นางทราบดีว่าเคออิ๋งอิ๋งชอบเผยรุ่นจือยังจำได้ว่าครั้งแรกที่ไปบ้านของเขาเคออิ๋งอิ๋งนั่นเองที่เป็นผู้ยุยงจนเกือบทำให้นางถูกใส่ร้ายว่าเป็นขโมยแม้การกระทำของเคออิ๋งอิ๋งจะมิชอบแต่เย่ชิงชิงรู้สึกว่านางกับเคออิ๋งอิ๋งมิได้อยู่ในโลกใบเดียวกันอยู่แล้วในยามปกติจึงแทบจะไม่มีปฏิสัมพันธ์กัน และนางก็มิได้ใส่ใจเรื่องของอีกฝ่ายมากนัก
ต่อมาเมื่อพบกันอีกครั้งก็เห็นว่านางกับบรรดาคุณหนูเหล่านั้นดูเหมือนจะขัดแย้งกันเมื่อพิจารณากับคำหยอกล้อของผู้คนในเวลานั้นที่กล่าวถึงการแต่งงานระหว่างสกุลเคอและสกุลเผยบัดนี้ยามใคร่ครวญดูแล้ว ส่วนใหญ่เป็นเพราะเรื่องนี้ที่ทำให้เกิดความริษยาเคออิ๋งอิ๋งจึงเป็นที่รังเกียจ
บัดนี้สกุลเคอและสกุลเผยได้หมั้นหมายกันแล้ว นางมิได้สมหวังดังปรารถนาแล้วหรือ?เหตุใดจึงมาหาคนนอกอย่างนางกะทันหันเช่นนี้แถมยังกล่าวหานางว่ามีเล่ห์เหลี่ยมอีก?
“ผู้ที่หมั้นหมายกับข้าคือคุณชายใหญ่แห่งสกุลเผย!” เคออิ๋งอิ๋งเอ่ยเพียงประโยคเดียวก็คลายข้อสงสัยแล้วนางหัวเราะเย็นชา “อย่าบอกนะว่าเจ้าไม่รู้นี่มิใช่เรื่องที่เจ้าเป็นผู้ก่อขึ้นเองหรอกหรือ?”
“ฮะ?” เย่ชิงชิงรู้สึกราวกับมีเครื่องหมายคำถามรายล้อมรอบตัวเต็มไปหมดเรื่องบ้าอะไรกันนี่?!
เคออิ๋งอิ๋งเห็นนางมีท่าทีเช่นนั้นคิดว่ายังคงแสร้งทำ จึงกล่าวอย่างเปิดเผยว่า “งานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดท่านย่าของข้ามิใช่เจ้าหรอกหรือที่ทำทุกวิถีทางเพื่อขัดขวางมิให้คุณชายเจ้าของห้างมาร่วมงาน?ข้าสืบรู้มาว่าเจ้าถึงขั้นลากขาที่บาดเจ็บไปถึงเรือนของเขาเพื่อใช้เล่ห์กลบีบคั้นแม่นางชิงช่างเป็นผู้ที่ยอมทุ่มเทได้ถึงเพียงนี้ นับว่าหาคนเช่นเจ้าได้ยากนัก!”
“แล้วอย่างไรอีก?” เย่ชิงชิงยกมือขึ้นนวดขมับสีหน้าเรียบนิ่ง “เล่าทุกสิ่งที่เจ้ารู้มาให้หมดเถิดข้าจะได้ไม่สับสนงุนงง”
“หากมิใช่เจ้า คุณชายเจ้าของห้างจะมิมาได้อย่างไร? เดิมทีผู้ที่หมั้นหมายระหว่างทั้งสองสกุลควรจะเป็นข้าและเขาหาใช่คุณชายใหญ่ไม่” เมื่อกล่าวถึงตรงนี้เคออิ๋งอิ๋งที่มักแสดงท่าทีอ่อนโยนเสมอมากลับมีอารมณ์อ่อนไหวขึ้นอย่างมิเคยเป็นมาก่อน
อย่างนี้ก็ได้หรือ?เย่ชิงชิงถอนหายใจแผ่วเบา “คุณหนูเคอคงจะประเมินข้าสูงไปแล้ว...”
