“จบสิ้นแล้ว” อวิ๋นฟานไห่พลันทอดถอนใจ “คิดว่าพอได้ตั๋วเงินมาจะหอบเงินหนีเสียหน่อย คราวนี้เห็นทีจะทำไม่ได้แล้ว”
อวิ๋นฟานไห่เป็คนฉลาดเฉลียวไม่น้อย พอเห็นว่าเวลานี้ไม่อาจปลีกตัวได้ ก็ทำใจให้สงบลง
พออารมณ์ผ่อนคลายแล้ว ยามที่เดินตามอวี้โฉวกุยไปข้างนอกตรอก อวิ๋นฟานไห่ที่ไม่ใคร่เต็มใจนักจึงเอ่ยค่อนแคะ “เฮ้อ โยนลูกไหมเลือกคู่เมื่อสักครู่ ไม่แน่ว่าข้ารออยู่ใต้หอแดงนั่นอาจจะถูกลูกไหมของคุณหนูตระกูลใหญ่ที่งดงามราวหยกปาโดนเข้า ไม่นึกว่าท้ายสุดจะถูกผู้ยิ่งใหญ่อย่างท่านลากตัวมารับงานน่าอายอย่างการสวมรอยเป็ผู้อื่นเช่นนี้”
“เ้าเข้าใจผิดแล้ว” อวี้โฉวกุยที่เดินอยู่ด้านหน้าเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ “หอแดงนั่น ไม่ใช่หอเย็บปักของคุณหนูตระกูลใหญ่อะไร นั่นคือ ‘หออี๋หง’ หอโคมเขียวชื่อดังของที่นี่ต่างหาก การโยนลูกไหมที่ว่าก็เป็เพียงการแสดงปิดท้ายเสริมบรรยากาศคึกคักของหอโคมเขียวเท่านั้น
“หากเ้าถูกปาโดนเข้า อย่างมากที่สุดก็เพียงตามคณิกาคนนั้นไปร่วมคืนวสันต์สักคืน แล้วยังต้องจ่ายเงินก้อนโต ถือเป็ค่าสินสอดด้วยละ”
“หา?” พอได้ยินว่าต้องจ่ายเงินก้อนโต อวิ๋นฟานไห่ก็ตะลึงไปในบัดดล รีบก้าวตามฝีเท้าของอวี้โฉวกุย แล้วเอ่ยอย่างจริงใจว่า “เมื่อครู่ข้าเพียงล้อเล่นเท่านั้น เื่ของท่านเป็เื่ดี เกี่ยวพันกับผู้คนทั้งใต้หล้า!”
“อืม” อวี้โฉวกุยเอ่ย
จากนั้นทั้งสอง คนหนึ่งเดินนำ อีกคนเดินตาม มุ่งหน้าไปที่ทำการขององครักษ์เทพยุทธ์ที่ถนนบูรพาของเมืองตงหัว
ขณะเดินอยู่บนถนนสายยาว อวิ๋นฟานไห่ยังคงมองซ้ายมองขวา ปรารถนาจะเปิดหูเปิดตารับทิวทัศน์ทั้งหมดของเมืองหลวง
อวี้โฉวกุยเดินหน้าโดยไม่แม้แต่ชายตามอง ความรู้สึกหลายหลากเอ่อล้นอยู่ในใจ
เขาคิดว่า “เฮ้อ ท่านเฟิงขอรับ ท่านไปที่ใดกันแน่ ตอนนี้เป็่ที่งานชุม มีเื่อีกมากมายต้องให้ท่านออกโรง หวังว่าท่านจัดการธุระเสร็จแล้วจะกลับมาโดยไว
“แม้ผู้น้อยจะหาตัวแทนให้ท่านได้ ทว่าเ้านี่มีเพียงรูปลักษณ์คล้ายคลึง แต่กิริยาของเขาหยาบกระด้างสุดประมาณ นิสัยก็เ้าเล่ห์ร้ายกาจ มุ่งแต่เื่เงินท่าเดียว
“ยิ่งไปกว่านั้นความรู้เขาก็น้อยเกินไป หวังแต่เงินทองแท้ ๆ แต่กล้าบอกราคาออกมาแค่ห้าร้อยตำลึง มองก็รู้ว่าไม่ใช่คนที่จะทำการใหญ่ได้
“เฮ้อ ตระกูลอวี้ของข้าบัญชาการองครักษ์เทพยุทธ์มาหลายปีดีดัก ไม่ใช่ว่าไม่เคยผ่านลมผ่านฝน แต่เื่อย่างวันนี้นั้น จะเรียกว่าอย่างไรดีเล่า...”
