หลิงซานนั่งมองสร้อยคอที่ตนสวมอยู่อย่างเหม่อลอย มือเล็กจับเอาจี้รูปัขึ้นมาดูอย่างเบื่อหน่าย พร้อมถอนหายใจเสียเฮือกใหญ่ เย่วซินเดินผ่านมาเห็นเข้าเลยหยุดทัก
"เ้ากำลังมีเื่อะไรไม่สบายใจหรือเปล่าหลิงซาน บอกข้าได้นะข้ายินดีรับฟังทุกเื่"หลิงซานแหงนหน้ามองพี่ชาย ก่อนจะขยับและชวนอีกคนนั่งลงข้างตน
"ท่านพี่นั่งก่อนเถิด ข้ายังเหลือเวลาอีกกี่วัน"
"คงประมาณห้าวันเห็นจะได้"
"แค่ห้าวันหรอกหรือท่านพี่ ทำไมมันเร็วนักข้ายังทำใจไม่ได้เลย ฮึก ฮือ... "เย่วซินเห็นแบบนี้แล้วพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ดึงอีกฝ่ายเข้ามากอดและปลอบใจ ถึงจะช่วยอะไรไม่ได้มากนัก แต่ก็ดีกว่ายืนมองเฉยๆ โดยไม่คิดที่จะทำอะไรเลย
"หลิงซาน ข้าไม่ได้อยากให้เ้าจากที่นี่จากครอบครัวข้าไปเลย แต่ข้าขัดมิได้หวังว่าเ้าจะเข้าใจข้า อย่าได้โกรธเคืองข้าเลยนะหลิงซาน"
"ข้าไม่ได้โกรธท่านพี่เลยแม้แต่น้อย ข้าอยากกลับบ้าน อยากกลับไปหาครอบครัวของข้า ข้าคิดถึงพวกเขา"
หลิงซานพูดจบก็หยิบสร้อยคอขึ้นมาถือเอาไว้ในมือ ก่อนจะหันไปพูดกับพี่ชายตน
"คงเป็สร้อยเส้นนี้ที่พาข้ามาที่นี่ แล้วมันจะพาข้ากลับบ้านหรือเปล่า ท่านพี่ข้าอยากกลับบ้าน"
"มันก็แล้วแต่ชะตาของเ้า หากบุญวาสนาของเ้ามากพอ เ้าก็อาจสมหวังก็เป็ได้"
"คงยาก เกิดมาข้าเคยเข้าวัดทำบุญกับเขาหรือเปล่าข้ายังจำไม่ได้ แล้วจะเอาบุญมาจากที่ไหนกันนะ รู้อย่างนี้น่าจะทำบุญไว้เยอะๆ ก็ดี"
หลิงซานพูดกับเย่วซินออกไปแบบนี้ เย่วซินเลยตัดบทโดยการชวนอีกฝ่ายไปพบคนรักของตน ไม่นานทั้งคู่เลยมายืนอยู่ที่บ้านท่านผู้นำ หลิงซานเลยรับรู้อะไรๆ เกี่ยวกับพี่ชายตนมากขึ้นอีกหลายอย่าง เช่นพี่ชายตนมีคนรักซึ่งเป็บุตรสาวของท่านผู้นำหมู่บ้าน และเย่วซินจะขึ้นเป็ผู้นำหมู่บ้านคนต่อไป
"เจ๋งเหมือนกันนะพี่ชายเรา เล่นจีบลูกสาวผู้นำหมู่บ้านเลย เจ๋งสุดๆ "
"เ้าว่าอย่างไรนะข้าฟังไม่ถนัด"
"ช่างมันเถิด ท่านอย่าได้สนใจคำพูดของข้าเลย"
"อ้าวเย่วซิน หลิงซานด้วย พวกเ้ามาหาข้ารึ"
หนิงอันถามออกมา หากแต่สายตากลับจ้องมายังเย่วซินอย่างหวานหยด เล่นเอาเย่วซินถึงกับยิ้มออกมาอย่างเขินอาย
"พี่หนิงอัน ท่านจ้องพี่ชายข้าอย่างจะจับกลืนลงท้องเสียอย่างนั้น ดูซิพี่ชายข้าเขินท่านใหญ่แล้ว"เย่วซินได้ยินน้องชายตนพูดแบบนี้ ก็กลัวว่าหนิงอันจะอับอายเลยพูดแก้ตัวแทน
"ก็ข้ากับหนิงอันเป็คนรักกันนี่ มันจะแปลกอะไรไปเล่าหากนางจะมองข้าแบบนั้น อีกอย่าง ข้ากับนางกำลังจะมีพิธีมงคลขึ้นในไม่ช้านี้แล้ว แต่เ้าอย่าได้พูดแบบนี้ให้ใครได้ยินเชียวหลิงซาน เพราะเรายังไม่ได้เข้าพิธีกันเลย นางจะเสียหายเอาได้"