ยังไม่ทันเอ่ยแก้ต่างว่านางเต็มใจเข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องนี้หรือไม่แค่หญิงสาวชาวบ้านที่ยังอ่อนเยาว์เช่นนาง จะชี้นำการหมั้นหมายของพวกเขาได้หรือ?เรื่องนี้มิใช่เรื่องน่าหัวเราะหรอกรึ!
หากหมายตาเผยรุ่นจือจริงๆแม้เขาจะไม่อยู่ บิดามารดาของทั้งสองฝ่ายก็ยังพูดคุยเรื่องการแต่งงานได้จากนั้นถึงค่อยสอบถามความปรารถนาของบุตร เท่าที่นางรู้มาผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่านก็กระทำเช่นนี้กัน
บัดนี้เคออิ๋งอิ๋งคงรู้สึกคับข้องใจอยู่มากเป็นแน่จึงได้มาลงที่นางเช่นนี้ นางคงจินตนาการถึงความเป็นไปได้ต่างๆ นานาในใจหากวันนั้นคุณชายเจ้าของห้างได้มาเยือน เรื่องราวคงจะจบลงอีกเส้นทาง
“งานวันคล้ายวันเกิดท่านย่าของท่านในครั้งนั้นข้าคือผู้ที่ทำให้คุณชายเจ้าของห้างไม่สามารถไปได้จริงเจ้าค่ะ แต่ข้าจะไม่ขอโทษ”
เย่ชิงชิงยักไหล่ยามนั้นนางถูกคนชั่วตามรังควาน จึงไปขอความช่วยเหลือจากเผยรุ่นจือก็จริงแต่ผู้ที่ตัดสินใจคือเขา ผู้ที่ต้องขออภัยก็คือเขา มิใช่นาง“หากต้องขออภัย ผู้ที่ข้าควรขออภัยก็คือคุณชายเจ้าของห้างมิใช่ท่านเจ้าค่ะ”
“ผู้ใดจะไปต้องการคำขอโทษจากเจ้ากัน?” เคออิ๋งอิ๋งยกถ้วยชาขึ้นแล้ววางลงกะทันหัน“วันนี้ข้าเพียงต้องการบอกเจ้าว่า สิ่งที่ข้ามิอาจได้ครอบครองเจ้าก็ไม่มีทางได้ครอบครองเช่นกัน”
เย่ชิงชิงยกมือขึ้นเป็นเชิงหยุดแล้วเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “หากเช่นนั้นการสนทนานี้ก็ไม่มีความหมายแล้วละ”
เคออิ๋งอิ๋งชะงักไปครู่หนึ่งแล้วหัวเราะทั้งน้ำตา “เย่ชิงชิง!เจ้าจะไม่โอหังเกินไปหน่อยหรือ!”
“หามิได้เจ้าค่ะ ข้ารู้จักประเมินตนเองดี” เย่ชิงชิงกางมือออกอย่างช่วยไม่ได้“ข้ามิได้ปรารถนาการแต่งเข้าตระกูลผู้มั่งคั่งอีกทั้งมิได้คิดว่าคุณชายเจ้าของห้างมีเสน่ห์อันไร้ขีดจำกัดจนทำให้ต้องหลงใหลมิอาจถอนตัวไปได้ ข้าเพียงปรารถนาจะใช้ชีวิตเป็นสาวชาวบ้านอย่างสงบสุขเท่านั้นขอบคุณ”
เคออิ๋งอิ๋งได้ยินดังนั้นถึงกับอึ้งไปนางจ้องมองอีกฝ่ายด้วยท่าทีไม่เชื่อ “กล่าวเช่นนี้หมายความว่า...เจ้าไม่มีความคิดอื่นใดกับคุณชายเจ้าของห้างเลยหรือ?”