ขณะที่อวี้โฉวกุยทอดถอนใจนั้น อวิ๋นฟานไห่ก็มองแผ่นหลังของเขาพลางคิดในใจว่า “เอ๊ะ? เหมือนว่าใต้เท้าอวี้เบื้องหน้านี้ ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้เอ่ยถามชื่อแซ่ข้าเลยนี่นา”
ถ้าหากตอนนี้หัวหน้ากองโจรของเรารู้ว่า “ราคาสูง” ห้าร้อยตำลึงเงินที่เขาอุตส่าห์รวบรวมความกล้าบอกออกไปถูกอวี้โฉวกุยดูแคลนอย่างหนัก อารมณ์ของเขาอาจจะขื่นขมยิ่งกว่าตอนไร้ผู้คนสนใจอยู่บนสี่แยกเมื่อครู่นี้เสียอีก
เวลานี้ พวกเขาเดินผ่านร้านน้ำชาร้านหนึ่งพอดี ภายในร้านมีนักเล่านิทานผู้หนึ่งกำลังเล่าเื่ด้วยน้ำเสียงมีจังหวะจะโคน
ถ้าหากให้นักเล่านิทานเช่นนี้มาบอกเล่าถึงการพบกันของอวิ๋นฟานไห่และอวี้โฉวกุยในวันนี้ ก็คงจะพูดว่าเป็ “พบพานกันตามวาสนา” กระมัง
แต่ยามนี้ทั้งสองคนไม่ได้รับรู้ใด ๆ ก้มหน้าเดินมุ่งไปข้างหน้าปลีกตัวจากกลุ่มคน ต่างคนต่างมีเื่ในใจ
ตอนที่พวกเขาเดินผ่าน นักเล่านิทานคนนั้นก็กำลังเอ่ยถึงว่า “แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน พวกท่านล้วนพูดกันว่าจักรวรรดิมารหานหยวนแข็งแกร่ง แต่กลับไม่รู้ว่าเผ่ามารของพวกเขาในยามนี้ ด้อยกว่าเผ่ามารามากนัก
“ถ้าหากในมหาศึกเทพมารในยุคา บรรดาทวยเทพไม่ได้ทำลายเผ่ามารอย่างสาหัส เพลานี้พวกเราคงเป็ข้าทาสของจักรวรรดิมารเสียนานแล้ว ไหนเลยจะยังมีโอกาสมานั่งจิบชาฟังนิทานอยู่ตรงนี้อีก
“พูดถึงข้าทาส ลำพังแค่เผ่าเจียถัวโม๋หลัว ที่เป็ข้าทาสของเผ่ามาราก็สุดยอดแล้ว
“แม้จะเป็ข้ารับใช้ แต่พวกเขาก็ลงแรงช่วยเผ่ามาราในมหาศึกเทพมารไม่น้อย
“แต่ต่อมาไม่รู้เพราะเหตุใด หลังมหาศึกเทพมารจบลงได้ไม่นาน เผ่าเจียถัวโม๋หลัวก็ถูกขังไว้ในส่วนลึกของมหาสมุทรอันไกลโพ้น อยู่ในความมืดมนอนธกาล ไม่เห็นแสงตะวันมานับพันปี
“น่าขันที่เผ่ามารามีความชอบแต่ไม่ตกรางวัล ข้ามแม่น้ำรื้อสะพาน* เห็นทีที่ต้องชดใช้กรรมก็ด้วยเหตุนี้
“เหตุใดเผ่ามารในตอนนี้ถึงอ่อนแอเพียงนี้หรือ ว่ากันว่าก่อนที่เผ่าเจียถัวโม๋หลัวจะถูกหักหลัง พวกนั้นขโมย ‘คลังแสงจักรพรรดิมาร’ ที่มีของวิเศษนับไม่ถ้วน ทำให้เผ่ามารรุ่นหลังเสื่อมฤทธิ์ลงไม่อาจฟื้น
“เฮ้อ นี่ละหนา ‘ดีชั่วย่อมได้รับผลกรรม สัจธรรมหมุนเวียนไป ไม่เชื่อก็เงยหน้าดูเถิด ์เคยละเว้นผู้ใด’... เอาละ เอาละ อย่าเสียงดัง ผู้เฒ่าจะเล่าเื่ ‘ปณิธานผู้กล้าสามก๊ก’ ของแดน์เสินโจวหัวเซี่ยต่อก็แล้วกัน! กล่าวถึงจ้าวจื่อหลงแห่งฉางซาน...”
