ณ จวนแม่ทัพ
แม้เ้านายสูงสุดแห่งจวนจะไม่อยู่จวนถึง 6 เดือน แต่ทว่าภายในจวนกลับยังดูเรียบร้อย ไม่รกร้าง กิจการทุกอย่างยังคงดำเนินไปได้ดี เหมือนมีคนคอยดูแลอยู่เสมอ นั่นก็เป็เพราะว่ามีแม่นางมู่เซียงหญิงวัยกลางคนอายุราว50ปี หัวหน้าแม่บ้านแห่งจวนแม่ทัพที่คอยจัดการทุกอย่าง รวมถึงบริหารคนมากมายภายในจวนได้อย่างดีอยู่เสมอ
“ข้าน้อยคารวะท่านแม่ทัพ” แม่นางมู่กล่าวและโค้งคำนับ
“เ้าจัดการม้า ส่วนเ้าเอาสัมภาระของท่านชายไปเก็บให้เรียบร้อย” แม่นางมู่จัดแจงแบ่งหน้าที่ให้เหล่าข้ารับใช้
“ซวงหยุนเ้าเดินมาไกล ไปพักผ่อนเถอะ” ท่านแม่ทัพเอ่ยแก่ข้ารับใช้คนสนิท
“ขอรับท่านชาย”
“ท่านชาย เดินทางมาเหนื่อยๆ หิวหรือยังเ้าคะ ข้าทำไก่ตุ๋นโสมแล้วก็อาหารอร่อยๆไว้อีกเยอะเลยนะเ้าคะ” แม่นางมู่กล่าวพร้อมยิ้มละไมในใบหน้าขณะเดินตามท่านชายของเธอเข้าไปในเรือน
“ตอนแรกข้าก็ยังไม่ค่อยหิว แต่พอฟังท่านบอกแบบนั้น ข้าก็หิวขึ้นมาเลย รบกวนท่านด้วย” ท่านแม่ทัพตอบกลับแม่นางมู่ด้วยท่าทีหยอกล้อปนออดอ้อนหญิงผู้นี้ นางถือเป็สตรีเพียงคนเดียวที่ท่านแม่ทัพใกล้ชิดและสนิทด้วยมากที่สุด อีกทั้งยังปฏิบัติต่อนางด้วยความเคารพ ต่างจากข้ารับใช้คนอื่น เพราะแท้จริงแล้วนอกจากฐานะหัวหน้าแม่บ้านผู้ดูแลจวน นางยังเปรียบเสมือนมารดาที่คอยดูแลท่านแม่ทัพมาั้แ่แบเบาะ
“จิบชาก่อนเ้าค่ะ ข้าได้สั่งให้คนเตรียมสำรับเอาไว้แล้ว” แม่นางมู่กล่าวพร้อมกับรินชาใส่ถ้วยไปด้วย
รอเพียงสักครู่เหล่าสาวใช้ก็พากันยกสำรับที่เตรียมไว้เข้ามา
“สำรับมาแล้วเ้าค่ะ”
“เอาเข้ามาได้” แม่นางมู่เอ่ย
บัดนี้อาหารเลิศรสมากมายที่ถูกเตรียมไว้อย่างดีถูกยกมาเสิร์ฟถึงตรงหน้า กลิ่นหอมฟุ้งจรุงใจชวนให้ลิ้มลองยิ่งนัก
“น่าทานมากขอรับ ข้าคิดถึงรสมือของท่านมาก” ท่านแม่ทัพกล่าวพลางสูดกลิ่นหอมฟุ้งของอาหารปรุงสุกใหม่ๆที่ไม่ได้รับประทานมานานโข
“ข้าก็อยากตามไปทำอาหารให้ท่านทานเ้าค่ะ แต่ติดที่ว่ายายแก่คนนี้สังขารไม่ค่อยสู้ดี คงจะเป็ภาระของท่านชายซะเปล่าๆ ถ้ายังสาวๆคงจะไม่พลาดแน่เ้าค่ะ ฮ่าๆๆ”
“ท่านชายคิดถึงข้าบ้างไหมเ้าคะ ยายแก่คนนี้คิดถึงท่านชายทุกวันเลยเ้าค่ะ”
“ข้าก็คิดถึงท่านเสมอ อยู่ที่นั่นข้าไม่มีคนให้พูดคุยด้วยเช่นนี้เลย วันๆมีแต่วางยุทธศาสตร์เตรียมรับมือศัตรู น่าเบื่อเต็มทน ฮ่าๆๆ”
“ฮ่าๆๆ” เสียงหัวเราะและบทสนทนาสัพเพเหระยังคงดำเนินต่อไป การได้นั่งทานข้าวและพูดคุยเื่ไร้สาระกับคนที่เราคิดถึง ทำให้การทานอาหารมื้อนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุข นับเป็เื่ธรรมดาที่แสนพิเศษจริงๆ
คืนนั้นงานเฉลิมฉลองก็เริ่มต้นขึ้น ภายในเมืองมีการประดับประดาด้วยโคมไฟสีแดง ผ้าหลากสีถูกห้อยระโยงระยางไปทั่วเมือง การแสดงหลายแขนงถูกจัดขึ้น ประชาชนต่างออกมาร่วมงาน คู่รักบ้างก็พากันออกมารอดูดอกไม้ไฟซึ่งเป็ทีเด็ดของงาน บ้างก็พาลูกน้อยมาดูการแสดง ขุนนางชนชั้นสูงต่างมาชมการดีดพิณร่ายรำจากเหล่าสาวงาม พ่อค้าแม่ขายมีการนำของดีหายากจากต่างแดนมาตั้งขายกันจนดึกดื่น ขุนนาง ชนชั้นสูงพากันมาจับจ่ายใช้สอย
