าวขึ้นสู่ระดับสิบเป็ยอดยุทธ์หญิงไปเรียบร้อยแล้ว
ทว่าเสี่ยวเมิ่งตัดสินใจใช้วิธีปิดบังพลังยุทธทำให้ผู้คนมองไม่ออกให้คนคิดว่านางอยู่แค่ระดับเจ็ดต่อไป...เสี่ยวเมิ่งผู้ถ่อมตนขอให้ทุกคนปิดเป็ความลับนางไม่อยากให้เกิดปัญหาตามมา สาวใช้ธรรมดาคนหนึ่งไม่ควรเป็ยอดยุทธไม่เช่นนั้นอาจถูกหาว่าเป็สายลับเข้ามาสืบความเคลื่อนไหวในจวนแม่ทัพเพราะเสี่ยวเมิ่งมาจากจวนอ๋องฮุ่ย เติบโตมาจากที่นั่นั้แ่เด็ก ทุกคนจึงเชื่อว่านางไม่ใช่สายลับจากที่ไหนแต่อาจเป็เพราะนางเป็อัจฉริยะวัยเยาว์ก็ได้เลยทำให้เสี่ยวเมิ่งวัยสิบห้ากลายเป็ยอดยุทธหญิงคนแรกในประวัติศาสตรฺ์ที่อายุน้อยที่สุด
ถางอี้เหรินยิ่งประหลาดใจกับวาสนาของหงหนิงหรงที่บังเอิญมีสาวใช้เป็ยอดยุทธ บังเอิญมีสัตว์อสูรระดับเก้าเป็สหาย บังเอิญมีท่านอ๋องฮุ่ยและฮ่องเต้เป็ญาติให้ความสนับสนุนทุกอย่างบังเอิญเป็อัจฉริยะวัยเยาว์ บังเอิญก้าวหน้าด้านพลังยุทธอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึงสองเดือนเพราะสมุนไพรที่สหายสัตว์อสูรเก็บมาให้ความบังเอิญเหล่านี้มากมายเสียจนไม่รู้ว่าคนมากมายแค่ไหนที่ต้องอิจฉานางที่เพียบพร้อมมีทุกสิ่งทุกอย่างที่คนมากมายอยากได้....
และถ้าหากเขารู้ว่า นางยังได้รับเืกิเลนทองมาถึงสิบเม็ดถางอี้เหรินอาจจะเป็ลมไปเลยก็ได้ แต่สิ่งหนึ่งทีทำให้ถางอี้เหรินนึกปลงตกก็คือ หนิงหรงมีบิดาเช่นท่านแม่ทัพหงซือจงคนผู้นี้ผ่านไปหนึ่งเดือนหลังจากรู้ว่าอนุไม่ส่งข้าวและวัตถุดิบทำอาหารมาให้บุตรสาวที่ใกล้ตายก็ทำเพียงส่งคนมาดูว่าธิดาของตนตายไปหรือยังเมื่อยังไม่ตายและรู้ว่านางถึงขั้นกำลังก้าวขึ้นสู่พลังยุทธระดับสี่ และมีถางอี้เหรินเป็อาจารย์จึงหน้าด้านให้คนที่บ้านมาเรียกตัวหงหนิงหรงกับตระกูลและให้คนเชิญเขากลับไปช่วยสอนให้ลูกชายทั้งสองของตนด้วย
“แม่ทัพผู้นี้ช่างไร้ยางอาย”เสี่ยวเมิ่งสบถด่าเมื่อเหลือบมองคนของจวนแม่ทัพ ที่กำลังเดินเข้าห้องหนังสือซึ่งเป็เพียงพ่อบ้านผู้หนึ่ง“จะมาเชิญท่านผู้เฒ่าถางแทนที่จะมาด้วยตัวเอง ดันกล้าใช้พ่อบ้านมาเชิญหนำซ้ำยังหน้าไม่อายเรียกคุณหนูข้าให้กลับไป เหอะ!”เสี่ยวเมิ่งโมโหจนนึกอยากกระทืบคนขึ้นมาขอแค่คุณหนูมีคำสั่งนางจะไปกระทืบคนผู้นี้อย่างไม่ลังเล! แม่ทัพแล้วอย่างไรยอดยุทธแล้วอย่างไร ตอนนี้นางก็เป็ยอดยุทธเช่นกัน!