"ก็ข้าไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อยนี่หน่า แค่หยอกพี่ทั้งคู่เล่นๆ "
หลิงซานบ่นออกมาเบาๆ รู้ว่าเย่วซินดุเขากลายๆ ที่ทำให้หนิงอันอับอาย หนิงอันเลยตัดบท
"เอาล่ะว่าแต่เ้าเถิด ใกล้จะถึงวันเข้าพิธีผูกพันธะแล้ว เตรียมตัวให้พร้อมนะอย่าเอาแต่เที่ยวเล่นซุกซนล่ะ"
"พี่หนิงอัน ข้าโตแล้วนะไม่ใช่เด็กสามขวบสักหน่อย"
"อ้าว... โตแล้วรึ นี่ข้าคงจะมองเ้าผิดไปจริงด้วย อีกไม่นานก็จะออกเรือนไปอยู่กับสามีแล้วสินะ"
หลิงซานถึงกับหน้าม้าน เถียงไม่ออกทำหน้าเหลอหลา รู้สึกเหมือนอยากจะมุดดินเสียเดียวนี้เพราะความอับอาย เขาเป็ผู้ชาย จะแต่งไปเป็เมียได้ไง ยอมรับไม่ได้เด็ดขาด
"พี่หนิงอัน ถ้าท่านยังจะพูดแบบนี้อีกล่ะก็ ข้าจะไม่ยกท่านพี่ให้ท่านนะ ข้าจะยึดท่านพี่ไว้คนเดียวไม่ยกให้ใครทั้งนั้น"
"ไม่ได้ เย่วซินเป็ของข้าคนเดียว ใครก็ไม่มีสิทธิ์"
าแย่งชิงเล็กๆ ที่ไม่จริงจังนัก เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงหัวเราะของทั้งสามคนดังไปทั่วบริเวรนั้น บ่งบอกถึงความสุขของเ้าของเสียงเป็อย่างดี
"ใครบอกว่าพวกเ้ามีสิทธิ์ในตัวเขากันล่ะ ในอีกไม่ช้า ข้านี่แหละที่จะเป็เ้าของเขาแต่เพียงผู้เดียว ไม่ว่ามันผู้ใดก็ไม่มีสิทธิ์ทั้งนั้น"เฟยหลงซึ่งตอนนี้ใช้ดวงจิตรัแอบมองคู่ของตน ด้วยหัวใจที่ไม่ค่อยจะเป็สุขสักเท่าไร เขาเพิ่งจะรับรู้ว่าคู่ของตนมีคนรักอยู่ก่อนแล้ว และกำลังจะมีพิธีมงคลเกิดขึ้นในไม่ช้า แต่เขาไม่ยอมให้มันเป็อย่างนั้นแน่นอน แล้วร่างบางไม่รู้ตัวหรอกหรือ ว่าตนคือใคร แล้วท่านผู้นำยังจะยอมให้คนทั้งคู่คบกันได้อีกหรือ
ตกดึก
เย่วซินกำลังหลับสนิทอยู่บนฟูกนอนหนานุ่มอย่างสบาย ส่วนหลิงซานก็อยู่อีกห้องหนึ่ง ในขณะเดียวกัน ได้มีเงาดำไหววูบอยู่ในห้องของเย่วซิน
แมวขโมยตัวเขื่องตรงไปยังร่างบางที่หลับใหลอย่างเงียบกริบ ก่อนจะก้มหน้าลงมาขโมยหอมแก้ม คนที่นอนหลับอย่างไม่รู้เื่รู้ราวอะไรเลย ปล่อยไห้เ้าแมวหัวขโมยแอบลวนลามอย่างย่ามใจ หากแต่ไม่ทันไรก็รู้สึกเย็นวาบที่ลำคอของตน ทำให้ต้องชะงักเเละหยุดการกระทำทุกอย่างลงทันที มีดสั้นเล่มเล็กได้จ่อลงบนลำคอแกร่งอย่างเตรียมพร้อม หากคนตรงหน้ามีลูกเล่นอะไร มันก็พร้อมที่จะปักลงไปทันทีอย่างไม่ลังเล เล่นเอาคนที่โดนมีดจ่อลำคอเอาไว้หยุดนิ่งไปอึดใจใหญ่ ร่างบางเลยเอ่ยถามขึ้น
