หลังจากออกมาจากกระโจมได้ฝูกว่างเยว่ก็ถอนลมหายใจทิ้งเฮือกใหญ่ก่อนจะยกมือขึ้นทาบอกฟังเสียงหัวใจที่เต้นกระหน่ำรัวเร็วราวกับเสียงกลอง ใบหน้าขาวผ่องเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อแตกพลั่กดวงตาดำขลับเป็ประกายฉายแววโล่งใจ
ในที่สุดเขาก็รอดแล้ว ดีนะที่อีกฝ่ายาเ็อยู่ไม่อย่างนั้นชีวิตเขาคงจบสิ้นกันล่ะคราวนี้ คนอะไรน่ากลัวชะมัดเกิดมายังไม่เคยเจอใครที่แค่ตวัดตามองก็ทำเอาใเสียขวัญ กลัวจนแข้งขาอ่อนแรงแทบทรงตัวไม่อยู่
แน่นอนว่าครั้งหน้าเขาจะไม่ยอมอยู่กับไอ้แม่ทัพหน้าโหดนั่นสองต่อสองเป็อันขาดดูสิเผลอแค่นิดเดียวเขาถูกผลักตกเตียงซะกระดูกแทบหักเจ็บร้าวไปหมดทั้งตัวแล้วเนี่ย!
ฮึ่ย! คิดแล้วยังเจ็บใจไม่หาย ก็รู้หรอกว่าการเป็ฝูกว่างเยว่มันไม่ง่ายแต่ใครจะคิดว่าเปิดฉากมาก็โดนเล่นงานเข้าซะแล้ว ขนาดเจ็บตัวอยู่ยังหาเื่เขาได้แล้ววันต่อๆ ไปเล่าจะเป็ยังไง
ถ้าเกิดบังเอิญเจอกันอีกครั้งเขาไม่โดนอีกฝ่ายขย้ำถูกฉีกทึ้งร่างไม่เหลือซากเลยเหรอ?
“นี่มัน...เลวร้ายสุดๆ เลยนี่หว่าทำไมเราถึงต้องมาเจอเื่โหดร้ายแบบนี้ด้วย ซวยซ้ำซวยซ้อนไม่เลิกสักทีนะ เฮ้อ!แล้วจากนี้จะต่อไปไหวไหมวะ จะมีชีวิตรอดไปตามหาตัวฆาตกรที่ฆ่านางโลมคนนั้นรึเปล่า”
หรือว่าสุดท้ายแล้วเขาก็ยังต้องตายอยู่ดี...
ไม่หรอกน่ะ เขายังเหลือเวลาอยู่อีกถมเถยังไงซะก็ต้องไปจัดการเื่ของนางได้อยู่แล้ว
เอาเถอะๆ ถึงคิดมากไปก็เท่านั้นตอนนี้มีเื่ที่ต้องจัดการก่อนอีกเยอะแยะ ส่วนเื่ของไอ้แม่ทัพใจโฉดนั่นแค่ไม่ต้องเจอหน้ากันก็คงไม่มีปัญหาอะไรแล้ว อีกอย่างเ้าตัวก็ออกปากไล่ตะคอกใส่หน้าว่าไม่อยากเจอเขาอีกก็แสดงว่าเขารอดพ้นจากเงื้อมมือปีศาจร้ายไปอีกพักใหญ่ยังพอมีเวลาให้พักหายใจได้บ้างล่ะน่ะ!
