ฝ่ามือที่มองไม่เห็น

    บทที่ 12 : โลกสองใบ

    ท่ามกลางความเงียบสงัดที่เข้าเกาะกุมโรงเจร้างหลังจากสองผู้เฒ่าจากไป นายอำเภอกู้เสวียนในชุดขุนนางเปียกชื้นละอองฝน ปรายสายตามองประมุขสำนักชิงเฟิงช้าๆ ใบหน้าเกลี้ยงเกลาประดับด้วยรอยยิ้ม


    ขุนนางหนุ่มล้วงม้วนเอกสารที่เพิ่งริบมา อังไว้ใกล้เปลวไฟจากโคมในมืออย่างใจเย็น นิ้วเรียวไล่ไปตามขอบม้วนกระดาษ ก่อนใช้ปลายนิ้วกดลงบนรอยครั่งตราประทับ


    “แสงเทียนให้ความสว่างได้ดีที่สุด... เมื่อเราจัดวางมันไว้ข้างหลังความมืด” ขุนนางหนุ่มเปรยขึ้น พลางยัดม้วนกระดาษกลับเข้าอกเสื้อ แล้วเงยหน้าสบตากับกู่เฉินซาน


    ชายหนุ่มก้าวไปหยุดตรงหน้าประมุขสำนัก ยื่นปลายนิ้วจัดปกเสื้อของกู่เฉินซานที่ยับย่นให้เข้าที่อย่างแช่มช้า


    “เมืองท่าจินไห่แห่งนี้ มีผลประโยชน์ซับซ้อนมานานเกินไปแล้ว ประมุขกู่... ข้าหวังว่าท่านจะช่วยดูแลความสงบและเส้นทางเดินเรือของเมืองนี้ให้มั่นคงต่อไป... เพราะหากปล่อยให้วุ่นวายแก่งแย่งกัน พวกเราคงต้องเสียเวลาลงมาจัดระเบียบใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก”


    “ท่าน… พูดถึงเรื่องใด” กู่เฉินซานขยับตัวออกห่าง


    ขุนนางหนุ่มถอยกายกลับมายืนตรง ปัดฝ่ามือแผ่วเบา ก่อนเอื้อมมือจับด้ามพู่กันที่อกเสื้อ แสงจันทร์ที่เริ่มโผล่พ้นเมฆฝนตกกระทบปลอกโลหะเกิดประกายวาบ


    แสงสะท้อนนั้นทำให้ดวงตาของกู่เฉินซานเบิกกว้าง... ปลอกโลหะทรงมนที่ครอบปลายพู่กันด้ามนั้น ขนาดและหน้าตัดของมัน พอดิบพอดีกับปลายนิ้ว


    “ดรรชนี… ปลอกพู่กัน?” กู่เฉินซานเค้นเสียงลอดไรฟัน กล้ามเนื้อทั่วร่างเกร็งเขม็งขึ้นในพริบตา

     

    ขุนนางหนุ่มใช้นิ้วลูบปลอกโลหะแผ่วเบา เอ่ยกลั้วยิ้มเนิบช้า “วิชาพู่กันสกัดจุดของข้ายังอ่อนด้อยนัก... วันหน้าคงต้องขอคำชี้แนะจากประมุขกู่เสียแล้ว... ทว่ายาของหมอชุนยังพอใช้การได้”


    คำพูดเรียบเรื่อยทำเอากู่เฉินซานตัวแข็งทื่อ ความเย็นวาบแล่นปราดทั่วร่าง สายตาจับจ้องปลอกพู่กันด้ามนั้นสลับกับปลายนิ้วเรียวยาว กลิ่นหอมสะอาดจาง ๆ จากสาบเสื้อของนายอำเภอหนุ่มโชยมาตามลม


    กู้เสวียนล้วงหยิบตั๋วเงินใบเก่าที่มีรอยยับตรงมุมออกมา พลิกให้ปรากฏอักษรตวัดลายเซ็นภายใต้แสงจันทร์สลัว “จริงสิ... ข้าเก็บสิ่งนี้ไว้หลายฉบับ ลายพู่กันเข้มแข็งน่าจดจำยิ่ง”


    “... เมืองหลวง” กู่เฉินซานอุทานเสียงพร่าในลำคอ จ้องมองรอยตวัดพู่กันบนตั๋วเงินนิ่ง ลมหายใจติดขัด มือขวาที่กุมด้ามกระบี่สั่นระริก ลายเซ็นลับที่ตนใช้กำกับการโอนเงินส่งคืนผู้สนับสนุนที่เมืองหลวงตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ยามนี้กลับปรากฏอยู่ตรงหน้า... ในอุ้งมือของขุนนางหนุ่มผู้มีรอยยิ้มสุภาพ


    “ทุกสิ้นเดือนท่านยังคงต้องไปที่ร้านแลกเงินท้ายตลาดตามกำหนดเดิม อย่าได้ล่าช้า... มิเช่นนั้นหากหลักฐานทั้งหมดพลิกผันมามัดตัวท่านกับสำนักชิงเฟิง ถึงเวลานั้น ข้าเองก็คงยากจะยื่นมือเข้าช่วย”


    นายอำเภอกู้เสวียนยัดตั๋วเงินกลับคืนสาบเสื้อ แย้มยิ้มเอ่ยต่อ “ปลายทางที่เมืองหลวง มีคนของข้ารอกุมตราประทับตรวจรับบัญชีฝากชิ้นนี้อยู่แล้ว วางใจเถิด… ตำแหน่งประมุขของท่านมั่นคงยิ่ง ตราบใดที่ข้ายังอยู่ที่นี่”


    ชายหนุ่มหมุนตัวก้าวเดินหายลับไปในความมืด ทิ้งให้ประมุขสำนักชิงเฟิงยืนพิงเสาไม้ ใบหน้าซีดเผือด เหงื่อเย็นผุดซึม ท่ามกลางเสียงแมลงราตรีที่ร้องระงมรอบป่าไผ่


    …….


    เช้าวันรุ่งขึ้น เมืองท่าจินไห่ตื่นขึ้นพร้อมความเงียบสงบ ราษฎรและพ่อค้าต่างพากันส่งยิ้มและทำความเคารพ ยามเมื่อเห็นนายอำเภอหนุ่มในชุดขุนนางเต็มยศออกเดินตรวจตลาดด้วยรอยยิ้มเป็นกันเอง


    ทว่ากู่เฉินซานที่เฝ้ามองภาพนั้นจากมุมมืดของโกดังสินค้า กลับทำได้เพียงนิ่งงัน แผ่นหลังเย็นเยียบจนแทบลืมจังหวะหายใจ


    เมืองท่าแห่งนี้มิได้ถูกขับเคลื่อนด้วยกฎหมายของราชสำนัก ทว่ากำลังถูกจัดระเบียบด้วยฝ่ามือของบุคคลที่มองไม่เห็น... มือผู้ควบคุมชะตากรรม เส้นทางการเงิน และผลประโยชน์ของทุกขั้วอำนาจเอาไว้ ทั้งในยามมืดและยามสว่าง อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด



    คล้ายกับเรื่องฝ่ามือที่มองไม่เห็น ที่คุณอ่าน