หลังจากเฟิงจินหลับไป เธอที่แกล้งหลับก็ลุกขึ้นมาแต่งตัวและนำกระเป๋าไปส่งมอบให้กับพรรคสาขาของตะวันดับ ก่อนจะเดินทางกลับมาที่ห้องของเธอ เธอเหนื่อยมากจริง ๆ สำหรับงานเมื่อคืน
“อาบน้ำก่อนแล้วกัน จากนั้นค่อยมาหาของเยียวยาจิตใจซะหน่อย” ซือซือกล่าวกับตัวเอง ก่อนจะไปอาบน้ำ
เพียงไม่นานเธอเดินออกมาพร้อมกับชุดนอนตัวหลวม เธอเดินไปที่ชั้นหนังสือ เลือกหยิบนิตยสารแฟชั่นที่เพิ่งออกมาเมื่อไม่นานนี้ หน้าปกเป็นภาพของนายแบบหนุ่มคนหนึ่งที่ชื่อไป่ฉี นิตยสารนี้มีขายในทวีปเทพมังกรคราม แต่เธออยู่ที่ทวีปเทพวิหคสีชาดทำให้การหามาครอบครองนั้นต้องสั่งจากทางอินเทอร์เน็ตเท่านั้น
“อยากเจอตัวจริงจังเลยน้า ดีล่ะ งั้นรายต่อไปเอาเป็นหลงเทียนหมิงก็แล้วกัน” ซือซือตัดสินใจได้ในทันที อย่างน้อยถ้าเธอไปที่ทวีปเทพมังกรคราม เธออาจได้พบไป่ฉีก็ได้ แน่นอนว่าเธอเป็นแฟนคลับอันดับต้น ๆ ที่ติดตามผลงานของเขา ไม่ว่าจะเป็นนิยาย รายการที่เขาไปออก เธออัดไว้หมดไม่เคยพลาดแม้แต่ครั้งเดียว ใจจริงเธออยากได้ชายหนุ่มแบบนี้มาเป็นคนรัก แต่ด้วยเธอเกี่ยวข้องกับพรรคตะวันดับ ต้องทำงานเสี่ยงอันตรายมากมาย รวมถึงการต้องนอนกับผู้ชายมากหน้าหลายตา การจะลงเอยกับใครสักคนจึงเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้
ทางด้านไป่ฉี
เมื่อคืนหลังเขากลับมาจากการให้ของกับลูกศิษย์แล้ว เขากลับมาที่ห้องเช่าก็พบกับพ่อแม่และเมิ่งชิงชิงกำลังทำสุกี้กินกันอยู่
“น่าทานจังเลย ขอผมทานด้วยสิ” ไป่ฉีรีบมานั่งลงข้าง ๆ เมิ่งชิงชิง
“ไม่ได้ มันสุกี้สำหรับ 3 ที่ นายมาเพิ่มไม่มีให้หรอกนะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว
“นั่นสิ ปกติแกไม่กินข้าวบ้านเลยช่วงหลัง ๆ เพราะฉะนั้นมื้อนี้ยอมอดไปซะเถอะ” ไป่ชิงหยุนกล่าว
“แม่คร้าบ” ไป่ฉีก้มหน้าก่อนจะเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับช้อนตามอง มีน้ำเอ่ออยู่ในดวงตาของเขา
‘หึ ไม้นี้เราใช้ตั้งแต่เด็กยันแก่ ไม่มีใครที่จะอดรนทนต่อสายตาแบบนี้ได้หรอก’ ไป่ฉีคิด และก็เป็นไปตามคาด ทุกคนต่างพร้อมใจกันรีบช่วยกันตักสุกี้ในหม้อมาวางไว้ข้างหน้าไป่ฉีทันที
“กินเยอะ ๆ นะ” ไป่เหลียนฮวาอดยิ้มไม่ได้กับสายตาออดอ้อนของลูกชายเธอ
“ขอบคุณครับ” ไป่ฉียิ้ม
“ทำไมรู้สึกเหมือนถูกหลอกยังไงไม่รู้” เมิ่งชิงชิงเหมือนจะหลุดจากการสะกดด้วยสายตาขี้อ้อนของไป่ฉีแล้ว
