แสงเย็นส่องผ่านเรือนยอดลงมาเป็ลำทอง หลินตงพิงอยู่กับต้นไม้ใหญ่ต้นที่ทั้งสองคุ้นเคยกันมาตลอด กอดอก ลมหายใจสม่ำเสมอ นางรออยู่ที่นี่มาครู่ใหญ่แล้ว และไม่ได้รู้สึกอะไรกับการรอนั้น สีหน้าไม่ได้โกรธ ทว่ามีความหนักบางอย่างถ่วงอยู่ข้างใต้ หนักกว่าความโกรธเสียอีก
หลินเย่เดินเข้ามาหยุดห่างออกไปสองก้าว
"เรียกข้ามาที่นี่มีอะไรหรือท่านพี่"
"เหตุใดเ้าถึงแกล้งแพ้หลินจวิ้นเฉิง"
ไม่มีการเกริ่นนำ ไม่มีการถามเื่อื่นก่อน หลินตงถามตรงเข้าประเด็นดั่งที่นางทำเสมอเมื่อ้าคำตอบจริงๆ
"ข้าไม่ได้แกล้งแพ้ ข้าแพ้จริงๆ"
"อย่ามาโกหก" เสียงราบ "ดูก็รู้ว่าเ้าชนะเขาได้" นางหยุดไปครู่หนึ่ง "นี่ยังไม่รวมเื่ระดับขั้นที่โกหกผู้อื่นอีก"
หลินเย่ถอยออกไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
"เื่นั้น..."
หลินตงยังเงียบอยู่ ไม่ได้ดุ เพียงรอ ในความเงียบนั้นมีน้ำหนักที่บีบให้เขาต้องพูดต่อ
"ในด้านวิชากระบี่ เขาเหนือกว่าข้าอยู่เห็นๆ" หลินเย่พูดด้วยเสียงเรียบ "หากวัดกันแค่ทักษะ ข้าสมควรพ่ายแพ้"
"แล้วเหตุใดถึงตกลงใช้อาวุธ"
"ข้าเพียงอยากเห็นวิชากระบี่ประจำตระกูล"
หลินตงถอนหายใจ ไม่ใช่เสียงถอนหายใจของคนที่โกรธ หากเป็เสียงของคนที่เพิ่งได้คำตอบตรงกับสิ่งที่คิดเอาไว้มาตลอด
"เห็นแล้วเป็เช่นไร เ้าจะจดจำได้หรือ"
"ก็อาจจะ"
เขาตอบอย่างไม่มั่นใจนัก แล้วยกแขนขึ้น เริ่มเหวี่ยงออกไปในแนวที่จดจำมาจากสนาม มือเปล่า ทว่ามุมและน้ำหนักของการเหวี่ยงนั้นบ่งบอกว่าเขากำลังเลียนแบบสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงในมือ
"ข้าจดจำทุกการเคลื่อนไหว การัั การเหวี่ยง แรงเหวี่ยง ทว่ามันกลับไม่สำเร็จเมื่อลองใช้"
หลินตงมองดูอยู่เงียบๆ แขนที่กอดอยู่คลายออกเล็กน้อยขณะที่สายตาไล่ตามการเหวี่ยงแขนของเขาทีละจุด แล้วนางก็กลับมากอดอกอีกครั้งอย่างช้าๆ ส่ายหัวเบาๆ
"น่าทึ่งที่เ้าจดจำพวกมันได้จากการต่อสู้เพียงครั้งเดียว"
นางผละออกจากต้นไม้ มายืนตรงหน้าเขา "ทว่าการจดจำสิ่งพวกนั้นมาเลียนแบบ ย่อมไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องในการฝึก"
หลินเย่หยุดเหวี่ยงแขน
"จำได้หรือไม่ว่าข้าเคยสอนอะไรให้เ้าในหมัดพยัคฆ์ซ่อนคม"
"ท่วงทำนองและจังหวะใช่หรือไม่"
นางยกสันนิ้วขึ้นเขกกลางหัวเขาหนึ่งที ไม่แรง ทว่าชัด
"ไม่ใช่"
นางหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ ค่อยๆ เลือกคำทีละคำ
"สิ่งสำคัญที่สุดในการออกกระบวนท่าคือลมหายใจ การกำหนดลมหายใจส่งผลถึงการไหลเวียนของลมปราณในร่าง จึงก่อเกิดเป็ท่วงท่า"
หลินเย่นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง บางอย่างในหัวเริ่มตกตะกอน สิ่งที่จดจำมาตลอดนั้นเป็เพียงเปลือกนอกของสิ่งที่ควรก่อกำเนิดขึ้นจากข้างใน ราวกับการวาดรูปโดยไม่รู้ว่าใต้พื้นผิวของวัตถุนั้นมีโครงสร้างอะไรซ่อนอยู่อย่างไรอย่างนั้น
