บทที่ 7 ศพเทพ
หลังเหตุการณ์ข้ามผ่านทัณฑ์อัสนีแห่งจักรวาลเวลาก็ผ่านมากว่าหมื่นปี เจียอี้ยังคงนอนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหนเพราะพลังสายฟ้ายังไม่หยุดขัดเกลาิญญา
แต่ก่อนหน้านั้นตัวเจียอี้จำได้ดีั้แ่ัสายฟ้าพุ่งเข้ามาในร่างกายเขา ร่างกายทั้งร่างไม่ว่าจะภายนอกภายในหรือดวงิญญา ล้วนเกิดความรู้สึกเ็ปล้ำลึกในเวลาเดียวกันก็ค่อยๆแข็งแกร่งขึ้น
่หมื่นปีที่ผ่านมาอวัยวะภายในของเจียอี้ยกระดับขึ้น จึงเปลี่ยนจากสีทองเป็สีปกติของอวัยวะกระนั้นยังคงเรืองแสงหลากสี และมีความแข็งแกร่งมากกว่าเดิมหลายเท่า
กล้ามเนื้อกับิั หลังยกระดับก็เปลี่ยนกลับไปเป็สีปกติบนเจียอี้จึงไม่มีส่วนใดดูเหมือนร่างศพสักจุดต่อให้เทพเซียนมายืนตรงหน้าก็บอกได้แค่ว่า เจียอี้คือ ‘มนุษย์’
ส่วนกระดูก เส้นเอ็นเส้นประสาท หลังยกระดับเปลี่ยนไปเป็สีใสเหมือนเพชร ให้ความรู้สึกแข็งแกร่งอย่างล้ำลึกเสียจนยากบรรยาย
คงมีเพียงโลหิตดูแตกต่างที่สุดในร่างกายของเจียอี้เพราะหลังยกระดับ โลหิตเปลี่ยนเป็สีรุ้ง ทั้งยังมีพลังสายฟ้า พลังอสูร พลังหยางและพลังแห่งความตายอัดแน่นในโลหิตทุกหยด
น่าแปลกคือยามโลหิตไหลเวียนไปทั่วร่างกายอวัยวะทุกส่วนล้วนมีพลังสายฟ้า พลังอสูร พลังหยางและพลังแห่งความตายอัดแน่นไม่ต่างจากโลหิต
แต่แปลกที่สุดคือไม่มีกลิ่นอายแห่งความตายกลิ่นอายอสูร กลิ่นอายสายฟ้ารั่วไหลออกจากร่างเจียอี้ มีแค่กลิ่นอายแห่งชีวิตของพลังหยางบางเบาจนเจียอี้ดูไม่ต่างจากมนุษย์ธรรมดา นั่นคือการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดในส่วนของร่างกาย
ในส่วนการเปลี่ยนแปลงของมุกศพ
มุกศพนั้นเปลี่ยนจากสีแดงส่องแสงระยิบระยับไปเป็สีรุ้งรูปร่างยังเปลี่ยนไปเป็ดอกปี่อ้าน ทำให้มันดูไม่ต่างจากดอกปี่อ้านหลากสีอีกทั้งยังมีัสายฟ้าสีดำทมิฬ คาบลูกแก้วสีแดงฉานปลดปล่อยกลิ่นอายอสูรรุนแรงบินวนรอบมุกศพ เกิดเป็เส้นแสงสีดำแดงราวกับมันเป็เปลือกนอกคอยปกป้องมุกศพ
ปัจจุบัน
ิญญาของเจียอี้เปลี่ยนไปเป็สีรุ้งเรียบร้อยแต่ภายในดวงิญญายังคงขยายตัวออกไปเรื่อยๆ จากการถูกสายฟ้าขัดเกลา ถึงอย่างนั้นแผนที่ดวงดาวกับเข็มทิศดวงดาวกลับไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง
ผ่านไปอีกหนึ่งพันปี
ิญญาของเจียอี้ถูกขัดเกลาเสร็จสมบูรณ์ภายในิญญายังมีความกว้างใหญ่เทียบเท่ากับดวงดาวหนึ่งดวง
“ข้ากลายเป็ศพเทพแล้ว?” เจียอี้ขยับตัวลุกขึ้นนั่ง หลังนอนมานานกว่าหมื่นปี
ทันใดนั้นชุนก็เดินเข้ามาหา
“ยินดีด้วย ที่เ้าสามารถอดทนต่อการขัดเกลาร่างกายและิญญามาได้”ชุนกล่าวชื่นชมเจียอี้