“อิ่มแล้วครับ” ไป่ฉีกล่าว
“เดี๋ยวนะ สุกี้ชามนั้นนายยกเทลงท้องรึไงย๊ะ ทำไมมันหมดแล้วล่ะ” เมิ่งชิงชิงหันไปหาไป่ฉีทันที สิ่งที่เธอเห็นมีเพียงแค่ชามที่ว่างเปล่า
“พี่อย่าลืมสิ ผมมันพวกกินจุนะ” ไป่ฉีกล่าว
“ชิ” เมิ่งชิงชิงจิ๊ปาก ถึงอยากจะทุบตีไป่ฉีให้หายหมั่นไส้ แต่เธอก็รู้ว่าตัวเองจะเจ็บตัวเปล่า ๆ เลยหยุดมือไว้ได้ทัน
“ว่าแต่พี่ชิงชิง ช่วยโทรบอกคุณตงไห่ด้วยว่าบทละครผมเขียนเสร็จแล้วนะครับ” ไป่ฉีกล่าว
“นายเอาเวลาไหนไปเขียนน่ะ” เมิ่งชิงชิงถาม ขณะที่ช่วยพ่อกับแม่ของไป่ฉีเก็บจานชามไปล้าง
“ช่วงไปเข้าค่ายน่ะ ตอนกลางคืนมันเงียบดี” ไป่ฉีกล่าว
“นายเนี่ยน้า มีเวลาให้พักไม่พัก ไม่สบายขึ้นมาจะทำยังไง” เมิ่งชิงชิงบ่น
“เป็นห่วงผมเหรอ” ไป่ฉีถาม
“ใครห่วงนายกัน ฉันกลัวตัวเงินตัวทองอย่างนายป่วยแล้วทำให้ฉันขาดรายได้ต่างหาก” เมิ่งชิงชิงถึงจะพูดแบบนั้น แต่ใจจริงเธอเป็นห่วงเรื่องสุขภาพของไป่ฉี จะว่าไปตั้งแต่รู้จักกันมาเธอไม่เคยเห็นไป่ฉีป่วยเลย
“ทำไมผมรู้สึกคำพูดแสนห่วงใยของพี่ เหมือนหลอกด่าผมยังไงชอบกล” ไป่ฉีกล่าว
“คิดเอาเองสิ ขอตัวไปช่วยคุณแม่ล้างจานก่อนนะ” เมิ่งชิงชิงส่งยิ้มให้ก่อนจะเดินเข้าครัวไป
หลังจากงานทั้งหมดเสร็จเรียบร้อย เมิ่งชิงชิงเห็นไป่ฉีนำปึกกระดาษมาใส่ซองกระดาษสีน้ำตาลส่งให้กับเธอ แน่นอนว่าไม่ต้องเดา มันต้องเป็นบทละครที่ไป่ฉีเขียน เธอรับมาแล้วเก็บใส่กระเป๋าของเธอทันที
“ผมโทรหาคุณตงไห่เมื่อครู่นี้แล้ว พี่ไม่ต้องโทรแล้วนะครับ พรุ่งนี้พี่ไปกับผมส่งบทละครให้เขาช่วงเช้า เดี๋ยวช่วงบ่ายจะมีการประชุมผู้บริหารอีกทีหนึ่ง” ไป่ฉีกล่าว
“ได้บทละครไปแล้ว ยังต้องประชุมอะไรอีกล่ะ” เมิ่งชิงชิงถาม
“ต้องหาตัวผู้กำกับ และนักแสดงน่ะ ผู้จัดเป็นคุณเฉินเฟิงเหมือนเดิมเพราะเขาเป็นคนให้โอกาสผมเข้าวงการ ผมไม่มีทางที่จะไม่ตอบแทนเขาโดยการให้ผลงานนี้ไปอยู่ในมือผู้จัดคนอื่นแน่นอน” ไป่ฉีกล่าว
“เข้าใจแล้ว แต่ละครของคุณเฉินเฟิงที่นายถ่ายอยู่เองก็นัดวันถ่ายครั้งสุดท้ายแล้วนี่ จะปิดกล้องกันอยู่แล้ว” เมิ่งชิงชิงกล่าว
“ใช่ครับ หลังจากนั้นถ้าพี่ชิงชิงจะรับงานละคร ให้ถามคุณเฉินเฟิงก่อนนะครับ เผื่อเขามีละครที่อยากให้ผมไปเป็นนักแสดง” ไป่ฉีตอบ
ค่ำคืนวันเดียวกัน ที่พรรคตะวันดับสำนักงานใหญ่
“ประมุขครับ พวกเราได้น้ำเชื้อของเฟิงจินมาแล้วครับ ตอนนี้ส่งเข้าห้องวิเคราะห์แล้ว” ชายแก่เข้ามารายงานให้กับประมุขพรรคทราบ