ว่าแต่ตอนนี้เขาจะไปไหนต่อดีล่ะกลับกระโจมตัวเองหรือว่าลงมือสำรวจพื้นที่โดยรอบก่อนกลับดี
ฝูกว่างเยว่ยกมือขึ้นกอดอก ขมวดคิ้วนิ่วหน้ายืนนิ่งอยู่ตรงปากทางเข้ากระโจมมือขวายกขึ้นลูบปลายคางสีหน้าแววตาฉายชัดว่ากำลังครุ่นคิดว่าจะทำอะไรเป็ลำดับต่อไปดีั์ตาดำสนิทเหมือนน้ำหมึกเหม่อมองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย อาภรณ์
สีขาวห่อหุ้มเรือนร่างบอบบางเส้นผมยาวสะบัดพลิ้วคลอเคลียแผ่นหลังแลดูนุ่มนวลอ่อนหวานจนเกิดเป็ภาพลวงตาแสนงดงามเย้ายวนใจ
ตงเฉินที่ตั้งใจว่าจะไปเยี่ยมเยียนอาการแม่ทัพใหญ่ที่กระโจมถึงกับหยุดชะงักฝีเท้าร่างสูงใหญ่ยืนแข็งทื่ออยู่อย่างนั้นห่างไกลออกไปเพียงไม่กี่ก้าว แต่เขากลับไม่กล้าเดินต่อเพราะกลัวว่าจะทำลายภาพฝันอันงดงามนี้ไปเขาจับจ้องสตรีนางนั้นด้วยหัวใจอันสั่นไหวคล้ายกับระลอกคลื่นกระเพื่อมไหวในใจรู้สึกตกตะลึงระคนแปลกใจไม่น้อยที่เห็นสตรีเข้ามาเดินเพ่นพ่านในค่ายทหารแห่งนี้ได้
คงต้องเรียกกู่เล่ยมาสอบถามดูสักหน่อยแล้ว
ั์ตาคมกริบหรี่ลงจ้องมองนางโดยไม่เปิดเผยตัว กิริยาท่าทางของนางคล้ายกับคุณหนูตระกูลใหญ่ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาเป็อย่างดีจัดเป็หนึ่งในโฉมสะคราญล่มเมืองที่งดงามจนไม่อาจถอนสายตา ทว่า...สิ่งหนึ่งที่ตงเฉินไม่รู้คือผู้ที่เห็นหาใช่สตรีแต่เป็บุรุษที่มีเรือนร่างเย้ายวนไม่ต่างจากหญิงสาวเท่านั้น
เด็กหนุ่มที่ถูกใครบางคนสนใจไม่ได้รับรู้ถึงสายตาที่จ้องมองมาเลยสักนิดตัดสินใจเดินลัดเลาะกลับกระโจมโดยใช้อีกเส้นทางกับตอนขามาเื่นี้ต้องโทษที่พี่มี่เ้ากี้เ้าการมากเกินไปถึงเลือกเส้นทางอันตรายให้กับเขาความจริงแล้วเขาไม่จำเป็ต้องเดินผ่านหน้าพวกทหารพวกนั้นเลยสักนิดแต่เพราะพี่มี่อยากพาเขาไปอวดถึงสั่งให้เดินตามไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
เฮ้อ ที่จริงใช้อีกเส้นทางนี้จะถึงเร็วกว่าและไม่ต้องพบหน้าใครด้วยแต่เขาขัดใจนางได้เสียที่ไหน มี่เอ๋อร์นิสัยเป็เช่นไร ไม่ต้องรอให้ใครบอกแค่เห็นด้วยตาก็สาธยายออกมาได้หมดแล้วว่านางน่ะร้ายกาจตัวแม่เลย
มือเรียวยกขึ้นเสยผมที่ลงมาปรกหน้าผากขึ้นไปก่อนจะพ่นลมหายใจแรงๆ จนควันสีขาวลอยออกจากปาก เขาเหยียดยิ้มบางพลางแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสดใสที่มีก้อนเมฆสีขาวลอยแ่เอื่อยเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันเชื่องข้าราวกับไม่มีเื่ทุกข์ร้อนใจใดๆ
หึ อยากจะรู้จริงๆ ว่าเทวดาบน์ว่างมากนักรึไงถึงหาเื่ยุ่งยากลำบากใจมาให้เขาไม่หยุดหย่อน
จากนี้ไปจะทำยังไงต่อดีล่ะ เขารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีแปลกๆกลัวว่าจะถูกจับได้เื่ที่ไม่ใช่ฝูกว่างเยว่ตัวจริงแต่ความเป็ไปได้ที่จะถูกใครรู้เข้าก็น้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
ตอนนี้ิญญาของเขาสิงอยู่ในร่างของฝูกว่างเยว่หน้าตารูปร่างก็เหมือนปกติทุกอย่างถ้าจะมีจุดไหนที่ทำให้คนนึกสงสัยก็คงจะเป็อุปนิสัย ท่าทางการพูดจาและ ทักษะต่างๆที่ตัวจริงทำได้แต่ตัวปลอมที่มาสวมรอยอย่างเขาทำไม่ได้นั้นแหละ
ไม่อยากจะพูดให้ใเล่นหรอกนะแต่เ้าเด็กนี่ความสามารถหลากหลายเหลือกัน พิณ หมาก กาพย์กลอน อักษร ภาพวาดกระทั่งเย็บปักลวดลายบนผืนผ้าก็ทำเป็หมดอาจเรียกไม่ได้ว่าขั้นปรมาจารย์แต่ก็เชี่ยวชาญจนคนรอบข้างให้ความนับถือออกปากชมไม่หยุด
เขานี่แทบอยากะโเอาหัวโหม่งกำแพงให้รู้แล้วรู้รอด คนบ้าอะไรจะเก่งกาจขนาดนั้นวะเป็ผู้ชายซะเปล่า แทนที่จะเชี่ยวชาญเพลงดาบ หมัดมวย ตวัดกระบี่ไล่แทงคนอื่นกลับยุ่งเกี่ยวแต่กับงานของผู้หญิง เป็เขาหน่อยไม่ได้ รับรองว่าไม่เกินหนึ่งเดือนจะต้องแย่งตำแหน่งท่านแม่ทัพมาจากหานเจี้ยได้แน่นอน!
