ยอดมนุษย์ทะลุเกมกลายพันธุ์

    บทที่ 79 เปิดการต่อสู้เพื่อคะแนนสะสม

     

    “เลอะเทอะไปใหญ่แล้ว เล่นอะไรกันอยู่!”

     

    ณ ห้องโถงบนชั้นสิบสาม ครูที่ปรึกษาท่านหนึ่งลุกขึ้นยืนทักท้วง

     

    ในฐานะของคณบดีสถาบันผู้ฝึกยุทธ์ เขารู้สึกโกรธโกรธมากที่ไม่สามารถควบคุมนักเรียนที่อยู่ในชั้นสี่ได้

     

    สนามทดสอบถูกตั้งขึ้นมาหลายปีแล้ว แต่ไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อน

     

    “กำเริบเสิบสาน กล้าดียังไงถึงทำเหมือนกับสนามทดสอบเป็นสนามเด็กเล่นแบบนี้”

     

    หลี่เจี้ยนจงยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ ยิ่งโกรธก็ยิ่งคิดมาก เขาจ้องมองภาพเหล่านักเรียนที่กำลังนั่งพักผ่อนเพื่อให้การทดสอบสิ้นสุดลงอย่างผ่อนคลายผ่านหน้าจอ สิ่งนี้ทำให้เขาโกรธจนแทบอยากจะลงไปสั่งสอนเด็กเหล่านั้นด้วยตัวเอง

     

    “ท่านคณบดีหลี่ใจเย็นก่อนเถอะ”

     

    ครูที่ปรึกษาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เขาพูดโน้มน้าว “แบบนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ ถ้าหากพวกเขายังสู้กันต่อไปก็อาจจะมีเด็กอีกหลายคนที่ต้องถูกตัดสิทธิ์ออกจากสนามทดสอบนะ”

     

    “ถูกตัดสิทธิ์ออกไปเยอะ ๆ สิถึงจะดี”

     

    หลี่เจี้ยนจงพูดด้วยน้ำเสียงโกรธเคือง “สถาบันผู้ฝึกยุทธ์ของพวกเราไล่ตามหาผู้ที่อยู่รอดและเหมาะสมกับที่นี่ ให้เด็กพวกนั้นถูกตัดสิทธิ์ออกไปยังจะดีกว่าให้พวกเขาส่งตัวเองไปตายในภายภาคหน้า”

     

    “คุณโกรธมากเกินไปแล้ว”

     

    ครูที่ปรึกษาคนนั้นพูดต่อ “หากคุณปล่อยให้เหลือเด็กนักเรียนแค่ไม่กี่คน และปล่อยให้เป็นแบบนี้ทุก ๆ ปี คุณคิดว่าหลังจากนี้สถาบันผู้ฝึกยุทธ์ของเราจะยังจะเหลือนักเรียนอีกเหรอ”

     

    “เอ่อ...”

     

    หลี่เจี้ยนจงที่ทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อได้ยินประโยคนี้ เขาก็เริ่มคิดได้ว่าเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล

     

    ทว่าหลี่เจี้ยนจงก็ยังมีความคิดว่าถ้าหากปล่อยให้เด็กเหล่านี้ผ่านการทดสอบไปง่าย ๆ แบบนี้ คงไม่สะใจเท่าที่ควร

     

    คิดเช่นนี้หลี่เจี้ยนจงก็ยกมือขึ้นมากุมศีรษะมันวาวไร้เส้นผม พร้อมกับครุ่นคิดบางอย่างขึ้นมา

     

    “ผู้อำนวยการเซี่ย ผมขอยื่นเรื่องเปิดการต่อสู้เพื่อเก็บคะแนน”

     

    เสียงดังก้องไปทั่วทั้งห้องโถง

     

    เหล่าครูที่ปรึกษาซึ่งกำลังนั่งมองหน้าจอแสดงผลหันมามองหลี่เจี้ยนจงเป็นตาเดียว

     

    หลี่เจี้ยนจงพูดซ้ำอีกครั้ง “ผมขอยื่นเรื่องเปิดการต่อสู้เพื่อเก็บคะแนน”

     

    เซี่ยเว่ยกว๋อลูบเคราตัวเอง “คุณแน่ใจเหรอว่าจะใช้โอกาสของคุณในครั้งนี้? หลังจากนี้คุณต้องรออีกห้าปีถึงจะมีโอกาสใช้มันได้อีกครั้งนะ”

