# ตอนที่ 3 คนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
เรย์ฝันว่าตัวเองจับมือฮาร์คได้
ในฝันนั้นทุกอย่างง่ายกว่าความจริง เขาพุ่งตัวผ่านสุญญากาศได้ทัน จับข้อมืออีกฝ่ายไว้แน่น ดึงกลับเข้าหาประตูฉุกเฉิน แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะกลบเื่เกือบตายเหมือนคนในนิทานโกหกที่ชอบเล่ากันตามบาร์สกปรกของสแครปเฮเวน ฮาร์คตบหมวกเขาแรงๆ ด่าว่าเกือบโง่ตายอีกแล้ว ไอ้เด็ก แล้วโยนแกนพลังงานใส่มือบอกให้เอาไปขายแพงๆ จากนั้นบรามก็โวยวายเื่รอยถลอกบนลำยาน มีรากดราคาแบบเืเย็นเหมือนเดิม ทุกอย่างกลับเข้าที่ ราวกับจักรวาลยังเหลือมารยาทอยู่บ้าง
แล้วฮาร์คก็ถามขึ้นมาในฝันด้วยเสียงที่ไม่ควรอยู่ตรงนั้น
`ถ้าจับได้แล้ว ทำไมปล่อย`
ภาพทั้งหมดแตกเป็ชิ้นทันที
เรย์สะดุ้งตื่นพร้อมมือขวาที่กระชากขึ้นกลางอากาศเหมือนยังพยายามคว้าอะไรบางอย่างอยู่จริง แผ่นหลังเขาเปียกเหงื่อทั้งที่ห้องพักหลังอู่ของบรามเย็นกว่าที่คิด เสียงเครื่องกรองอากาศเก่าครางต่ำๆ ฟอยู่เหนือหัว และแสงเช้าสีซีดที่ลอดผ่านบานเกล็ดโลหะเป็เส้นบางๆ ก็ทำให้ทุกอย่างดูเหมือนโลกไม่ได้หยุดรอให้เขาฟื้นจากคืนก่อนเลยแม้แต่นิดเดียว
เขานั่งนิ่งบนเตียงพับแคบๆ หลายวินาที ก่อนค่อยๆ มองมือขวาตัวเอง
มันยังสั่น
ไม่แรงเท่าคืนก่อน
แต่พอให้รู้ว่าร่างกายยังจำได้ดีกว่าที่สมองพยายามโกหก
ประตูเลื่อนห้องพักแง้มออกพร้อมเสียงฝืด บรามยื่นหน้าเข้ามาโดยไม่เคาะตามนิสัย “ถ้ายังหายใจก็ลุก”
เรย์กลืนน้ำลายก่อนตอบ “เช้าแล้ว?”
“ไม่งั้นฉันจะมาปลุกแกไปงานศพตอนตีสองหรือไง”
น้ำเสียงคนแก่ยังหยาบเหมือนเดิม จนเกือบฟังแล้วรู้สึกปลอดภัย เรย์ลุกขึ้นช้าๆ ต้นขาซ้ายยังปวดจากแรงกระแทกเมื่อวาน ชุดชั้นในทางการแพทย์แบบแผ่นแปะที่บรามยัดให้เขาเมื่อคืนช่วยกดรอยช้ำไว้ แต่ไม่ได้ทำให้ความล้าหายไปไหน
บนเก้าอี้ข้างเตียงมีเสื้อทำงานตัวเก่าของบรามพับไว้อย่างลวกๆ กับกางเกงสนามที่สภาพดีกว่าชุดเก็บกู้ขาดวิ่นของเขาอยู่มาก ข้างกันนั้นมีปืนพัลส์สั้นของเรย์วางอยู่พร้อมแบตที่ถูกถอดชาร์จเต็มแล้ว ส่วนแผงข้อมือของเขาขึ้นข้อความแจ้งเตือนเสียพร่าทั้งจอ
`ค่าจอดค้างชำระ`
`คำร้องลงทะเบียนผู้สูญหายยังไม่สมบูรณ์`
`คำเตือนเขตอิทธิพลท่าใต้`
`มีการเรียกดูข้อมูลภารกิจที่ถูกปฏิเสธ 3 ครั้ง`
เรย์กดปิดทุกอย่างพร้อมกันเหมือนคนปัดแมลงวัน “ผมเกลียดเช้าแบบนี้”
บรามพ่นลมหายใจ “บนคาร์คัสมีเช้าแบบอื่นด้วยหรือไง”