“ขอบคุณสำหรับคำชมแต่ข้าสงสัยว่า ข้ากลายเป็ศพเทพแล้วใช่รึเปล่า” เจียอี้ถามชุน โดยที่เขาไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจสักนิดว่าทำไมชุนถึงรู้ทุกอย่าง
“ใช่เ้ากลายเป็ศพเทพแล้ว” ชุนตอบคำถาม คลายความสงสัยของเจียอี้
“ดีเลยจะได้เริ่มบ่มเพาะพลังปราณสักที” เจียอี้ยิ้มร่า แต่ไม่ทันไรรอยยิ้มเขาก็หายไปเพราะชุน
“เ้ากลายเป็ศพเทพแล้วก็จริงแต่ยังไม่มีตันเถียน รอไปอีกสักสิบปี ร้อยปีมันจะก่อตัวขึ้นมาตามธรรมชาติเ้าถึงเริ่มบ่มเพาะได้”
“เอ๊ะ?” เจียอี้มองชุนด้วยใบหน้าแปลกใจ
“เ้าไม่ต้องแปลกใจไปมันคือธรรมชาติ..ข้าว่าระหว่างรอตันเถียนเ้าก่อตัวควรบอกอะไรเอาไว้สักหน่อยดีกว่า”
“จะบอกอะไรกับข้ามีเื่อะไรที่ข้าไม่รู้?”
“เื่ที่เ้าไม่รู้น่ะมีเยอะแยะข้าแค่จะบอกเื่ที่ควรบอกกับเ้าเื่แรกคงเป็การบ่มเพาะของเ้าที่ไม่เหมือนข้า ข้าแนะนำได้แค่ว่าระหว่างบ่มเพาะเ้าต้องหาสถานที่ ที่มีพลังปราณไหลเวียนหนาแน่นและไม่ควรพึ่งพาเม็ดยา ส่วนวิธีบ่มเพาะเ้าคงมีอยู่แล้ว”
“เื่บ่มเพาะข้าไม่รีบอยู่แล้วยังไงก็เป็ถึงศพเทพ แค่คิดใช้โอสถบ่มเพาะ ระดับจักรพรรดิมาเจืองเพิ่มระดับบ่มเพราะนิดหน่อยไว้ตบตา ไม่ให้ดูเหมือนคนธรรมดามากเกินไป”
ชุนได้ยินเจียอี้กล่าวมาเช่นนั้นก็อดถอนหายใจไม่ได้
“เฮ้ออออออตามใจเ้าแล้วกัน...งั้นมาต่อเื่ที่สอง เ้าเป็ศพเทพแล้ว ทั้งยังมีแผนที่ดวงดาวความทรงจำของตอนมีชีวิตและความทรงจำของหลิงฮุ่ย อยากไปสถานที่ใดที่เคยไปมาเพียงคิดใช้พลังนำพาจะไปถึงในพริบตา นอกเสียจากเ้าจะอยากชมดวงดาวหรือไปยังดวงดาวที่ไม่เคยไป
อีกอย่างเ้าต้องระวังตัวเอาไว้ถ้าเผลอไปเหยียบดาวที่มีผู้ปกครองแข็งแกร่งกว่าเ้า ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงแสดงตัวตนจะให้ดีต้องขออนุญาตเข้าดาว ไม่งั้นอาจถูกมองเป็ศัตรู..” ชุนหยุดกล่าวไปครู่หนึ่ง
“โอ้มีเื่อย่างนั้นอยู่ด้วยสินะ”เจียอี้ทำท่าครุ่นคิดพลางย้อนนึกไปถึงหลิงฮุ่ยที่ถูกส่งมายังสนามรบา
“แน่นอนนอกเหนือจากดวงดาวยังมีผู้ปกครองจักรวาล แต่นั่นไม่ต้องกังวลนอกจากเ้าคิดไปจักรวาลอื่นหรือดินแดนอื่น” ชุนกล่าวเตือนเจียอี้
“ถ้าเกิดไปที่ไม่มีผู้ปกครองก็ไม่เป็อะไรใช่ไหม”เจียอี้ถาม ชุนแค่พยักหน้าตอบ แล้วกล่าวต่อ
“มาต่อเื่ที่สามกันพลังในเศษเสี้ยวิญญากำลังจะหมด คงอยู่คุยกับเ้าได้อีกสิบปีเื่นี้ข้ารู้สึกเสียดายจริงๆหากไม่ติดว่าต้องเฝ้าพิทักษ์ดินแดนบางแห่งร้อยล้านปี คงไปหาเ้าในพริบตา”
“เื่นี้เหมือนจะเริ่มไม่เกี่ยวกับข้าแล้วนะและมันออกจะไม่น่าฟังตรงเ้ารีบมาหาข้า” เจียอี้มองชุนที่ค่อยๆนั่งตรงหน้า ก่อนกล่าวกับเจียอี้