     

    หลี่เจี้ยนจงพยักหน้ายืนยัน

     

    เซี่ยเว่ยกว๋อออกคำสั่งไปยังหัวหน้าที่ทำหน้าที่ดูแลการทดสอบ “ถ้างั้นเริ่มการต่อสู้เพื่อเก็บคะแนนของสนามทดสอบชั้นสี่ได้”

     

    “ครับ”

     

    ผู้รับผิดชอบดูแลการทดสอบก็เริ่มปรับแผงควบคุมตามคำสั่ง

     

    ……

     

    “ประกาศให้ทราบ สนามทดสอบได้เริ่มเปิดระบบต่อสู้เพื่อสะสมคะแนนแล้ว ผู้ที่สามารถเอาชนะผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตพิเศษขั้น 5 จะได้รับ 5 แต้ม ชนะผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตพิเศษขั้น 6 จะได้รับ 6 แต้ม ชนะผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตพิเศษขั้น 7 จะได้รับ 7 แต้ม ชนะผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตพิเศษขั้น 8 จะได้รับ 10 แต้ม ชนะผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตพิเศษขั้น 9 จะได้รับ 50 แต้ม ชนะผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์จะได้รับ 500 แต้ม ผลแพ้ชนะไม่มีผลต่อเกรดของผู้ทดสอบ ผู้ที่ถูกส่งออกจากสนามทดสอบถือเป็นอันสิ้นสุดการทดสอบครั้งนี้...”

     

    ตอนที่เซี่ยฮุยกำลังรู้สึกเบื่อหน่ายกำลังการรอคอยให้การทดสอบสิ้นสุดลง จู่ ๆ ก็มีเสียงของใครบางคนดังขึ้นจากสายรัดข้อมือ

     

    “ต่อสู้เพื่อสะสมคะแนน?”

     

    เซี่ยฮุยรู้สึกงุนงง อะไรกันเนี่ย?

     

    เขากวาดตามองไปรอบ ๆ ก็พบว่าคนที่อยู่ที่นี่ต่างก็เริ่มลุกขึ้นยืนด้วยความกระตือรือร้น

     

    “เซี่ยฮุย ดูเหมือนว่าพวกเราคงต้องสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันอีกแล้วสิ”

     

    หลี่เหมยลุกขึ้นยืน จากนั้นก็หยิบกระบี่ไม้ที่วางอยู่บนเก้าอี้ขึ้นมา

     

    “คะแนนสะสม...ใช่คะแนนเดียวกับที่ฉันคือหรือเปล่า”

     

    “ใช่”

     

    หลี่เหมยพยักหน้าด้วยความตื่นเต้น เนื่องจากเธอไม่ได้เข้ารอบสิบคนสุดท้ายจึงไม่มีส่วนได้รับรางวัลใด ๆ

     

    ตอนนี้มีภารกิจต่อสู้เพื่อคะแนนสะสม เมื่อเห็นปฏิกิริยาของคนที่อยู่รอบ ๆ เขาก็รู้ได้ในทันทีว่าต้องเป็นของดีแน่นอน

     

    “อีกอย่างไม่รวมกับคะแนนเกรดด้วยนะ”

     

    หลี่เหมย “ถ้างั้นทุกคนก็สามารถปล่อยความสามารถออกมาได้อย่างเต็มที่เพื่อคะแนนที่มากขึ้น”

     

    ระหว่างที่พูด เธอก็มองเซี่ยฮุยและพูดด้วยความรู้สึกยินดีปรีดาในความโชคร้ายของผู้อื่น “ยิ่งบ่มเพาะและมีระดับสูงเท่าไหร่ คะแนนสะสมก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ที่นี่คนที่เข้าสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์มีแค่นายคนเดียว ตอนนี้นายกลายเป็นแพะตัวใหญ่เพียงตัวเดียวท่ามกลางฝูงหมาป่าแล้วนะ”

     

    “เหอะ ๆ แพะตัวใหญ่? งั้นก็ต้องดูแล้วล่ะว่าฟันของพวกเขาแข็งแรงพอที่จะไม่หักระหว่างที่กัดฉันหรือเปล่า”

     