“หิมะนี่ก็ตกอยู่ได้ เดี๋ยวอีกไม่นานก็ถูกเืย้อมจนกลายเป็สีแดงแล้วทีนี้ยังจะงดงามบริสุทธิ์น่าชื่นชมได้อยู่อีกรึเปล่า”
ริมฝีปากอิ่มหยักยิ้มหยัน ั์ตาระยิบระยับอย่างนึกสนุกมือที่เสยผมยื่นออกมารองรับเกล็ดหิมะที่ตกลงมาไม่หยุด มันนุ่มนิ่มเหมือนปุยนุ่นแต่ไม่นานก็ละลายเป็หยดน้ำเปียกชื้นบนมือเขา
ที่ที่เขาจากมาไม่มีอะไรแบบนี้หรอกนะ หวังจะให้หิมะตกน่ะเหรอเลิกฝันเถอะ ร้อนตับแตกเหมือนพระอาทิตย์จ่ออยู่บนหัวตลอดเวลาหิมะที่ไหนจะกล้ามาตกเล่าแล้วต่อให้จะดีใจที่ได้เห็นบรรยากาศตอนหน้าหนาวที่งดงามแปลกตาของที่นี่แต่ถ้าจะหนาวจนฟันกระทบกันดังกึกๆ ตัวสั่นหงึกๆ แบบนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน
คนที่มาจากเขตร้อนอย่างเขามีหวังได้แข็งตายกันพอดี
พอคิดถึงตรงนี้มือเรียวก็เอื้อมไปจะคว้าเสื้อคลุมกันลมกระชับขึ้นอีกสักหน่อยแต่กลับแตะโดนเสื้อที่ใส่อยู่เต็มๆ ไม่มีเสื้อคลุมอย่างที่เขาคิดเสื้อที่ใช้ป้องกันลมหนาวของเขามันหายไปแล้ว หายไปได้ยังไงกัน หรือว่า...
เฮ้ย! ซวยละ!เขาดันลืมเสื้อคลุมไว้ในกระโจมไอ้หน้าโหดนั่นซะได้
ถึงว่าทำไมถึงหนาวเย็นแปลกๆที่แท้ก็มัวแต่ใกลัวจนลืมของทิ้งไว้นี่เอง แล้วทีนี้จะทำยังไงเขาตัวสั่นเหมือนเ้าเข้าเข้าไปทุกทีแล้ว
“จะซวยอีกสักกี่ครั้งถึงจะพอใจฮะ! โอ๊ย!หนาวๆๆๆๆ” ฟันขาวราวไข่มุกกระทบกันไม่หยุดจนเกิดเสียงดังกึกๆฝูกว่างเยว่เม้มปากแน่นสั่งตัวเองให้หยุดสั่น ชักมือข้างที่ยื่นออกไปในอากาศกลับมาสะบัดแรงๆให้เกล็ดหิมะกระเด็นตกไป
เขากระชับเสื้อที่สวมใส่อยู่ให้แนบติดกับตัวพลางลากสองขาที่เริ่มแข็งเกร็งก้าวเดินไปข้างหน้าเนิบช้าในใจนึกสาปแช่งหานเจี้ยสารพัดที่ตัวต้นเหตุแห่งความซวยไม่หยุดหย่อนของเขาขอให้ไอ้แม่ทัพอวดดีนั่นป่วยจนได้แต่นอนนิ่งเป็ผักเน่าอย่าได้ลุกขึ้นมาหาเื่เขาได้อีกเลย เขาจะได้ไม่ต้องซวยซ้ำซ้อนแบบนี้อีก!
