หลังจากลี่หงให้สองลูกหมาป่าวายุบ่มเพาะพลังเ้าตัวก็มุ่งหน้าไปหาหั่วหงกับลูกๆ ทันทีที่อสรพิษน้อยทั้งห้าเห็นลี่หงต่างก็พาเลื้อยมาหาด้วยความรวดเร็ว
“มาตั้งชื่อพวกเ้าดีกว่าเ้างูน้อยทั้งหลายหั่วหงเ้าคิดชื่อลูกไว้รึยัง” ลี่หงหันไปถามหั่วหง
“ข้าอยากให้เ้านายตั้งชื่อให้ลูกเ้าค่ะ”
“หืม!! เ้าโยนภาระมาให้ข้านี่นา ฮ่าฮ่า เอาเถอะมาตั้งชื่อเ้าตัวเล็กกันดีกว่า”พูดจบลี่หงก็นั่งลงแล้วเหล่าอสรพิษน้อยก็เลื้อยขึ้นมานอนบนตัก ด้วยตัวของเหล่าอสรพิษน้อยที่มีขนาดเท่ากับด้ามไม้กวางและยาวเพียงหนึ่งเมตรทำให้ทั้งห้าสามารถลดตัวอยู่บนตักของน้อยๆลี่หงได้อย่างไม่มีปัญหาแม้จะเบียดเสียดไปบ้างก็ตาม
“อืม! เ้าอสรพิษเพลิงสุริยันน้อยจากนี้ไปเ้าชื่อหั่วหยางนะส่วนเ้าเหมันต์จันทราชื่อหั่วเยว่ เ้าเพลิงอัสนีชื่อหั่วหลาง เ้าวายุเหมันต์ชื่อหั่วชิงและสุดท้ายเ้าเพลิงทมิฬชื่อหั่วถิง” เมื่อตั้งชื่อให้อสรพิษน้อยทั้งห้าเสร็จลี่หงก็นำซากหมาป่าขนเหล็กออกมาให้เหล่าอสรพิษน้อยหนึ่งตัวจากนั้นก็นำผลึกิญญาฟ้าออกมาห้าสิบก้อนให้หั่วหงใช้บ่มเพาะ
“เ้าก็รีบบ่มเพาะพลังด้วยนะหั่วหงส่วนเด็กๆพวกนี้ก็ปล่อยให้เล่นซนไปก่อน ยังไม่ต้องบังคับให้รีบเร่งบ่มเพาะพลัง”พูดจบลี่หงก็หันไปหาเฮยหลง
“เฮยหลงเดี๋ยวข้าจะไปสำรวจป่าบนเกาะลอยฟ้าให้ละเอียดอีกรอบเ้าจะไปกับข้าไหมหรือจะไปพัก” ไม่ทันที่จะได้ไปยังเกาะลอยฟ้า ลี่หงพลันนึกถึงสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้จึงหันไปเอ่ยถามเฮยหลงอีกครั้ง
“เฮยหลงถ้ำรัตติกาลทมิฬยังอยู่ดีรึเปล่า”
“ยังคงอยู่เ้าถามทำไมรึ”
“ไม่มีอะไรมากหรอก แค่ข้าจะได้เอาต้นไม้ไปปลูกไว้ในนั้นเฉยๆ”ได้ยินดังนั้นเฮยหลงก็ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความงุนงง
“เ้าจะบ้ารึลี่หงในถ้ำนั้นไม่มีต้นไม้ชนิดไหนเติบโตได้หรอกนะ” เมื่อได้ยินคำพูดของเฮยหลงลี่หงก็ยิ้มออกมา
“ไม่เชื่อก็ตามข้ามา”พูดจบลี่หงก็ทะยานขึ้นไปยังถ้ำใจกลางน้ำตกวารีพิสุทธิ์ ที่ตนได้สร้างไว้เพื่อปลูกต้นผลไม้ธาตุมืดเมื่อตามขึ้นมาเฮยหลงก็เห็นลี่หงกำลังทำอะไรบางอย่าง
“เ้าทำอะไรน่ะลี่หง”
“ข้าแค่จะย้ายต้นผลไม้ธาตุมืดไปปลูกไว้ในถ้ำรัตติกาลทมิฬน่ะ”ได้ยินก็เลิกคิ้วขึ้นมาด้วยความแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้รบกวนลี่หง
ทางด้านลี่หงในตอนนี้กำลังใช้พลังแห่งพฤกษาห่อหุ้มต้นผลไม้ธาตุมืดแล้วยกขึ้นมาทั้งต้นจากนั้นจึงมุ่งหน้าไปยังถ้ำรัตติกาลทมิฬ
แม้ภายในถ้ำรัตติกาลทมิฬจะไม่มีแสงสว่างสาดส่องเข้าไปแต่ต้นผลไม้ธาตุมืดนั้นหาได้้าแสงสว่างไม่ กลับกันทันทีที่ลี่หงปลูกเสร็จ มันกลับสามารถเติบโตได้รวดเร็วกว่าปลูกไว้ในถ้ำหลังม่านน้ำตาวารีพิสุทธิ์หลายเท่า