    เซี่ยฮุยยิ้มด้วยรอยยิ้มที่เยือกเย็น เขาสังเกตเห็นว่ามีหลายคนที่กำลังมองมาที่เขาเป็นครั้งคราว

     

    คนที่จ้องมองมาที่เขามากเป็นพิเศษก็คงจะเป็นตงฟางป้าที่จ้องมาทางเขาเป็นพิเศษ

     

    “เขารู้ตัวแล้ว”

     

    มู่หรงหรานกระซิบเบา ๆ ตงฟางป้าจึงหันหน้ากลับมาแล้วพูดว่า “ไม่มีอะไรที่จะต้องปิดบัง ในเมื่อเบื้องบนตัดสินใจที่จะเปิดระบบต่อสู้เพื่อสะสมคะแนน ถ้างั้นพวกเราก็ต้องสู้ อันที่จริงพวกเราควรจะขอบคุณเขานะ ได้ยินมาว่าการต่อสู้เพื่อสะสมคะแนนไม่ได้เปิดใช้มาแปดปีแล้ว แต่กลับถูกเปิดใช้ในวันนี้ ถือว่าเราโชคดีไม่น้อยเลย”

     

    “นั่นสิ”

     

    มู่หรงหลานพยักหน้าเห็นด้วย “ตอนนี้ผู้ฝึกยุทธ์ขั้น 9 เหลืออยู่ 7 คน พวกเขาคงคิดแบบเดียวกับพวกเรา คงอยากจะร่วมมือกันเพื่อกำจัดเซี่ยฮุยออกไปและแบ่งคะแนน 500 แต้ม คะแนนเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญสำหรับมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่งแห่งนี้”

     

    “เซี่ยฮุยแข็งแกร่งมาก”

     

    ตงฟางป้าดึงสายตากลับมาจากเซี่ยฮุย จากนั้นก็พูดด้วยความระมัดระวัง “ทุกคนต่างก็มีความคิดอยากจะกำจัดเซี่ยฮุยออกไปจากที่นี่ ทางที่ดีคือพวกเราอย่าเพิ่งลงมือ เราต้องปรึกษากันก่อนว่าจะทำยังไง ถ้าหากเราไม่สามัคคีกัน อาจจะกลายเป็นการส่งตัวเองไปตาย”

     

    “โอเค”

     

    ……

     

    “ว่าไงน้องชาย ดูเหมือนว่าทุกคนกำลังเพ่งมาที่นายอยู่นะ อยากให้พี่สาวคนนี้ช่วยเหลือหรือเปล่าล่ะ?”

     

    อูหม่าหยาหย่ากระโดดโหยงเหยงเข้ามาหาเซี่ยฮุย จากนั้นก็แหงนหน้าถามเขา

     

    “เธอน่ะเหรอ?”

     

    เซี่ยฮุยจงใจเบือนหน้าหนีไปทางอื่น

     

    “หึ่ย”

     

    อูหม่าหยาหย่าเห็นท่าทางของเขาก็รู้สึกโกรธ เธอคว้ามือหลี่เหมยพร้อมกับออกแรงดึง

     

    “พี่เหมย พวกเราไปกันเถอะ อย่าไปช่วยหมอนี่เลย ฉันเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าหมอนี่จะเอาตัวรอดยังไง”

     

    หลี่เหมยไม่มีทางไปกับเธออยู่แล้ว เธอก้มตัวลงและกระซิบข้างหูเธอ “พวกเราไปตอนนี้ไม่สนุกหรอก สู้ลงมือจัดการกับพวกที่อ่อนแอกว่าพวกเรากันเถอะ ที่นี่มีแต่คนอยากจะจัดการกับเซี่ยฮุย พวกเราก็แค่หลบหลีกคนที่มีความแข็งแกร่งระดับสูง ส่วนพวกที่อ่อนแอพวกเราก็เก็บกวาดให้หมด”

     

    อูหม่าหยาหย่าหยุดคิดครู่หนึ่ง เธอรู้สึกได้ว่าสิ่งที่หลี่เหมยพูดมีเหตุผล จากเดิมที่ทำท่าทางฟึดฟัดก็เปลี่ยนเป็นอารมณ์ดีภายในชั่วพริบตา

     

    เธอหันไปพูดกับเซี่ยฮุยด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง “พี่สาวคนนี้ไม่ได้ทำเพื่อช่วยนายหรอกนะ แต่ทำเพื่อคะแนนสะสมต่างหากล่ะ”