“เยี่ยมมาก ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฉันแทบจะรอไม่ไหวแล้ว ยังไงรีบจัดการให้เรียบร้อย หากมารจิ้งจอกได้ของใหม่มา เราจะได้ไม่เสียเวลา” ประมุขพรรคตะวันดับกล่าว
“ทราบแล้วครับ เช่นนั้นผมขอตัว” ชายแก่ถอยออกไปจากห้องทันที
‘หึ นางมารนั่นจะเลือกใครเป็นรายต่อไปกันนะ หวังว่านางคงไม่คิดที่จะไปทวีปเทพมังกรครามหรอกนะ’ ประมุขพรรคตะวันดับคิด เขาไม่อยากคิดเลยว่าถ้านางมารจิ้งจอกถูกอวี้กงจับได้ พรรคตะวันดับในทวีปเทพวิหคสีชาดจะเป็นยังไงต่อไป ตอนนี้พรรคสาขาในทวีปเทพกิเลนถูกกวาดล้างจนแทบจะไม่เหลือด้วยฝีมือของประมุขน้อยคนใหม่แห่งตำหนักเทพกิเลนที่ชื่อว่า จี๋หลินเฟิงเทียน ที่ราวกับมีตาทิพย์รู้ว่าพรรคสาขาของเขาตั้งอยู่ที่ไหนบ้าง จะมีก็เพียงสาขาที่ไม่ค่อยสำคัญเท่านั้นที่ยังอยู่รอดจนถึงตอนนี้
เช้าวันรุ่งขึ้น
ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงเดินทางมาที่บริษัท เมิ่งชิงชิงขอตัวไปที่แผนกธุรการก่อนโดยได้นำซองเอกสารที่ใส่บทละครส่งให้ไป่ฉี ส่วนไป่ฉีก็เดินไปที่ห้องทำงานของตงไห่ทันที
“สวัสดีค่ะ คุณไป่ฉี มีอะไรให้ดิฉันรับใช้คะ” เลขาหน้าห้องลุกขึ้น ก้มหัวทำความเคารพไป่ฉี แน่นอนว่าเธอต้องรู้อยู่แล้วว่าไป่ฉีเป็น 1 ในผู้บริหาร ดังนั้นเธอจึงแสดงความนอบน้อมต่อเขา
“ผมนำบทละครมาให้คุณตงไห่อ่านน่ะครับ” ไป่ฉีกล่าว
“สักครู่นะคะ” เลขาใช้โทรศัทพ์ต่อสายหาตงไห่ที่อยู่ในห้อง
“เชิญด้านในได้เลยค่ะ ท่านรออยู่ เดี๋ยวดิฉันจะยกเครื่องดื่มกับของว่างไปให้นะคะ” เลขาของตงไห่กล่าว
“ไม่เป็นไรครับ คุณทำงานของคุณต่อเถอะ” ไป่ฉีกล่าวจบก็เปิดประตูเข้าไปข้างในห้องทันที
“ไหน ขอฉันอ่านหน่อยซิ” ตงไห่นั้นตื่นเต้นมากกับการที่จะได้เห็นบทละครเรื่องนี้ ด้วยเพราะเขาลองไปซื้อนิยายเรื่องนี้มาอ่านดูแล้ว ผลคือเขาคิดงอมแงมจนถอนตัวไม่ขึ้น หลักฐานคือขอบตาที่คล้ำและถุงใต้ตาที่เห็นได้อย่างชัดเจน
“คุณดูเหมือนคนอดหลับอดนอนเลยนะครับ” ไป่ฉีกล่าว
“นิยายนายมันเป็นนิยายสูบพลังชีวิตชัด ๆ ลองได้อ่านแล้วจะเหมือนคนติดยาเลย นี่เล่ม 4 จะออกรึยังล่ะ” ตงไห่ถาม
“หึ หึ ที่จริงรูปเล่มเสร็จจนถึงเล่มที่ 5 แล้วครับ แต่ว่าทางสำนักพิมพ์จะรอทาง LSA แถลงข่าวเรื่องที่จะนำนิยายเรื่องนี้ทำเป็นละครก่อน” ไป่ฉีตอบ