เมื่อเสร็จจากการปลูกต้นผลไม้ธาตุมืดลี่หงก็มุ่งหน้าตรงไปยังป่าาที่อยู่ด้านล่างหน้าผาทันที ความจริงเพียงแค่ใช้สำนึกตรวจสอบลี่หงก็สามารถมองเห็นพื้นที่ทุกส่วนในมิตินี้ได้แล้ว
แต่ด้วยอยากััและเพื่อความตื่นเต้นลี่หงจึงลงมาเดินสำรวจพื้นที่ด้วยตนเอง ในระหว่างที่เดินสำรวจอยู่นั้นเ้าตัวยังคงตื่นตาตื่นใจไม่หยุดเมื่อสำรวจป่าไปได้กว่าครึ่งลี่หงพลันหยุดชะงักอยู่หน้ากลุ่มต้นไม้เลื้อยขนาดใหญ่ที่ทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน
“นะ นี่มันแตงโมหนิ! ไม่สิ! โลกนี้ต้องเรียกว่าแตงโลหิตสินะฮ่า ฮ่า ฮ่า” ลี่หงะเิเสียงหัวเราะด้วยความดีใจ ไม่คิดว่าตนจะได้มาเจอแตงโมหรือที่โลกใบนี้เรียกว่าแตงโลหิต
อีกทั้งมันเป็ผลไม้จากยุคาทั้งยังเป็ผลไม้วิเศษที่มีลมปราณหมุนเวียนอยู่ในตัว ที่สำคัญก็คือมันไม่ได้มีต้นเดียวจากที่ลี่หงเห็นอยู่ในตอนนี้ก็พบกับต้นแตงโลหิตมากกว่าร้อยต้น แต่ละต้นยังมีแตงโลหิตมากกว่าสิบผล
หลังจากนั้นลี่หงก็ออกสำรวจป่าในส่วนที่เหลือด้วยความตื่นเต้นเพราะยิ่งสำรวจก็ยิ่งพบผลไม้จากโลกเดิมมากขึ้นไม่ว่าจะเป็กล้วย แอปเปิล องุ่นสาลี่ ส้ม ลูกพลับ สตรอว์เบอร์รี่ ลิ้นจี่ ลำไย มะม่วง มะพร้าว ทับทิม ที่สำคัญก็คือทุเรียนนอกจากผลไม้เหล่านี้แล้วยังมีพืชผักและสมุนไพรอีกมากมายหลายร้อยชนิด ทั้งที่มีในโลกใบนี้และในโลกเดิมที่จากมา
“นี่มัน์ชัดๆเลยทั้งสมุนไพรหายาก ทั้งผัก ทั้งผลไม้แบบนี้ต้องเอาไปขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนจะได้มีกินเยอะๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”พูดจบลี่หงก็เดินไปยืนด้านหน้าต้นไม้ต้นหนึ่งมีลำต้นขนาดสิบคนโอบสูงมากกว่าหนึ่งร้อยเมตร
จากนั้นลี่หงก็นั่งลงโคจรลมปราณแล้วยื่นมือเข้าไปแตะลำต้นของต้นไม้ต้นนั้นแล้วถ่ายโอนพลังแห่งพฤกษาไปยังต้นไม้ต้นดังกล่าว
เฮยหลงมองดูการกระทำของลี่หงด้วยความแปลกใจพลางคิดว่าลี่หงคงกำลังจะทำอะไรแปลกประหลาดอีกแน่นอน แม้จะทำใจไว้แล้วแต่ก็ไม่มากพอกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้เนื่องจากต้นไม้ตรงหน้าตนกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
“นะ นี่มันอะไรกันทำไมต้นหนามเพลิงหอมหวนถึงออกดอกได้ล่ะ ั้แ่ที่เรานำมันมาปลูกไว้มันก็ไม่เคยออกดอกออกผลเลย”ภาพที่เฮยหลงเห็นในตอนนี้ก็คือต้นหนามเพลิงหอมหวนที่ไม่เคยออกดอกออกผลมานับั้แ่ตนนำมาปลูกกลับกำลังออกดอก
