“น้ำค่ะ” น้ำส้มยื่นแก้วน้ำเย็นฉ่ำให้กับธันวา พร้อมกับระบายยิ้มอ่อนอันแสนหวาน
“ขอบคุณครับ” ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มอบอุ่น สายตามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาหวานเยิ้ม
นักรบเดินเข้ามาพร้อมกับน้องมะนาว เขาก็ต้องได้เห็นรอยยิ้มแสนหวานของเธอเผยต่อหน้าชายคนอื่น เขารีบเดินเข้าไปพร้อมกับสายตาพิฆาตจดจ้องธันวาอย่างเอาเรื่อง รู้สึกขุ่นเคืองไม่ถูกชะตา
“คุณแม่ขาแดดดี๊มาทำไมคุณแม่ไม่คุยกับแดดดี๊ละคะ?” เด็กหญิงสงสัยจึงได้เอ่ยถามผู้เป็นแม่ไปแบบนั้น
“น้องสวัสดีคุณอาธันวาหรือยังคะ?” น้ำส้มแสร้งไม่สนใจคำถามของลูกสาว เธอบ่ายเบี่ยงด้วยการย้อนน้องมะนาวแทน
“หรือว่ากูตายแล้วเหรอวะถึงมองไม่เห็น” นักรบที่นั่งชิดกับน้องมะนาว เขาบ่นกับตัวเองเบา ๆ ด้วยความสงสัย เพราะน้ำส้มไม่คุยกับเขาเลยตั้งแต่มาถึง เขาหายหน้าไปนานหลายสิบวันขนาดนี้ เธอไม่คิดถึงเขาเลยหรืออย่างไร ทั้งที่ข้อความก็บอกว่าคิดถึงและรักมากมาย แต่ไหนเลยพอมาหาถึงได้เมินเฉยอย่างกับมองไม่เห็น
“สวัสดีค่ะ” น้องมะนาวยกมือไหว้ธันวาอย่างนอบน้อม สายตาก็มองหน้าของผู้เป็นแม่กับนักรบสลับกันไปมา ก็เธอสงสัยไม่หาย ทำไมแม่ถึงไม่ทักทายแดดดี๊ทั้งที่บ่นคิดถึงไม่ต่างกันในวันที่ผ่านมา
“มากี่รอบน้องมะนาวก็น่ารักเสมอเลย สงสัยต้องมีรางวัลให้แล้ว” ธันวาเอ่ย
“ขอบคุณค่ะ แต่ว่าน้องไม่อยากได้รางวัลหรอกนะคะ” น้องมะนาวตอบโต้
“หึ สม...” คำตอบของน้องมะนาวทำเอานักรบชอบใจ กับการที่ธันวาถูกน้องมะนาวปฏิเสธจนหน้าเสีย (“ช่างได้ใจของแดดดี๊จริง ๆ เปรี้ยวจี๊ด”) เขากล่าวในใจพร้อมกับส่งยิ้มให้เด็กน้อยที่นั่งเคียงข้าง พลางเอามือลูบหัวของเธออย่างแสนรัก เด็กหญิงก็เงยหน้าฉีกยิ้มให้ และขยับตัวกลม ๆ ขึ้นไปนั่งบนตักของนักรบด้วยความเคยชิน
“ถ้าพี่ธันวาว่างรอทานข้าวเย็นด้วยกันก่อนสิคะค่อยกลับ” น้ำส้มออกปาก
“ได้สิ สำหรับน้ำส้มพี่ว่างเสมอ” ธันวาตอบตกลงอย่างง่ายดาย สายตามองน้ำส้มหวานหยด
แต่มันช่างขัดสายตาของนักรบเสียจริง เขาได้แต่กัดฟันแน่นอย่างเกรี้ยวโกรธ ไม่สามารถทำอะไรมากกว่านี้ได้ พร่ำบ่นในใจอย่างคาดโทษผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่ารุ่นพี่ของเธออันเป็นที่รัก กระนั้นแล้วเธอก็ยังไม่สนใจเขาแม้เสี้ยวสายตา
“คุณแม่ขา”
“ว่าไงคะ?”