เื่เล่าลือเล่าอ้างของนักเล่านิทานลอยพลิ้วไปตามสายลมวสันต์เดือนสาม ไม่นานก็แพร่กระจายเป็ที่พูดถึงทั่วทุกหัวถนนของเมืองตงหัว แต่ไม่มีผู้ใดใส่ใจ...
ว่ากันตามจริงแล้ว อวิ๋นฟานไห่ไม่เข้าใจอะไรในงานนี้เลย
หลังจากมาถึงจวนเทพยุทธ์ที่พักของเทพยุทธ์แห่งแสงแล้ว หัวหน้าเขาเฟยอวิ๋นผู้ยิ่งใหญ่ก็ถูกคนที่อวี้โฉวกุยส่งมาสั่งการให้ไปทางนั้นทีทางนี้ทีราวกับหุ่นเชิดไม้ วุ่นวายกว่าครึ่งค่อนวัน
แม้มองจากไกล ๆ จะเห็นเป็เสื้อคลุมขาว แต่ถ้ามองเสื้อคลุมขาวตัวนี้ใกล้ ๆ จะพบว่าบนเสื้อคลุมที่ขาวปานหิมะนี้ใช้เส้นไหมสีอ่อนที่เล็กบางละเอียดหลากชนิด ปักลายขุนเขาเมฆาวิหคบุปผานับไม่ถ้วน ทั้งยังมีสัญลักษณ์ัเมฆาล้อมกระบี่ อันเป็ตราขององครักษ์เทพยุทธ์ด้วย
ลายปักงดงามอันละเอียดประณีตเช่นนี้ แม้ว่าจะมองจากที่ไกล ๆ ไม่ออกอยู่แล้ว แต่ก็ทำให้เสื้อคลุมขาวตัวนี้ดูมีผิวััมากขึ้น
แม้อวิ๋นฟานไห่จะไม่รู้มาตรฐานความงามอะไร แต่เขาก็มองออกว่า เสื้อคลุมขาวตัวนี้หาใช่เพียงเสื้อผ้าธรรมดา เื่ราคาไม่ต้องพูดถึง แต่นับเป็งานศิลป์ล้ำค่าที่สืบทอดกันในวงศ์ตระกูลได้ทีเดียว
เมื่อเป็เช่นนี้ หัวหน้ากองโจรที่สวมเสื้อคลุมขาวอยู่บนตัวจึงรู้สึกไม่สบายตัวเอาเสียเลย เริ่มคิดถึงชุดผ้าฝ้ายปุปะไร้ค่าตัวนั้นขึ้นมาแล้ว
พอหวนคิดถึงขึ้นมา เขาก็รู้สึกเศร้าใจ เพราะเมื่อครู่เสื้อผ้าชุดนั้นของตนถูกผู้อื่นเห็นเป็ขยะและโยนทิ้งไปอย่างไม่รีรอเสียแล้ว...
อวี้โฉวกุยยังส่งคนมาพาเขาไปดูห้องนอนด้วย
พอมองภายในห้อง อวิ๋นฟานไห่ก็ใจลอยไปเล็กน้อย เพราะที่ผ่านมา เขาเคยจินตนาการอยู่เป็ครั้งคราวว่ายามที่ตนตบแต่งภรรยา ควรจะตกแต่งห้องหอเยี่ยงไร
ทว่าถึงเขาจะจินตนาการเพ้อเจ้อสักเท่าไร ก็ไม่มีทางคิดถึงหรอกว่า ในโลกมนุษย์จะมีที่พักโอ่อ่าเช่นห้องของเทพยุทธ์นี้อยู่ด้วย
ในสายตาเขา ที่นี่เหมือนกับถ้ำเซียนแท้ ๆ!