ไม่เพียงเท่านั้น จากดอกเล็กๆก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็ผลขนาดเล็กผิวเกลี้ยงเกลาไม่นานผลที่เกลี้ยงเกลาก็ค่อยๆเกิดตุ้มหนามเล็กๆขึ้นทั่วทั้งผลจากนั้นผลก็ค่อยๆโตขึ้นหนามเล็กๆก็ค่อยๆขยับขยาย
จนเวลาผ่านไปกว่าสามชั่วยาม จากต้นผลหนามเพลิงหอมหวนที่มีแต่ใบมานานนับแสนนับล้านปีตอนนี้กลับมีผลหนามเพลิงหอมหวนขนาดใหญ่เทียบเท่ากับถังไม้ขนาดย่อมห้อยโหนอยู่ตามกิ่งมากมายนับร้อยนับพันผล
เห็นดังนั้นเฮยหลงก็ได้แต่อ้าปากค้างตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า
กลับมาทางด้านลี่หง หลังจากผลหนามเพลิงหอมหวนโตเต็มที่แล้วเ้าตัวจึงหยุดส่งลมปราณแล้วเงยหน้ามองผลงานของตนด้วยความภาคภูมิใจ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่าจะได้กินทุเรียนแล้วโว๊ย!!!” ใช่แล้วทุเรียนที่ลี่หงพูดถึงก็คือผลหนามเพลิงหอมหวนนั่นเอง
ผลหนามเพลิงหอมหวนนับเป็ผลไม้วิเศษที่หาทานได้ยากยิ่งกว่าผลไม้ธาตุหรือผลท้อวิเศษเสียอีกทั้งนี้เป็เพราะผลหนามเพลิงหอมหวนนั้นได้สูญพันธุ์ไปจากโลกใบนี้ไปนานนับหมื่นปีแล้ว
แต่ด้วยมิติพิเศษของเฮยหลงที่รวบรวมพรรณไม้เมื่อหลายแสนปีก่อนไว้ทำให้มิตินี้เต็มไปด้วยพืชพรรณยุคามากมาย ทั้งพืชพรรณจากดินแดนแห่งนี้และพืชพรรณที่พบได้เฉพาะดินแดนลึกลับบางแห่งเท่านั้น
ผลหนามเพลิงหอมหวนนับจัดเป็ผลไม้วิเศษระดับสูงที่มีลมปราณธาตุไฟไหลเวียนอยู่เมื่อทานเข้าไปย่อมรับรู้ได้ถึงความร้อนแรงของปราณธาตุไฟได้อย่างชัดเจน แต่ใช่ว่าคนที่มีพลังในธาตุอื่นๆจะไม่สามารถกินได้เพราะผลไม้วิเศษระดับสูงนั้นแตกต่างจากผลไม้วิเศษทั่วไปอย่างผลไม้ธาตุ
เนื่องจากร่างกายของคนเราสามารถดูดซับและแปรเปลี่ยนลมปราณธาตุไฟในผลหนามเพลิงหอมหวนให้กลายเป็ลมปราณที่บริสุทธิ์ได้แต่ไม่ว่ายังไงคนที่มีธาตุไฟก็ยังได้รับประโยชน์มากกว่าคนทั่วไปอยู่ดีอีกทั้งยังมีกลิ่นที่หอมเป็เอกลักษณ์ทั้งยังเป็้าของมนุษย์ เทพ สัตว์อสูรและสิ่งมีชีวิตทุกชนิด
เมื่อได้สติกลับคืนมาเฮยหลงก็รีบเอ่ยถามลี่หงทันที
“ละ ลี่หง เ้า เ้าทำแบบนั้นได้ยังไงละ แล้วพลังที่เ้าใช้มันคืออะไรทำไมต้นหนามเพลิงหอมหวนถึงออกดอกออกผลและโตได้ภายในเวลาสามชั่วยามเท่านั้น”เฮยหลงถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
“ข้าแค่ใช้พลังแห่งพฤกษาเร่งการเจริญเติบโตให้มันเท่านั้นแต่ตอนนี้มันยังไม่สุกนะเพราะพลังข้าหมดแล้ว คงต้องรอให้มันดูดซับลมปราณสองสามเดือนกว่าจะสุกได้ที่”ได้ยินดังนั้นเฮยหลงก็ยิ่งตื่นใ
“จะ เ้าเ้าบอกว่าพลังแห่งพฤกษางั้นรึ! นอกจากพลังของท่านัครามาแล้วจ้ายังสามารถใช้พลังแห่งพฤกษาได้อีกงั้นรึ!” เฮยหลงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและตื่นใกับความสามารถของลี่หง