"เ้า้าสิ่งใดบอกข้ามาเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นข้าจะฆ่าเ้าซะ ตอบมา!! "เย่วซินข่มขู่อีกฝ่ายพร้อมกดคมมีดให้ลึกลงไปอีก เรียกเืให้ไหลซึมออกมาเล็กน้อย จึงสร้างความเจ็บๆ แสบๆ คันๆ ให้อีกฝ่าย จนเขายอมเอ่ยปากขึ้นมาเบาๆ และแน่นอนว่า หากมีครั้งหนึ่งแล้วครั้งที่สองย่อมเกิดขึ้นได้ไม่อยาก สำหรับคนที่แอบแหกกฎหนีออกมาเป็ครั้งที่สอง
"ข้าก็แค่คิดถึงเ้าเท่านั้น เลยมาเยี่ยมเสียหน่อย"
เฟยหลงพูดออกมาได้เพียงแค่นี้ เย่วซินก็จำเสียงเขาได้เป็อย่างดี เพราะคราวที่แล้ว อีกคนได้ฝากอะไรไว้กับเขาบ้าง จนถึงตอนนี้เขายังจำมันได้ดี
"เ้า!! ไอ้แมวหัวขโมย ข้าจะฆ่าเ้า"เย่วซินพูดออกมาด้วยความเดือดดาล เฟยหลงเลยรีบรวบข้อมือที่กำมีดเล่มเล็กเอาไว้อย่างมั่นคง ก่อนจะใช้แรงตนเองเพียงนิดเดียว บิดข้อมืออีกฝ่ายจนมีดกระเด็นหลุดมือ
"อ๊าก... เ้าบ้าปล่อยข้านะข้าเจ็บ!! "
"แล้วข้าไม่เจ็บหรอกหรือ ข้าจะบอกเ้าเอาไว้ จงตัดใจจากนางซะถ้าเ้าไม่อยากเจ็บเจียนตาย เพราะอย่างไรเสีย เ้ากับนางก็ไม่มีทางสมหวังหรอก จำไว้เลิกกับนางซะ"เฟยหลงพูดพลางจับคนตัวเล็กกดลงบนที่นอน แต่เย่วซินไม่ยอม พยายามดิ้นรนต่อสู้ เพื่อให้หลุดจากเงื้อมมือของอีกฝ่าย จังหวะที่คนตัวใหญ่เผลอ ร่างบางเลยกัดเข้าที่แขนจนจมเขี้ยว เฟยหลงชะงักลงทันที
"นี่เ้าเป็หมาหรืออย่างไร จึงชอบกัดเช่นนี้"เย่วซินไม่พูดไม่จา แต่กัดไม่ยอมปล่อย เฟยหลงมัวแต่หาวิธีให้คนตัวเล็กยอมปล่อยแขนเขาเสียที ถ้าเป็ผู้อื่นคงได้เืกบปากไปบ้างแล้ว
แต่สำหรับร่างบางเขาไม่อยากใช้ความรุนแรงเลยสักนิด เพราะเขาไม่ทันระวังตัว เย่วซินเลยใช้จังหวะนี้ตีเข่าเข้าเป้าหมาย ่ตรงกลางระหว่างขาอย่างพอดิบพอดี เฟยหลงพลิกตัวกลับทันที เขากอบกุมของรักเอาไว้ด้วยความเ็ป เย่วซินลุกพรวด ก่อนจะกระโจนลงจากฟูกนอนโดยไม่หันกลับไปมอง เฟยหลงเห็นดังนั้นก็กระโจนตามเพื่อสกัดอีกคนไม่ให้หนีออกไปได้
ร่างเล็กล้มลงกระแทกกับพื้นห้องเสียโครมใหญ่ พร้อมกับร่างหนาที่ตอนนี้ได้ขึ้นคร่อมอยู่เหนือร่างบางเรียบร้อยแล้ว ร่างหนาจับรวบข้อมือของคนใต้ร่างเอาไว้ด้วยมือข้างเดียว เย่วซินใจนทำอะไรไม่ถูก และไม่เข้าใจกับการกระทำของอีกฝ่าย ว่าทำไปเพื่ออะไร
"เ้า้าอะไร ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ไม่เช่นนั้นแล้ว ข้าจะถือว่าเ้าหมดบุญคุณที่ได้ช่วยข้าในคืนนั้นเสียสิ้น แล้วเราอย่าได้พบเจอกันอีกเลย"เฟยหลงได้ยินเช่นนั้น ก็พาให้โกรธเคืองอีกคนยิ่งนัก
