*หมอกหลอนย้อนอดีต*
EP 1 หมอกประหลาด
ถนนมาบกุญชร เป็ถนนที่นำไปสู่วณอุทยานแห่งชาติเขาเขาพะยูงแห่งจังหวัดระยอง ขณะนี้ผมกำลังอยู่บนเส้นทางสายนี้ โดยนั่งขับขี่อยู่บนมอเตอร์ไซด์ซูซูกิรุ่นปี 1979 ที่ผมค่อนข้างจะคุ้นเคยกับรุ่นนี้ดีพอควร เพราะในอดีตนั้นผมได้เคยนั่งอยู่บนตัวถังน้ำมันของรถรุ่นเดียวกันนี้ในขณะที่ผมมีอายุอยู่ในระหว่าง 5 - 8 ขวบเท่านั้น
อืม... ใช่ล่ะ ถ้าจำไม่ผิด ผมคงอยู่ในวัยประมาณนั้นล่ะ เพราะผมเองก็จำไม่ได้อย่างชัดเจนว่าในอดีตได้เคยนั่งอยู่บนรถมอเตอร์ไซด์รุ่นนี้ใน่อายุเท่าไรกันแน่ เพราะเหตุการณ์นั้นมันก็ผ่านมาไม่ต่ำกว่า 35 ปี แล้วนี่นะ
แต่ที่แน่ๆ คนที่เป็คนขับขี่หรือเป็เ้าของรถมอเตอร์ไซด์ที่ได้นั่งอยู่ด้านหลังของผมโดยที่แขนทั้งสองของเขาได้จับแฮนด์มอเตอร์ไซด์อยู่อย่างมั่นคงพร้อมๆ กับโอบร่างของผมไว้อยู่ในวงแขนอันแข็งแกร่งในตอนนั้นก็คือ คุณลุงของผมนั่นเอง
ผมอดจะยิ้มให้กับตัวเองไม่ได้เมื่อได้หวนนึกถึงคุณลุงผู้เป็พี่ชายของพ่อผมที่มีอายุแก่กว่าพ่อของผมอยู่ราว 5 - 6 ปี โดยที่ในสมัยนั้นคุณลุงของผมชอบพาผมนั่งมอเตอร์ไซด์ไปกับเขาอยู่บ่อยๆ โดยเขาชอบเอาผมมานั่งอยู่บนตัวถังน้ำมันด้านหน้า จากนั้นก็พาผมตระเวณเที่ยวไปรอบๆ ตำบลระแวกนี้ ซึ่งมีภูมิประเทศเป็เนินสูงๆ ต่ำๆ ซะส่วนใหญ่ เพราะเขตนี้เป็เขตที่อยู่ใกล้กับแนวเขาของเขาพะยูงที่มีอณาเขตยาวต่อเนื่องไปถึงจันทบุรี จึงทำให้มีภูมิประเทศเป็เนินเป็มาบสูงๆ ต่ำๆ แบบนี้ ซึ่งคนที่อยู่จังหวัดอื่นๆ เมื่อได้มาเที่ยวหรือมาเยือนตำบลแห่งนี้แล้ว ก็มักจะรู้สึกพิศวงกันอยู่ไม่น้อยที่ได้พบว่าจังหวัดระยองไม่ได้มีแค่ธรรมชาติของทะเลและชายหาดอันสวยงามเท่านั้น แต่กลับยังมีอีกด้านหนึ่งหรืออีกโซนหนึ่งที่เต็มไปด้วยความสวยงานของเนินสูงๆ ต่ำๆ ที่มีฉากหลังเป็เขาพะยูงอันงดงามอีกด้วย
นอกจากเนินสูงๆ ต่ำๆ ที่มีอยู่ไม่น้อยแล้ว เส้นทางที่โค้งซิกแซกก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน อย่างทางที่ผมกำลังจะขี่มอเตอร์ไซด์ลงไปตามทางลาดลึกนี้ หากว่าผมได้ขี่ลงไปจนไต่ขึ้นทางลาดอีกด้านขึ้นไปแล้ว ทางนั้นก็จะเลี้ยวซ้ายหักมุมเกือบจะ 90 องศากันเลยทีเดียว และในอดีตเส้นทางนี้ก็มักจะเกิดอุบัติเหตุเป็ระยะๆ กับคนต่างถิ่นต่างแดนที่มาท่องเที่ยวแถวนี้โดยไม่มีความคุ้นเคยกับภูมิประเทศแบบนี้มาก่อนอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะใน่ปลายฝนต้นหนาวของเดือนตุลาคมแบบนี้ ที่มักจะมีหมอกลงจัดในบาง่บางเวลาจนแทบมองไม่เห็นเส้นทางข้างหน้ากันหลายต่อหลายครั้ง
และสาเหตุอีกอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนเส้นทางนี้อยู่บ่อยๆ ก็คือ ในอดีตนั้นถนนสายนี้จะไม่ได้เป็ถนนลาดยางเหมือนอย่างปัจจุบันนี้ แต่เป็ถนนที่เป็ดินแดงๆ ตลอดทั้งเส้น และหลายๆ ่ของถนนก็ขรุขระเลวร้ายเป็อย่างมากเสียด้วย
อย่างตรงทางลาดที่ผมกำลังขี่มอเตอร์ไซด์ลงไปนี้ ในอดีตนั้นมันก็เป็ถนนที่แสนจะขรุขระน่าหวาดเสียวอย่างที่สุด เเละถ้าหากว่าไม่คุ้นเคยเส้นทางนี้กันมาก่อนแล้ว ก็อาจจะขี่รถเสียหลักล้มลงไปบนร่องลึกบางร่องของผิวดินที่ดันผ่ามาอยู่กลางถนนนี้ได้ และบางครั้งบางคราวรถบางคันที่กำลังสวนมาจากด้านหน้าก็ยังอุตส่าห์พุ่งมาประสานงากับรถทางด้านนี้อยู่ก็หลายครั้งหลายคราว ซึ่งนั่นก็เป็เพราะหมอกที่ลงจัดผสมกับถนนอันเลวร้ายนั่นเอง
มาถึงปัจจุบันนี้ เมื่อถนนทั้งเส้นนี้ได้ทำใหม่และลาดยางมะตอยกันทั้งเส้นแล้ว อุบัติเหตุต่างๆ ก็ลดลงไปจนเหลือน้อยลงมากๆ ซึ่งถ้ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นตรง่นี้แล้วก็มักจะเกิดขึ้นกับคนต่างถิ่นที่ไม่คุ้นเคยกับเส้นทางนี้และอาจจะผ่านเข้ามาใน่ที่หมอกลงจัดพอดีซะมากกว่า
แล้วผมก็ยิ้มให้กับตัวเอง ในขณะที่กำลังขี่มอเตอร์ไซด์ลงไปจนใกล้จะถึงจุดที่ต่ำสุดของทางลาดนี้
เพราะมันเป็ไปไม่ได้เลยที่จะเกิดผิดพลาดหรือเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับผมผู้เคยคุ้นเคยกับภูมิประเทศแถบนี้เป็อย่างดี ยิ่งถนนเส้นนี้ได้ลาดยางไว้อย่างดีขนาดนี้แล้ว ก็ยิ่งทำให้ผมแทบจะปล่อยแฮนด์ขับมอเตอร์ไซด์คันนี้ได้เลยทีเดียว ถึงแม้ว่าจะมีหมอกลงหนาอยู่ไม่น้อยในขณะนี้ก็เถอะ
แต่แปลกนะ... หมอกวันนี้ทำไมถึงมีสีเหลืองมัวๆ อย่างน่าแปลกประหลาดแทนที่จะเป็สีขาวมัวๆ เหมือนอย่างปกติที่เคยเห็นมานับครั้งไม่ถ้วน...?
และผมเองก็ไม่เคยเห็นหมอกที่มีสีเหลืองมัวๆ แบบนี้มาก่อนเลยจริงๆ และไม่เข้าใจเลยว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไงหรือเกิดจากอะไรกันแน่ แต่ผมก็ยังคิดว่า มันอาจจะเป็หมอกธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ผมไม่เคยได้เห็นมาก่อนหน้านี้ก็เป็ได้...?
และขณะที่ผมกำลังสงสัยอยู่นั้น ผมก็พบว่า ผมมองไม่เห็นวิวรอบๆ ทั้งทางด้านทั้งซ้ายและทางด้านขวาอีกต่อไป
'หมอกบ้าอะไรกันนี่...? ทำไมอยู่ๆ ก็หนาขึ้นขนาดนี้? '
คำถามที่เกิดขึ้นในใจผมนี้ เกิดขึ้นในเสี้ยววินาที และเป็เสี้ยววินาทีที่ผมยังไม่ทันจะชลอรถให้ช้าลงไปอีกระดับหนึ่ง
และก็เสี้ยววินาทีต่อมานี่เอง ที่ผมก็รู้สึกได้ว่า ล้อมอเตอร์ไซด์ของผมได้กระทบกับความขรุขระของถนนที่อยู่ในม่านหมอก และพริบตานั้นมันก็เหมือนจะกระทบกับร่องขวางหรือก้อนหินที่ค่อนข้างใหญ่ดังโครมเบ้อเร่อ ก่อนที่ร่างของผมจะพุ่งลอยล่ะลิ่วไปข้างหน้า จนในที่สุดก็ตกลงไปกระแทกบนพื้นแข็งๆ ข้างหน้าที่อยู่ห่างออกไปพอสมควร...!