“แดดดี๊นั่งอยู่ตรงนี้”
น้องมะนาวเอ่ยขึ้น เธอเห็นสีหน้าของนักรบแล้วนึกเห็นใจ กับการที่ผู้เป็นแม่เมินใส่จึงได้เรียกขาน แต่เธอก็แสร้งทำมองไม่เห็นเหมือนเดิม รู้ทั้งรู้ว่าเขานั่งอยู่ไม่ไกล มันเป็นเพียงกลเม็ดในการดัดนิสัยของคนเอาแต่ใจ ที่ไม่เห็นใจและมองข้ามความรักที่เธอมีให้ก็เท่านั้น เธอโกรธไม่ลงและเริ่มปลงกับเรื่องราวที่ผ่านมา แต่เขากลับมองไม่เห็นค่าความรักและความไว้ใจที่มีให้ เอาแต่ใจตัวเองและหนีหน้าไม่ติดต่อ จนสร้างความห่วงใยจนทำให้เธอกินไม่ได้นอนไม่หลับไปหลายวัน...แค่นี้มันยังน้อยไปกับการที่เธอเมินใส่แค่ไม่กี่นาที
“น้องขึ้นไปห้องนอนก่อนก็ได้นะคะ เดี๋ยวถ้าอาหารเสร็จแม่จะไปเรียก” เธอตอบลูกสาว ซึ่งมันคนละเรื่องราวกับที่น้องมะนาวพูดไปอย่างสิ้นเชิง จากนั้นผู้เป็นแม่จึงหันไปสนทนากับแขกผู้มาใหม่ รุ่นพี่สมัยเรียนที่เพิ่งย้ายมาทำงานเมื่อเดือนที่แล้ว และเขาทั้งสองก็ได้เจอกันด้วยความบังเอิญเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาระหว่างที่น้ำส้มพาน้องมะนาวไปห้างสรรพสินค้าเพื่อผ่อนคลาย
“ใจเย็นไว้นักรบ” การกระทำที่น้ำส้มเป็นในตอนนี้ ทำให้นักรบที่แทบอยากระเบิดอารมณ์ ต้องข่มใจไว้อย่างเก็บกลั้น เขากัดฟันแน่นและมองไปยังมารหัวใจที่เอาแต่ยิ้มให้ผู้หญิงของเขา
“อะไรของคุณแม่ขาละเนี่ย....เฮ้อ” น้องมะนาวที่งุนงงก็ได้แต่เกาหัวจนฟูฟ่อง บ่นตามประสากับสิ่งที่แม่ตอบโต้เธอ “แดดดี๊เราไปกันเถอะค่ะ น้องเริ่มไม่ปลื้มคุณแม่ขาแล้ว” น้องมะนาวเอ่ยชวน
“...ได้เลย เดี๋ยวแดดดี๊อุ้มคนสวยของแดดดี๊เอง” นักรบตอบรับอย่างว่าง่าย เขาใช้สายตามองไปที่ธันวาด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะอุ้มน้องมะนาวขึ้นไปบนบ้านอย่างคุ้นเคยสถานที่
“แดดดี๊ขาแดดดี๊” เด็กน้อยขี้สงสัยเธอนึกเห็นใจนักรบ เธอเรียกนักรบเบา ๆ ขยับตัวลุกแล้วใช้มือป้องปากกระซิบข้างหูเขาหลังจากที่เข้าห้องมานั่งบนเตียงเรียบร้อยแล้ว
“หื้ม” และเขาก็ก้มหน้ามองเด็กน้อยที่นั่งอยู่บนตัก ก่อนจะเอียงหูเข้าหา
“น้องจะไม่รักคุณแม่ขาแล้วค่ะ” เด็กหญิงกระซิบข้างหู
“ทำไมล่ะ?” นักรบย้อนถาม
“ก็ดูคุณแม่ขาสิคะ ไม่สนใจแดดดี๊ของน้องเลย ไหนบอกว่าคิดถึงแดดดี๊” เด็กน้อยตัวกลมพูดด้วยความเห็นใจ สองมือป้อม ๆ ยกลูบแก้มของนักรบเป็นการปลอบ “แต่แดดดี๊ไม่ต้องน้อยใจหรอกนะคะ มีน้องอยู่ตรงนี้น้องจะปกป้องแดดดี๊เองค่ะ”
“โธ่ คนดีของแดดดี๊” คำพูดของน้องมะนาวทำเอานักรบซึ้งใจ ขนาดไม่ใช่ลูกแท้ ๆ แต่เธอก็ทำให้เขารักสุดหัวใจ “ขอบคุณมากนะครับ แดดดี๊รักน้องที่สุดเลยรู้ไหม?”