"ไม่มีทาง อย่างไรเสียเ้าก็ต้องเป็ของข้าแต่เพียงผู้เดียว ข้าไม่มีวันปล่อยเ้าไปอย่างเด็ดขาด"
"นี่ท่านวิปลาสไปแล้วหรือไร พูดอะไรออกไปรู้ตัวหรือไม่"
"ข้ามีสติดีทุกอย่าง และข้าก็หมายความเช่นนั้นจริงๆ "
"แต่ข้าไม่ อื้อ อ่อย อ้า (ปล่อยข้า) "ความดื้อดึงของคนตรงหน้า ทำให้เฟยหลงขาดสติยั้งคิด เขาเผลอใช้ความรุนแรง มือหนาจับเย่วซินเหวี่ยงไปบนฟูก ตามด้วยร่างกายอันสูงใหญ่ของตน ที่ปรี่เข้าไปจับร่างบางเอาไว้อย่างแ่า ใช้กำลังกดเอาไว้ไม่ให้อีกตนหนีไปไหนได้
ก่อนจะใช้กำลังที่มีมากกว่า บังคับจุมพิตอีกฝ่าย ดูดดึงลมหายใจของร่างเล็กจนเกือบสิ้นลม จึงยอมถอนริมฝีปากออกอย่างช้าๆ
ตอนนี้เย่วซินเม้มปากแน่น จ้องมองอีกฝ่ายอย่างเอาเื่ ถึงจะมืดมองไม่เห็นใบหน้าคนผู้นี้ แค่เงาเลือนรางก็บ่งบอกได้ว่าเขารูปร่างดีมาก และหน้าตาคงไม่เลวร้ายแต่อย่างใด
"ท่านมันบ้า ข้ามีคนรักแล้วโปรดเข้าใจเสียด้วย เลิกยุ่งกับข้าซะ"
เฟยหลงไม่พูดอะไร เอามือหนาสอดเข้าตรงท้ายทอยตรึงร่างบางเอาไว้แน่น ก่อนจะประกบริมฝีปากลงมายังปากบางอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ได้นุ่มนวลเหมือนที่ผ่านมา มันทั้งดุดัน เรียกร้อง และบังคับให้อีกฝ่ายเปิดรับลิ้นร้อนชื้น ที่ตอนนี้หาทางเข้าไปเพื่อจะดูดซับเอาความหวานจากปากบาง แต่คนถูกบังคับไม่ยินยอมกัดปากตนเอาไว้แน่น
ร่างสูงโมโหเลยแกล้งกัดปากอีกฝ่ายบ้าง จนรู้สึกได้ถึงรสเฝื่อนๆ และกลิ่นคาวของเืตนเอง เย่วซินใเลยเผลออ้าปากจะประท้วง เป็เหตุให้อีกฝ่ายแทรกปลายลิ้นเข้าไปดูดซับเอาความหวานจากปากบางได้สำเร็จ เฟยหลงบดจูบอย่างหลงใหล มือหนาก็บีบเคล้นตามร่างกายนุ่มนิ่มของอีกฝ่ายอย่างย่ามใจ ตอนนี้บอกได้เพียงแค่ว่าหลงใหลเอามากๆ ร่างบางที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ กระจายออกมามันทำให้เขาเตลิด และกำลังจะควบคุมตัวเองไม่ได้ ถ้าหากว่าเย่วซินไม่หยุดเขาไว้เสียก่อน
"โอ๊ย เ้ากัดข้าทำไมกัน"
"แล้วท่านทำสิ่งใดไว้กับข้า คนเลวท่านมันเลว"
"ข้าขออภัยเ้าด้วย ไม่ได้คิดที่จะหยามเกียรติเ้าเลยแม้แต่น้อย"
เย่วซินพูดพลางจ้องมองผ่านความมืด ดวงตาโตตอนนี้คลอไปด้วยน้ำตา เขาอัดอั้นเต็มทีกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าคนตรงหน้าจะมายุ่มย่ามอะไรกับเขานักหนา เฟยหลงมองด้วยความรู้สึกผิด
นี่เขาบังคับคนตรงหน้ามากเกินไป ร่างบางยังคงสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น น้ำตาที่คิดว่าห้ามมันอยู่ ถึงตอนนี้กลับไหลลงมาไม่หยุด