ของตกแต่งโบราณพวกนั้น ไม่ว่าหยิบชิ้นไหนออกไปก็ล้ำค่ายิ่งไม่ใช่หรือ
คิดถึงเื่นี้ ดวงตาของอวิ๋นฟานไห่ก็วูบวาบ
เขาหวนคิดถึงตอนไปปล้นเศรษฐีบ้านนอกอันธพาลท้องถิ่นอันยากลำบากก่อนหน้านี้ ทรัพย์สมบัติทั้งหมดของพวกเขา รวมกันแล้วยังสู้ของประดับในห้องนี้ไม่ได้เลย
อวิ๋นฟานไห่รู้สึกตื่นเต้น
เพิ่งจะเกิดความคิดขึ้น พอเขาหันหลังไปก็ใจนสะดุ้งโหยง
ผู้บัญชาการใหญ่อวี้ที่เมื่อครู่ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน กำลังยืนมองเขาอย่างเ็าอยู่ด้านหลัง
สายตาของอวี้โฉวกุยเย็นเยียบ แต่น้ำเสียงเย็นเยือกยิ่งกว่า “แม้ก่อนหน้านี้เ้าจะเคยสังหารคนก็ไม่สำคัญ แต่ขอเพียงเ้าขโมยข้าวของในห้องนี้ออกไปสักชิ้น ข้าจะทำให้ทุกสิ่งที่เ้าใส่ใจหายไปจากโลกใบนี้”
อวี้โฉวกุยเอ่ยอย่างไม่เป็มิตรนัก อวิ๋นฟานไห่นึกโมโห ทว่าไม่นานก็รู้สึกหวั่นหวาด
“พิลึกนัก!” เขาคิด “หรือว่าเ้ามีหนี้แค้นกับเต่าอะไรนี่รู้วิชาอ่านใจ? ข้าเพิ่งจะคิดไม่ซื่อ เขาก็มาพูดเช่นนี้กับข้าเสียแล้ว หรือเขาจะคาดเดาว่าใจผู้อื่นคิดอะไรอยู่ได้จริง ๆ”
คิดถึงตรงนี้ เขาก็มองดวงหน้าขาวซีดของอวี้โฉวกุย แล้วลอบเตือนตนเองในใจ “อวิ๋นฟานไห่ เ้าอย่าได้เลอะเลือน เ้าก็รู้ว่าตัวเองมีฐานะอะไร อยู่ที่องครักษ์เทพยุทธ์นี่อย่างว่านอนสอนง่ายเถอะ
“แม้ที่นี่จะไม่ใช่ถ้ำเสือรังั แต่ก็ไม่ต่างกันนัก อย่าโลภกับของแค่นี้จนชีวิตก็รักษาไว้ไม่ได้ ไม่เช่นนั้นบรรดาคนแก่คนหนุ่มที่เขาเฟยอวิ๋นพวกนั้นจะอดตายกันหมด”
พอคิดเช่นนี้ สองตาของเขาก็จ้องมองอวี้โฉวกุย เอ่ยเสียงดังฟังชัดว่า “ข้าอวิ๋นฟานไห่เป็ผู้ชายอกสามศอก ซื่อสัตย์จริงใจ ไหนเลยจะโลภกับเงินเล็กน้อยเช่นนี้”
“อ้อ” อวี้โฉวกุยเอ่ยด้วยสีหน้านิ่งสนิท “เช่นนั้นวันนี้ เ้าพักผ่อนอยู่ที่นี่เถอะ พรุ่งนี้เช้า ข้าจะมาหาเ้า”
--------------------
เชิงอรรถ
* ข้ามแม่น้ำรื้อสะพาน เป็สำนวนหมายถึง เมื่อบรรลุเป้าหมายก็หักหลังพวกพ้อง