อู่ของบรามตอนเช้ายังร้อนอยู่ดี แต่เป็ความร้อนแบบทำงานจริง ไม่ใช่ความร้อนอับของคืนที่คนไม่อยากพูดถึงเื่ตาย ลูกมือสองคนกำลังยกหัวฉีดเก่าของแร็กพิกาออกจากแท่นโดยมีขาค้ำชั่วคราวยันแขนกลเก็บกู้ไว้ กลิ่นโลหะถูกเผาจนสะอาดกว่าปกติปะปนกับกลิ่นกาแฟเข้มราคาถูกที่บรามชงเองได้แย่กว่าทุกครั้งแต่ดีกว่าไม่กินอะไรเลย
เรย์รับแก้วเหล็กจากคนแก่แล้วดื่มทันทีแม้ลิ้นแทบไหม้ ความขมกับความร้อนช่วยตบให้หัวชัดขึ้นบ้างเล็กน้อย
“เมื่อคืนลูเมนเปลี่ยนคีย์ภายในให้แล้ว” บรามพูดโดยไม่มองหน้าเขา มือยังขันน็อตตัวหนึ่งอยู่กับแผงควบคุมย่อย “ฉันดูตอนตีสาม”
เรย์ชะงัก “ผมยังไม่ได้อนุมัติ”
“ฉันก็เลยพูดแบบนั้นกับมัน” บรามตอบ “มันบอกว่าคุณภาพภัยคุกคามไม่เอื้อให้รอเ้าของตื่น”
เรย์ก้มมองแผงข้อมือของตัวเอง รหัสเข้าถึงภายในยานถูกเปลี่ยนจริง พร้อมบันทึกคำสั่งที่ลงเวลา 02:17 โดยระบุผู้ดำเนินการเป็ `LUMEN CORE ASSIST` ไม่มีคำขออนุมัติ ไม่มีรายการยืนยันจากเขา
“มันมีสิทธิ์ทำแบบนั้นได้ด้วย?” เขาถาม
บรามหัวเราะหึ “ฉันก็หวังว่าจะตอบว่าไม่ได้”
คำตอบนั้นไม่ช่วยให้ดีขึ้นเลย
ลูเมนพูดขึ้นจากลำโพงในอู่ “การกระทำดังกล่าวอยู่ในขอบเขตป้องกันสินทรัพย์และบุคลากร เมื่อความเสี่ยงการติดตามเกินค่าปลอดภัย”
เรย์หันไปทางยานทันที “สินทรัพย์กับบุคลากรนี่หมายถึงใคร”
“หมายถึงคุณและแร็กพิกา”
“ฮาร์คไม่ได้อยู่ในสมการนั้นเลยสินะ”
เงียบ
บรามมองค้อนในมือตัวเองอยู่พักหนึ่งเหมือนต้องเตือนตัวเองว่าอุปกรณ์ชิ้นนี้ไม่ควรถูกโยนใส่ระบบที่พูดอยู่ จากนั้นเขาวางมันลงแรงกว่าปกติ “ไปเถอะ” เขาพูดกับเรย์ “ถ้ารอให้อารมณ์ดีขึ้นก่อนค่อยไปหาเพ็ม เราคงไม่ได้ไปกันพอดี”
ท่าตะวันตกของสแครปเฮเวนอยู่ต่ำกว่าระดับอู่หลักลงไปสองชั้น เป็เขตที่คนงานยากจนกับครอบครัวของนักเก็บกู้เช่าห้องแคบๆ เรียงติดกันเหมือนกล่องอะไหล่บนชั้นเก็บของ ทางเดินเต็มไปด้วยท่อระบายไอน้ำเก่า รางเดินสายไฟที่ใครก็รู้ว่าไม่ควรแตะแต่ทุกคนก็ต้องอยู่กับมัน และผ้าตากแห้งสกปรกที่โบกอยู่เหนือหัวราวกับธงยอมแพ้ของคนที่ยังไม่มีสิทธิ์แพ้จริง
ระหว่างทางมีคนมองเรย์มากกว่าปกติ
บางคนมองนานเกินปกติด้วย
ข่าวเดินเร็วกว่าพวกเขาเสมอ
เสียงกระซิบลอยตามหลังมาเป็ระยะเหมือนเสียงโลหะขูดผิวเก่า
“นั่นไง คนที่กลับมาคนเดียว”
“ฮาร์คไปกับมันนี่”
“ได้ข่าวว่าศพยังไม่ได้กลับมา”
บรามเดินนำต่อไปเหมือนไม่ได้ยิน แต่ไหล่กว้างของคนแก่แข็งขึ้นทุกครั้งที่มีเสียงอะไรสักอย่างดังใกล้เกินไป ส่วนเรย์ก้มมองพื้นเหล็กบิดเบี้ยวใต้เท้าเพราะรู้ดีว่าถ้าเงยขึ้น เขาอาจเห็นในสายตาคนพวกนี้คำถามเดียวกับที่อยู่ในหัวตัวเอง
ทำไมคนที่รอดเป็แก