เมื่อมีบุรุษรูปงามอยู่ตรงหน้าจะไม่มีความคิดอื่นใดนั้น ก็ยากที่จะกล่าว เย่ชิงชิงยอมรับว่าตนไม่ชอบความวุ่นวายหากนางมีใจให้คุณชายเจ้าของห้างขึ้นมาจริงๆช่องว่างระหว่างฐานะของทั้งสองนั้นใหญ่หลวงนักความวุ่นวายที่จะตามมาคงเพียงพอที่จะทำให้นางตัดสินใจถอยหนี
การจัดการกับญาติมิตรสหายของทั้งสองฝ่ายและเรื่องอื่นๆ อีกมากมายที่ตามมา... ความรักที่ไม่คำนึงถึงสิ่งใดเหล่านั้นนางขอให้ผู้ที่มีความมุ่งมั่นปรารถนาเป็นผู้ทำเถิด
“คำกล่าวของข้าจบลงเพียงเท่านี้ ขอบคุณคุณหนูเคอที่เลี้ยงชาเจ้าค่ะ”เย่ชิงชิงยิ้ม นางยกถ้วยชาขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดจากนั้นก็หันหลังเดินจากไป
ภายนอกยังคงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความรื่นเริงราวกับโลกทั้งใบกำลังจมดิ่งอยู่ในความสุขของเทศกาล
เย่ชิงชิงรู้สึกเคลิบเคลิ้มราวกับว่านางได้ใช้ชีวิตสองชาติแต่ก็ยังมีชีวิตอยู่อย่างเลื่อนลอยไร้จุดหมายเช่นเดิมหรืออาจกล่าวได้ว่านางเพิ่งมีประสบการณ์ของของชีวิตเพียงแค่ชาติเดียวเท่านั้น?
“ข้ายังมีทางรอดอยู่หรือไม่...?” นางหัวเราะเยาะตนเอง
“ช่างเถิด ก็แค่เป็นสามัญชนคนธรรมดาผู้หนึ่ง ไม่ต่างจากผู้อื่นเลย”
เหตุใดต้องแตกต่างขอเพียงใช้ชีวิตน้อยๆ ของตนให้คุ้มก็พอแล้ว
……….
หลังฝนโปรยปรายรอบกายพลันพลิกฟื้นคืนชีวา
เย่ชิงชิงเมื่อว่างเว้นจากธุระก็สะพายตะกร้าเดินเข้าป่าเพื่อเก็บเห็ด ภายใต้การดูแลอย่างเอาใจใส่ของหวงขาเป๋นางก็สามารถแยกแยะเห็ดพิษได้แล้วในระดับหนึ่ง
เห็ดที่เติบโตตามธรรมชาติในป่าแต่ละต้นล้วนอ่อนนุ่มชุ่มฉ่ำหลังได้รับน้ำฝน ประดุจดังภูตพรายในธรรมชาติการนำเห็ดป่าเหล่านี้มาผัดกินหรือทำเป็นน้ำแกง ล้วนมีรสชาติกลมกล่อมเป็นเลิศเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะใช้ปรับเปลี่ยนรสชาติอาหารในแต่ละมื้อ
ดวงอาทิตย์เพิ่งลอยพ้นขอบฟ้าทิวทัศน์ในป่าช่างสดชื่นและชุ่มชื้น พืชพรรณเขียวขจีราวกับเพิ่งถูกชะล้างมา
เย่ชิงชิงเคลื่อนไหวคล่องแคล่วว่องไวซอกซอนไปในหมู่ไม้ เมื่อเห็นเห็ดป่าหรือผักป่าอ่อนๆ ก็เด็ดใส่ตะกร้าบนหลังทันที
ผักป่าเหล่านี้แตกต่างจากพืชผักทั่วไปแม้จะดีต่อสุขภาพ แต่ก็มีรสขมฝาดเล็กน้อย เมื่อครั้งอดีตยามพวกเขายังยากจนแทบทุกวันต้องกินสิ่งนี้ แต่บัดนี้เกิดความเบื่อหน่ายเกินบรรยาย
ตอนนี้เพียงนานๆครั้งจะลองลิ้มชิมรสก็ไม่เลวนักอย่างไรเสียก็เป็นรสธรรมชาติบริสุทธิ์ปราศจากสารปรุงแต่ง!