เฟยหลงรั้งร่างบางเข้ามากอดอย่างอ่อนโยน ก่อนเอามือลูบหลังเบาๆ อย่างปลอบใจ ความอบอุ่นที่ได้รับจากอีกฝ่าย มันทำให้ร่างบางสับสนไปหมด น้ำตาที่ไหลอยู่แล้วยิ่งไหลไม่ยอมหยุดลงง่ายๆ
"ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ท่านไปเสียเถิดแล้วไม่ต้องมาเจอข้าอีก ถือว่าข้าขอร้องท่านจะได้หรือไม่"
"ข้าคงให้เ้าอย่างที่ขอไม่ได้หรอก อีกไม่นานเราก็จะได้พบเจอกันอย่างเป็ทางการ คราวนั้นข้าจะไม่ปิดบังอะไรเ้าอีกเลย นอนเสียเถิดข้าไม่กวนใจเ้าแล้ว เย่วเอ๋อร์"
"นี่ท่านอย่าเรียกข้าเช่นนี้นะ ท่านพ่อกับท่านแม่เท่านั้นที่จะมีสิทธิ์เรียกข้าได้"
"ตอนนี้ก็เพิ่มข้าเข้าไปอีกคนสิ เ้าจะได้ชิน หึ หึ"เขาพูดจบก็หัวเราะ แววตาสีนิลส่องประกายความเ้าเล่ห์ออกมา ร่างหนาจับร่างเล็กให้นอนลงและห่มผ้าให้อย่างอ่อนโยน ก่อนจะไปก็ไม่แคล้วก้มลงไปสูดเอาความหอมจากแก้มนวลอีกครั้ง เย่วซินถลึงตาใส่ทันทีก่อนที่อีกฝ่ายจะเร้นกายหายไปกับความมืด เย่วซินเอามือจับแก้มที่อีกฝ่ายทิ้งร่องรอยเสน่ห์หาเอาไว้ เขาไม่เข้าใจอะไรเลย มันสับสนไปหมดว่าอะไรเป็อะไร
ตื่นเช้ามาเย่วซินก็มานั่งทานข้าวกับครอบครัวตามปกติ หลิงซานนั่งรออยู่ก่อนแล้วพอเห็นพี่ชายเลยทักขึ้น
"อ้าวท่านพี่ตื่นแล้วรึ มานั่งทานมื้อเช้าเถิด ท่านแม่กับท่านพ่อรออยู่"มารดามองเห็นอาการอิดโรยของบุตรชายเลยเอ่ยขึ้น
"เย่วเอ๋อร์เ้าไม่สบายรึเปล่า ข้าเห็นเ้าอิดโรยอย่างไรก็ไม่รู้"
"เปล่าหรอกท่านแม่ ข้าคงนอนดึกกระมังเลยเป็แบบนี้"
"มีเหตุอันใดให้ไม่สบายใจรึเปล่าเย่วเอ๋อร์ บอกแม่ได้นะ"มารดาเอ่ยอย่างเป็ห่วง เขาเลยตอบไปเพื่อให้มารดาคลายกังวล
"ไม่มีอะไรหรอกท่านแม่ ท่านอย่าห่วงข้ามากไปเลยข้าสบายดี"
"เช่นนี้ก็ดีแล้ว มาทานมื้อเช้ากันเถิด"มารดาเลยชวนทุกคนทานอาหารมื้อเช้ากัน แต่หลิงซานเกิดตาดีขึ้นมา เลยถามพี่ชายด้วยความสงสัย
"ท่านพี่ ปากท่านไปโดนอะไรมารึ ข้าเห็นมันช้ำๆ บวมๆ อย่างไรก็ไม่รู้"เย่วซินสะดุ้งรีบเอามือจับปากตนเองทันที มันรู้สึกเจ็บนิดหน่อยคงเป็เพราะตอนนั้น
"เอ่อคือ... คงเป็เมื่อคืนที่ข้าเผลอเรอไม่ทันระวังตัว มันมืดมากเลยเดินไปชนอะไรเข้า เ้าอย่าได้สนใจมันเลยรีบกินข้าวกันเถิด"เขารีบหาเหตุผลมาแก้ตัวก่อนจะหาทางเปลี่ยนเื่ทันที หลิงซานก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร เขาจึงพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก
"เฮ้... ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาเชียว"หยางหลิวเอ่ยทักขึ้นมาอย่างอารมณ์ดี เขากะจะชวนเย่วซินกับน้องชายบุญธรรมออกไปล่าสัตว์เสียหน่อย เพื่อเก็บไว้เป็เสบียง เพราะใกล้ถึงหน้าหนาวเต็มทีแล้ว ต้องตระเตรียมเสบียงไว้ให้พร้อม ยามคับขันจะได้ไม่ต้องลำบากเื่อาหารการกิน
"อ้าวอาหยาง มาๆ มากินข้าวกัน"มารดาของเย่วซินเอ่ยทักขึ้น ก่อนจะชวนอีกฝ่ายมาร่วมวงกินมื้อเช้ากันอย่างสนุกสนาน พร้อมเสียงหัวเราะของทุกๆ คน รอบๆ เต็มไปด้วยบรรยากาศที่ดูอบอุ่นยิ่งนัก
"มีอะไรรึเปล่าหยางหลิว เห็นมาหาข้าแต่เช้าเชียว"เย่วซินถามสหายตนทันทีหลังจากกินอาหารเช้ากันจนอิ่มหนำ
"ใครบอกว่าข้ามาหาเ้าล่ะ ข้ามาหาหลิงซานต่างหาก"พูดพลางหันไปมองอีกฝ่ายส่งสายตาหวานแบบล้นๆ ไปให้
หลิงซานเห็นดังนั้น ก็อดที่จะหัวเราะกับการกระทำของอีกฝ่ายไม่ได้ เขารู้ว่าหยางหลิวแกล้งทำไปอย่างนั้นเอง เพราะอยู่กันมาก็นานพอที่จะรู้นิสัยใจคอของอีกฝ่ายดี
"พอๆ เ้ามีอะไรก็ว่ามาหยางหลิว"เย่วซินตัดบท
"ก็เเค่จะชวนพวกเ้าสองคนออกไปล่าสัตว์เสียหน่อย นี่ก็ใกล้เข้าหน้าหนาวแล้ว ควรกักตุนเสบียงเอาไว้ ถึงเวลาจะได้ไม่ลำบาก"
"ล่าสัตว์หรือท่านพี่ ข้าอยากไปเกิดมาข้ายังไม่เคยล่าสัตว์เลยสักครั้ง ให้ข้าไปด้วยนะ"หลิงซานร้องขออย่างตื่นเต้น เพราะไม่เคยได้ทำอย่างนั้นเลยสักครั้ง อยากจะลองอยู่เหมือนกัน
"ได้ๆ " เป็หยางหลิวเองที่รับปากเขา
"จริงๆ นะพี่หยางหลิว อย่าหลอกข้านะ"
"จริงสิข้าจะหลอกเ้าทำไมกัน"
"พี่นี่น่ารักจริงๆ เลย"หลิงซานพูดพร้อมเอื้อมมือไปจับแก้มหยางหลิวส่ายไปมา
"แต่มันจะดีหรือหยางหลิว อีกสี่วันก็จะถึงวันพิธีแล้วนะ หากเกิดอะไรขึ้นจะทำเช่นไร ท่านผู้นำไม่เล่นงานพวกเราหรอกรึ"
"ข้าจะระวังตัวให้มาก จะไม่ประมาทเด็ดขาดสาบานเลยเอ้า ให้ข้าไปด้วยนะท่านพี่ นะ ๆ นี่ก็ใกล้จะถึงวันที่ข้าต้องจากพวกท่านไปแล้ว พวกท่านไม่รักไม่เอ็นดูข้าแล้วรึ”จบกันกับลูกอ้อน เป็ใครก็ต้องใจอ่อน
อี้เฟยเห็นทุกการกระทำของหลิงซาน หากเป็เขาๆ ก็ต้องใจอ่อนยอมหมดทุกอย่างเช่นกัน กับความน่ารักน่าชังของร่างเล็ก
"เ้าจะแก่นกะโหลกไปถึงไหนกัน เสี่ยวไป๋ของข้า"สุดท้ายไป๋หลิงซานก็ได้ออกมาล่าสัตว์สมใจ เพราะลูกอ้อนที่ใช้กับพี่ชายตนกี่ครั้งก็มักจะได้ผลเสมอ พวกเขาช่วยกันล่า จึงได้กวางป่าตัวโตๆ มาหลายตัว
หลิงซานสนุกกับการขี่ม้าใช้ธนูไล่ยิงสัตว์ป่า ฝีมือของเขาถือว่าดีทีเดียว ตอนที่ยังเรียนมหาลัยเขาฝึกยิงมาหลายปี ก่อนที่จะหลุดมาที่นี่ ฝีมือก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใครเลย ไม่นึกว่าจะได้เอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ ทั้งสามเพลิดเพลินกันเสียจนลืมเวลา รู้ตัวอีกทีมันก็มืดค่ำเสียแล้ว
