ห้องโถงค่ายกลเป็นสถานที่สำคัญในสำนัก
สูงกว่าระดับห้องโถงกิจการสำนักไปหนึ่งขั้น จะมาฝึกฝนที่นี่ยังต้องจ่ายตำลึงเงินอีกด้วย
เงินห้าร้อยที่หลินอวิ๋นเหลือเอาไว้ก็เพื่อนำมาใช้ที่นี่ ต้องจ่ายเงินสามร้อยตำลึงก่อนแล้วถึงจะได้เข้าไป
ในโถงค่ายกลมีหุ่นกระบอกต่อสู้พลังต่างกันมากมาย สามารถเลียนแบบท่วงท่าและความคิดของผู้ฝึกยุทธ์ได้ ทั้งยังเก็บประสบการณ์ต่อสู้ทุกครั้งเอาไว้ได้
ประสบการณ์ต่อสู้นั้นมีมากมายยิ่ง
การประมือกับหุ่นกระบอกนักสู้พวกนี้ก็เหมือนสู้กับยอดฝีมือพเนจร ให้ผลลัพธ์ที่น่าตื่นตกใจ
ต่อให้ฝึกฝนในเทือกเขาเหิงอวิ๋นนานกว่านี้อีกก็ได้แค่ประมือกับสัตว์ร้าย อีกทั้งสัตว์ร้ายกับผู้ฝึกยุทธ์ยังมีความต่างกัน
โถงค่ายกลเป็นแบ่งเขตใหญ่สองเขตทั้งนอกและใน เขตนอกสำหรับศิษย์ฝ่ายนอกทั้งหมด เขตในสำหรับศิษย์ฝ่ายในทั้งหมด เทียบกับความคึกคักของเขตนอกแล้ว เขตในค่อนข้างเงียบเชียบ กว้างขวางกว่ามาก
แต่ไม่ว่าเขตนอกจะแออัดอย่างไร ศิษย์ฝ่ายนอกก็ยังไปฝึกฝนเขตในไม่ได้
หลินอวิ๋นเพิ่งโผล่มาก็เป็นที่จับตามองของศิษย์ฝ่ายนอกบางส่วน
“ดูเร็ว นั่นใครน่ะ?”
“นั่นไม่ใช่หลินอวิ๋นทาสกระบี่รึ ไม่อยู่โรงชะล้างกระบี่ แล้วมาทำอะไรที่นี่?”
“เหอะ ๆ เจ้าไม่รู้ล่ะสิ ตอนนี้ทาสกระบี่นี่เป็นศิษย์ฝ่ายนอกแล้ว เมื่อหลายวันก่อนยังอัดเจ้าสวะโจวผิงด้วย เขาเห็นกันในโถงกิจการสำนักกันเยอะแยะ”
หลินอวิ๋นในร่างเดิมมีชื่อเสียงในสำนักชิงอวิ๋นด้วยทักษะการบำรุงรักษากระบี่ อีกอย่างยังเกี่ยวข้องกับซูจื่อเหยาด้วย
ศิษย์แทบจะส่วนใหญ่ต่างได้ยินเรื่องราวของเขา ทั้งยังหัวเราะเยาะถากถาง ‘ความคลั่งรัก’ ของเขากันใหญ่ ดังนั้นหลินอวิ๋นเพิ่งโผล่มาก็มีคนจำได้ ซ้ำยังเรียกให้อีกหลายคนเข้ามามุงดู
“ไอ้หนูนี่เรียนกระบี่มากี่วันเองก็กล้าบ้าบิ่นมาโถงค่ายกลแล้ว ใจกล้าจริง ๆ”
“ข้าขอเดิมพันว่าเขารับได้ไม่ถึงห้ากระบวนท่าก็ต้องโดนหุ่นกระบอกอัดพ่ายแพ้แน่”
“ห้ากระบวนท่ามากไป ข้าเดิมพันสามกระบวนท่า”
ศิษย์ฝ่ายนอกในที่นี้มีลักษณะท่าทางหยิ่งยโส ต่างพากันเดิมพัน
ใบหน้าหลินอวิ๋นเรียบนิ่ง ก่อนจะเลือกเวทีฝึกฝนแล้วกระโดดขึ้นไป
ทันทีที่เขายืนบนเวทีฝึกฝน หุ่นกระบอกนักสู้ตรงมุมก็มีปฏิกิริยา ดวงตาสองข้างสว่างวาบขึ้นมา
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
หุ่นกระบอกที่ทำจากไม้มองดูเหมือนร่างโง่ ๆ กลับก้าวเดินอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะกวัดแกว่งกระบี่เข้ามา หลินอวิ๋นเผชิญหน้ากับหุ่นกระบอกเป็นครั้งแรกไม่นึกเลยว่ามันจะรวดเร็วเช่นนี้ กว่าจะควักกระบี่ออกจากฝัก อีกฝ่ายก็มาอยู่ตรงหน้าแล้ว
แก๊ง!