“เสร็จแล้วก็รีบ ๆ เอาออกวางจำหน่ายสิ ฉันอยากอ่านจนจะลงแดงอยู่แล้ว” ตงไห่เปลี่ยนจากบุคลิกที่เงียบขรึมกลายเป็นคนคลั่งนิยายไปซะแล้ว
“แล้วจะบอกให้นะครับ” ไป่ฉีกล่าว
“เอาเถอะ ขอฉันดูบทหน่อย” ตงไห่ยื่นมือออกมาเพื่อรอรับบทที่ไป่ฉีจะนำมา
ไป่ฉียื่นซองเอกสารให้ ก่อนจะทิ้งตัวลงบนโซฟา เวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง ตงไห่มือไม้สั่น เขาตื่นเต้นมาก จนอดใจรอเห็นมันออกมาเป็นละครไม่ไหวแล้ว เขารีบกดโทรศัพท์ที่โต๊ะเพื่อเรียกเลขาของเขาเข้ามา
“นำไปถ่ายเอกสารมาให้เท่ากับจำนวนผู้บริหารและเผื่อท่านประธานอีกชุดด้วย จากนั้นส่งไปให้ทุกคนอ่านตอนนี้เลย” ตงไห่กล่าว
“ทราบแล้วค่ะ” เลขารับเอาบทละครไปเพื่อไปถ่ายเอกสาร ก่อนจะเดินออกจากห้องไป
“งั้นผมไปบ้างดีกว่า” ไป่ฉีลุกขึ้นเตรียมจะจากไป
“บ่ายโมงมีประชุมนะ อย่ามาสายล่ะ” ตงไห่เตือนไป่ฉีเรื่องเวลาอีกครั้งหนึ่ง
“แน่นอนครับ ผมขอตัวก่อน” ไป่ฉีกล่าวลา และออกจากห้องไป
หลังออกจากห้องทำงานของตงไห่ ไป่ฉีเดินไปที่แผนกธุรการ ใช้เวลาไม่นานเขาก็มาถึงแผนกธุรการ ก่อนจะเห็นว่าเมิ่งชิงชิงกำลังถูกพนักงานที่เป็นชายหนุ่ม 3 คนรุมจีบอยู่ เขารู้ได้ยังไงน่ะเหรอ ก็ประสาทหูเขาดีจนได้ยินชายหนุ่มเหล่านั้นหยอกล้อกับเมิ่งชิงชิงด้วยคำพูด ดูสีหน้าก็เห็นได้ชัดว่าเธอกำลังลำบากใจอยู่
‘อยากตายสินะไอ้หนูสกปรก 3 ตัวนี้ เดี๋ยวข้าจัดให้’ ไป่ฉีไม่รอช้า เขาใช้พลังจิตวิญญาณทำให้ฝ้าร่วงลงมาใส่หัว 1 ใน 3 คนนั้นทันที โดยกะเอาแค่สลบ ชายหนุ่มคนนั้นล้มลงไปกองกับพื้นและหมดสติทันที
ส่วนอีก 2 คน คนหนึ่งถอยหลังไป แล้วเหมือนมีอะไรมาดึงเท้าเขา ทำให้เขาหงายท้องกระแทกกับขอบโต๊ะจนสลบไปเช่นกัน ส่วนอีกคนถูกเศษฝ้าที่ตกลงมากระเด็นใส่จุดยุทธศาสตร์อย่างแรงจนต้องนั่งกุ้มเป้าหน้าเขียวไม่สามารถขยับไปไหนได้
“พี่ชิงชิง ทำไมทำธุระนานจังครับ แล้วนี่ 3 คนนี้เขาเป็นอะไรมากไหมครับ” ไป่ฉีเดินเข้ามาเหมือนเขาเพิ่งมาถึง
“ช่วยโทรแจ้งรถพยาบาลทีค่ะ” เมิ่งชิงชิงหันไปบอกเจ้าหน้าที่ธุรการสาวที่กำลังยืนตะลึกกับเหตุการณ์ฝ้าเพดานหล่นลงมาเมื่อครู่
“คะ....ค่ะ” หญิงสาวแผนกธุรการรีบโทรเรียกรถพยาบาลทันที
“ไปกันเถอะครับพี่ชิงชิง ดูเหมือนหัวเขาจะไม่แตกนะครับ” ไป่ฉีกล่าว เขาแกล้งนั่งลงไปดูอาการคนที่โดนฝ้าหล่นใส่ ก่อนจะใช้พลังปราณรักษาเบื้องต้น
“โล่งอกไปที” เมิ่งชิงชิงถอนหายใจ
“พี่ชิงชิง เราไปทานข้าวกับปู่ซีหลัวดีกว่าครับ ผมนัดปู่ไว้” ไป่ฉีกล่าว