“ใช่” ลี่หงตอบเฮยหลงเพียงสั้นๆเท่านั้นจากนั้นจึงนั่งดูดซับลมปราณเพื่อฟื้นฟูพลังที่ใช้ในการเร่งการเติบโตของต้นหนามเพลิงหอมหวนโดยไม่ให้ความสนใจแก่เฮยหลงอีก
ทางด้านเฮยหลงหลังจากได้รับรู้อีกความสามารถของลี่หงก็ได้แต่ค่ำครวญในใจ‘นางได้รับพลังท่านเทพัครามา ทั้งยังสามารถใช้พลังแห่งพฤกษาได้คล่องแคล่วกว่าพวกเทพหรือัพฤกษาเสียอีกแล้วไหนจะความรู้ความเชี่ยวชาญด้านอักขระในระดับสูงอีก นะ นางเป็ใครกันแน่นะ’
“เฮ้อ!!! นางจะเป็อะไรก็เื่ของนางแล้วกันเมื่อทำพันธสัญญากันแล้วก็คงได้อยู่ด้วยกันจนตาย สักวันคงได้รู้ตัวตนที่แท้จริงของนาง”เฮยหลงพูดขึ้นด้วยความไม่มั่นใจพลางจ้องมองไปยังร่างบางที่นั่งดูดซับลมปราณด้วยสายตาว่างเปล่า
ไม่นานลี่หงก็สามารถฟื้นฟูลมปราณกลับมาได้อย่างสมบูรณ์จากนั้นเ้าตัวก็เริ่มการเร่งการเติบโตของเหล่าไม้ผลทุกชนิด ชนิดละต้นสองต้นจนทั่วทั้งป่าากว่าจะแล้วเสร็จต้องใช้เวลานานกว่าหนึ่งเดือนแต่ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาก็ถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุน
โดยเฉพาะต้นท้อวิเศษที่ลี่หงบรรจงเร่งการเติบโตทุกต้นที่มีอยู่ทำให้ตอนนี้ต้นท้อวิเศษมากกว่าห้าสิบต้นกำลังประดับประดาไปด้วยผลท้อวิเศษสีทองมากมายหลายร้อยหลายพันลูกส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วทั้งเกาะ
แม้ผลท้อวิเศษจะมีลมปราณน้อยกว่าผลท้อ์หลายเท่าตัวแต่ก็มีรสชาติและความหอมหวานไม่ต่างกันมากนัก ทั้งยังสามารถช่วยในการบ่มเพาะได้ดีอีกด้วยอาจด้วยความเจ็บใจที่ได้กินผลท้อ์แค่เพียงผลเดียวทำให้ตอนนี้ลี่หงหันมาระบายกับผลท้อวิเศษที่มีอยู่แทน
ก่อนหน้านี้ในขณะที่ลี่หงเร่งการเติบโตของต้นท้อวิเศษเ้าตัวได้เก็บดอกท้อที่ร่วงโรยลงมาไว้ทั้งหมด เนื่องจากดอกท้อวิเศษนั้นสามารถนำไปบ่มสุราดอกท้อที่เหมาะสำหรับการบ่มเพาะพลังของสตรีเพศนั่นเอง
เนื่องจากการใช้ลมปราณตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืนจนไม่หยุดพักทำให้เ้าตัวทำการโคจรลมปราณและใช้ออกตลอดเวลาหนึ่งเดือนติดกัน ทำให้ลี่หงสามารถเลื่อนระดับพลังได้โดยง่าย
“สุดยอดไปเลยแค่เดือนเดียวก็ขึ้นมาตั้งสองขั้นรู้แบบนี้ไม่ดูดซับผลึกิญญาน้ำเงินให้เปลืองหรอกตอนนี้ก็อยู่ในระดับจักรพรรดิขั้นสามแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า ได้เวลากลับบ้านสักที”ลี่หงพูดขึ้นด้วยความตื่นเต้น แต่ก็ยังรู้สึกเสียดายผลึกิญญาน้ำเงินที่ดูดซับไปก่อนหน้าไม่น้อย
จากนั้นลี่หงก็กลับลงมาจากเกาะลอยฟ้า