“แดดดี๊ทำงานเสร็จแล้วใช่ไหมคะ? ...จะไม่ไปไหนอีกแล้วใช่ไหม น้องน่ะคิดถึงแดดดี๊เวอร์ ๆ คุณแม่ขาไม่ยอมให้น้องกินชานมไข่มุกเลย ไม่เลยสักจิดเดียว” เด็กหญิงพูดอย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับกอดคอของนักรบด้วยความออดอ้อน
“ต่อไปแดดดี๊จะไม่หายไปไหนอีกแล้ว ขอโทษนะครับคนดีที่ทำให้น้องต้องรอแบบนี้” เขาบอกเธอด้วยความรู้สึกผิด
“โทรศัพท์ก็มีทำไมไม่โทรหาน้องละคะ แดดดี๊รู้ไหมน้องแอบเห็นคุณแม่ขาร้องไห้ด้วยนะ แล้วก็บอกว่าคิดถึงแดดดี๊ด้วย คุณแม่น่าสงสารเวอร์ ๆ เลย” น้องมะนาวบอกเล่า
“จริงเหรอ?” ทำเอานักรบมีรอยยิ้มเมื่อได้ยินว่าเธอก็คิดถึงเขาเช่นกัน มันทำให้เขานึกอะไรบางอย่างได้
“จริงสิคะ น้องเห็นจริง ๆ นะ”
“แดดดี๊เชื่อครับ”
“แต่เมื่อกี้น้องไม่อยากสงสารคุณแม่ขาแล้ว คุณแม่ไม่รักแดดดี๊ ชิ” เด็กหญิงพูดขึ้นพร้อมกับสะบัดเสียงเง้างอน ปล่อยกอดจากนักรบแล้วนั่งมือกอดอกทำแก้มป่อง ปากยู่แทบชนปลายจมูกจิ้มลิ้ม “เดี๋ยวน้องพาแดดดี๊หนีออกจากบ้านดีไหมคะ”
“น้องมีตังค์พาแดดดี๊หนีเหรอ”
“ไม่มีหรอกค่ะ น้องเป็นเด็กจะมีตังค์ได้ยังไงกัน”
“แล้วทำเป็นพูดนะยัยเปรี้ยวจี๊ด”
“แหะ ๆ ... แต่แดดดี๊มีตังค์นี่คะ ใช้ตังค์ของแดดดี๊ก่อน ถ้าน้องโตขึ้นค่อยทำงานเลี้ยงแดดดี๊คืน”
“แล้วเมื่อไหร่จะโต แดดดี๊คงแก่เดินไม่ไหวแล้วละมั้ง”
“เดี๋ยวน้องก็ค่อย ๆ โตเองนั่นแหละค่ะ แดดดี๊ก็อย่าเพิ่งแก่สิคะ ค่อย ๆ แก่ก็ได้”
“มันได้ด้วยเหรอเปรี้ยวจี๊ด”
“น้องก็ไม่รู้ค่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า”
การสนทนาที่แสนน่ารักเด็กน้อยพูดไปด้วยความเดียงสา สร้างความเฮฮาร่าเริงจนนักรบรู้สึกเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขและมีรอยยิ้มจนแทบลืมเลือนความเศร้าที่เคยมี