     

    ระหว่างที่พูด เธอก็ยกมือขึ้นมากุมกำปั้นของตัวเอง

     

    เซี่ยฮุยมองแม่สาวน้อยปากแข็งอย่างเงียบ ๆ โดยไม่คิดจะต่อล้อต่อเถียงกับเธอ

     

    สิ่งที่เขาสนใจในตอนนี้คือกลุ่มคนเหล่านั้นที่เริ่มจับกลุ่มกัน ทางฝั่งตงฟางป้ากำลังยืนรวมกลุ่มกับผู้ฝึกยุทธ์ขั้น 9 จำนวนหนึ่ง พวกเขายืนล้อมวงเป็นวงกลมราวกับกำลังปรึกษาหารืออะไรบางอย่าง

     

    เซี่ยฮุยเพิ่มความระมัดระวังในทันที ถ้าหากคนเหล่านั้นพร้อมใจกันโจมตีมาที่เขา เขาจะได้หาช่องโหว่เพื่อจัดการคนเหล่านั้นได้ทันท่วงที

     

    แต่แผนล้อมโจมตีไม่ใช่สิ่งที่สามารถรับมือได้ง่าย ๆ อย่างที่คิด

     

    สองหมัดยากที่จะเอาชนะสี่มือ ตอนนี้ความสามารถของเขาอยู่แค่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นสองเท่านั้น

     

    ถ้าหากผู้ฝึกยุทธ์ขั้น 9 รวมกลุ่มกันเพื่อโจมตีเขาในเวลาเดียวกัน แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่มั่นใจเช่นกันว่าจะรับมือได้หรือไม่

     

    ใช่แล้ว...ตอนที่เซี่ยฮุยได้ยินเสียงประกาศจากสายรัดข้อมือ เขาก็เริ่มคิดแล้วว่าจะป้องกันอย่างไร

     

    พึ่งพาพวกเธอเหรอ?

     

    เซี่ยฮุยรู้ดีว่าคงเป็นไปไม่ได้ หลี่เหมยและอูหม่าหยาหย่าไม่มีทางที่จะจัดการกับสถานการณ์ที่ถูกห้อมล้อมได้

     

    ตอนนี้สิ่งที่เขาทำได้คือพึ่งพาตัวเอง

     

    “พวกเธอดูแลตัวเองกันดี ๆ นะ”

     

    เซี่ยฮุยหันไปพูดเสียงขรึมกับสองสาว “ฉันคงไม่คิดจะสู้กับคนพวกนั้น พวกเธอต้องระวังตัวกันด้วยนะ”

     

    “หมายความว่าไง?”

     

    หลี่เหมยยังไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด

     

    “ฉันไม่มีอาวุธ คงไม่สามารถเอาชนะคนพวกนั้นได้ ฉันกะว่าหลบหลีกคนพวกนั้นและจัดการกับคนที่อ่อนแอกว่าเป็นกลุ่มแรก”

     

    เซี่ยฮุยพูดเช่นนี้ หลี่เหมยก็เข้าใจได้ในทันทีว่าเซี่ยฮุยคิดจะทำอะไร

     

    เพื่อไม่ให้เป็นตัวถ่วงของเขา หลังจากนี้เธอกับอูหม่าหยาหย่าต้องออกห่างจากเซี่ยฮุยไว้

     

    “เดี๋ยวก่อนนะ...ทำไมพวกเขาแยกออกจากกันล่ะ?”

     

    เมื่อเห็นว่าเซี่ยฮุยและสองสาวแยกกลุ่มออกจากกัน มู่หรงหลานก็ถามด้วยความประหลาดใจ

     

    “คงกลัวว่าจะเป็นตัวถ่วงล่ะมั้ง”

     

    ตงฟางป้าไม่ได้ใส่ใจ เขาเงยหน้ามอง “ผู้หญิงสองคนนั้น ถ้าหากเริ่มการต่อสู้แล้วพวกเธอยังอยู่ข้างเขา ไม่เพียงแต่ต้องดูแลตัวเอง เขายังต้องเสียเวลามาดูแลพวกเธอด้วย”

     

    “ฉันว่าไม่ใช่หรอก...”