“อื้อ ไปสิ ฉันฝากที่เหลือด้วยนะคะ” เมิ่งชิงชิงหันมาบอกพนักงานธุรการสาว แล้วเธอก็ถูกไป่ฉีลากออกไปจากตรงนั้นทันที
มื้อกลางวันไป่ฉีให้เมิ่งชิงชิงขับรถมาที่ภัตตาคารประจำ ซึ่งเขากับซีหลัวมักจะนัดทานข้าวกันที่นี่ เมื่อไป่ฉีเปิดประตูเข้าไปก็พบซีหลัว ซีโม่ และปี่เซียน
“เห วันนี้พี่ซีโม่ว่างด้วยเหรอครับ” ไป่ฉีถาม
“อยู่ในช่วงโดนลงโทษอยู่ละสิ” เมิ่งชิงชิงทำหน้ามุ่ย เธอไม่ชอบสิ่งที่ซีโม่ทำกับปี่เซียน
“เรื่องมันผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไปเถอะนะชิงชิง ยังไงเธอกับซีโม่ก็เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กนี่” ปี่เซียนกล่าว
“ไปนั่งก่อนเถอะครับ” ไป่ฉีดันเมิ่งชิงชิงไปนั่งที่เก้าอี้ทันที
“จริงสิ ฉันได้ยินมาว่านิยายที่เธอเขียนกำลังจะได้ทำเป็นละครใช่ไหม” ซีหลัวถาม
“ครับ บ่ายนี้จะคุยกันเรื่องการกำหนดตัวผู้กำกับกับคัดเลือกนักแสดงครับ” ไป่ฉีตอบ
“โอ้ เร็วดีจังนะ ถ้าอยากได้ผู้สนับสนุนล่ะก็ บริษัทของฉันกับเมิ่งตงจะขอเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ให้เอง รู้อะไรไหม มีคนจากสมาคมหลายคนที่เป็นนักธุรกิจเหมือนกัน พอรู้ข่าวพวกเขาอยากเป็นผู้ออกทุนซะด้วยซ้ำ เธอคิดว่ายังไงล่ะ” ซีหลัวตอนนี้มีท่าทางกระตือรือร้นเหมือนกับเด็ก
“ลองให้เลขาของปู่ทำรายชื่อคนสนับสนุนกับจำนวนเงินมาแล้วยื่นให้กับคุณตงไห่ดูสิครับ” ไป่ฉีกล่าว ซึ่งซีหลัวก็ตกลงทันที
“ฉันได้อ่านมาบ้างเหมือนกัน สนุกจนวางแทบไม่ลงจริง ๆ ค่ะ” ปี่เซียนกล่าว
“ฉันซื้อมาแล้ว แต่ยังไม่ว่างอ่านเลย” ซีโม่กล่าว
“นายงานยุ่ง มันก็ปกติอยู่แล้วที่จะไม่มีเวลาอ่าน” ปี่เซียนกล่าว
“เดี๋ยวนี้เธอออกตัวแก้ต่างแทนเขาแล้วเหรอ” เมิ่งชิงชิงหรี่ตามองปี่เซียน
“โธ่ ชิงชิงอ่ะ” ปี่เซียนก้มหน้าด้วยความเขินอาย
“ว่าแต่อาจารย์ไป่ ฉันพอจะอยู่ในรายชื่อนักแสดงบ้างไหม” ซีโม่ถาม
“แค่นี้งานรุ่นพี่ซีก็ยุ่งมากแล้ว ขืนให้งานละครเพิ่ม พี่ปี่เซียนต้องงอนแล้วก็โทษผมแน่ ๆ เลย” ไป่ฉีหัวเราะ ซีโม่หันไปมองปี่เซียน ก็เห็นเพียงเธอก้มหน้าด้วยความเขินอาย ทำให้เขารู้ว่าตัวเองโดนไป่ฉีเล่นงานซะแล้ว
มื้อกลางวันจบลง ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงขอแยกตัวไป ส่วนซีหลัว ซีโม่และปี่เซียน อยู่พูดคุยเรื่องบางอย่างกัน ก่อนจะแยกย้ายกันไปทำงานของตน