“มานั่นแล้ว ท่านแม่ทัพของพวกเรา” ท่านชายหานจือเว่ยแห่งจวนสกุลหานเอ่ยขึ้นทันทีที่เห็น
ท่านแม่ทัพเดินตรงเข้าไปยังศาลารับรองที่บัดนี้มีแต่แขกของท่านอ๋องที่มารวมตัวกันนั่งร่ำสุราฟังดนตรีจากเหล่าคณิกาอยู่
“ข้าละแอบกลัวว่าเ้าจะไม่มาจริงๆเสียแล้ว” ท่านอ๋องกล่าว
ท่านแม่ทัพยิ้มกริ่มโดยมิได้ตอบอะไร เพราะความจริงแล้วก็อยากนอนพักอยู่ที่จวนมากกว่า หลังจากนั้นก็พูดคุยเื่ไม่เป็สาระยันเื่ราชการบ้านเมืองกับเหล่าขุนนางได้พักใหญ่ๆ ท่านแม่ทัพก็รีบหาโอกาสปลีกตัวออกมาตามวิถีคนรักสันโดษ
“ข้าขอตัวไปเดินชมงานนะขอรับ” ท่านแม่ทัพกล่าว
“อ๋อ ดะ ได้สิ เชิญเ้าสนุกให้เต็มที่เลย งานเน้ เป็เกียรติแก่เ้าและเหล่าทหารผู้เสียสละอยู่แล้ว” ท่านอ๋องที่เมาจนหน้าเริ่มแดงพูดด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้ เริ่มฟังไม่เป็ศัพท์
“ข้าขอตัวด้วยขอรับ” ท่านชายหานจือเว่ยกล่าวและลุกตามท่านแม่ทัพไป
“อี้โจวรอข้าด้วย” ท่านชายหานะโไล่หลังมาติดๆ
“ว่าไง”
“ข้าคิดถึงเ้าชะมัดเลย กลับมาถึงไม่เห็นแวะมาหาข้าบ้าง” หานจือเว่ยตัดพ้อ
“ข้ากลับมาเหนื่อยๆเ้าจะไม่ให้ข้าพักผ่อนเลยรึไง ข้าต้องตระเวนไปพบสหายทุกคนอย่างนั้นรึ”
“โธ่ ข้าล้อเล่น” หานจือเว่ยเมื่อเห็นเพื่อนไม่เล่นด้วยก็รีบแก้ตัวอย่างไวและเปลี่ยนเื่คุย
“อี้โจว ่นี้เ้ายังฝันเห็นแม่นางคนนั้นอีกไหม” หานจือเว่ยถามพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย
“ไม่ ข้าไม่ฝันเห็นนางมาสักพักแล้ว”
“งั้นเหรอ”
“คงเพราะข้ามัวแต่ทำศึก จิตข้าคงไม่ว่างพอจะฝันเห็นเื่ไร้สาระ” หยางอี้โจวตอบ
“ข้าว่ามันก็แปลก เ้าฝันเห็นนางอยู่บ่อยๆ แต่จู่ๆนางก็หายไปเนี่ยนะ” หานจือเว่ยทำท่าครุ่นคิดจนคิ้วย่นติดกัน
“ตอนเ้าไม่อยู่ ข้าไปวัดแห่งหนึ่งมา ที่อยู่ตีนเขานอกเมืองฝั่งนู้น ข้าเจอนักบวชคนหนึ่ง เขาพูดถึงเ้าทั้งที่ไม่เคยเจอเ้า แล้วเขาก็ฝากข้ามาบอกเ้าว่า นางอยู่ใกล้ตัวเ้า” หานจือเว่ยเล่า
“เ้าไปเชื่ออะไรเื่แบบนั้น คนพวกนี้หากินยังไงเ้าก็พอรู้ มันหลอกคนไปทั่ว มันอาจจะพูดแบบนี้กับทุกคนก็ได้ จะไปตรงกับชีวิตใครบ้างก็ไม่แปลก” หยางอี้โจวพูดและส่ายหัวอย่างเอือมระอา
“แต่ข้าว่านักบวชท่านนี้เขาเห็นภูติผีได้จริงๆนะ ถ้าเ้าไม่เชื่อ เ้าก็ไปพบเขากับข้า พรุ่งนี้เลยเป็ไง”
“ข้าไม่ไป เชิญเ้าไปคนเดียวเถอะ ถ้าแม่นางในฝันของข้าเป็ผีจริง การที่ข้าไม่ฝันถึงนางก็ดีแล้วไม่ใช่รึไง”
“ใช่ แต่ปัญหาคือ เขาบอกว่านางอยู่ใกล้ตัวเ้ายังไงเล่า” หานจือเว่ยเน้นเสียงหนักแน่น
“ก็แล้วมันยังไงเล่า”
“ก็แปลว่าผีมันจะออกจากฝันจะมาหักคอเ้าไง” สองสหายปะทะฝีปากกันไปมาอย่างต่อเนื่อง
“ลองไปพิสูจน์กับข้าเถอะนะ”
“ไม่ไปเว้ย เสียเวลานอนข้า”
“หยางอี้โจววว” หานจือเว่ยเดินะโไล่หลังเพื่อนที่เผ่นแนบหนีไปแล้ว