หลังจากระบายความคับแค้นใจจนอารมณ์ดีขึ้นเล็กบ้างน้อยฝูกว่างเยว่ก็กวาดสายตาสำรวจพื้นที่โดยรอบไปพลางๆวันหน้าถ้าเกิดต้องออกไปไหนคนเดียวจะได้ไม่หลงทางด้วยไง...อันที่จริงมันก็แค่ข้ออ้างแหละตอนนี้เขาขาแข็งจนแทบก้าวไม่ออกแล้ว ต่อให้อยากวิ่งแค่ไหนก็เป็ได้แค่ความคิดเท่านั้น
เด็กหนุ่มเ้าของร่างเพรียวบางทำหน้าเศร้าซึมพลางทอดถอนใจให้กับชีวิตที่พลิกผันหนึ่งล้านตลบของตัวเองถึงจะรู้ดีว่านี่เป็แค่จุดเริ่มต้น หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกลนักแต่ความรู้สึกของเขามันบอกว่าที่เป็อยู่ตอนนี้ช่างยากเย็นแล้ว เวลาที่ผ่านพ้นไปในแต่ละวินาทีของเขาพบเจอแต่ความยุ่งยากเหน็ดเหนื่อยทั้งกายใจจนชักจะหมดแรงสู้ต่อ
เพิ่งมาที่นี่ได้แค่สองวัน เขากลับรู้สึกว่ามันผ่านไปราวกับสองปีถ้าขืนยังเป็แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ มีหวังเขาคงได้ตายก่อนแน่ๆ เฮ้อ!
ต้องหาทางทำอะไรสักอย่างแล้วล่ะมั้ง ก็คงมีแต่คนตายเท่านั้นแหละที่ไม่พยายามขวนขวายทำอะไรในเมื่อเขายังมีชีวิตอยู่ทำไมถึงไม่แสวงหาอำนาจ ไม่ไขว่คว้าผลประโยชน์ที่พอจะฉกฉวยได้เล่าอย่างเช่นตอนนี้ไง…
เสียงเอะอะโวยวายพวกนั้นทำให้เขาเกิดความสนใจไม่น้อยเลยอยากเข้าไปร่วมวงสนทนาด้วยจริงๆ ดูท่าจะมันหยดไม่น้อย ตอนนี้ไม่ใช่แค่การแสวงหาอำนาจแต่เป็การแสดงอำนาจช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอกว่าเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ในวันข้างหน้ายังไงล่ะ
ฝูกว่างเยว่เป็ถึงภรรยารองท่านแม่ทัพ ใครกล้าเหิมเกริมอวดเบ่งด้วยก็ลองดูสิ จะได้รู้ว่านรกของจริงเป็ยังไง!
“เ้าพวกโง่! ชุดของข้ายังสกปรกอยู่ไม่เห็นหรือไงพวกเ้าเอาตาไปทิ้งไว้ที่ไหนถึงไม่ดูให้ดี แค่ซักผ้ายังไม่มีปัญญาให้สะอาดสมควรแล้วที่เป็ได้แค่ทหารชั้นต่ำ เป็ตัวไร้ค่าในกองทัพชาตินี้ทั้งชาติคงหาดีไม่ได้!” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดมาพร้อมกับสีหน้าหยิ่งผยองของพวกหน้าด้านชอบข่มเหงรังแกคนที่อ่อนแอกว่า
ฝูกว่างเยว่ขยับเข้าไปใกล้อีกนิดใช้ต้นไม้สูงใหญ่กำบังกายยื่นหน้าออกมามองบรรยากาศโดยรอบจ้องเขม็งเหตุการณ์ตรงหน้านิ่งไม่ขยับพลางคิดวิเคราะห์เื่ราวทุกอย่างคร่าวๆ ดูจากสภาพการณ์เหมือนว่าฝ่ายที่ถูกต่อว่าจะเป็ทหารยศน้อยสุดในกองทัพสถานะใกล้เคียงกับบ่าวรับใช้ในบ้าน มีหน้าที่ทำงานชั้นเลวพวกนี้พอมองเลยไปยังริมธารก็เห็นผ้ากองพะเนินเป็ูเาขนาดย่อมๆ วางอยู่บนหินก้อนใหญ่
คิ้วเรียวถึงกับกระตุก ริมฝีปากยกยิ้มเ็าในฤดูหนาวแบบนี้น้ำในแม่น้ำคงเย็นจัดไม่ต่างจากน้ำแข็งต่อให้ร่างกายแข็งแรงแค่ไหนมาเจอแบบนี้เข้าก็ยากจะทานทนแล้วคนธรรมดาจะไปทนไหวได้อย่างไร
นี่มันจงใจแกล้งกันชัดๆ ด่าว่าคนอื่นโง่แต่ไม่ได้มองย้อนดูตัวเองเลยสินะคนพวกนี้มีดีอะไรถึงมาด่าคนอื่น ก็เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเป็ทหารเหมือนกันไม่ทราบว่าถือสิทธิ์อะไรถึงได้ใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกคนที่ด้อยกว่า
“พะ...พวกข้าขอโทษ พวกข้าพยายามทำถึงที่สุดแล้ว แต่ว่า...”