เขาปรับลมหายใจตามไปโดยแทบไม่รู้ตัว ช้าลงเล็กน้อย ลึกขึ้นเล็กน้อย แล้วขยับแขนออกไปในท่าเดียวกับที่เหวี่ยงเมื่อครู่
มีบางอย่างต่างออกไป
ปราณที่ตันเถียนไหลขึ้นมาตามแขนเอง ไม่มาก ไม่ชัดเจน ทว่ามีอยู่จริง เป็สิ่งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในตอนที่เขาเหวี่ยงแขนโดยไม่คิดถึงลมหายใจ
เขาลดแขนลง เงียบไปครู่หนึ่ง "แล้วเช่นนี้ข้าจะเข้าใจการกำหนดลมหายใจของแต่ละท่วงท่าได้อย่างไร"
หลินตงชำเลืองมองเขาครู่หนึ่ง "ตำราและคัมภีร์ของแต่ละวิชา พวกมันจะสอนทั้งท่วงท่าและวิธีปรับลมหายใจให้เข้ากับตัวเ้า"
นางหยุด สายตากวาดลงมาที่เขาอีกครั้ง "นี่เ้าไม่เคยอ่านคัมภีร์ฝึกยุทธ์เลยหรือ"
หลินเย่ส่ายหน้า
หลินตงยืนอยู่กับคำตอบนั้นครู่หนึ่ง เงียบไปพร้อมกับการเรียบเรียงทุกสิ่งที่นางรู้เกี่ยวกับเด็กคนนี้ขึ้นใหม่ทั้งหมด
ร่วมสามปีที่ฝึกด้วยกันมา ทุกอย่างที่หลินเย่มีล้วนมาจากประสบการณ์อันตราย จากการเรียนกับนาง จากการสังเกตและเลียนแบบ ไม่มีตำรา ไม่มีพื้นฐานที่เป็แบบแผน และในเวลาเพียงเท่านั้น เขาเกือบเอาชนะคนที่ฝึกมาในแบบแผนที่ดีที่สุดของตระกูล นางพูดอะไรไม่ออกอยู่ชั่วอึดใจหนึ่ง
"ในอีกสามวัน ตระกูลหลินจะเปิดหอคัมภีร์ประจำตระกูลให้เด็กที่ผ่านการคัดเลือกเข้าไปเลือกวิชาพื้นฐานติดตัวไปก่อนแข่ง"
นางพูดขึ้นโดยไม่แสดงความตื่นเต้นกับสิ่งที่เพิ่งล่วงรู้เกี่ยวกับเขา ทว่าหลินเย่รู้ว่านางเก็บมันเอาไว้แล้ว
"เ้าเองก็อย่าลืมเลือกวิชาที่เหมาะสมแก่ตนด้วย"
หลินเย่พยักหน้า นางหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะถามต่อ เสียงเบาลงเล็กน้อย ไม่ใช่น้ำเสียงของครูผู้สอนอีกต่อไป
"แล้วที่เ้ายอมแพ้ไปเช่นนั้น จะไม่เสียใจเอาหรือ"
"เื่อะไรที่ข้าจะต้องเสียใจ"
"ก็ทรัพยากรของบุตรศักดิ์สิทธิ์"
หลินเย่ปัดฝุ่นที่ติดอยู่บนเสื้อออกเบาๆ "น้ำที่ไหลลงหุบเขา มันจะไปถึงทะเลเอง... ข้าไม่จำเป็ต้องขุดคลองขวางขอรับ"
หลินตงมองหน้าเขาครู่หนึ่ง สายตากวาดดูเขาอย่างเดียวกับเมื่อสามปีก่อน ดวงตาคู่นั้นยังเหมือนเดิมในบางแง่ ทว่าเวลาที่ผ่านไปก็ทำให้มันเปลี่ยนไปด้วย นางไม่ได้พูดอะไร เพียงพยักหน้าเบาๆ
"แล้วท่านพี่ยังไม่กลับเข้ากรมอีกหรือ"
"พวกข้าได้รับหน้าที่จากท่านนายพลให้นำส่งเด็กที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่ชุมนุมัน้อยสิบตระกูล"
หลินเย่ขมวดคิ้ว "เส้นทางมันอันตรายหรือขอรับ"
หลินตงพยักหน้า ไม่รีบตอบ ราวกับกำลังชั่งใจว่าจะพูดมากเพียงใด
"เ้ารู้จักการตัดแข้งตัดขาคู่แข่งหรือไม่"
"ระหว่างทางหรือ"
"ระหว่างทาง และในสนาม" นางเดินออกไปอีกก้าว หันหลังพิงต้นไม้อีกต้นหนึ่ง "งานแข่งจัดขึ้นทุกปี ตระกูลใหญ่มักตัดแข้งตัดขากันเองเพื่อแย่งชิงอันดับสูงสุด"
"เช่นนั้น เป้าหมายของแต่ละตระกูล..."