____________________________________
500 ปีก่อน ณ ศาลใครงงหญิงคนหนึ่งตีกลองร้องทุกข์หน้าจวนเจ้าเมือง ท่านเจ้าเมืองจึงสั่งเปิดศาลเพื่อรับคำร้องทุกข์ เจ้าหน้าที่จึงนำตัวหญิงที่มาร้องทุกข์เข้ามาในศาล เมื่อเจ้าเมืองนั่งบนเก้าอี้ผู้พิพากษาแล้ว จึงได้เริ่มสอบถามทันทีท่านเปา : ก่อนอื่นขอถาม เจ้านั้นชื่อเรียงเสียงไรจางหนี่หวัง : ข้าชื่อจางหนี่หวังเจ้าค่ะท่านเปา : เจ้าเป็นคนที่ใดจางหนี่หวัง : ข้าเป็นคนทุกที่เจ้าค่ะท่านเปา : ไม่ใช่ ข้าถามว่าเจ้านั้นมาจากที่ใด หรือเกิดและโตมาจากที่ใดจางหนี่หวัง : ข้าอาศัยอยู่ที่เมืองนี้เจ้าค่ะท่านเปา : แล้วเจ้ามาร้องทุกข์เรื่องอะไรจางหนี่หวัง : ข้าจะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากท่านเปาเจ้าค่ะท่านเปา : แม่นาง ข้าก็อยู่แต่ในจวน ไม่ทราบว่าข้าไปทำความเสียหายกับทรัพย์สินของเจ้าได้ยังไงท่านกง : นั่นสิ ใต้เท้าไม่ค่อยได้ออกไปไหน จะไปมีเรื่องแบบนั้นได้ยังไงจางหนี่หวัง : ท่านจั่นไม่ได้บอกรึเจ้าค่ะท่านเปา : จั่นเจาไปสืบคดีคนแย่งอมยิ้มเด็กในตลาดตอนนี้ยังไม่กลับมาจางหนี่หวัง : เช่นนั้นท่านโปรดดูสิ่งนี้ (ม้วนกระดาษ คลายม้วนทิชชู่)ท่านเปา : นี่คือ....จางหนี่หวัง : บันทึกสิ่งของที่เสียหาย วันเวลาที่ท่านจั่นตามจับคนร้ายแล้วสร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินของข้า (ท่านกงรับไปส่งให้ท่านเปา)ท่านเปา : แม่นาง เงินมากมายขนาดนี้ เกรงว่า...... (เห็นจำนวนเงินแล้วแทบตกเก้าอี้)จางหนี่หวัง : นี่น่ะนับรวมแล้ว 5 ปี หากว่าตามกฎหมายแล้วต้องมีดอกเบี้ยให้ข้าด้วยปีละ 2 ใน 100 ส่วนให้ข้าด้วยท่านเปา : นี่เจ้าคิดจะปล้นข้าเรอะแม่นางจางหนี่หวัง : หามิได้เจ้าค่ะ แต่ข้ารับสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตัวเงินแทนค่าความเสียหายได้นะเจ้าคะท่านเปา : อืม เจ้าลองว่ามาจางหนี่หวัง : ขอใต้เท้ามอบท่านจันให้เป็นสามีข้า เป็นพ่อสื่อจัดงานให้ แค่นี้ข้าจะยกหนี้ทั้งหมดนี้ให้เจ้าค่ะท่านเปา : หวังเฉา หม่าฮั่น ไปตามตัวจั่นเจามาแต่งงานกับแม่นางจางเดี๋ยวนี้หวังเฉา/หม่าฮั่น : ครับหลังจากนั้นจั่นเจาต้องเข้าหอกับจางหนี่หวัง แต่อนิจจา คืนส่งตัวเข้าหอ ท่านจั่นเจาได้ผูกคอตาย โดยทิ้งจดหมายลาตายตัดพ้อท่านเปาที่จับเขาแต่งงานเพื่อล้างหนี้
+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+