“ข้าไม่มีรสนิยมชมชอบไม้ป่าเดียวกันแค่อยากหาเพื่อนจากโลกมานั่งคุยด้วย อีกอย่างข้ามีภรรยาแล้วเป็สตรีงดงามเหนือสตรีนางใดในโลกหล้า”
ได้ยินชุนไม่มีความคิดแปลกประหลาดเจียอี้รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก
“เ้าทำหน้าโล่งใจไม่ดูสภาพตัวเองสักนิด”ชุนต่อว่าเจียอี้ปรากฏว่าเจียอี้ได้ก้มมองตนเองและเห็นว่าตัวเขาอยู่ในสภาพล่อนจ้อนแต่เขาไม่มีท่าทีทุกข์ร้อน เพราะบนร่างกายเขามีหมอกพลังปกปิดจุดสำคัญเอาไว้
“อ่าเื่ข้าไม่มีชุดใส่มันช่วยไม่ได้ สนามรบาหาชุดไม่ได้แล้วอสูรสักตัวยังไม่มีให้ล่า ค่อยไปหาบนดาวเทียนไห่ใส่เอาก็สิ้นเื่”
“นั่นมันเื่ของเ้าไม่เกี่ยวกับข้าข้าแค่พูดในมุมมองของข้า” ชุนกล่าว เจียอี้เห็นว่าชุนเริ่มไร้สาระเขาจึงคิดจะจบการสนทนา
“ถ้าเ้าไม่มีเื่อะไรจะคุยข้าว่าจะไปทำความเข้าใจตนเองแล้ว จะได้ทดลองใช้เคล็ดวิชา”
ชุนเห็นเจียอี้กำลังทำท่าจะลุกขึ้นจึงเอาเื่สำคัญขึ้นมาพูด
“เดี๋ยว! ข้ายังไม่บอกเ้าเื่นึง”
“เื่อะไร?”
“เื่เกี่ยวกับตัวเ้ากลายมาเป็ศพพันปี”
“หืม!?” เจียอี้ทำหน้าสงสัย ชุนจึงเริ่มบอกกล่าว
“ข้าเคยบอกไปว่าไม่สามารถบอกได้ก็จริง แต่ในเมื่อเราเป็คนจากโลกเดียวกันบอกนิดหน่อยคงไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรตามจริงแทนที่จะบอกแค่เอาไว้เป็คำเตือนจะดีกว่า”
“คำเตือน?”
“ใช่! ตอนเ้าตายใหม่ๆอาจยังไม่รู้อะไร แต่ตอนเ้ากลายเป็ศพร้อยปี เ้ามายังดาวดวงนี้พร้อมกับใครบางคนก่อนเ้าถูกลบความทรงจำหลังจากนั้นโดยสมบูรณ์ ทั้งยังถูกมนต์สะกดให้หลับใหล”
“เป็ความจริง!” เจียอี้ถามชุนด้วยความตกตะลึง หลังได้ฟังจากปากชุน
“จริงแท้แน่นอนมันเป็เื่ค่อนข้างซับซ้อน ถ้าถึงตอนเ้ารู้ความจริงแล้วยังไม่เชื่อข้าจะพาเซียนหลิงมาเปิดห้วงเวลานั้นให้เ้าดูด้วยตาตนเอง แต่ขอเตือนเอาไว้ว่าตอนที่เ้ายังไม่รู้อะไรมาก อย่าเข้าไปสร้างความสัมพันธ์กับสตรีเป็อันขาด”
“ทำไมล่ะ? มีใครมาแต่งงานกับศพหรอ” เจียอี้กล่าวติดตลก แต่ชุนเหมือนไม่ตลกด้วย
“ไม่บอก! ขืนบอกไปคงเป็สร้างผลเสียมากกว่าผลดี”
“บอกข้ามาเถอะ” เจียอี้อ้อนวอนชุนแต่ชุนนั้นได้กล่าวดักทาง
“เ้าเซ้าซี้ยังไงข้าก็ไม่บอกทางที่ดีควรคิดตั้งเป้าหมายว่าจะทำอะไรต่อไปดีกว่า เดี๋ยวถึงเวลาเ้าก็ได้รู้เอง”
“อย่าพูดเหมือนคนแก่ได้ไหม”
หลังจากเจียอี้เซ้าซี้ชุนอยู่นานก็ไม่อาจคาดคั้นเอาคำตอบได้ทำได้เพียงถูกชุนพูดชักจูงให้ตั้งเป้าหมาย และเป็เพื่อนพูดคุยเื่สัพเพเหระกว่าสิบปีจนเศษเสี้ยวิญญาของชุนสลายไป
.