การกระแทกพื้นครั้งนี้ถึงกับทำให้ผมมึนงงจนหูทั้งสองข้างลั่นอื้ออึง แต่ครู่ต่อมาผมก็ค่อยๆ ดันร่างตัวเองขึ้นมาจากพื้นอย่างช้าๆ และก็รู้สึกว่าขมับข้างขวาของผมเหมือนจะเปียกชื้นขึ้นมา ผมจึงเอามือลูบมาดมๆ ดู ก็พบว่ามีกลิ่นคาวเืเข้าจมูก
อา... หัวผมคงจะแตกสินะ แล้วอุบัติเหตุเมื่อกี้มันเกิดขึ้นได้ยังไงกันล่ะนี่...?
ก็ต่อให้ที่นี่มันมืดมิดจนมองอะไรไม่เห็น ผมก็ไม่น่าจะชนกับอะไรนี่นา?
เมื่อผมได้ลุกขึ้นนั่งดีๆ แล้ว ผมก็สะบัดหน้าไปมาเพื่อขับไล่ความมึนงง แล้วก็ค่อยๆ สำรวจร่างกายตัวเองจนรู้สึกได้ว่า ร่างกายของผมทั้งหมดไม่ได้มีอะไรยุบสลายหรือาเ็ที่ส่วนอื่นอีกแต่อย่างใด
จากนั้นผมก็รู้สึกเหมือนจะเห็นเงาของใครบางคนเคลื่อนใกล้เข้ามาทางข้างหน้า
"คุณๆ เป็อะไรหรือแปล่า? คุณไม่เป็ไรใช่ไหมคุณ...?! "
เสียงเรียกที่เป็เสียงของผู้ชายคนหนึ่งดังมาจากทางด้านหน้าท่ามกลางกลุ่มหมอกที่ยังหนาแน่น แต่ทว่ากลุ่มหมอกในขณะนี้กลับเปลี่ยนจากสีเหลืองมัวๆ มาเป็สีขาวมัวๆ ั้แ่ตอนไหนผมก็ไม่ทันจะได้สังเกตุ
"ไม่... ไม่เป็ไรครับ ผมไม่เป็ไร.. แค่รถชนกับอะไรนิดหน่อย แล้วผมก็กระเด็นมาอยู่ตรงนี้ครับ..."
ผมตอบชายคนนั้นออกไป ขณะที่เขาก็เข้ามายืนมองผมอยู่ใกล้ๆ แล้ว
แต่ทว่า เมื่อผมได้เงยหน้าขึ้นมองหน้าของเขาที่กำลังยืนมองสำรวจผมอยู่นั้น ผมก็ให้รู้สึกคุ้นๆ หน้าของเขาซะเหลือเกิน แต่ก็ยังนึกไม่ออกในตอนนั้น แล้วเขาก็กลับเรียกขึ้นว่า
"คุณเชียร..! นี่คุณ เชียร ขจรเดชไม่ใช่รึครับ? คุณเชียรมารถล้มตรงนี้อีกแล้วเหรอครับ ก็คุณเชียรไม่เคยมารถล้มที่ตรงนี้ตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือครับ? "
เสียงทักจากชายผู้นี้เล่นเอาผมถึงกับตะลึงไปชั่วครู่
เชียรเหรอ...? ผมไม่ได้ชื่อเชียรสักหน่อย...?
เอ... ชื่อเชียรนี่ มันเป็ชื่อของคุณลุงที่เป็พี่ชายพ่อผมนี่?
แล้ว... แล้วทำไมเขาถึงเรียกผมว่าเชียรกันล่ะนี่...?!
"น้าครับ... ผมเกล้านะครับ ไม่ใช่เชียร เอ่อ... ไม่ใช่ลุงเชียรน่ะครับ..." ผมบอกชายคนนี้ไป พลางกระพริบตามองหน้าเขาอยู่ปริบๆ
แล้วดวงตาของเขาก็เหลือกลานขึ้นมา
"จะบ้าแล้วเหรอคุณเชียร... เกล้าเกล้วอะไรกัน คุณหมายถึงไอ้เกล้าหลานคุณใช้ไม๊ ไอ้เกล้าหลานคุณน่ะมันยังเจ็ดแปดขวบอยู่ไม่ใช่เหรอคุณเชียร? "
หลังจากคำพูดนี้ คราวนี้ก็ถึงคราวที่ผมต้องตาเหลือกลานขึ้นมา...!
"อะ... อะไรกันนี่?! "
*โปรดติดตามในบทต่อไป*