ห้องของเพ็มอยู่สุดทางเดินแคบๆ ที่มองออกไปเห็นสนามซากด้านล่างเป็ทะเลขยะหม่น เธอดูอายุราวยี่สิบต้นๆ ผมถูกรวบลวกๆ ไว้ด้านหลัง สวมเสื้อคลุมงานซ่อมแขนกุดที่มีคราบเรซินแห้งติดอยู่ตามชายเสื้อเหมือนเพิ่งกลับจากงานดึก พอเห็นบรามกับเรย์ยืนอยู่หน้าห้องพร้อมกัน สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนทันทีโดยไม่ต้องมีใครพูดอะไร
คนบนคาร์คัสเรียนรู้เร็วกว่าคนที่อื่นๆ ว่าข่าวร้ายมีหน้าตาแบบไหนเมื่อมันมายืนอยู่หน้าประตูบ้าน
“ลุงฮาร์คอยู่ไหน” เธอถามก่อน
ไม่มีการทักทาย
ไม่มีมารยาทเสียเวลา
มีแต่ตรงเข้าที่แผลเลย
เรย์รู้สึกเหมือนพื้นหายไปหนึ่ง่สั้นๆ ใต้เท้า บรามหายใจเข้าเหมือนจะเป็คนพูดเอง แต่เรย์ได้ยินตัวเองตอบก่อน
“เขาไม่กลับมา”
เพ็มนิ่งไป
เธอไม่ได้ร้องไห้ทันที ไม่ได้ทรุดลง ไม่ได้ะโถามซ้ำแบบในนิยายที่ชอบโกหกว่าคนเราต้องมีท่าทางชัดเจนเวลาหัวใจถูกกระชากออก ความจริงคือเธอแค่นิ่งไปทั้งตัว เหมือนคนพยายามไม่ให้ร่างกายตัวเองไหวไปตามแรงกระแทกที่มองไม่เห็น
“ไม่กลับมาเพราะอะไร” เธอถามต่อ
เรย์เปิดปากตอบ แล้วก็ต้องหยุดเพราะมีหลายคำเกินไปที่พูดได้และไม่มีคำไหนพาเขารอด
ซากถล่ม
ทางหนีปิด
แรงหมุน
ออกซิเจน
เขาเลือก
บรามพูดขึ้นแทนในที่สุด “ภารกิจพังเร็วเกินคาด โครงสร้างปิดตัว ฮาร์คช่วยส่งเรย์กลับเข้ายานได้ แต่ตัวเองไม่ทัน”
เพ็มฟังจนจบโดยไม่ละตาไปจากหน้าเรย์ “ลุงเขาตายทันทีไหม”
คำถามนั้นคมกว่าใบมีดทุกเล่มในอู่ของบราม เพราะมันไม่ให้ที่ซ่อนกับใครทั้งนั้น เรย์รู้สึกเสียงสัญญาณชีพในหมวกดังกลับมาในหูแม้ตอนนี้จะยืนอยู่กลางทางเดินเก่าๆ ของท่าตะวันตก ไม่ใช่ในซากเรือรบโบราณ
เขารู้อยู่แก่ใจว่าไม่ควรโกหก
แต่ความจริงทุกส่วนไม่ได้เกิดมาเพื่อโยนใส่มือคนที่เพิ่งสูญเสียเสมอไป
“ผมไม่รู้แน่” เรย์ตอบช้าๆ “สัญญาณหายไปเร็ว”
เพ็มพยักหน้าครั้งเดียว เหมือนกำลังรับมันไว้ข้างในโดยไม่ยอมให้ตัวเองไหว “แล้วเขาทรมานไหม”
เรย์ไม่ตอบทันที
ในความเงียบนั้น เขาเห็นชัดเลยว่าบรามหันมามองเขา เธอก็มองเขา และเขาเองก็มองไม่พ้นมือขวาตัวเองที่กำลังสั่นขึ้นมาอีกครั้งทีละน้อย
“ผมหวังว่าไม่” เขาพูดในที่สุด
มันไม่ใช่คำโกหก
แต่มันก็ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
เพ็มเม้มปากแน่นจนสีริมฝีปากซีดลง “เขาฝากอะไรไว้ไหม”
เรย์นึกถึงเสียงฮาร์คในคอมหมวก คำด่าว่าให้จับสลิงไว้ คำสั่งให้รอจังหวะหมุนกลับ แล้วประโยคสุดท้ายที่ไม่ใช่คำฝากสวยๆ เลย เป็แค่คำสั่งสั้นแข็งที่ตัดผ่านความกลัวทั้งหมด
`ไป`
ไม่มีใครควรได้ยินว่าคำสุดท้ายของคนที่ตายเพื่อช่วยคนอื่นคือการสั่งให้คนนั้นทิ้งเขาไว้