     

    มู่หรงหลานขมวดคิ้ว จู่ ๆ ก็มีความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัวของเธอ ทว่ามันเป็นแสงริบหรี่จาง ๆ ที่เธอไม่สามารถจับไว้ได้

     

    “เอาล่ะ พวกเรารอดูก่อนเถอะว่าจะเข้าไปจัดการยังไง”

     

    หลังจากที่ถูกตงฟางป้าพูดขัด มู่หรงหลานจึงหยุดคิดเรื่องนั้นไปชั่วคราว เธอหมุนตัวกลับมาเพื่อวางแผนจัดการกับเซี่ยฮุยต่อ

     

    หลังจากผ่านไปสิบนาที เสียงก็ดังขึ้นทั่วทั้งชั้นอีกครั้ง

     

    “การต่อสู้เพื่อคะแนนสะสมเริ่มนับเวลาถอยหลัง 10...9...8...”

     

    1!

     

    สิ้นสุดการนับถอยหลัง กลุ่มนักเรียนก็เริ่มกระจายตัวออกจากกัน คนที่คุ้นตายังคงยืนอยู่ด้วยกันเหมือนกับก่อนหน้านี้ สายตาของพวกเขาจ้องมองไปยังกลุ่มตรงข้ามด้วยความระแวดระวัง

     

    ทว่าเมื่อถึงเวลาเริ่มการต่อสู้กลับไม่มีใครเริ่มลงมือเป็นคนแรก

     

    เดิมทีตกลงกันไว้ว่าจะจัดการกับเซี่ยฮุยเป็นคนแรก แต่ก็เป็นแค่กลุ่มผู้แข็งแกร่งขั้น 9 แค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่ปรึกษากันเรื่องนี้ ส่วนคนที่อ่อนแอกว่ากลับไม่มีใครเข้าร่วมการต่อสู้

     

    ดังนั้นเมื่อสิ้นสุดการนับถอยหลัง ทีมที่คุ้นตาก็หันไปมองคนที่แข็งแกร่งกว่าด้วยความระมัดระวัง

     

    “ไปเถอะ ไปจัดการกับเซี่ยฮุยกัน”

     

    จู่ ๆ ตงฟางป้าก็แผดเสียงคำรามออกมา สิ้นสุดเสียง เขาก็พุ่งตัวเข้าหาเซี่ยฮุยเป็นคนแรก

     

    เซี่ยฮุย? 500 แต้ม!

     

    เหล่านักเรียนที่กำลังมองหาเป้าหมาย เมื่อเห็นว่าตงฟางป้านำผู้แข็งแกร่งขั้น 9 อีกบางส่วนเข้าไปหาเซี่ยฮุย

     

    คนเหล่านั้นก็หยุดมองหาเป้าหมายในทันที พวกเขาเริ่มเกิดความคิดที่จะเข้าไปร่วมแบ่งคะแนนสะสมโดยใช้หลักปล่อยให้คนเหล่านั้นกินเนื้อ ส่วนตัวเองซดซุปก็ยังดี คิดเช่นนั้นพวกเขาก็รีบวิ่งเข้าใส่เซี่ยฮุยในทันที

     

    เมื่อเห็นว่าคนเหล่านั้นวิ่งตามหลังมา ตงฟางป้าและคนที่มาพร้อมกับเขาก็หันไปยิ้มให้กัน แผนแรกสำเร็จแล้ว

     

    อันที่จริงพวกเขาอยู่ห่างจากกันแค่หนึ่งร้อยเมตร ความเร็วของผู้ฝึกยุทธ์ใช้เวลาไม่กี่วินาทีก็สามารถเข้าใกล้แบบระยะประชิดได้แล้ว

     

    เมื่อเห็นกลุ่มนักเรียนจำนวน 400 กว่าคนกำลังวิ่งตรงเข้ามา เซี่ยฮุยก็เกิดอาการขนลุกขนพองขึ้นมาอย่างฉับพลัน เป็นอย่างที่เขาคิดไว้ไม่มีผิด จำนวนคนมากมายขนาดนี้เขาไม่มีทางที่จะรับมือได้แน่ ๆ

     

    เซี่ยฮุยหันไปมองสองสาวที่อยู่อีกด้านหนึ่ง หลังจากนั้นเขาก็หมุนตัวและเริ่มวิ่งทันที

     

    “หมอนั่นวิ่งแล้ว หนีไปแล้ว”

     

    “ฮ่า ๆ ที่หนึ่งแล้วไงวะ สุดท้ายก็วิ่งหนีหางจุกตูด”

     

    “รีบตามไปเร็วเข้า อย่าปล่อยให้หมอนั่นหนีไปได้”

     

    “เชี้ย...ใครลอบโจมตีฉันวะ พวกแกเหรอ ไปตายซะเถอะ!”

