“ทำได้ดีมากพระเ้าค่ะ” เสียงขุนพลสิงหลดังขึ้น ทูลชมเชยองค์ชายอัศวเมฆที่อยู่กลางลานประลองด้านล่าง
สนามซึ่งจัดเตรียมไว้ในพิธีประลองขุนพลนักษัตรบัดนี้ถูกใช้สำหรับการฝึกซ้อมขององค์ชายอัศวเมฆกลางลานเป็พื้นที่โล่งกว้างรูปวงกลมล้อมรอบด้วยเชิงเทินที่ปลูกสูงสักสองวามีแผ่นไม้ตีกั้นเป็ผนังถัดจากเชิงเทินขึ้นไปโดยรอบเป็อัฒจันทร์ที่นั่งไล่ลำดับยกสูงเป็ชั้นๆ สำหรับผู้เข้าชมพิธี
“ยิงได้ทั้งหมดเจ็ดป้ายพระเ้าค่ะ”สิงขรผู้บุตระโทูลบอกจำนวนป้ายนักษัตรที่แขวนไว้รอบลานประลองซึ่งองค์ชายทรงยิงลูกธนูเข้าไปปักตรึง
“เราปรารถนาจะยิงให้ได้สัก ๑๐ ป้าย แต่ เหอะ..มาพลาดท่าถูกลูกธนูยิงใส่ตัวเสียก่อน”
องค์ชายอัศวเมฆทรงสวมหน้ากากหวายและชุดเกราะมิดชิดสำหรับป้องกันพระองค์รับสั่งขึ้นด้วยขัดพระทัยพร้อมทรงดำเนินตรงเข้าใกล้ขุนพลใหญ่ผู้ยืนอยู่้าเชิงเทิน
“พระองค์มิต้องทรงกังวลไปหรอกผู้ที่สามารถใช้ธนูยิงป้ายนักษัตรได้เกินกึ่งหนึ่งนั้นนับว่าหายากนัก” ขุนพลสิงหลทูลปลอบพระทัยองค์ชายผู้ทรงกรุ่นด้วยโทสะ
“พวกเ้าออกไปได้แล้วเราจะฝึกอย่างอื่นต่อ”
ตรัสพลางโบกหัตถ์ไปยังเชิงเทิน้าที่มีมือธนู๑๒ คนรายล้อมอยู่ เป็สัญญาณให้ออกไป
ในการประลองยิงธนูไปยังป้ายนักษัตรที่แขวนไว้บน๑๒ เสารอบสนามจะมีมือธนู ๑๒ คนคอยยิงสกัดจากบนเชิงเทินลงมา ถ้าลูกธนูจำนวน ๒๐ ดอกของผู้เข้าประลองถูกใช้จนหมดหรือพลาดท่าถูกลูกธนูสกัดยิงโดนร่างให้ถือเป็อันยุติและนับจำนวนลูกธนูที่ยิงโดนป้ายนักษัตรดังนั้นการประลองด่านแรกจึงไม่ใช่เื่ง่ายดายเลย
“มา.. เราจะฝึกดาบคู่กับสิงขรล่ะ” รับสั่งพลางถอดชุดเกราะเดิมออกสักครู่จึงมีทหารรีบเข้าไปช่วยจัดแจงเปลี่ยนเป็ชุดเกราะหนังอ่อน พร้อมถวายดาบคู่
ฝ่ายสิงขรในชุดเตรียมพร้อมอยู่ก่อนแล้วก็เดินอ้อมลงจากเชิงเทินสู่ลานประลองพร้อมดาบคู่ที่เปลือยออกจากฝักเมื่อมาประจันกันเบื้องล่างจึงทูลว่า
“องค์ชายน่าจะทรงหยุดพักสักครู่ก่อนดีไหมพระเ้าค่ะ”
“ไม่ต้องเรามีลางสังหรณ์ว่าวันนี้จะต้องรีบออกไปไล่ตีเ้าแมวขโมย” พลางขยับดาบเตรียมพร้อม“มา.. มาเริ่มกันเลย”
องค์ชายทรงจรดดาบคู่รออยู่ เมื่ออีกฝ่ายพร้อมแล้วทรงกราดฟาดดาบขวาเข้าใส่อย่างแรงคล้ายดั่งทรง้าระบายโทสะที่อัดอั้น
สิงขรถอยกายเบี่ยงหลบทางซ้าย ดาบในมือพุ่งเข้าใส่ตามหลังวงดาบที่วาดผ่านไปทั้งเร็วและรุนแรง ครั้นคมดาบไล่ปะทะสันดาบขององค์ชายจึงดีดสะบัดส่งแรงให้เหวี่ยงต่อไปจากนั้นหันเหทิศทางเสือกแทงเข้าสู่วงพักตร์ทันที