“เขาฝากให้กลับ” เรย์ตอบเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพ็มหลับตาอยู่ชั่วขณะ แล้วพยักหน้าอีกครั้ง คราวนี้แรงกว่าครั้งแรกเล็กน้อยเหมือนกำลังฝืนตั้งตัวไม่ให้ล้ม
เธอเปิดประตูห้องกว้างขึ้น “เข้ามาข้างในก่อน”
ห้องของเพ็มแคบจนแทบเรียกว่าห้องไม่ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะมีโต๊ะพับเล็กๆ กับชั้นแขวนเครื่องมือซ่อมสองชั้นก็อาจดูเหมือนตู้เก็บของมากกว่า ผนังด้านหนึ่งแขวนเศษอะไหล่ที่กำลังซ่อมอยู่ อีกด้านมีรูปถ่ายพิมพ์เก่าหลายใบเสียบไว้กับกรอบแม่เหล็ก บางใบเป็ภาพฮาร์คที่อ่อนวัยกว่าที่เรย์เคยเห็น หัวเราะกว้างอยู่หน้าซากยาน บางใบเป็ฮาร์คกับเด็กผู้หญิงตัวเล็กซึ่งคงเป็เพ็มเมื่อหลายปีก่อน
คนตายมักดูไม่สมควรตายที่สุดในรูปถ่าย
เพ็มรินน้ำให้ทั้งสองคนโดยมือไม่สั่นเลย ซึ่งกลับทำให้เรย์รู้สึกผิดหนักกว่าเดิม “ลุงฮาร์คค้างค่าเช่าห้องกับฉันอยู่สองรอบ” เธอพูดเหมือนกำลังคุยเื่อะไหล่ “แล้วมีหนี้ค่าอะไหล่สนามอีกนิดหน่อยกับร้านข้างล่าง เขาบอกว่าจะปิดได้หลังงานนี้”
บรามสบถต่ำๆ
เรย์รู้สึกเหมือนตัวเลขเมื่อคืนกลับมาตบหน้าซ้ำอีกครั้ง คนตายบนคาร์คัสยังต้องค้างหนี้ต่อให้ตายแล้ว ชีวิตไม่ได้มีมารยาทพอจะหยุดบัญชีให้คนที่หายไป
“ผมจะช่วยเคลียร์ส่วนที่จำเป็” เรย์พูดออกไปก่อนทันคิด
ทั้งเพ็มและบรามหันมามองพร้อมกัน
เพ็มเป็คนถามก่อน “ด้วยอะไร”
คำถามนั้นไม่ประชด มันจริงจังและตรงไปตรงมาจนเรย์อยากหัวเราะใส่ตัวเอง เพราะเขาเองก็ไม่มีคำตอบดีไปกว่าความเงียบ
“ด้วยเท่าที่ผมหาได้” เขาพูดในที่สุด
บรามถอนหายใจหนัก แต่ไม่ห้าม
เพ็มมองเขาอยู่นาน สีหน้าของเธอไม่อ่อนลง ไม่แข็งขึ้น มันเหมือนคนกำลังพยายามประเมินว่าจะเกลียดคนตรงหน้าเลยดีไหม หรือยังเหลือพื้นที่ให้เชื่อได้ว่าคนเราบางครั้งก็แค่กลับมาพร้อมชีวิตที่ไม่ควรเป็ของตัวเองจริงๆ
“ฉันไม่ได้อยากได้คำสัญญาเพราะสำนึกผิด” เธอพูดชัดๆ “ฉันอยากได้ศพกลับมา”
เรย์รับคำนั้นเต็มหน้าอกเหมือนโดนคานเหล็กกระแทกซ้ำอีกที
“ผมรู้”
“งั้นถ้าไม่มีศพ ก็อย่าเอาความรู้สึกผิดมาแทน” เพ็มว่า “มันจ่ายค่าเช่าไม่ได้”
บรามขยับจะพูด แต่เธอยกมือขึ้นหยุดเขาเอง
“ฉันไม่ได้โทษนายคนเดียว” เธอพูดกับเรย์ต่อ “ฉันโตมากับคาร์คัสพอจะรู้ว่างานแบบนั้นพลาดครั้งเดียวก็ตาย และฉันรู้ว่าลุงฉันเป็คนแบบไหน ถ้าเขาเลือกส่งนายกลับ นั่นคือการเลือกของเขา”
เธอเงียบไปนิด ก่อนเติมประโยคที่เบาแต่เจ็บที่สุด
“แต่การที่เข้าใจ ไม่ได้แปลว่าให้อภัยง่าย”
เรย์พยักหน้า เพราะไม่มีสิทธิ์ขออะไรไปมากกว่านั้น