"บุตรศักดิ์สิทธิ์และธิดาศักดิ์สิทธิ์" นางพูดตรง
ลมพัดผ่าน เสียงใบไม้กระทบกันเบาๆ ก่อนจะเงียบลง
"แล้วจะเป็เช่นไร หากความหวังที่แต่ละตระกูลส่งไปนั้นาเ็ หรือ..."
"เสียชีวิต" หลินตงพูดตรงแทน "ตระกูลใหญ่ที่เหลือก็จะได้เปรียบ"
นางเอ่ยคำนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงเดียวกับที่ใช้รายงานจำนวนเสบียงต่อผู้บังคับบัญชา
ทั้งสองเงียบไปครู่หนึ่ง เงาของเรือนยอดที่ทอดลงบนพื้นดินระหว่างพวกเขาเคลื่อนไปข้างหน้าหนึ่งคืบ โดยไม่มีผู้ใดขยับตาม หลินเย่ก้มลงมองเงานั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยออกมาเบาๆ
"ว่าจ้างมือสังหาร"
หลินตงพยักหน้าเพียงครั้งเดียว
"ครั้งนี้ตระกูลหลินคงจะถูกจับจ้องเป็พิเศษจากหลายตระกูล" เสียงเรียบ ทว่ามีน้ำหนักสะสมอยู่ข้างใต้ "เพียงเพราะตระกูลส่งบุตรศักดิ์สิทธิ์ไปเพียงคนเดียว หากเขาถูกตัดออกจากการแข่งั้แ่ต้น ตระกูลหลินก็เป็อันหมดสิ้นหนทางทันที"
นางพูดคำเ่าั้ออกมาโดยไม่ขยับจากที่เดิม สายตายังคงทอดออกไปข้างหน้า ไม่ได้หันมามองเขาสักครั้ง
หลินเย่รับข้อมูลนั้นเอาไว้เงียบๆ นิ้วมือข้างลำตัวของเขาขยับทีละนิ้วช้าๆ ราวกับกำลังนับอะไรบางอย่างที่มีแต่เขาเท่านั้นที่มองเห็น
"แล้วเหตุใดตระกูลหลินถึงประกาศตัวบุตรศักดิ์สิทธิ์ ไม่ปิดเป็ความลับเอาไว้"
หลินตงยิ้มเล็กน้อย เป็รอยยิ้มที่ไม่มีความสนุกอยู่ในนั้น
"พูดนั้นง่าย ทว่าทำจริงนั้นยาก" นางว่า "ขนาดเ้าเพิ่งลงสนามคัดเลือกเพียงวันเดียว ยังพอเดาออกใช่หรือไม่ ว่าหลินจวิ้นเฉิงคือคนที่ถูกเพ่งเล็งเอาไว้"
หลินเย่ไม่ตอบ ทว่านั่นเองคือคำตอบ
"มันไม่ใช่ตำแหน่ง มันเป็กระบี่ที่ตระกูลชักออกมาให้โลกเห็น และทุกคนที่เห็นย่อมรู้ว่ากระบี่เล่มนี้มีคมหรือไม่"
หลินเย่นึกถึงจวิ้นเฉิงที่ยืนอยู่ท่ามกลางเสียงแซ่ซ้องหลังการคัดเลือก ใบหน้าที่สงบและมั่นคง ความมั่นคงนั้นไม่ได้มาจากการไม่รู้ว่ากำลังจะเผชิญกับอะไร หากมาจากการรู้แล้วและยังคงยืนอยู่ได้เช่นนั้น
เด็กคนนั้นรู้ดีว่าตัวเองคือเป้าหมาย
หลินตงเอามือมาขยี้กระหม่อมเขาเสียยุ่ง ก่อนจะพูดหยอกเย้า
"เท่าที่ข้าเคยเห็น บุตรศักดิ์สิทธิ์และธิดาศักดิ์สิทธิ์ต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เห็นได้ชัด เพียงมองก็รู้ว่าพวกเขาจะขึ้นมาเป็หน้าเป็ตาให้ตระกูลในภายภาคหน้า"
หลินเย่ลูบกระหม่อม "โอ้ยท่านพี่ เจ็บๆ"
นางไม่สนใจ พูดต่อ "ครั้งที่ข้าเข้าแข่งนั้น มีคนที่เห็นแล้วรู้ทันทีว่าไม่ใช่คนธรรมดาอยู่หลายคน ทว่าที่จำได้ชัดที่สุดคือคนที่ต่อมาได้อันดับหนึ่ง"
หลินเย่นึกถึงชื่อที่นางเคยบอก หลานเหม่ยหลิน
"บางคนก็ทำให้รู้ได้ั้แ่ก่อนจะเห็นฝีมือ" นางพูดต่อ "เพียงอยู่ในพื้นที่เดียวกันก็รู้สึกได้"
