บทที่ 52 เดินทางมาถึงอำเภอสุ่ยอวิ๋น
ฝนยังคงตกหนัก รถม้าสีดำสนิทเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าไปบนถนนของเมืองชิงเหลย เมื่อเทียบกับการเข้ามาในเมืองที่ดูรีบร้อนราวกับจะบดขยี้ม่านฝนก่อนหน้านี้ ยามนี้กลับดูสงบนิ่ง แม้กระทั่งรู้สึกถึงความเศร้าจาง ๆ
เด็กหนุ่มในชุดสีน้ำเงินเข้มนั่งอยู่ด้านหน้ารถม้า พิงอยู่กับกรอบประตู มือข้างหนึ่งถือถุงเก็บของสีม่วงคราม ความคิดล่องลอยไปไกลแสนไกล
ลู่หลีไม่รู้ว่าตนควรยินดีหรือเสียใจดี
เพราะความเมตตาของอีกฝ่าย ทำให้เขาหนีรอดจากความตายมาได้ บางทีควรจะดีใจ
แต่เขากลับไม่สามารถที่จะมีความสุขได้เลย
บางที...เขาอาจจะไม่ใช่คนที่ไร้หัวใจอย่างแท้จริง
ลู่หลีคิดว่าตนเองโหดร้ายพอแล้ว จนกระทั่งบัดนี้เขาถึงได้พบว่า ในใจของตนนั้นแท้จริงแล้วยังคงอ่อนโยนอยู่ เพียงแต่เมื่อเผชิญหน้ากับศัตรู เขาก็เก็บซ่อนความอ่อนโยนนั้นเอาไว้ลึก ๆ เท่านั้น
รถม้าออกจากอำเภอไป ยังคงมุ่งหน้าไปทางตะวันออกเฉียงใต้
เทือกเขาเพลิงอัสนีตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของแคว้นเหลียง ยอดเขาสูงสุดนั้นสูงถึงหนึ่งพันจั้ง ทอดยาวจากทิศตะวันออกไปตะวันตกเป็นระยะทางหลายพันลี้ และมีแนวเทือกเขาย่อยทางทิศเหนือและทิศใต้ตัดสลับซับซ้อนกันไปมา ดุจดังตะขาบยักษ์ที่กำลังหมอบอยู่ เมื่อเดินตัดผ่านจากทิศเหนือไปทิศใต้ก็จะเป็นดินแดนตงโจวแห่งต้าเฉียน
เทือกเขาเพลิงอัสนีถือว่าเป็นทัศนียภาพที่แปลกตาของแคว้นเหลียง ไม่ว่าจะเป็นหินผาหรือป่าไม้บนแนวเทือกเขาย่อยต่างก็เป็นสีแดงเพลิง ส่วนบนแนวเทือกเขาหลักกลับเป็นสีน้ำเงินคราม ชื่อของเทือกเขาก็ได้มาจากลักษณะนี้
ที่นี่อุดมไปด้วยยาสมุนไพรวิญญาณนานาชนิด ซึ่งในบรรดานั้น ว่านอัสนีโดดเด่นมีชื่อเสียงที่สุด ผู้คนที่มาแสวงหาสมบัติและเก็บสมุนไพรจึงหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย
เมื่อผู้คนที่มารวมตัวกันมากขึ้น บริเวณเชิงแนวเทือกเขาย่อยหลายแห่งก็เริ่มมีการสร้างอำเภอเล็ก ๆ ขึ้น และก็มีกลุ่มอำนาจต่าง ๆ ถือกำเนิดขึ้นตามมา
วันหนึ่ง
ณ บริเวณประตูอำเภอสุ่ยอวิ๋น ซึ่งตั้งอยู่เชิงแนวเทือกเขาย่อยทางตะวันตกสุดของเทือกเขาเหลยหั่ว ปรากฏรถม้าสีดำคันหนึ่งกำลังแล่นเข้ามา
เด็กหนุ่มผู้ควบคุมรถม้า มองไปยังผู้คนที่เดินขวักไขว่บนท้องถนน พลางแอบปล่อยจิตสัมผัสตรวจสอบ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความสงสัยออกมาเล็กน้อย “เหตุใดถึงมีผู้ฝึกตนมากมายเพียงนี้”
เขาคิดแล้วจึงลงจากรถ แก้เชือกผูกม้าและตบก้นม้าเสียงดัง "ไปเถิด เจ้าเป็นอิสระแล้ว"
ม้ากลายพันธุ์ตัวนี้ดูราวกับมีจิตวิญญาณ มันหันกลับมามองลู่หลีครั้งหนึ่ง แล้วก็ร้องเสียงยาวก่อนวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
ลู่หลีลูบหยกม่วงที่เอวอย่างช้า ๆ แล้วค่อย ๆ เดินเข้าไป
หยกสีม่วงนี้มีชื่อว่า ‘หยกอำพราง’ ได้มาจากถุงเก็บของของหลิ่วซินอวี่ หลังจากกระตุ้นแล้วจะสามารถป้องกันการตรวจสอบพลังจิตใด ๆ ภายในขอบเขตพลังเดียวกันได้
สำหรับลู่หลีแล้ว นี่ก็คือเพิ่มไพ่ลับในการรักษาชีวิตให้กับเขา
ตลอดการเดินทางลู่หลีพบว่าอำเภอเล็ก ๆ ที่ดูไม่เด่นนี้ กลับมีผู้ฝึกตนถึงห้าในสิบส่วน แม้ส่วนใหญ่จะมีพลังบำเพ็ญไม่สูงนัก แต่ก็ยังมีบางคนที่เขาไม่สามารถมองทะลุได้
เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความไม่พอใจลู่หลีจึงไม่ได้สอดส่องพลังของผู้ใดโดยเฉพาะ
เขาเดินไปพลางมองไปพลาง สังเกตเห็นว่าบริเวณรอบข้างยังมีร้านค้าสำหรับผู้ฝึกตนอยู่ไม่น้อย ด้วยความอยากรู้ ลู่หลีเลยเดินไปหน้าร้านค้าแห่งหนึ่งแล้วยืนมองจากระยะไกล เขาสงสัยว่าผู้ฝึกตนจะทำการซื้อขายกันอย่างไร หรือว่าจะใช้เงินทองเหมือนกัน?