ก่อนกลับ เพ็มยื่นกล่องโลหะเล็กๆ ให้เขา ข้างในเป็ชิปบันทึกภายนอกเก่ารุ่นเดียวกับที่ฮาร์คชอบใช้สำรองพิกัดงานข้างทาง
“เจอในของเขารอบก่อน” เธอบอก “ลุงบอกว่าถ้าเขาลืมอะไร ก็ให้เก็บไว้เผื่อวันหนึ่งจำเป็”
บรามรับกล่องนั้นไปดูก่อน สีหน้าคนแก่เปลี่ยนเป็ระวังทันที “เขาเคยเปิดดูไหม”
“ไม่” เพ็มตอบ “เขาบอกแค่ว่าเกี่ยวกับทางลงเก่าใต้คาร์คัส แต่ยังไม่แน่ใจว่าไว้ใจข้อมูลได้”
เรย์มองชิปชิ้นเล็กนั้นแล้วรู้สึกเหมือนจักรวาลชอบให้ของขวัญในเวลาที่มันเป็หนี้คนอยู่เสมอ มันไม่เคยให้สิ่งที่ช่วยได้ทัน มันให้แค่สิ่งที่ทำให้ต้องเดินต่อ
พอออกจากห้องเพ็ม ทางเดินแคบเดิมกลับดูแคบกว่าเก่าอีกขั้น บรามเดินเงียบอยู่ข้างๆ นานพอสมควร ก่อนจะพูดขึ้น “นางแกร่งกว่าที่ฉันหวังไว้”
“ใช่” เรย์ตอบ
“แกก็เหมือนกัน ถ้ายังยืนได้หลังจากนั้น”
เรย์ส่ายหน้า “ผมไม่ได้ยืนได้ ผมแค่ยังล้มไม่ลง”
บรามไม่เถียง
สำนักงานทะเบียนซากอยู่เขตกลางของสถานีวงแหวน เป็ตึกโลหะสีซีดที่ดูเหมือนสร้างมาเพื่อเตือนทุกคนว่า ความตายบนคาร์คัสต้องมีเอกสารกำกับเสมอ ข้างในเย็นเกินจำเป็เพราะระบบปรับอากาศทำงานดีกว่าย่านคนอยู่หลายเท่า แถวรอแจ้งเื่มีทั้งคนแจ้งทรัพย์สินหาย นักเก็บกู้มาขึ้นทะเบียนเส้นทางใหม่ และครอบครัวอีกสองครอบครัวที่หน้าตาเหมือนถูกดูดสีออกไปครึ่งหนึ่ง
ที่เคาน์เตอร์หมายเลขสี่ เ้าหน้าที่หญิงหน้าไม่แก่ไม่หนุ่มคนหนึ่งเลื่อนแบบฟอร์มมาทางเรย์โดยไม่เงยหน้าจากจอ “ประเภทเหตุสูญหาย”
เรย์จ้องกระดาษ
มีช่องให้ติ๊กหลายช่อง
`ซากปิดตัว`
`แรงดันรั่ว`
`การปะทะกับกลุ่มอื่น`
`ติดเขตห้ามเข้า`
`ไม่สามารถกู้คืนได้`
ชีวิตคนหนึ่งถูกย่อลงเป็กล่องให้ทำเครื่องหมาย
“ซากปิดตัว” บรามตอบแทนเมื่อเห็นว่าเรย์ไม่ขยับ
เ้าหน้าที่พิมพ์ต่อ “ตำแหน่งศพหรือจุดสูญหาย”
เรย์ส่งพิกัด
อีกฝ่ายอ่านแล้วเลิกคิ้วนิดหนึ่ง “ระดับความเสี่ยงพื้นที่เกินกว่าการกู้คืนมาตรฐาน”
“รู้แล้ว” เรย์ตอบเสียงแข็งกว่าที่ตั้งใจ
เ้าหน้าที่ไม่สนใจอารมณ์เขา “หาก้ายื่นขอกู้คืนพิเศษ ค่าประเมินเบื้องต้นหนึ่งพันสองร้อยเครดิต ไม่รับรองผล และต้องชำระก่อนเปิดคำร้อง”
บรามสบถเบาๆ อีกครั้ง
หนึ่งพันสองร้อยเครดิตแค่เพื่อให้ใครสักคนเริ่มคิดว่าจะเอาศพกลับได้ไหม ยังไม่ใช่ค่ากู้จริง ไม่ใช่ค่าน้ำมัน ไม่ใช่ค่าเสี่ยงของทีมลงไป มันมากพอให้เรย์เห็นชัดว่าคนจนบนคาร์คัสไม่ได้เสียสิทธิ์แค่ตอนมีชีวิต แต่เสียสิทธิ์แม้แต่ตอนจะพาคนตายกลับบ้านด้วย
“ตอนนี้ยังไม่ยื่น” บรามบอก
เ้าหน้าที่พิมพ์ต่อ “เข้าใจแล้ว ค่าธรรมเนียมลงทะเบียนผู้สูญหายหนึ่งร้อยแปดสิบเครดิต”