กระบี่สองเล่มตัดสลับกัน หลินอวิ๋นที่ยังไม่ได้ชักกระบี่ออกมาอย่างฉับพลันไม่ทันตั้งตัวถูกกระบี่ฟันจนถอยไปไม่หยุด เกือบจะตกเวที
“ฮ่า ๆ ๆ…”
ศิษย์ในสำนักที่ดูอยู่ไกล ๆ เห็นสภาพจนตรอกเขาแล้วพากันหัวเราะก๊าก
ฟู่ว!
หุ่นกระบอกนักสู้กลับไม่มีคลื่นอารมณ์ใด ๆ มันแทงกระบี่มาอีกครั้งอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
หลินอวิ๋นที่ถูกอัดมาอยู่ตรงขอบเวทีกัดฟันไม่เอ่ยอันใด แต่โคจรพลังภายในอันแน่นหนาของวิชาตะวันบริสุทธิ์เงียบ ๆ
แก๊ง!
หลินอวิ๋นต้านกระบี่สังหารจากหุ่นกระบอกนักสู้เอาไว้ได้อย่างมั่นคง เขาตรงขอบเวทีเท้าไม่ขยับแม้แต่น้อย คนที่ฝึกฝนอยู่ใกล้ ๆ พลันเงียบลง
ศิษย์ฝ่ายนอกที่เมื่อครู่ยังหัวเราะไม่เกรงกลัวสิ่งใด รอยยิ้มแข็งค้างขึ้นมา
หลินอวิ๋นยืนอย่างมั่นคงแล้วถือโอกาสใช้ทักษะกระบี่วายุเชี่ยว เขาที่ตอนแรกเกือบพ่ายแพ้ อีกก้าวเดียวก็จะตกเวทีนั้นพลิกสถานการณ์กลับมามั่นคง
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ก็แค่ช่วงม้าตีนปลายเท่านั้น เมื่อครู่เขาเพิ่งถูกบีบเข้าทางตันเลยระเบิดพลังภายในไม่มีสิ้นสุดออกมาถึงได้พลิกสถานการณ์ได้!”
“ใช่ ต้องเป็นแบบนั้นแน่ ถ้าไม่อย่างนั้นด้วยพลังเขาจะไปโดนกระบี่เดียวเกือบถูกฟันตกเวทีได้อย่างไร” รอยยิ้มแข็งทื่อของศิษย์ฝ่ายนอกจำนวนมากเริ่มกลับมาดังเดิมทีละนิด คิดแค่ว่าหลินอวิ๋นกำลังฝืนอยู่
อีกไม่นานพลังภายในจะเหือดแห้ง ถึงตอนนั้นต้องพ่ายแพ้อนาถกว่านี้แน่
รวมสายน้ำเป็นลำธาร ไหลเชี่ยวดั่งสายลม!