“แต่ว่าอะไร! พวกเ้าอย่ามาหาข้ออ้างอู้งานเลย! พวกเ้าสามคนอยู่ในค่ายทหารต้องหัดทำตัวให้มีประโยชน์หากว่าทำตัวไร้ค่าใช้การไม่ได้เหมือนที่ผ่านมา ที่แห่งนี้ยังจะ้าพวกเ้าไปเพื่ออะไร!”หูเป้ยตะคอกเสียงดังก่นด่านายทหารสามคนตรงหน้าอย่างฉุนเฉียวยิ่งพอสายตาเหลือบเห็นเสื้อผ้าของตัวเองมีคราบดำสกปรกน่ารังเกียจติดอยู่ก็ยิ่งโกรธเกรี้ยวหน้าตาดำทะมึนขึ้นไปอีก
พวกมันคงไม่ใช่ว่าจงใจทำเช่นนี้หรอกนะเป็พวกไร้ประโยชน์ไร้ค่าแล้วยังไม่เจียมตัว อยากถูกไล่ออกจากค่ายทหารนักหรือไง?!
“พี่หู อากาศหนาวเย็นเช่นนี้ พวกข้าจะซักเสื้อผ้าของท่านได้อย่างไรอีกอย่างคราบดำพวกนี้ข้าก็ทำความสะอาดไปหมดแล้ว แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดพอกลับมาอีกทีรอยดำพวกนี้ถึงปรากฏขึ้นอีก” เหลียวเกอกล่าวเสียงเบาไม่กล้าสบตาของหูเป้ยแม้แต่นิดท่าทีของอีกฝ่ายตอนนี้แทบจะกลืนกินพวกเขาลงไปทั้งร่างหากเผลอพูดไม่ระวังคงต้องถูกเล่นงานอีกแน่ แต่หารู้ไม่ว่านั่นเป็การเปิดช่องว่างให้อีกฝ่ายเล่นงานตัวเองหนักกว่าเดิม
“นี่พวกเ้ากล้าทิ้งงานเลยหรือ! มันจะมากเกินไปแล้ว! นอกจากพวกเ้าจะอู้งานแล้วยังละเลยหน้าที่อีกเห็นทีหากข้าไม่ทำอะไรบ้างก็จะกลายเป็เยี่ยงอย่างให้คนอื่นทำตามข้าจะให้พวกเ้าได้ลิ้มรสความทรมานจะได้รู้สำนึกกับสิ่งที่ทำลงไป!”
“พี่หู! ได้โปรดอภัยให้พวกข้าด้วย พวกข้ายอมทำทุกอย่างแล้วขออย่างเดียวอย่าทรมานพวกข้าเลย พวกข้ากลัวแล้ว ได้โปรดเถอะ อย่าลงโทษพวกข้าเลยนะพี่หู!”
น้ำเสียงอ้อนวอนขอความเมตตาจากหนึ่งในสามคนนั้นทำเอาฝูกว่างเยว่ที่หลบอยู่หลังต้นไม้สูงใหญ่ถึงกับแสบแก้วหูเส้นประสาทเต้นตุบๆ ด้วยความโมโห ส่วนคนที่ถูกเรียกว่าพี่หูก็ยกยิ้มพออกพอใจ ท่าทีเย่อหยิ่งจองหองกอดอกเชิดหน้านั่นมันอะไรสะใจที่ได้เล่นงานคนไม่มีทางสู้งั้นเหรอ
เหอะ งั้นลองมางัดข้อดูกับเขาหน่อยเป็ไรจะได้รู้กันไปเลยไงว่ายังจะกล้าทำตัวกร่างหาเื่ชาวบ้านเขาไปทั่วอีกไหม?!