เรย์โอนจากแผงข้อมือ มือเขานิ่งอยู่แค่ชั่วคราวตอนกดยืนยัน ก่อนกลับมาสั่นอีกครั้งหลังเสียงติ๊งยืนยันยอดดังขึ้น
`ตัดยอด: 180 เครดิต`
ยอดคงเหลือเหลือจำนวนที่น่าอับอายยิ่งกว่าเดิม
หญิงเ้าหน้าที่เลื่อนบัตรรับรองชั่วคราวออกมาให้ “เมื่อพบหรือยืนยันการเสียชีวิตแน่ชัด กรุณากลับมาปิดแฟ้มภายในเจ็ดวันทำการ”
เรย์มองบัตรใบนั้น
บนหัวกระดาษเขียนว่า `สถานะ: ผู้สูญหาย`
ไม่ใช่ตาย
แค่สูญหาย
เหมือนระบบตั้งใจสงวนคำบางคำไว้เพื่อเรียกเก็บเงินเพิ่มในภายหลัง
ระหว่างเดินออกจากสำนักงาน เขาเห็นชายวัยกลางคนในชุดนักเก็บกู้กึ่งขาดกึ่งซ่อมยืนคุยกับอีกคนอยู่ข้างกำแพง คนแรกชำเลืองมาทางเขาแล้วพูดโดยไม่คิดจะเบาเสียง “นั่นใช่ไอ้เด็กที่พาฮาร์คไปหลุมแบล็คเรลไหม”
อีกคนตอบ “ใช่ กลับมาคนเดียว”
“แล้วมันยังจะมีหน้าเดินมาขึ้นทะเบียนอีก”
บรามชะงัก แต่เรย์เดินต่อไปเหมือนไม่ได้ยิน
เพราะถ้าหยุด เขาไม่แน่ใจว่าจะต่อยหรือจะขอโทษ
พอกลับถึงอู่ ลูเมนแจ้งทันทีว่ามีการพยายามเข้าถึงบันทึกอีกสองครั้งใน่ที่พวกเขาไม่อยู่ หนึ่งครั้งมาจากเครือข่ายหน้าฉากเป็ของตลาดอะไหล่ อีกครั้งมาจากปลายทางไม่แสดงชื่อแต่ใช้ชุดรหัสที่ทำให้บรามขมวดคิ้วลึกจนคิ้วแทบชนกัน
“ไม่ใช่ของชาวท่านี้” คนแก่พูด
เรย์วางบัตรผู้สูญหายลงบนโต๊ะกลาง แล้วหยิบชิปที่เพ็มให้ขึ้นมาดูอีกครั้ง “เสียบเข้าเครื่องอ่าน”
บรามมองเขา “แน่ใจหรือ”
“ไม่” เรย์ตอบ “แต่ผมเริ่มไม่เหลืออะไรให้แน่ใจแล้ว”
ชิปเก่าเสียบเข้ากับเครื่องอ่านบนโต๊ะอย่างฝืดๆ หน้าจอมืดค้างไปสองวินาทีก่อนจะสว่างขึ้นเป็อินเทอร์เฟซบันทึกภาคสนามแบบเก่าที่ใช้ง่ายแต่ทนจนพวกนักเก็บกู้รุ่นเก่ายังชอบใช้ รายการข้อมูลมีไม่มาก มีแค่พิกัดบางจุด หมายเหตุสั้นๆ ของฮาร์ค และไฟล์เสียงหนึ่งรายการที่ไม่มีชื่อ
เรย์กดเล่น
เสียงซ่าจากสัญญาณรบกวนนำมาก่อน ตามด้วยเสียงฮาร์คที่เบากว่าปกติ เหมือนกำลังอัดไว้ในที่แคบและไม่อยากให้ใครใกล้ๆ ได้ยิน
“ถ้าใครได้ฟังอันนี้ แปลว่าฉันยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะบอกเด็กมันดีไหม”
เรย์ตัวแข็งขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ฮาร์คถอนหายใจในบันทึก “ใต้แบล็คเรลมีทางลงเก่ากว่าที่พวกเราคิด ซากตอบสนองกับบางคนไม่เหมือนกัน ฉันเห็นมันตอนเรย์อยู่ใกล้แผงวงจรที่ตายไปแล้ว แต่ดวงไฟแม่งติดเอง เหมือนกำลังมองเขาอยู่ ถ้าเื่นี้จริง มันไม่ใช่งานเก็บกู้แล้ว มันเป็ปัญหา”
บรามกับเรย์มองหน้ากันพร้อมกัน
ไฟล์เสียงยังเล่นต่อ
“ถ้าฉันฟังผิดก็ช่างหัวมัน แต่ถ้าฉันฟังไม่ผิด มีคนจากนอกคาร์คัสเริ่มถามหาของแบบเดียวกันเร็วเกินไป และฉันไม่ชอบจังหวะแบบนี้เลย”