“โอ้!!!หั่วหงเ้าบรรลุระดับราชันย์แล้วงั้นรึ! ดีใจด้วยนะพวกเ้าก็เหมือนกันนะเสี่ยวหลิน เสี่ยวหลางแค่เดือนเดียวก็บรรลุระดับจักรพรรดิขั้นห้า”ลี่หงในตอนนี้ดีใจเป็อย่างมาก ที่ทั้งสามสามารถยกระดับตนเองขึ้นมาได้มากขนาดนี้
หั่วหงในตอนนี้มีลำตัวใหญ่โตมากหากวัดจากท้องสู่หลังก็สูงกว่าสามเมตรครึ่ง ทั้งยังมีความยาวมากกว่าร้อยห้าสิบเมตรส่วนเสี่ยวหลินและเสี่ยวหลางนั้นตอนนี้สูงกว่าแปดเมตร มีความยาวตลอดลำตัวมากกว่าสิบสองเมตรเมื่อเห็นขนาดที่สูงใหญ่ของทั้งสามลี่หงก็อดไม่ได้ที่จะบ่นออกมา
“ข้าว่าพวกเ้าจำแลงกายให้ตัวเล็กลงหน่อยเถอะเวลาข้าคุยกับพวกเ้าแล้วรู้สึกปวดคอยังไงไม่รู้” เมื่อสิ้นคำพูดของลี่หงทั้งสามก็จำแลงกายให้มีขนาดเล็กลง หั่วหงนั้นจำแลงกายให้มีขนาดเท่าท่อนแขนมีลำตัวยาวเพียงห้าเมตรส่วนเสี่ยวหลินและเสี่ยวหลางก็จำแลงกายให้มีความสูงเพียงเมตรครึ่ง เห็นดังนั้นลี่หงก็ยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจพลางมองไปยังเด็กๆที่เล่นกันอยู่ไม่ไกล
“หืม!!! เสี่ยวเฮ่ย เสี่ยวไป๋พวกเ้าบรรลุปราณปฐีขั้นแปดแล้วงั้นรึ พวกเ้าก็ด้วยเหล่างูน้อยของข้าก็เก่งไม่แพ้ใครเลยพึ่งเกิดได้ไม่นานก็อยู่ในระดับปราณพิภพขั้นแรกกันแล้ว” พูดจบลี่หงก็เข้าไปเล่นกับเหล่าเด็กๆที่ไม่ค่อยจะเด็กเท่าไหร่โดยเสี่ยวเฮ่ยและเสี่ยวไป๋ในตอนนี้มีความสูงมากกว่าสองเมตร ส่วนเหล่าอสรพิษน้อยที่โตวันโตคืนแต่ละตัวนั้นมีลำตัวเท่ากับท่อนขาและยาวมากกว่ายี่สิบเมตร
เมื่อเล่นกับเหล่าเด็กๆจนพอใจแล้วลี่หงก็พูดขึ้นอีกครั้ง
“วันนี้ข้าจะออกเดินทางกลับบ้านแล้วนะพวกเ้ามีใครอยากออกไปเดินเล่นในป่าหมอกบ้าง” หลังจากลี่หงพูดจบ ทุกตัวก็ตอบรับแทบจะทันทีไม่เว้นแม้แต่เฮยหลงที่อยู่บนเกาะลอยฟ้าก็รีบทะยานลงมาอยู่ด้านหน้าลี่หง
“ถ้าจะออกไปต้องลดระดับให้เหลือปราณปฐีทุกคนแล้วก็หั่วหงเ้าไปในร่างมนุษย์นะ” สิ้นคำพูดของลี่หง หั่วหงก็รีบจำแลงกายเป็มนุษย์ทันที
เมื่อเห็นร่างมนุษย์ของหั่ว หงลี่หงก็ได้แต่อ้าปากค้างตอนนี้หั่วหงนั้นราวกับนางเซียนนาง์มีใบหน้าหมดจดงดงาม ปากนิดจมูกหน่อยเมื่อพิศมองดูแล้วก็คล้ายกับลี่หงอยู่หลายส่วน แต่ดวงตาของหั่วหงกลับดูคมและดุดันตามแบบฉบับของอสรพิษ
ทั้งยังอยู่ในชุดจอมยุทธที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับชุดของลี่หงแต่เป็สีแดงขลิบทองหรือพูดอีกอย่างก็คือหั่วหงนั้นจำแลงกายตนเองให้มีลักษณะคล้ายคลึงกับลี่หงเ้านายที่หั่วหงนับถือจนหมดหัวใจนั่นเอง
หลังจากนั้นหนึ่งมนุษย์สองสัตว์อสูรในร่างมนุษย์และสัตว์อสูรเก้าตัวก็พากันออกไปจากมิติ