“พวกเ้าเสียงดังเอะอะอะไรกัน มีเื่อะไรเกิดขึ้นงั้นเหรอ”
ฝูกว่างเยว่ก้าวเท้าออกมาที่ซ่อนพามาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าทุกคนขณะที่เอ่ยวาจาขัดจังหวะคนที่กำลังทำตัวอวดเบ่งด้วยน้ำเสียงสดใส ใบหน้ายิ้มแย้มดวงตาเปล่งประกายระยิบระยับเต็มไปด้วยความสนุก
หูเป้ย ฉีหลาง รวมถึงทหารสามคนที่ถูกต่อว่าพร้อมใจกันหันขวับไปมองทางต้นเสียงอย่างใแต่พอเห็นว่าเป็ใครแต่ละคนก็มีสีหน้าแตกต่างกันไปในทันที
“...!”
หูเป้ยกับฉีหลางแสยะยิ้มร้ายพลางกวาดตามองขึ้นลงมองเรือนร่างบอบบางด้วยสายตาหยาบคายจาบจ้วงขณะที่เลียริมฝีปากของตนด้วยท่าทางหิวกระหายเหมือนพวกสุนัขเห็นกระดูกวางกองอยู่ตรงหน้าแล้วอยากลิ้มลองฝูกว่างเยว่ทำเพียงแค่นเสียงหัวเราะยังคงยืนกอดอกไม่ยี่หระต่อการกระทำต่ำทรามพวกนั้น
อยากมองก็มองไปสิ แต่ถ้ากล้าแตะต้องเขาเมื่อไหร่รับรองว่าไม่ได้ตายดีแน่
“คารวะฮูหยินท่านแม่ทัพ เหตุใดท่านจึงมาเดินเล่นที่นี่ได้ขอรับ”
สายตาแทะโลมหยาบโลนทำให้เขารู้สึกขยะแขยงจนอยากจะอ้วกแต่ใบหน้ายังคงประดับประดาด้วยรอยยิ้มพลางสาวเท้าเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าอีกฝ่ายรูปร่างหน้าตาถือว่าพอใช้ได้ แต่นิสัยโคตรชั่วแบบนี้ก็ไม่ไหว
แค่มองจ้องเข้าไปในดวงตาคนคนนี้ เขาก็เห็นถึงความทะเยอทะยานมักใหญ่ใฝ่สูงเป็พวกที่น่ารังเกียจไม่น่าเข้าใกล้ ควรอยู่ให้ห่างไกลที่สุด อีกอย่างการที่ปล่อยให้คนเช่นนี้อยู่ในกองทัพในภายภาคหน้าจะต้องเกิดเื่เข้าสักวันแน่
“คนพวกนี้ทำอะไรให้เ้าไม่พอใจอย่างนั้นหรือเ้าถึงได้เอะอะโวยวายเสียงดังอย่างนี้ หากแถวนี้มีเสือขึ้นมาจะว่าอย่างไร ข้ากลัวถ้ามันได้ยินเสียงเ้าเข้าจะออกมาอาละวาดไล่ขย้ำคนน่ะสิช่วยลดเสียงลงหน่อยเถิด”
ดวงหน้างดงามเอ่ยถามเสียงใสรอยยิ้มหวานที่แต่งแต้มบนริมฝีปากพานให้คนมองใจสั่นไม่เป็ตัวของตัวเอง จู่ๆหูเป้ยก็รู้สึกหน้าร้อนขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ มีอะไรบางอย่างรบกวนจิตใจเขามันทำให้เขากระวนกระวายอยู่ไม่สุข ไม่อาจละสายตาออกจากชายรูปงามตรงหน้าได้เลย
เคยได้ยินมาว่าบุตรชายราชครูฝูงดงามไม่ได้ด้อยไปกว่าสาวงามอันดับหนึ่งในเมืองหลวงใครจะคิดว่าพอได้เห็นกับตาความงามของคนผู้นี้จะยากเกินกว่าพรรณนา
หวั่นไหว หลงใหล อยาก คือสามสิ่งที่บุรุษอย่างพวกเขาจะรู้สึกก็ต่อเมื่อเจอสาวงามถูกใจแต่กับฝูกว่างเยว่ที่เป็ชายรูปงามไร้ค่าตกอยู่ในสถานะที่คนทั้งแคว้นต่างเกลียดชังเหตุใดเขาถึงได้ประหม่าเหมือนจะควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่ เขาคงไม่ได้...
ไม่ คนอย่างเขาไม่มีทางติดกับหลงเสน่ห์มารจิ้งจอกผู้นี้หรอก!
++++++++++++++++++++++++++++++++
เดี๋ยวเที่ยงๆ บ่ายๆ มาอัพต่อคร้าบบบ