เห็นได้ชัดว่ามันเป็นไปไม่ได้
หลังจากสังเกตการณ์ซื้อขายของผู้คนติดต่อกันหลายครั้งลู่หลีจึงเข้าใจในที่สุดว่าพวกเขาใช้ ยาหลวมปราณ เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน
เมื่อครุ่นคิดดูแล้ว ยาหลอมปราณเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเหล่าผู้ฝึกตนในช่วงขอบเขตก่อปราณ การนำมาสื่อกลางในการซื้อขายก็พอจะเข้าใจได้
แต่ยามนี้เขาไม่มียาหลอมปราณแม้แต่เม็ดเดียว นับได้ว่ายากจนข้นแค้นจริง ๆ ลู่หลีได้แต่มองแล้วก็เตรียมที่จะจากไป ทว่าทันใดนั้นเถ้าแก่รูปร่างอ้วนท้วนกลับเดินเข้ามาหาเขา
เขามีสีหน้าสงสัยในตอนแรก จากนั้นก็ทำความเคารพอย่างนอบน้อม “ผู้อาวุโส มีสิ่งใดต้องการหรือไม่?”
ผู้อาวุโส?
ลู่หลีขมวดคิ้ว เขาและอีกฝ่ายต่างก็อยู่ในขอบเขตก่อปราณระดับสาม เหตุใดจึงเรียกตนว่าผู้อาวุโสเล่า? แต่ก็ไม่สะดวกที่จะถามตรงๆ จึงเปลี่ยนความคิดแล้วถามว่า "ที่นี่รับซื้อถุงเก็บของหรือไม่?"
เถ้าแก่อ้วนเบิกตากว้าง "รับ รับ! ถุงเก็บของสำหรับผู้อาวุโสเช่นท่านอาจไม่ถือว่าของหายาก แต่สำหรับเหล่านักบำเพ็ญเพียรสามัญเช่นพวกข้ากลับเป็นของหายากยิ่ง"
ลู่หลีพยักหน้าแล้วก็โยนถุงมิติออกมา “อันนี้ ท่านดูว่าจะรับซื้อเท่าใด?”
เถ้าแก่อ้วนรับไป เมื่อใช้จิตสัมผัสตรวจสอบแล้ว ก็กล่าวในทันทีว่า “ตามราคาตลาดทั่วไป ถุงเก็บของระดับเช่นนี้ ทางร้านรับซื้อในราคาเม็ดยาหลอมปราณระดับต่ำสิบสองเม็ด แต่ในเมื่อท่านผู้ฝึกตนมาเอง ข้าจะให้ท่านสิบห้าเม็ด เป็นอย่างไร?”
“เห็นแก่หน้าข้างั้นหรือ?”
"แฮ่ม ๆ ใช่แล้วขอรับ" เถ้าแก่อ้วนพูดพลางเหลือบมองอกของลู่หลีราวกับต้องการมองให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
เห็นสถานการณ์เช่นนั้นลู่หลีก็ก้มหน้าลงมองที่อกของตนเองครั้งหนึ่ง พอมองเห็นแล้ว เขาก็เข้าใจทันทีว่า อีกฝ่ายหาได้มองทะลุพลังบำเพ็ญของตนไม่ แต่กลับเป็นเพราะตราประจำสำนักชิงหยางบนอกที่ทำให้อีกฝ่ายเกรงใจ
ดูเหมือนว่าอิทธิพลของสำนักชิงหยางในแคว้นเหลียงจะมีไม่น้อย
แต่ก็ดี เช่นนี้ย่อมสามารถขายยาหลอมปราณได้มากขึ้น เขาจึงควักถุงเก็บของทั้งหมดออกมา รวมเป็นเก้าใบ "ขายหมดเลย!"
"นี่... เยอะเพียงนี้!" เถ้าแก่ตัวอ้วนตกใจ
"อย่างนั้นหรือ ท่านไม่เอาหรือ?"