จังหวะที่ปลายดาบเฉียดใกล้พักตร์ องค์ชายทรงโน้มวรกายเยื้องไปด้านซ้ายอย่างเร็วจนแทบมองไม่เห็นแล้วทรงหันกลับไปสะบัดดาบเข้าใส่แขนขวาของสิงขร พริบตานั้นเ้าตัวรีบขยับร่างถอยร่นอย่างเร็วแล้วหมุนกายเป็วงควงดาบฟันลงกลางเศียร
ประกายไฟแลบแปลบพร้อมเสียงดังของคมอาวุธกระทบกันจังหวะหมุนตัวลงดาบที่ว่องไวถูกขวางรับด้วยดาบจากหัตถ์ซ้ายเหนือเศียร
ทั้งคู่ผลัดกันรุกรับด้วยเพลงดาบซึ่งแปลกตาจู่โจมจากตำแหน่งที่ไม่คาดหมาย หลบหลีกตั้งรับด้วยรูปแบบพิสดาร เสียงปะทะของคมดาบบ่งบอกถึงพละกำลังและน้ำหนักการจู่โจมแต่ที่น่าตระหนกคือการแปรเปลี่ยนวิถีท่าร่างอย่างรวดเร็วของคนและดาบ ดูไปคล้ายอยู่เหนือขีดจำกัดของสรีระและวัตถุ
ขุนพลสิงหลยืนชมจากเบื้องบนด้วยสีหน้าเคร่งเครียดผ่านไปเนิ่นนานจึงะโสั่งลงมา
“สิงขร.. จงเพลามือลงบ้าง”
สิงขรที่ดูมีเปรียบจากการรุกไล่มาตลอดพลันทอดจังหวะการจู่โจมลงจนตกเป็ฝ่ายตั้งรับองค์ชายทรงไล่ตีดาบออกเป็ริ้วคลื่นวาววับทั้งซ้ายและขวา ลีลาองอาจดุจราชสีห์จนสิงขรต้องปิดป้องเกือบพลาดพลั้งไปหลายคราสุดท้ายเมื่อสิงขรใช้ดาบคู่ไขว้รับดาบจากหัตถ์ขวาที่ทรงฟาดลงมาแล้วบิดให้เบี่ยงลงทางขวาของตนทำให้คนทั้งสองต่างเอี้ยวลำตัว สิงขรยืนปักหลักขณะที่องค์ชายทรงซวนเซ พลันดาบขวาของสิงขรซึ่งสะบัดกดอยู่้าก็ถูกชักออกจากจุดเดิมที่ขัดไขว้แล้ววาดฟันลงเป็วงใส่ก้านศอ
องค์ชายซึ่งเสียหลักอยู่พลันย่อกายพลิกหมุนวรองค์ด้วยความเร็วที่เหนือกว่ายกดาบจากหัตถ์ซ้ายขึ้นรับดาบของสิงขรทั้งที่วรองค์ทรงหมุนไปเพียงครึ่งวงในสภาพหันหลังให้ครั้นทรงหมุนจนครบวงดาบจากหัตถ์ขวาก็เสียบพุ่งด้วยความเร็วเข้าหาลำคอของสิงขรราวกลับจะแทงทะลุเข้าไป พริบตานั้นปลายคมดาบที่เปี่ยมพลังความเร็วกลับนิ่งสนิทหยุดแค่ผิวกายของราชองครักษ์เป็ความเร็วที่น่าสะพรึงกลัวแต่จังหวะบังคับให้ปลายดาบหยุดลงกลับน่าสะทกสะท้านยิ่งกว่า
ร่างทั้งคู่ต่างหยุดนิ่งโดยมีปลายดาบขององค์ชายจ่อติดอยู่ที่ลำคอสิงขร
ขุนพลสิงหลก้าวเดินลงมายังลานประลองด้วยสีหน้าไม่พอใจเมื่อมาถึงจึงตำหนิคู่ประลองทั้งสองขึ้น
“เราสั่งแล้วใช่ใหม ให้พวกเ้าต่อสู้แบบคู่คี่ก้ำกึ่งจนดาบหลุดกระเด็นออกจากมือทั้งสองคนให้รอบนี้เสมอแล้วไปแพ้ชนะในรอบถัดไป”
สิงขรได้แต่ก้มหน้า “บุตรขออภัยที่กระทำผิดพลาด”
ส่วนองค์ชายได้แต่ทรงยืนนิ่ง มิรับสั่งกระไร
ขุนพลใหญ่ถลึงตาใส่ ทูลตำหนิไปว่า