หลินอวิ๋นที่ยืนมั่นคงมีพลังช่วงสุดท้ายไร้ขีดจำกัด ตอนที่ใช้เจตจำนงแท้จริงแห่งทักษะกระบี่วายุเชี่ยวยังเปลี่ยนจากตั้งรับเป็นจู่โจม
สถานการณ์พลิกผัน
หุ่นกระบอกนักสู้โดนหลินอวิ๋นจู่โจมถอยไปไม่หยุด สิบสองกระบวนท่าต่อมาก็โดนเขาอัดตกเวที
ปึง!
เมื่อหุ่นกระบอกเล่ห์กลพ่ายแพ้ ที่นี่เงียบเป็นเป่าสาก ไม่มีใครส่งเสียงใด ๆ
หลินอวิ๋นเก็บกระบี่เข้าฝักก่อนกระโดดลงมาด้วยสีหน้าพึงพอใจ
การประมือกับหุ่นกระบอกนักสู้ทำให้ได้ความรู้ประสบการณ์มาไม่น้อยจริง ๆ แต่หุ่นกระบอกระดับต้นนั้นมีศักยภาพธรรมดา
ต้องยื่นคำร้องขอหุ่นกระบอกระดับกลางถึงจะได้ผลการฝึกฝนที่ดีขึ้น
แปะ ๆ ๆ!
เสียงปรบมือดังขึ้นอย่างไม่มีมูลเหตุ ดูเด่นชัดท่ามกลางความเงียบที่นี่
ทุกคนหันไปมองเห็นเฉินเซียวพาคนกลุ่มหนึ่งก้าวเท้ายาวเข้ามา
“ศิษย์น้องหลินเป็นอัจฉริยะวิถีกระบี่จริง ๆ ฝึกทักษะกระบี่ไม่กี่วันก็เอาชนะหุ่นกระบอกระดับต้นได้ ศิษย์พี่นับถือ!”
เฉินเซียวเอ่ย ‘ชมเชย’ ด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร
“หลีกไป ๆ”
ศิษย์ที่ตามเขามาจากด้านหลังผลักคนอื่น ๆ ออกอย่าเอาแต่ใจ ก่อนจะปิดทางหนีของหลินอวิ๋นทุกมุม
“นี่คิดจะทำอะไร?”
“ศิษย์พี่เฉินเคยมีปัญหากับหลินอวิ๋นนี่ด้วยรึ?”
“เกรงว่าคงท่าไม่ดีแล้วล่ะ เฉินเซียวนี่มีชื่อเสียงเรื่องเสือหน้าหยก ยิ่งยิ้มมากเท่าไรก็ยิ่งลงมือหนัก นอกจากศิษย์ฝ่ายนอกสิบอันดับแรกแล้วไม่มีใครกล้าล่วงเกินเขาหรอก!”
กลุ่มคนพูดคุยกันเสียงเบา ต่างพากันตื่นตกใจกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
หลินอวิ๋นหน้าไม่เปลี่ยนสี แต่ยังเอ่ยนิ่ง ๆ “ศิษย์พี่เกรงใจไปแล้ว”
“ไม่ต้องพูดเรื่องเกรงใจหรอก ในเมื่อเจ้าเรียกข้าว่าศิษย์พี่ ข้าก็ควรจะชี้แนะในฐานะศิษย์พี่อย่างเต็มที่ เจ้าไม่ต้องยื่นเรื่องขอหุ่นกระบอกระดับกลางหรอก ศิษย์พี่จะสู้กับเจ้า ชี้แนะทักษะกระบี่ให้เจ้าเอง” เฉินเซียวกอดกระบี่ยาวไว้ตรงหน้าอกพลางหัวเราะเบา ๆ
“แล้วก็อย่าหาว่าศิษย์พี่รังแกเจ้าล่ะ ข้าจะใช้ขั้นพลังเดียวกับเจ้าเท่านั้น นี่คือยาลูกกลอนหลอมกายสามเม็ด ถ้าเจ้ารับมือศิษย์พี่ได้เกินร้อยกระบวนท่า มันจะเป็นของเจ้า”
เฉินเซียวไม่รอให้หลินอวิ๋นปฏิเสธก็โยนขวดหยกที่บรรจุยาลูกกลอนกลิ้งไปทางหลินอวิ๋น
ศิษย์ฝ่ายนอกที่รวมมาจากรอบ ๆ มากันเยอะขึ้นเรื่อย ๆ บรรยากาศในตอนนี้ตึงเครียดขึ้นทีละนิด
ตอนนี้ใครก็มองออกว่าเฉินเซียวนี่มาหาเรื่องหลินอวิ๋น
“ทำไมรึ? ศิษย์พี่ซูให้ยาลูกกลอนเป็นรางวัลเจ้า เจ้าก็เก็บขึ้นมาเชื่อง ๆ พอข้าให้รางวัลเจ้าบ้างก็ไม่สนใจรึ ดูถูกแซ่เฉินอย่างข้ารึ?”