ถางอี้เหรินเป็คนที่แม้แต่ฮ่องแต่ยังให้ความสำคัญและเป็คนออกปากให้มาสอนหงหนิงหรงเองแม่ทัพหงซือจงผู้นั้นคิดว่าตนเป็ใครถึงกล้าให้พ่อบ้านมาเชิญ
หนิงหรงผู้รับฟังถึงสาเหตุการมาของพ่อบ้านชราที่ดูเ้าเล่ห์กลิ้งกรอกตรงหน้าแล้วก็ทำสีหน้ารังเกียจจนพ่อบ้านผู้นั้นหน้าตาบิดเบี้ยว มันไม่เคยถูกคนทำสีหน้าเช่นนั้นใส่มาก่อนแม้แต่อนุเซียงหรู ยังต้องเกรงใจมัน เพราะมันรับใช้สกุลหงมาั้แ่นายท่านคนก่อน บิดาของท่านแม่ทัพยังเป็ประมุขนับได้ว่ามันมีอำนาจในตระกูลรองจากท่านแม่ทัพเท่านั้น
“หนิงหรงขออภัยท่านอาจารย์ที่บิดาไม่รู้ความส่งพ่อบ้านผู้หนึ่งมาเชิญท่าน”หนิงหรงคารวะผู้เป็อาจารย์ด้วยความรู้สึกขายหน้า
“เอาเถอะๆอาจารย์ไม่ถือโทษอะไรเ้าหรอกอาจารย์เป็เพียงคนธรรมดาๆคนนึงให้พ่อบ้านมาเชิญก็นับว่าเป็เกียรติแล้ว”ถางอี้เหรินกล่าวอย่างไม่ถือตัวแต่นึกรังเกียจแม่ทัพผู้นี้ ที่เอาข้ออ้างเรียกธิดากลับตระกูลเป็ข้ออ้างบังหน้าเชิญเขากลับไปด้วยหนำซ้ำการเชิญหนิงหรงกลับไปก็เพราะว่านางมีพลังยุทธที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจัดได้ว่าเป็อัจฉริยะทำให้บิดาผู้นี้เปลี่ยนใจจากทิ้งขว้างขยะ มาเป็เอากลับไปใช้งาน
พ่อบ้านฟังแล้วก็มีสีหน้าดีขึ้น “คุณหนูท่านถางอี้เหรินกล่าวแล้วท่านก็ไม่ควรทำสีหน้าเช่นนั้นใส่ข้าและไม่ควร ตำหนิว่าบิดาไม่รู้ความต่อหน้าผู้อื่นคนฟัง ฟังแล้วจะคิดว่าท่านไม่เคารพบิดาไม่ได้รับการอบรมสั่งสอน”พ่อบ้านว่าพลางยิ้มอย่างสะใจที่ได้ด่าคนตรงหน้าเป็แค่ขยะในบ้าน มีอาจารย์ดีเลยฝึกพลังยุทธก้าวหน้าเกือบถึงขั้นสี่ก็กล้าชูคอมีเื่กับพ่อบ้านที่มีอำนาจในมือเช่นเขาหรือ
“ฮึฮึ”หนิงหรงหัวเราะชั่วร้ายขณะปรายตามองพ่อบ้าน ทำให้พ่อบ้านขนลุกวูบนึกหวั่นเกรงสายตาคุณหนูผู้นี้ที่ดูเปลี่ยนไป ไม่ใช่อ่อนแอ หวาดกลัวผู้คนอีกต่อไปแต่เพียงเเค่วูบเดียวเท่านั้นที่มันนึกหวั่นใจ
หนิงหรงเห็นอีกฝ่ายมองมาอย่างท้าทายก็หันไปคารวะผู้เป็อาจารย์“หนิงหรงต้องขออภัยท่านอาจารย์ หนิงหรงมีเื่ในครอบครัวต้องพูดคุยไม่สะดวกให้ท่านอาจารย์รับฟังขออภัยที่ต้องให้ท่านอาจารย์ต้องหยุดการสอนในวันนี้ไว้ก่อน รอศิษย์จัดการเื่นี้เรียบร้อยจะรีบเชิญท่านอาจารย์กลับมาสอนเ้าคะ”หนิงหรงกล่าว
ถางอี้เหรินพยักหน้าหนึ่งเดือนที่เขาสอนเด็กคนนี้มาเขาย่อมรู้ดีถึงนิสัยของนางว่าเป็คนเช่นไรดังนั้นเขารู้ว่านางเตรียมจะเชือดพ่อบ้านคนนี้ที่กล้ามองเ้านายด้วยสายตาอวดดีแล้ว เขานึกพอใจในท่าทีของหนิงหรงที่รู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่จัดการเื่ขายหน้าในตระกูลต่อหนาคนนอก
“เอาละถ้าจัดการเื่เรียบร้อยก็ตามอาจารย์มา อ้ออย่าลืมบอกท่านพ่อบ้านละว่าข้าเป็อาจารย์ใหญ่สำนักฝึกหลวงรับคำสั่งแค่ฮ่องเต้ผู้เดียว”ถางอี้เหรินกล่าวพลางกระตุกยิ้มเมื่อเห็นพ่อบ้านชราผู้นั้นถึงกับหน้าซีด เขาสะบัดชายเสื้อจากไปอย่างสง่างาม
‘อ่า...หมัดนี้ของท่านอาจารย์ร้ายกาจยิ่ง’ หนิงหรงนึกชมผู้เป็อาจารย์ ยืนมองส่งผู้เป็อาจารย์จากไป