“พระองค์ทรงเป็อะไรไป ทำไมจึงทรงขุ่นมัวเอาแต่บันดาลโทสะกระหม่อมให้สิงขรเพลามือเพื่อให้พระองค์ทรงแสดงฝีมือให้ปรากฏต่อสายพระเนตรพระเ้าเมืองนครฯแต่นี่ทรงเอาแต่อารมณ์เป็ใหญ่ใช้ฝีมือดุดัน.. หากทรงเร่งเร้าเกินไปสิงขรก็ต้องเร่งมือออกมาไม่มีออม พระองค์ก็จะทรงถูกรุกไล่.. หึ..หรือไม่ตัวมันก็ต้องผ่อนปรนจนพ่ายแพ้ต่อพระองค์ไปเช่นนี้..ตกลงจะไม่ทรงเชื่อฟังกระหม่อมเลยใช่หรือไม่”
องค์ชายอัศวเมฆที่ทรงยืนนิ่งรับสั่งเบาๆในที่สุด ดังคล้ายจะทรงสำนึกได้ก็ไม่เชิง
“ข้าพเ้าขอโทษท่านครูด้วย อารมณ์ข้าพเ้าวันนี้ไม่ใคร่จะปกตินัก”
ขุนพลผู้ถวายการสอนได้แต่ถอนหายใจ
“กระหม่อม้าให้คู่ต่อสู้ทั้งสองฝ่ายได้แสดงฝีมือออกมาอย่างเต็มที่ต่อเบื้องพระพักตร์ในรอบแรกให้ปรากฏฝีมือคู่คี่ก่ำกึ่งเพื่อเป็ที่ชื่นชมและปรารถนาจะติดตามการแสดงฝีมือขององค์ชายต่อไป..หากพระองค์พ่ายแพ้ั้แ่แรก ทุกคนก็จะรู้ว่าพระองค์ทรงอ่อนด้อยกว่าสิงขรตามที่ได้ยินมาไม่มีสิ่งใดน่าสนใจ”
“แล้วทำไมไม่ให้ข้าพเ้าเป็ผู้ชนะในรอบแรกก่อนล่ะ”พระดำรัสยังบ่งบอกถึงนัยไม่ทรงยอมรับอยู่
ขุนพลใหญ่ได้แต่ส่ายหน้าทูล
“หากพระองค์ทรงชนะ คนส่วนใหญ่ที่รู้ว่าสิงขรมีฝีมือเป็หนึ่งในนครปตานีก็จะพากันรังเกียจว่าเป็เพราะสิงขรออมมือให้ส่วนคนที่ไม่รู้ก็จะประมาทว่าเพราะคู่ต่อสู้ของพระองค์มิได้เก่งกาจ พระองค์จึงทรงสามารถเอาชนะได้..มีแต่ผลการต่อสู้ที่คู่คี่เสมอกัน พระองค์จึงจะทรงได้รับเกียรติยศแห่งฝีมือ”
เป็หลักความจริงดั่งที่ขุนพลสิงหลกล่าวทูลหากแต่เป็การยากที่จะทรงยอมรับได้ ด้วยวิสัยขององค์ชายผู้ไม่ทรงยินยอมให้สิ่งใดมาเหนือตน
ขณะที่องค์ชายอัศวเมฆทรงเบือนพักตร์หลบสายตาของขุนพลใหญ่คู่บัลลังก์พระราชบิดาพลันทอดพระเนตรเห็นสิทธามายืนด้อมๆ อยู่ตรงช่องทางเข้าออกสนามประลอง สีพักตร์เปลี่ยนเป็มึนตึงทันที
“เ้ากลับมา มีเื่ใด” พลางกวักหัตถ์เรียกสิทธาให้เข้ามา
ทหารคนสนิทรีบวิ่งเหยาะๆ เข้ามาทูลรายงานทันที
“ขอเดชะ ที่ทรงให้กระหม่อมติดตามพระองค์หญิงวิสาณีไปนั้นเป็ไปดังที่พระองค์ทรงคาดการณ์ไว้ เ้าทิพได้ร่วมติดตามในขบวนเสด็จชมเมืองเก่าด้วยพระเ้าค่ะ”
“บังอาจ” รับสั่งด้วยสุรเสียงก้องดังราวกับะโ“..ศิษย์ขอตัวก่อน” หันไปรับสั่งทิ้งท้ายต่อขุนพลผู้เป็ครูแล้วทรงเร่งออกจากลานประลองไปทันทีมิทรงรอฟังคำทัดทานใดๆ
ขุนพลสิงหลส่ายศีรษะไปมาด้วยความขัดใจ
“ท่านพ่อจะให้ข้าตามไปดูไหม” สิงขรถามขึ้น
“เ้ารีบตามไปอย่างไรเสียอย่าปล่อยให้องค์ชายทรงกระทำสิ่งใดจนเป็เื่ลุกลามใหญ่โต”
“ขอรับ ท่านพ่อ”