เฉินเซียวหุบรอยยิ้มไปโดยพลัน ก่อนนัยน์ตาจะเผยจิตสังหารเย็นเยือก พลังวิถียุทธ์ขั้นห้าแผ่กระจายออกไปอย่างรุนแรง
หลินอวิ๋นพลันรู้สึกถึงแรงกดดัน ความต่างในด้านขั้นพลังชัดเจนอย่างไม่ต้องสงสัย
“ศิษย์พี่หญิงซู!”
ตอนนี้เองมีคนร้องตกใจก่อนจะเห็นว่าตรงทางเข้าโถงค่ายกลมีชายหนึ่งหญิงหนึ่งยืนอยู่ สตรีคือซูจื่อเหยา อาภรณ์เขียวกระโปรงยาว ดวงตาใสฟันขาวแทบจะเหมือนหิมะ ใบหน้างดงามคู่กับเอกลักษณ์เย็นชาทำให้งามเสียจนแน่ที่สุด
ในชั่วพริบตานั้น ทุกคนเบนความสนใจมองไป
บุรุษก็คือหวังหนิงศิษย์ฝ่ายในที่มารับกระบี่พร้อมกับซูจื่อเหยาในวันนั้น หน้าตาเขาหล่อเหลาไม่ธรรมดามีเอกลักษณ์เหนือชั้นเช่นกัน
‘ซูจื่อเหยา!’
จิตใจสงบนิ่งของหลินอวิ๋นเกิดคลื่นเล็กน้อยเพราะการมาของซูจื่อเหยา
ซูจื่อเหยาคือธิดาแห่งสวรรค์ที่แท้จริงในสำนักชิงอวิ๋น นางมีใบหน้างดงามจนน่าตกใจและยังมีพรสวรรค์วิถียุทธ์ที่ทำให้คนต้องแหงนหน้ามอง
อายุยังน้อยก็เป็นหมายเลขหนึ่งของศิษย์ฝ่ายในแล้ว
ไม่ใช่แค่โดดเด่นในสำนักชิงอวิ๋น มองไปทั้งแคว้นเทียนสุ่ยยังมีน้อยคนที่เทียบเคียงนางได้
นางอยู่สูงส่ง มองแค่ปราดเดียวก็ทำให้คนเกิดความรู้สึกต่ำต้อยได้
สตรีแบบนี้ คนธรรมดายังไม่กล้าคิด ดังนั้นความคลั่งรักของหลินอวิ๋นคนก่อนถึงได้โดนหัวเราะเยาะไปทั้งสำนัก
ทาสกระบี่ที่ต่ำต้อยที่สุดดันชอบซูจื่อเหยา ยังมีอะไรที่น่าตลกกว่านี้อีก?
เรื่องราวในอดีตผ่านไปกลายเป็นหมอกควัน
หลินอวิ๋นไม่อยากจะสนใจความคลั่งรักของเจ้าของร่างเดิม เจอหน้ากันครั้งแรกเขาก็รู้แล้วว่าซูจื่อเหยาเป็นคนอย่างไร
ต้องตัดความคิดถึงทั้งหมดออกไปเสียแต่ต้นลม
ทว่าวันนี้หลังซูจื่อเหยาโผล่มา หลินอวิ๋นสัมผัสได้ว่าสายตาที่ศิษย์ฝ่ายนอกรอบ ๆ มองเขาเริ่มเปลี่ยนไป เต็มไปด้วยการหยอกล้อ
ต่อให้สภาพจิตใจหลินอวิ๋นดีอย่างไร ตอนนี้ก็ยังรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง
สีหน้ามืดทะมึนเล็กน้อย ก้มหน้าเดินไปข้างหน้า
“ไอ้ทาสกระบี่ ข้าบอกให้เจ้าไปแล้วรึ?”