"ท่าพี่ท่านอยู่ที่ใดได้ยินข้ารึไม่"ไป๋หลิงซานะโเรียกหาพี่ชาย เพราะพลัดหลงกันตอนออกล่ากวางตัวใหญ่ เขาหลงเข้ามาในป่าลึก ถึงตอนนี้ก็มืดจนมองไม่เห็นอะไรแล้ว หลิงซานมองหน้ามองหลังอย่างหวาดกลัว เขากลัวทั้งสัตว์ร้ายและสิ่งที่มองไม่เห็น ที่หนีออกมาในคืนนั้นเขายังเข็ดขยาดไม่หายเลย มาตอนนี้กลับหลงอีกแล้ว
"ทำไงดีวะกู ขืนอยู่อย่างนี้มีหวังได้ถูกเสือคาบไปแดกแน่ๆ เอาวะเป็ไงเป็กัน"สุดท้ายพ่อคนเก่งก็ขึ้นมานั่งติดแหงกอยู่บนต้นไม้ใหญ่ขนาดพอโอบรอบ เขาคิดว่าอย่างไรบนต้นไม้ มันน่าจะปลอดภัยกว่าด้านล่างอย่างไม่ต้องสงสัย พอนั่งนานเข้าๆ ก็ชักจะง่วง แถมเมื่อยอีกต่างหาก พลันหูก็แว่วได้ยินเสียงหนึ่งขึ้นมา
"นั่นเ้าขึ้นไปทำอะไรบนนั้น"
"ทะ-ท่าน ท่านเองรึ"แค่ได้ยินเสียงเขาก็จำได้ในทันที จะลืมได้ไงเล่า ในเมื่ออีกฝ่าย เป็คนใช้ดาบตัดหัวคนขาดกระเด็นมาที่เท้าเขายังกับลูกโบว์ลิ่งนี่ จำไม่ได้ก็สมองเสื่อมแล้ว
"ลงมา" เขาเรียกคนตัวเล็กให้ลงมา
"ไม่... ยังไงข้าก็ไม่ลงเด็ดขาด คนหรือผีก็ไม่รู้ ชอบออกมาตอนค่ำๆ มืดๆ แบบนี้หน้าตาก็มองไม่เห็น ท่านเป็คน หรือว่าจะเป็ไอ้เสือผีน่ะ”
"ข้าไม่ใช่คน และก็ไม่ใช่ผีอย่างที่เ้าคิด"ไอ้เสือผีที่เขาพูดถึงคือเสือสมิงที่คนไทยใช้เรียกกัน
แม่เขาเป็คนไทยเคยเล่าเื่เกี่ยวกับความลึกลับที่ประเทศไทยให้เขาฟังบ่อยๆ ตอนนี้เลยเอามามโนไปเอง อี้เฟยได้แต่ปลงตกกับการคิดเพ้อเจ้อไปเองของว่าที่ชายาตน
"ข้าบอกว่าให้เ้าลงมาเดี๋ยวนี้ ได้ยินหรือไม่เสี่ยวไป๋! “เขาเรียกอีกฝ่ายพร้อมเน้นแต่ละประโยคอย่างช้าๆ ให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขาชักจะโมโหแล้ว แต่คนตัวเล็กที่เกาะอยู่บนต้นไม้เหมือนลิง กลับดื้อแพ่งไม่ยอมลงมาเสียอย่างนั้น
"ท่านเรียกใครกัน"
"ข้าบอกให้เ้าลงมา ไม่อย่างนั้นข้าจะขึ้นไปรับเ้าลงมาเอง"
"ไม่โว้ย บอกว่าไม่ลงก็ไม่ลง หูหนวกหรือไงวะ ไอ้ผีบ้า"
"ในเมื่อพูดกันดีๆ ไม่รู้เื่ อย่ามาว่าข้าใจร้ายก็แล้วกัน"เขาพูดจบก็ใช้พลังเวทย์ดีดตัวแว๊ปเดียวก็ถึงตัวร่างเล็กทันที เล่นเอาหลิงซานใจนเผลอปล่อยมือจากการเกาะกุม เป็เหตุให้ร่วงทันที ดีที่คนตัวโตคว้าเอาไว้ได้ทัน และพาลงมาอย่างปลอดภัย
"ว้าก ช่วยข้าด้วย ตะ-ตกแล้ว"หลิงซานแหกปากร้องออกมา ทั้งๆ ที่ยังหลับตาอยู่ในอ้อมกอดของอี้เฟย ร่างสูงกอดคนตัวเล็กไว้แน่น