ในหัวของหลินเย่มีภาพหนึ่งลอยขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
รถม้าสีม่วงอมเทาบนถนนในเมืองเมื่อสามปีก่อน ลมที่พัดชายม่านให้เผยออกเพียงเล็กน้อย เด็กสาวที่อายุไล่เลี่ยกับตนซึ่งนั่งอยู่ข้างใน ชะเง้อตัวออกมามองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ม่านจะปิดลง
มีเสียงหนึ่งในรถเอ่ยชื่อนางออกมาในวันนั้น หลินเย่ได้ยินมันชัด ทว่าบัดนี้เขากลับดึงมันขึ้นมาไม่ครบ เหลือเพียงเค้าของเสียงที่แตะขอบความทรงจำแล้วเลื่อนหลุดออกไปทุกครั้งที่ไล่ตาม
เขาไม่แปลกใจนัก วันนั้นคือวันที่ความเจ็บในกะโหลกเล่นงานเขาจนคุกเข่าลงกลางตรอก และสิ่งที่อยู่ใกล้ความเจ็บนั้นมากที่สุดมักถูกมันกลืนไปด้วยเสมอ
ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดสามปีที่ผ่านมาไม่มีวันใดเลยที่ชื่อนั้นมีความหมายกับเขา หลินเย่เก็บสิ่งที่ใช้งานได้เอาไว้ และปล่อยสิ่งที่ใช้ไม่ได้ให้จมลงไปตามลำดับของมัน
สิ่งที่ไม่จมลงไปด้วยคือดวงตาสีอมม่วงคู่นั้น
มันไม่ได้มองเขาอย่างที่คนมองเด็กอีกคนหนึ่ง มันมองอย่างประเมิน ชั่งน้ำหนัก และตัดสินเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้วก่อนที่ม่านจะปิดลง เย็นดั่งมือที่วางลงบนของมีคม รู้ว่าของชิ้นนั้นคืออะไร และไม่ได้กลัวมัน เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลา
ไม่ใช่ท่าทีของคนที่มาเยี่ยมเยียน หากเป็ท่าทีของคนที่มาสำรวจว่าตระกูลหลินมีอะไรน่าสนใจบ้าง
"มีอะไรอยู่ในหัวหรือ" เสียงของหลินตงดึงเขากลับมา
"ไม่มีอะไรขอรับ แค่นึกถึงบางคนที่เคยเห็น"
หลินตงมองหน้าเขาครู่หนึ่ง นางอ่านออก ทว่าก็ไม่ถามต่อ
"ทว่าเื่พวกนั้นเ้าไม่ต้องเก็บไปคิดให้รกหัวนัก" เสียงของนางกลับมาเป็หลินตงคนเดิม "อย่างไรเสียมันก็เป็หน้าที่ของพวกข้าที่จะพาพวกเ้าไปถึงที่หมายอย่างปลอดภัย"
นางยกนิ้วโป้งชี้มาที่ตัวเอง "ให้เป็หน้าที่ข้าเอง"
หลินเย่มองนาง ในชั่วขณะนั้นเขาเห็นว่าหลินตงที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ได้พูดเพื่อปลอบใจ นางพูดเพราะตั้งใจเช่นนั้นจริงๆ
"ระหว่างนี้ก็ตั้งใจฝึกฝนเตรียมตัวของตนให้ดี"
"ขอรับ"
หลินตงหันออกไปเดิน ก่อนจะหยุดชะงักครู่หนึ่ง แล้วหันกลับมาครึ่งตัว
"และในสามวันนั้น เลือกคัมภีร์วิชาให้ดีๆ" น้ำเสียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย "ครั้งนี้ข้าจะสอนเ้าอย่างถูกต้องเสียที ไม่ใช่เพียงการเลียนแบบ"
นางเดินออกไปในแสงเย็น
หลินเย่ยืนอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่งหลังจากเสียงฝีเท้าของนางจางหายไป แสงทองที่ส่องผ่านเรือนยอดเอียงลงมากขึ้นแล้ว จากที่ไกลๆ เสียงของตระกูลที่ดำเนินไปตามปกติลอยเข้ามาเป็ระยะ