เฉินเซียวยกยิ้มเยาะ แอบคิดในใจว่าซูจื่อเหยามาพอดี!
ก่อนมีคนสี่คนพุ่งมาจากสองทางซ้ายขวา ขวางทางหลินอวิ๋นด้วยหน้าตาไม่เป็นมิตร
“เฉินเซียว เจ้าอย่ารังแกกันให้มากนักเลย!”
หลินอวิ๋นเงยหน้ามองอีกฝ่ายก่อนกัดฟันพูด
เฉินเซียวพูดยิ้ม ๆ “ข้ารังแกเจ้ารึ? ศิษย์พี่แค่หวังดีอยากจะชี้แนะทักษะกระบี่ให้เจ้าเท่านั้นเอง เจ้ากลับไม่ไว้หน้าข้า ก็อย่ามาโทษว่าข้าไม่ไว้หน้าเจ้าแล้วกัน แต่ว่าถ้าเจ้าอยากจะไปก็ได้ เจ้าต้องยอมรับต่อหน้าทุกคนว่าจะรับแค่รางวัลของศิษย์พี่หญิงซูเท่านั้น ไม่เอารางวัลจากศิษย์พี่คนอื่น ๆ”
ถ้าตอบตกลงพูดคำนี้ออกไปจริง ๆ นั่นก็เท่ากับสารภาพรักกับซูจื่อเหยาต่อหน้าทุกคน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าซูจื่อเหยาจะต้องเดินไปด้วยหน้าเย็นชา ความอัปยศในนั้นไม่ต้องพูดก็เข้าใจได้
กระทั่งจินตนาการได้ว่าหลังซูจื่อเหยาเดินด้วยใบหน้าเย็นชาไปแล้ว คนกลุ่มนี้ต้องหัวเราะเสียงดังลั่นแน่
หลินอวิ๋นเป็นทุกข์ในใจไม่อาจกล่าวออกมาได้
ไม่ได้โมโห ไม่ได้อับจนปัญญา แค่เป็นความเจ็บปวดที่พูดยาก… นั่นคือความยึดมั่นของเจ้าร่างคนก่อน
นั่นคือความเจ็บปวดที่เขาตายแล้วก็ยังไม่อาจแก้ไขได้ นั่นคือผ้าปกปิดความอับอายผืนสุดท้ายที่เขาทนคำดูถูกและไม่เสียดายที่เป็นทาสกระบี่
มองผู้คนรอบ ๆ แต่ละคนมีสีหน้าเยาะเย้ย แววตาเต็มไปด้วยการเหยียดหยาม
หลินอวิ๋นสงบลงทีละน้อย เจ้าไม่ได้โดนคนบอกว่าเป็นกระต่ายหมายจันทร์ครั้งแรกหรอก
นักการในโรงชะล้างกระบี่ดูถูกเจ้า ศิษย์ขยะโจวผิงรังแกเจ้า ทั้งสำนักหัวเราะเยาะเจ้า…
เจ้าเองก็เคยลังเลใจว่าชอบคนหนึ่งมันผิดหรือไม่?
แต่ข้าจะบอกเจ้าว่าในใจทุกคนล้วนมีจุดเปราะบาง ชอบคนคนหนึ่งไม่ผิดเลย!
เกียรติยศสุดท้ายนี้ ข้าหลินอวิ๋นจะปกป้องมันให้เจ้าเอง!
“ทาสกระบี่หลินอวิ๋นขอให้ศิษย์พี่เฉินชี้แนะด้วย!”
-โปรดติดตามตอนต่อไป-