บทที่ 2 ทักษะการเปลี่ยนแปลง (รีไรต์)
“คุณตอบแทนผู้มีพระคุณแบบนี้หรือไง!” ลู่จินกู้ดิ้นสุดแรงพลางตวาดอย่างขุ่นเคือง
“เฮอะ” เสียงหัวเราะเ็าเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของเขา สองแขนออกแรงมากขึ้น “ดาวเคราะห์หมายเลข 7133 กลายเป็ดาวร้างไปแล้ว ถ้าไม่มีคนคอยบงการอยู่เื้ั พลังจิตอ่อนหัดระดับ F แบบเธอจะเอาชีวิตรอดได้ยังไง?”
คำพูดของเขา ทำให้ลู่จินกู้นึกถึงความรู้ทั่วไปของจักรวาลนี้ ที่หลงเหลืออยู่ในความทรงจำที่ได้มา พลังจิตคือสัญลักษณ์บ่งบอกถึงความแข็งแกร่งและความอ่อนแอ เริ่มต้นจากระดับ F ซึ่งอ่อนแอที่สุดไปจนถึงระดับ SSS ซึ่งแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยมีมา
การที่เขาสามารถตรวจสอบพลังจิตของคนอื่นได้อย่างง่ายดาย แสดงว่าพลังจิติญญาของเขาอย่างน้อยต้องอยู่ที่ระดับ A ขึ้นไป
นั่นหมายความว่าถ้าเขา้าฆ่าเธอ เขาแทบไม่ต้องลงมือเลยด้วยซ้ำ เพียงแค่ใช้พลังจิตแทรกซึมเข้าไปในเซลล์สมอง สมองของเธอก็จะตายลงภายในไม่กี่วินาที เมื่อคิดได้ดังนั้น ลู่จินกู้ก็ไม่กล้าขัดขืนอีกต่อไป รีบเปลี่ยนน้ำเสียงให้อ่อนลงและอธิบายอย่างรวดเร็ว
“ฉันชื่อลู่จินกู้ เป็คนของตระกูลลู่แห่งดาวเคราะห์หมายเลข 584 ดาวเคราะห์ดวงนี้ เป็ทรัพย์สินของตระกูลลู่ คุณสามารถเชื่อมต่อเครือข่ายดวงดาวเพื่อตรวจสอบได้ ทุกอย่างที่ฉันพูดเป็ความจริง”
กู้ตั๋วขมวดคิ้วเล็กน้อย ข้อมูลของดาวเคราะห์ที่พัฒนาถูกจดจำอยู่ในสมองเขา เขาจึงรู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่เธอพูดเป็ความจริง
“ตระกูลลู่… เป็ตระกูลระดับสองระดับสาม สิ่งเดียวที่พอจะอวดได้ก็คือสมาชิกส่วนใหญ่เป็สถาปนิก แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่สนใจอยู่ดี เพราะงั้นฉันก็ไม่แน่ใจว่า มีคนชื่อลู่จินกู้อยู่จริงหรือเปล่า?” ถึงอย่างนั้น เขาก็ผ่อนแรงลงเล็กน้อย เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเ็า
“ห้าปีก่อน ตระกูลลู่รายงานว่าดาวเคราะห์ดวงนี้ถูกทิ้งร้างและผ่านการอนุมัติแล้ว ในเมื่อเธอเป็คนของตระกูลลู่ ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่”
เธอเงยหน้าขึ้น ใบหน้าผอมซีดถูกปกคลุมด้วยเส้นผมหยาบกระด้าง ดวงตาฉายแววขมขื่นและสิ้นหวัง พูดด้วยเสียงแ่เบา
“ในเมื่อคุณรู้ว่าพลังจิตของฉัน อยู่แค่ระดับ F ก็น่าจะเดาได้ว่า ทำไมตระกูลลู่ถึงทิ้งฉันไว้ที่นี่” คำพูดของลู่จินกู้ทำให้กู้ตั๋วชะงักไปชั่วขณะ
ตามกฎหมายระหว่างดวงดาว กำหนดไว้ว่าผู้ที่มีพลังวิญาณระดับ E ลงไป เมื่ออายุครบกำหนดจะต้องถูกส่งตัวไปยังดวงดาวที่ห่างไกล และเต็มไปด้วยอันตรายเพื่อเป็แรงงาน
สำหรับตระกูลที่ชอบโอ้อวดความสูงส่ง หากมีคนในครอบครัวกลายเป็แรงงานเช่นนั้น ถือเป็เื่น่าอับอายขายหน้า ดังนั้นเพื่อรักษาหน้า พวกเขาจึงมักจะลงมือสังหารคนเ่าั้ทิ้ง
ทันใดนั้น เขาก็นึกถึงเื่บางอย่างขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“แม่ของเธอชื่ออะไร?”