"เอา เอาสิ!" เถ้าแก่ตัวอ้วนรีบพยักหน้าติด ๆ กัน "ข้าจะไปเอายาหลอมปราณให้ท่านทันที"
ไม่นานนัก เจ้าแก่ตัวอ้วนก็หยิบขวดหยกใบใหญ่และขวดหยกห้าใบเล็กส่งให้ลู่หลี "ท่านผู้อาวุโส มีทั้งหมดหนึ่งร้อยห้าสิบเม็ด ขอท่านตรวจนับด้วยขอรับ"
ลู่หลีใช้สัมผัสวิญญาณตรวจสอบดู เมื่อพบว่าไม่มีปัญหาอะไร เขาก็พยักหน้า “ไม่มีปัญหา”
หลังจากนั้นก็หมุนตัวจากไป ระหว่างเดินทางลู่หลีครุ่นคิดแล้วถอดตราสำนักออก ขณะออกเดินทางต้องระมัดระวังทุกอย่าง เหล่าศิษย์จากสำนักชิงหยางน่าจะดูถูกเหยียดหยามฝึกตนทั่วไปและมีศัตรูไม่น้อย
หากมีผู้ใดผูกพยาบาทกับศิษย์สำนักชิงหยาง ตนก็คงจะต้องพบกับภัยพิบัติโดยไม่มีเหตุอันควร
ลู่หลีไม่รู้ตัวเลยว่า เขาเพิ่งจะก้าวออกไป เถ้าแก่ร่างอ้วนก็รีบปิดประตูตามหลังทันที จากนั้นก็เดินอย่างเร่งรีบเข้าไปในตรอกแคบ แล้วหยุดลงที่ประตูแห่งหนึ่งชื่อว่า ‘ค่ายสุ่ยอวิ๋น’
จัดแต่งชุดให้เรียบร้อย ก่อนจะก้าวเข้าไปข้างใน
ผู้เฝ้าประตูสองนายที่ประตูรีบก้มหัวคำนับอย่างเคารพ "คารวะผู้คุมหวัง!"
ชายร่างอ้วนท้วนไม่สนใจ เดินเข้าไปในห้องโถง แล้วก็กล่าวด้วยความเคารพกับชายร่างใหญ่ที่กำลังนอนกรนอยู่บนเก้าอี้หนังเสือ
“หวังฝูขอคารวะท่านหัวหน้าค่ายสวี่”
"มีเรื่องอะไร"สวี่ซานพิงหลังกับเก้าอี้หนังเสือ แล้วเงยหน้าขึ้น
"ท่านหัวหน้า มีสารเลวจากสำนักชิงหยางมาอีกแล้วขอรับ"
“สำนักชิงหยางหรือ?” สวี่ซานค่อย ๆ ลุกขึ้นมา แล้วก็หรี่ตามองหวังฝู แล้วถามว่า “ดูให้ดีหรือยัง?”
“ไม่มีทางผิดพลาด ข้าตรวจสอบไปสามรอบ”
"มีวรยุทธ์เพียงใด"
“ขอบเขตก่อลมปราณระดับสาม”
“ดี ไปพาพี่น้องไปจัดการมันซะ ให้จัดการให้เรียบร้อย อย่าทิ้งร่องรอยใด ๆ ไว้ มิฉะนั้น… ผลที่ตามมาเจ้าย่อมรู้ดี”
“ขอรับ ท่านหัวหน้า!”
อำเภอเล็ก ๆ นี้ไม่ยาวนัก กว้างเพียงสองสามลี้เท่านั้นลู่หลีเดินไปไม่นานก็ถึงปลายทาง ประตูอำเภอห่างออกไปครึ่งลี้ ป่าสีแดงไล่ระดับจากที่ต่ำขึ้นสู่ที่สูง ปลายสุดที่อยู่ไกลโพ้นกลับเป็นสีครามสดใส
ที่นี่ก็คือแนวเทือกเขาย่อยสายหนึ่งที่ใช้เดินทางไปยังแนวเทือกเขาหลัก นั่นคือแนวเทือกเขาสุ่ยอวิ๋น
“ไม่รู้เลยว่าว่านอัสนีจะขึ้นอยู่ที่ตำแหน่งใด"
เมื่อมองไปยังป่าสีแดงเพลิงที่ทอดยาวไม่สิ้นสุดตรงหน้า ลู่หลีก็เพิ่งค้นพบว่าตนเองคิดถึงเทือกอัสนีง่ายเกินไป นึกว่าเหมือนกับสวนสมุนไพรที่รอให้ตนไปเก็บเกี่ยว
"ช่างเถิด ค่อย ๆ หาไปก็แล้วกัน" หลังจากลังเลเล็กน้อยลู่หลีก็เดินตรงไปยังด้านนอกอำเภอ
ขณะนั้น ข้างนอกมีสตรีสองคนและบุรุษหนึ่งคนกำลังสนทนากันเบา ๆ
เมื่อเห็นลู่หลีออกมาจากตัวอำเภอ หญิงสาวตัวเล็กในชุดสีชมพูคนหนึ่งมีแววตาเป็นประกาย เดินตรงเข้าหาลู่หลี