.
.
“เฮ้อออออออออออในที่สุดมันก็ไปได้สักที” เจียอี้กล่าวอย่างเบื่อหน่าย
หลังพูดคุยกับชุนมากว่าสิบปีถึงคุยกันเื่ทั่วไป แลกเปลี่ยนความคิดก็มีบ้างที่ชุนหยิบยกเื่ที่เจียอี้ไม่รู้มาเล่าให้ฟังและเจียอี้ก็เลือกไม่ฟังในบางครั้งหรือไม่ก็หันมาสำรวจตนเองว่ามีเคล็ดวิชาอะไรที่ใช้ได้บ้างแต่สิบปีมันก็เกินไปสำหรับเขาจริงๆ
“มันไปก็ดีเราจะได้ไปทำตามคำสัญญา ขืนมันมาชวนคุยอีกสักวันคงได้บ้าตาย” เจียอี้ส่ายหัวพลางยันตัวลุกขึ้นยืนไม่ทันไรเขาก็กลับมานั่งลง เพราะเหมือนว่ามีบางอย่างก่อตัวขึ้นในร่างกายเขา
“โถ้เอ๊ย มาก่อตัวอะไรเวลานี้”เจียอี้มองลงไปยังใต้สะดืออย่างไม่พอใจ แต่เขาก็ทำได้เพียงนั่งอยู่นิ่งๆรอให้ตันเถียนก่อตัวเสร็จสมบูรณ์ ่เวลานั้น เจียอี้ได้เปลี่ยนแผนในใจเล็กน้อยว่าจะฝึกฝนพลังปราณสักระยะ อย่างไรก็ตาม เป้าหมายเขายังคงเดิม คือไปดาวเทียนไห่พิทักษ์ตระกูลหลิงหนึ่งร้อยปี
ผ่านไปหนึ่งร้อยวัน
ตันเถียนของเจียอี้ได้ก่อตัวเสร็จสมบูรณ์เขารู้สึกโล่งใจที่มันรวดเร็วกว่าหนึ่งปีกระนั้นเจียอี้ใช้เวลาไปอีกหนึ่งเดือนเพื่อหาเคล็ดชาบ่มเพาะแต่ไม่ว่าเขาจะหายังไงก็ยังไม่เจอเคล็ดวิชาที่ถูกใจ
“หามาเป็เดือนหลิงฮุ่ยดันมีแค่เคล็ดวิชาบ่มเพาะระดับราชัน ไม่น่าล่ะ ถึงเป็ได้แค่ราชันเทวะ”เจียอี้อดบ่นหลิงฮุ่ยไม่ได้ เพราะเขาไล่ดูเคล็ดวิชาทั้งหมดจากความทรงจำหลิงฮุ่ยมันแทบไม่มีเคล็ดวิชาไหนดีสำหรับเขา
“ลองศึกษาเคล็ดวิชาบ่มเพาะและคิดค้นวิชาบ่มเพาะขึ้นมาเองดีไหมนะ” เจียอี้ครุ่นคิดพอผ่านไปสักพักเขาถึงคิดอะไรบางอย่างได้
“เรามีมรดกอสูรอยู่นี่เกือบลืมนึกถึงมันไปเลย” เจียอี้ตบขาตัวเองหนึ่งฉาดก่อนจะดูเคล็ดวิชาบ่มเพาะจากมรดกอสูรในความทรงจำ
‘มีแค่ ‘เคล็ดวิชาบ่มเพาะปราณสิบอสูร’ วิชาเดียว..เหมือนถูกมัดมือชกเลยแฮะ..ถึงบอกระดับไม่ได้ว่าอยู่ระดับไหนยังไงก็ดีกว่า เคล็ดวิชาบ่มเพาะระดับราชันของหลิงฮุ่ย หลายเท่าแน่ๆ’ เจียอี้คิดอยู่นานว่า เคล็ดวิชาบ่มเพาะปราณสิบอสูรอยู่ในระดับไหนด้วยการทำความเข้าใจมันทั้งหมด