“ลู่เหนี่ยนเจิ้น” เมื่อเอ่ยชื่อนี้ ความรู้สึกผูกพันบางอย่าง ที่ไม่ใช่ของเธอก็ผุดขึ้นมาในหัวใจ ภาพความทรงจำมากมายระหว่างเ้าของร่างเดิมกับแม่ก็ไหลเข้ามาในหัว
เธอเป็มารดาที่แสนดี เป็ความทรงจำอันอบอุ่นเพียงหนึ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ในครอบครัวลู่ที่แสนเ็า เื่นี้ทำให้ความเศร้าโศกของลู่จินกู้แล่นพล่านขึ้นมา
ชาติที่แล้ว ข่าวการเสียชีวิตของเธอน่าจะแพร่สะพัดไปถึงฐานทัพแล้ว พ่อแม่ต้องมาส่งลูกที่จากไปอย่างกะทันหันคงจะต้องเ็ปยิ่งนัก
เพื่อป้องกันตัวเอง กู้ตั๋วจึงเตรียมพร้อมที่จะใช้พลังจิตโจมตีอยู่ตลอดเวลา เขาจึงััได้ถึงความเศร้าที่ถาโถมเข้ามาเหมือนสายน้ำ ดวงตาของกู้ตั๋วเป็ประกาย ถ้าผู้หญิงนี้เป็ลูกของลู่เหนี่ยนเจิ้นจริง ๆ การที่ครอบครัวลู่ใช้แผนการเช่นนี้ก็สมเหตุสมผลดี
ลู่จินกู้รู้สึกถึงแรงที่พันธนาการตนเองคลายลง ภายในพริบตาเธอก็ลุกขึ้นจากเตียง เธอค่อย ๆ นวดไหล่ที่ปวดร้าวพร้อมกับขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะได้ยินเสียงเบา ๆ พูดขึ้น
“ขอโทษ” ค่อนข้างน่าแปลกใจ ชายคนนี้ทั่วทั้งตัวเขาแผ่รังสีของผู้มีอำนาจ แต่ยังยอมรับผิดอย่างง่ายดาย ซึ่งเป็สิ่งที่หาได้ยาก ความไม่พอใจจากการถูกเข้าใจผิดค่อย ๆ สลายไปบ้าง เธอกล่าวด้วยความใจกว้าง
“ผู้ที่ได้รับาเ็มา จะมีความระมัดระวังมากขึ้น ฉันเข้าใจได้” เพื่อให้บรรยากาศผ่อนคลายลง เธอจึงถามอีกครั้ง
“ว่าแต่คุณชื่ออะไร?”