     

    “ผัวะ ๆ ...”

     

    “ตุบ ๆ ...”

     

    ตอนที่พวกเขาเริ่มไล่ตามเซี่ยฮุย ทุกคนยังคงร่วมมือร่วมใจกันเป็นอย่างดี แต่ทันทีที่เซี่ยฮุยวิ่งหนี กลุ่มคนเหล่านั้นก็เริ่มเกิดความคิดอื่นแทรกเข้ามา

     

    ถึงจะตามเซี่ยฮุยที่มีค่าหัว 500 แต้มไม่ทัน แต่คนที่อยู่ข้าง ๆ ก็ไม่ใช่กลุ่มที่แข็งแกร่งจนยากเกินความสามารถ แม้ว่าจะได้คะแนนสะสมไม่มากแต่ก็ใช่ว่าจะไม่ได้

     

    นอกจากนี้ยังมีแค้นเก่าสะสม เมื่อทุกอย่างรวมเข้าด้วยกัน คนเหล่านั้นก็เริ่มลงมือเข้าใส่กลุ่มคนที่อยู่รอบ ๆ ตัว วินาทีต่อมาความโกลาหลก็บังเกิดขึ้น

     

    ฉากการต่อสู้ที่ยุ่งเหยิงเริ่มต้นขึ้นแล้ว

     

    ตงฟางป้าและคนที่มาพร้อมกับเขาเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเขาก็หยุดวิ่งอย่างฉับพลัน

     

    “คิดไม่ถึงเลยว่าเขาเลือกที่จะหนีออกไปแบบนี้”

     

    ตงฟางป้าเห็นเซี่ยฮุยวิ่งหนีทิ้งระยะห่างออกไป เขาก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก

     

    ความเร็วของพวกเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าเซี่ยฮุย แต่ถ้าหากคิดจะวิ่งไล่ตามอีกฝ่ายจริง ๆ คงไม่สามารถสู้เซี่ยฮุยได้

     

    “เมื่อกี้ฉันก็คิดไว้อยู่แล้วว่ามีบางอย่างแปลก ๆ”

     

    มู่หรงหลานถอนหายใจออกมา เธอกลอกตามองบน “เป็นเพราะนายนั่นแหละซื่อบื่อ มาขัดจังหวะความคิดของฉัน แผนของเราเกิดช่องโหว่เลยเห็นไหมเนี่ย”

     

    “เอ่อ...ฉันเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกัน”

     

    ฟางตงป้ายักไหล่ราวกับว่านี่ไม่ใช่ความผิดของเขา “ใครจะไปคิดล่ะว่าหมอนั่นจะวิ่งหนีออกไปโดยไม่มีความรู้สึกละอายใจแบบนั้น”

     

    “อีกอย่างสถานการณ์ที่เกิดขึ้นด้านหลังของเรา หมอนั่นอาจจะคิดไว้อยู่แล้วก็ได้”

     

    เมื่อเห็นกลุ่มคนที่กำลังตะลุมบอนกัน พวกเขาก็หันมาสบตากันอีกครั้งโดยไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปากพวกเขา

     

    ในเมื่อคนที่อยากจะไล่ตามหนีไปแบบนั้น พวกเขาก็ต้องเลือกจัดการกับคนที่สามารถจัดการได้ก่อนอยู่แล้ว

     

    หลังจากนี้จะทำอย่างไรต่อไปล่ะ?

     

    วินาทีต่อมา พวกเขาก็เกิดความคิดผุดขึ้นมาในหัวโดยไม่ได้นัดหมาย

     

    “สะสมคะแนนก่อน!”

     

    หลังจากนั้นพวกเขาก็พุ่งเข้าใส่กลุ่มคนที่กำลังเผชิญหน้ากับความโกลาหล ราวกับหมาป่าที่กระโจนเข้าใส่ฝูงแกะ

     

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องยอดมนุษย์ทะลุเกมกลายพันธุ์ ที่คุณอ่าน