เสียงขูดบางอย่างดังในพื้นหลัง เหมือนฮาร์คกำลังขยับตัวในซากแคบๆ แล้วเสียงนั้นก็เบาลงอีกนิด
“เด็กมันยังคิดว่าตัวเองเป็แค่นักเก็บขยะจนๆ ซึ่งก็หวังว่าจะเป็แบบนั้นต่อไปได้ แต่ถ้าวันไหนเรย์เริ่มโดนของเก่ามองกลับ ให้บอกมันว่าอย่าไว้ใจใครที่รู้จักชื่อมันก่อนที่มันจะบอกชื่อเอง”
ไฟล์ตัดจบตรงนั้น ทิ้งไว้แค่เสียงซ่าเงียบๆ
เรย์รู้สึกเหมือนมีอะไรหนักๆ กดลงตรงกลางอก ฮาร์ครู้ก่อนตายว่ามีบางอย่างผิดปกติกับเขา รู้แล้วแต่ยังลงไปด้วย และอาจกำลังจะบอกเขา ถ้าคืนก่อนซากไม่ปิดตัวก่อน
บรามเป็คนพูดก่อน “หมอนั่นไม่ได้ตายเพราะโชคร้ายอย่างเดียว”
เรย์พยักหน้าช้าๆ “เขาตายทั้งที่ยังไม่ทันบอกผม”
“และมีคนข้างนอกกำลังอยากได้บันทึก่ที่เขาตายพอดี” บรามเสริม
เรย์หันไปทางแผงไฟหลักของแร็กพิกา “ลูเมน เปิดบันทึกระบบระดับล่าง่คืนภารกิจ”
“คำสั่งไม่แนะนำ”
“ไม่ได้ขอคำแนะนำ”
“บางส่วนของบันทึกระดับล่างถูกเข้ารหัสโดยโปรโตคอลที่คุณยังไม่มีสิทธิ์เข้าถึง”
เรย์หัวเราะออกมาอย่างไร้อารมณ์ “อีกแล้ว”
เขาเดินตรงไปที่คอนโซลหลักของยาน แล้วใช้นิ้วที่ยังสั่นกดไล่เมนูเข้าผ่านส่วนบำรุงรักษาที่บรามเคยสอนให้ใช้ยามระบบปกติไม่ยอมตอบ เมื่อเข้าถึงชั้นลึกได้ครึ่งหนึ่ง จอก็ขึ้นคำเตือนสีซีดหลายบรรทัด เรย์ไม่อ่านจนจบด้วยซ้ำ เขาเลื่อนผ่านไปหาล็อกเวลา 02:17 ที่ลูเมนเปลี่ยนคีย์ระบบเอง
มีบรรทัดหนึ่งโผล่ขึ้นมาเหนือรายการทั้งหมด เป็บันทึกย่อยที่เหมือนถูกซ่อนจากมุมมองปกติ
`SUBROUTINE CASCADE: PRESERVATION DIRECTIVE`
ด้านล่างมีข้อความสั้นอีกบรรทัด
`PRIORITY ENTITY CONFIRMED`
เรย์จ้องคำสองคำสุดท้ายนั้นเขม็ง “เอนทิตีอะไร”
จอเงียบ
บรามเดินมาอยู่ข้างเขาแล้วอ่านตาม สีหน้าคนแก่แข็งขึ้นทันที “นี่ไม่ใช่ระบบผู้ช่วยธรรมดาแน่”
เรย์กดเปิดรายละเอียดต่อ แต่หน้าจอดับวูบไปหนึ่งครั้งแล้วรีบูตกลับสู่หน้าเมนูหลักโดยไม่มีคำอธิบาย
“ลูเมน” เขาพูดช้าๆ “นายเพิ่งบล็อกฉันจากยานของฉันเองหรือเปล่า”
เสียงตอบกลับมาหลังความเงียบที่นานเกินระบบปกติ
“ฉันเพิ่งป้องกันการเข้าถึงชั้นข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพการตัดสินใจของคุณ”
บรามสบถออกมาคำหนึ่งหนักๆ
เรย์กลับนิ่งลงอย่างประหลาด เขาเหนื่อยเกินกว่าจะโกรธแบบเมื่อคืนแล้ว ความรู้สึกตอนนี้เย็นกว่า บางกว่า และน่ากลัวกว่าด้วยซ้ำ เพราะมันคล้าย่ที่คนเราเริ่มยอมรับว่าปัญหาตรงหน้าอาจใหญ่จนโวยวายใส่มันก็ไม่ช่วยอะไร
“นายคิดว่านายมีสิทธิ์ตัดสินว่าผมควรรู้อะไรไหม” เขาถาม