“กู้ตั๋ว” เขาตอบไปพลางสำรวจรอบ ๆ ไปพลาง พลังจิตของเขาแผ่กระจายออกไปอย่างเงียบสงบ ราวกับธารน้ำในทะเลสาบ พริบตาเดียว เขาก็สามารถเห็นภาพสภาพแวดล้อม ทั้งภายในและภายนอกบ้านจนทะลุปรุโปร่ง
แม้ว่าเขาจะใจเย็นแค่ไหน ทว่าตอนนี้เขากลับต้องใจนเบิกตา กว้าง เขาเคยพบเห็นดาวเคราะห์รกร้างมานักต่อนัก บรรยากาศเต็มไปด้วยสีเทาหม่นหมอง แต่ที่นี่เขากลับรู้สึกได้อย่างชัดเจนถึง… ความมีชีวิตชีวา สีเขียวขจีที่ถูกแต่งแต้มบนดาว
กู้ตั๋วสาวเท้ายาว ๆ ออกไปเบื้องหน้า พบเข้ากับไม้ดอกไม้ประดับปลูกเรียงรายอยู่ข้างที่พักอาศัย ยิ่งได้เห็นกับตา ยิ่งรู้สึกใ จนยั้งมือไว้ไม่อยู่ ยื่นมือออกไปลูบใบไม้สีเขียวอย่างแ่เบา ค่อย ๆ แตะดอกไม้อย่างระมัดระวัง ปล่อยตัวเองจมดิ่งอยู่กับััที่แตกต่างจากโลหะโดยสิ้นเชิง
ลู่จินกู้ยืนอยู่หน้าประตู มองดูภาพเบื้องหน้าท่ามกลางแสงแดดจ้า คำพูดหนึ่งผุดขึ้นมาในใจ ใจอำมหิตดั่งพยัคฆ์ร้าย กลับเผลอไผลกับกลิ่นหอมอ่อนหวานของกุหลาบ
ท่ามกลางความรู้สึกซับซ้อนมากมาย จู่ ๆ กู้ตั๋วก็หันขวับมามอง
“แม้แต่ต้นสาละ*[1] ยังไม่สามารถเติบโตบนดาวรกร้างได้ แล้วเธอทำได้ยังไง?”
โชคดีที่เธอเตรียมคำอธิบายเกี่ยวกับระบบลึกลับนี่ไว้ในใจแล้ว ตอนนี้จึงตอบอย่างไม่ตื่นตระหนก
“ถึงไม่อยากยอมรับ แต่ฉันก็มีสายเืของตระกูลลู่อยู่จริง ๆ” คำตอบที่คลุมเครือเปิดพื้นที่ให้คนขบคิด กู้ตั๋วมองหญิงสาวด้วยสายตาสงสัย
“เธอเป็สถาปนิกเหรอ?” ต้องขอบคุณตระกูลลู่จริง ๆ ที่ผลิตบุคคลในสายอาชีพสถาปนิกออกมามากมาย
แม้คนที่มีพลังจิตต่ำ จะไม่สามารถใช้ทักษะที่ถูกปลุกขึ้นมาได้ตามปกติ แต่มันก็เพียงพอแล้ว สำหรับใช้เป็ข้ออ้าง เื่ที่ลู่จินกู้ทำให้ต้นไม้เติบโตได้ ดังนั้นเธอจึงทำเป็ยอมรับในสิ่งที่เขาพูด
“ใช่แล้ว”
“ฉันเคยพบเจอกับสถาปนิกมาหลายคน แต่ไม่มีใครทำแบบนี้ได้” คำพูดของกู้ตั๋วเปี่ยมไปด้วยความชื่นชม
เธอจึงแสร้งทำเป็ยิ้มเยาะเย้ยในโชคชะตาของตัวเองก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเศร้า ๆ
“บางทีคนเราก็ต้องเจอเื่เลวร้ายขั้นสุด ถึงจะพบเจอเื่ดี ๆ ได้บ้าง”
กู้ตั๋วััได้ถึงความไม่พอใจ ความสมเพช และความเ็ปจากคำพูดของเธอ เขาคือบุตรแห่งโชคชะตา เกิดมาพร้อมกับพร์ บุคลิกโดดเด่นเหนือใคร ยากที่จะเข้าใจความรู้สึกของลู่จินกู้
ยามมองดวงตาที่ขุ่นมัวของอีกฝ่าย ก็รู้สึกเหมือนหายใจไม่ออกไปชั่วขณะ เขาหันไปมองต้นไม้ข้าง ๆ แล้วคิดว่า ‘ทักษะการเปลี่ยนแปลง’ นั้นหายากก็จริง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี
ลู่จินกู้แอบสังเกตปฏิกิริยาของเขา แล้วถอนหายใจด้วยความโล่งอก แน่นอนเธอก็รู้ดีว่า สาเหตุที่ทำให้เขาหลงเชื่อได้ง่าย ๆ แบบนี้ เหตุผลสำคัญที่สุดก็คือพลังจิตของเธออยู่ในระดับต่ำ จนไม่สามารถเป็ภัยคุกคามอะไรกับเขาได้
“นี่คือต้นอะไร?” เธอรู้สึกตัวอีกที ก็ยิ้มน้อย ๆ
“ต้นนี้เรียกว่าต้นมะลิ คุณไม่เคยเห็นเหรอคะ”
“มะลิ…” เสียงทุ้มต่ำเ็าของกู้ตั๋วทวนชื่อนี้อีกครั้ง ทำให้สองพยางค์ธรรมดานี้ ดูเหมือนจะมีความหมายแฝงขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
ลู่จินกู้เกือบจะมองจนตาค้าง ใบหน้านี้ น้ำเสียงนี้ รูปร่างนี้... ชายคนนี้เป็เพชฌฆาตกระชากใจสาวจริง ๆ ครู่หนึ่ง เขาก็เดินอย่างเรื่อยเปื่อยไปทั่วพาราไดซ์ราวกับเป็เ้าของที่นี่
ลู่จินกู้รู้ตัวว่าไม่อาจขัดขวางได้ จึงยอมให้เขามองอย่างเปิดเผย แต่ไม่รู้ว่าหลังจากที่กู้ตั๋วเข้า ๆ ออก ๆ พาราไดซ์มาหลายครั้ง ความตกตะลึงในใจของเขานั้น ราวกับูเาถล่ม ทะเลเดือด
เดิมทีเขาคิดว่าพลังจิตที่คลุ้มคลั่ง จากการถูกลอบโจมตีสงบลงได้นั้น เป็เพราะตัวเองแข็งแกร่งมากพอ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า ความดีความชอบทั้งหมดกลับตกเป็ของ... เขาหันมองลู่จินกู้ด้วยสายตาเป็ประกาย
แต่ตอนนี้เธอกำลังมุ่งมั่นศึกษาเกี่ยวกับระบบพาราไดซ์ จึงไม่ได้สังเกตเห็นสายตาของเขา
ทันใดนั้นพื้นดินก็สั่นะเื เธอเงยหน้าขึ้นมองอย่างงุนงง ท่าทางของกู้ตั๋วก็เปลี่ยนไปฉับพลัน เขาใช้มือขวาลูบกำไลที่อยู่ข้อมือซ้าย จากนั้นดาบยาวสีน้ำเงินเข้มเล่มหนึ่งที่ยาวเกือบเท่าตัวเขาก็ปรากฏขึ้น
ลู่จินกู้ยังไม่ทันได้สติกลับมา หลังจากตกตะลึงที่ดาบเล่มใหญ่ เขาก็พุ่งตัวขึ้นไปในอากาศ ดาบสีน้ำเงินเป็ส่องประกายวาววับ ราวกับมีคลื่นน้ำไหลอยู่บนคมดาบ
คมดาบพุ่งลงปักบนพื้นดินแข็งราวกับมีดร้อนกรีดลงบนเนยนุ่ม เสียงดังสนั่นหวั่นไหวดังขึ้น พร้อมกับรอยแยกขนาดใหญ่ที่ปรากฏขึ้นบนพื้นดิน
ลู่จินกู้เบิกตากว้าง ไม่แปลกใจที่ดาบจะสร้างรอยแยกบนพื้นได้ แต่รูปร่างของมันช่างน่าพิศวง เธอมองเห็นเงาเลือนรางที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า ก่อนที่ข้อมือของเธอ จะถูกมือของใครบางคนคว้าไว้ แล้วะโลงไปในรอยนั้นโดยไม่ทันได้ตั้งตัว
เมื่อมองลงไปยังก้นหลุมลึกหลายเมตร เธอก็หน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว
“ฉันบินไม่ได้นะ!”
[1] ต้นสาละ : เป็ไม้ยืนต้น ลำต้นสูง ใบเป็รูปรียาวและแหลม ผิวเรียบ ดอกมีสีเหลืองอ่อน และมีขนสีเทาที่ด้านนอกกลีบเลี้ยงและกลีบดอก มีกลิ่นหอมและเป็เนื้อไม้ที่แข็งแรง