"เ้าจะแหกปากอีกนานหรือไม่ เสี่ยวไป๋ลืมตาเดี๋ยวนี้"สิ้นคำสั่ง ร่างเล็กก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ อย่างกล้าๆ กลัวๆ อี้เฟยจึงยกยิ้มขึ้นกับความน่าเอ็นดูของร่างเล็กในอ้อมกอด
"ปล่อยข้าได้แล้ว จะกอดให้ตายกันไปข้างนึงเลยหรือไรกัน"เขายอมปล่อยแต่โดยดี อย่างไรเสียอีกไม่นาน เขาก็จะได้คนตัวเล็กไปกอดสมใจแล้ว
"เ้ามาทำอะไรที่นี่ในเวลาเช่นนี้ รู้หรือไม่ว่ามันอันตรายแค่ไหน"
"รู้" คนตัวเล็กตอบออกมาสั้นๆ
"รู้แล้วยังจะทำอีก" เขาดุคนตัวเล็ก
"ก็ข้าพลัดหลงจากพี่ชายข้านี่น่า กลับบ้านไม่ถูกเลยขึ้นมาอยู่บนนี้ พรุ่งนี้ค่อยหาทางกลับเอา"อี้เฟยถอนใจกับความซื่อบื้อของอีกคน แต่ก็ถือว่าไหวพริบดีพอควรที่รู้จักแก้ปัญหา เพราะบนต้นไม้มันอันตรายน้อยกว่าบนพื้นดิน เขาพาคนตัวเล็กมาส่งด้วยการที่ให้อีกฝ่ายเดินไปหาพี่ชายเอาเอง ส่วนเขาก็หาที่หลบไม่อยากให้ใครเห็นมากนัก เย่วซินกับหยางหลิวกำลังตามหาเขากันอย่างเอาเป็เอาตาย พอเจอก็พาให้โล่งใจ
"เ้าไปอยู่ที่ใดมาหลิงซาน เ้าเด็กดื้อมันน่าฟาดนัก รู้หรือไม่ว่าพวกข้าเป็ห่วงเ้าแค่ไหน"
"ข้าขออภัย ก็ข้าหลงทางนี่นา แต่ตอนนี้ข้าก็กลับมาแล้วนี่ไง ท่านพี่อย่าดุข้าเลยนะ"
"ใช่ๆ เย่วซินอย่าดุหลิงซานเลย อย่างไรเขาก็กลับมาอย่างปลอดภัยแล้ว"หยางหลิวรีบแก้ตัวให้ทันที
"เ้าก็เช่นกันให้ท้ายกันเข้าไป แล้วเ้ากลับมาได้เช่นไร"
"ข้าก็แค่เดินมาเรื่อยๆ จนเจอท่านทั้งสองนี่แหละ"หลิงซานปดพี่ชายเสียคำโต เพราะคนที่มาส่งเขาไม่อยากเผยตัวสักเท่าไร
"เ้ารู้หรือไม่ ว่าในป่าเช่นนี้เวลากลางคืนมันอันตรายเช่นไร"
"ข้ารู้ คราวหน้าข้าจะไม่ทำอีกแล้ว"
"มันไม่มีคราวหน้าอะไรทั้งนั้น ข้าไม่ยอมให้เ้าตามข้าอีกเป็อันขาด"
"โถ่ ท่านพี่ก็ข้า... "
"หยุดพูดเดี๋ยวนี้ แล้วตามข้ากลับบ้าน" หลิงซานจำต้องเงียบปากเอาไว้ เพราะดูท่าทางพี่ชายเขาแล้ว คราวนี้น่าจะโกรธจริงๆ เลยไม่อยากต่อคำให้อีกฝ่ายโกรธมากไปกว่านี้ เขาย่อมรักและเชื่อใจพี่ชายบุญธรรมอย่างไม่มีข้อแม้ใดๆ ตอนนี้เขาก็มีแต่เย่วซินและครอบครัวเท่านั้นที่สามารถพึ่งได้ ทุกคนที่นี่คือคนแปลกหน้าทั้งนั้น ไว้ใจใครไม่ได้
ดูสิมาไม่กี่วันก็เกือบจะโดนผู้ชายด้วยกันข่มขืนเอาแล้ว นี่ก็ยังเหลือเวลาแค่นี้เอง อีกสี่วันข้างหน้าก็จะต้องเข้าพิธีแต่งงานกับาาัซึ่งก็เป็ผู้ชายอีก เขาจะทำอย่างไรดี หนีก็ไม่ได้อยู่ก็เสี่ยงเสียตัวเกินไป เขาไม่ยอมเสียประตูหลังหรอก หากต้องไปอยู่ที่โน่นจริงๆ คงต้องหาวิธีเอาตัวรอดให้ได้