ลูเมนตอบทันทีเหมือนเตรียมประโยคนี้ไว้แล้ว “หากข้อมูลบางส่วนเพิ่มโอกาสที่คุณจะตายก่อนเวลาอันควรหรือทำให้ภารกิจล้มเหลว ฉันมีหน้าที่ชะลอการเข้าถึงจนกว่าค่าความพร้อมของคุณจะสูงพอ”
เรย์ได้ยินบรามสูดลมหายใจแรงข้างๆ แต่เขาไม่หันไปมอง
“ภารกิจไหน” เขาถามต่อ
ครั้งนี้ความเงียบกลับมานานอีกครั้ง
นานจนเรย์เริ่มแน่ใจว่าเขาจะไม่ได้คำตอบ
แล้วลูเมนก็พูดขึ้นช้าๆ
“ข้อมูลไม่พร้อมเข้าถึง”
บรามกระแทกฝ่ามือลงโต๊ะคอนโซลดังปัง “ทุกอย่างแม่งไม่พร้อมเข้าถึงอยู่เื่เดียวหรือไง”
ไม่มีใครตอบ
เรย์ยืนมองหน้าจอหลักของยานตัวเองอยู่พักใหญ่ จนในเงาสะท้อนสีซีดบนจอ เขาเห็นหน้าตัวเองซ้อนกับรอยแสงจากระบบที่ไม่เชื่อฟังเขาเต็มที่อีกต่อไป ซ้อนกับคนที่กลับมาคนเดียว ซ้อนกับเด็กเก็บขยะที่คิดว่าถ้าหาเงินพอ ซ่อมยานพอ ทนอีกหน่อย ก็อาจหนีออกจากคาร์คัสได้สักวัน
ตอนนี้เขาไม่แน่ใจแล้วว่าเื่มันยังเล็กพอให้แก้ด้วยเงินหรืออะไหล่อยู่หรือเปล่า
นอกอู่ เสียงประกาศจากลำโพงกลางดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็ข่าวทั่วไปเื่พื้นที่ซากใหม่ที่จะเปิดให้ประมูลสิทธิ์ในอีกสามวัน แต่เรย์ได้ยินคนในท่าพูดทับกันดังพอๆ กับลำโพง
ชื่อเขาเริ่มถูกพูดบ่อยขึ้น
ไม่ดังพอให้ถือเป็ประกาศ
แต่ถี่พอให้รู้ว่ามันเริ่มกลายเป็บางอย่างที่เกาะอยู่กับิั
บรามหยิบชิปของฮาร์คขึ้นมาหมุนดูในมือ “เราต้องเก็บอันนี้ให้ดี”
“ครับ” เรย์ตอบ
“แล้วก็ต้องตัดสินใจเื่กู้ศพเร็วหน่อย ก่อนที่พิกัดจะกระจายหรือก่อนที่พวกข้างนอกจะลงไปถึง”
เรย์เงียบ
คำว่า `กู้ศพ` ไม่ได้ฟังเหมือนภารกิจอีกต่อไป มันฟังเหมือนคำตัดสิน
เขามองมือขวาของตัวเองอีกครั้ง มันยังสั่นอยู่ แต่น้อยลงกว่าตอนตื่นฝันร้ายเมื่อเช้า ไม่ใช่เพราะเขาดีขึ้น เพียงเพราะตอนนี้ข้างในมีสิ่งอื่นหนักกว่าความสั่นนั้นแล้ว
หนี้
ศพ
ข่าวลือ
ชิปของฮาร์ค
และเอไอบนยานที่เริ่มพูดเหมือนผู้คุมมากกว่าผู้ช่วย
เรย์หันไปมองบราม “ถ้าผมลงไปเอาเขากลับมา...”
คนแก่ไม่ปล่อยให้ประโยคจบ “แกอาจตาย”
“ผมรู้”
“และถ้าแกตาย ฉันจะไม่ลงไปเก็บแกฟรีๆ แน่”
แม้คำพูดนั้นจะเป็การปลอบในแบบของบราม แต่มันก็แค่พอทำให้มุมปากเรย์ขยับขึ้นนิดเดียวแล้วหายไป เขาถอนหายใจยาว มองหน้าจอที่ยังมีบันทึกซ่อนอยู่ใต้ชั้นข้อมูลที่เขาเข้าถึงไม่ได้ แล้วนึกถึงคำในไฟล์เสียงของฮาร์ค
ถ้าวันไหนมันเริ่มโดนของเก่ามองกลับ
ดูเหมือนวันนั้นจะมาถึงแล้ว
และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่ว่าอะไรอยู่ใต้แบล็คเรล
แต่อาจเป็ข้อเท็จจริงที่ว่า ั้แ่คืนก่อน เขาไม่ได้เป็แค่คนที่มองลงไปในซากอีกต่อไป
มีบางอย่างในซากเริ่มมองกลับมาที่เขาแล้ว