เสียงสายกีต้าร์ถูกเกลาเบา ๆ ขณะฉันยืนกลางห้องซ้อม เสียงตีกลองจังหวะซ้อม ๆ ดังแทรกมาเป็จังหวะ ฉันสูดลมหายใจลึก ๆ ก่อนจะเอื้อนเสียงท่อนแรกของเพลงช้า สะท้อนออกมาทางไมโครโฟนในมือ
บรรยากาศในห้องอัดแน่นด้วยเสียงดนตรีและกลิ่นอายของเหงื่อ ความตั้งใจ และ...สายตาหลายคู่ที่เหมือนกำลังจับจ้องมา
“ต้นคิดว่าท่อนนี้เปลี่ยนคีย์นิดนึงได้ปะ” เสียงต้นดังจากมุมขวา เขานั่งขัดสมาธิกับกีต้าร์ในมือ แว่นตกลงมานิด ๆ จนดูน่าเอ็นดู ฉันเดินเข้าไปใกล้ ย่อตัวลงข้างเขา ก้มหน้าลงฟังเสียงจากสายกีต้าร์ พร้อมกับเอนตัวพิงเอวเขาเบา ๆ
“หลินว่านะ...แบบนี้โอเคเลยล่ะ” ฉันพูดเบา ๆ ข้างหู เขาสะดุ้งเล็กน้อยแต่ก็ยิ้มมุมปาก ฉันรู้ว่าเขาเขิน แต่ก็ชอบที่ฉันเข้าใกล้แบบนี้ ฉันลุกขึ้นช้า ๆ เดินไปทางชุดกลอง เป้นั่งอยู่หลังฉากไม้ มือตีกลองซ้อมไปเรื่อย ๆ จังหวะไม่เร็วนักแต่มั่นคง ฉันแกล้งเดินเข้าไปยืนข้างเขาแล้วร้องเพลงต่อ พลางโยกตัวตามจังหวะ เขาชำเลืองมองฉันนิด ๆ แววตาเปลี่ยนจากปกติ เป็แบบที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน—อุ่น ๆ แต่มีบางอย่างอยู่ในนั้น
“ตีกลองดีนะ เป้” ฉันแกล้งพูดพร้อมโน้มตัวไปพิงต้นแขนเขา เสียงกลองขาดจังหวะไปครู่หนึ่ง
“ขะ...ขอบใจนะ หลิน...” เขาพูดเบา ๆ จนแทบไม่ได้ยิน
ตอนที่ฉันหันหลังกลับมากลางห้องอีกครั้ง พวกพี่ ๆ ที่นั่งรวมกันด้านหลังมองกันแล้วหัวเราะเบา ๆ เหมือนมีเื่ลับที่ยังไม่พูดออกมา
“พี่เอว่าหลินร้องเพลงวันนี้…เสียงมันแบบ...ไม่เหมือนเดิมเลยนะ” พี่เอพูดยิ้ม ๆ แล้วดีดกีต้าร์ไฟฟ้าทำนองเล่น ๆ ในน้ำเสียงมีอะไรบางอย่างที่ชวนให้ใจเต้น
“หลินรู้ตัวนะ...แต่ไม่รู้ว่าพี่หมายถึงอะไรแน่ ๆ” ฉันตอบพลางยิ้มกลับไป มองสบตาเขาอย่างไม่หลบเลี่ยง
ฉันยืนอยู่กลางห้องซ้อม เสียงเพลงที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นจากเครื่องดนตรีรอบตัวเหมือนเป็พรมหนานุ่มที่โอบล้อมฉันไว้ เสียงเบสของพี่ฟลุคกระหึ่มเป็จังหวะในอก กีต้าร์ของพี่เอและพี่วินขยี้คลอเคลียกับโน้ตเสียงสูงของอีเลคโทนที่พี่มิกซ์เล่น ส่วนจังหวะกลองของเป้ก็คมแน่นเหมือนกับสายตาเขาที่จับจ้องฉันเวลาฉันขยับไปมาเบา ๆ ตามเพลง
ฉันยิ้มขณะเอียงตัวเข้าไปยืนข้างกลอง มือหนึ่งวางบนขอบไม้ มืออีกข้างยกไมค์ขึ้นจ่อริมฝีปาก กลิ่นเหงื่ออ่อน ๆ ของเป้ลอยมาแตะจมูก เขาหลุบตามองฉันนิดหนึ่ง ก่อนจะกัดริมฝีปากตัวเองแล้วเคาะกลองต่ออย่างมีจังหวะ ไม่พูดอะไร —แต่ฉันรู้ ว่าจังหวะใจเขาไม่ได้คงที่แบบนั้นเลย
เมื่อจบเพลง ฉันหมุนตัวกลับ แล้วเดินไปใกล้ต้นที่ยืนจัดคอร์ดบนไมค์ของเขา ฉันสอดแขนผ่านเอวเขา หลบไปข้างหลังแนบตัวติดกับหลังเขาเบา ๆ
"ต้นคิดว่าเพลงช้านี้ เหมาะกับใกล้ ๆ แบบนี้ไหม?" ฉันกระซิบ ต้นสะดุ้งเล็กน้อย เสียงหัวเราะเขาแ่แ่อย่างคนไม่แน่ใจว่าฝันอยู่หรือเปล่า เขาหันมามองฉันผ่านแว่นใส ๆ สายตาเหมือนกลั้นอะไรไว้เต็มอก
"ต้นว่า... มันอบอุ่นดีนะ"
เพลงช้าไหลลื่นไป ฉันซบแก้มกับไหล่เขา ฟังเสียงหัวใจเขาที่เต้นไม่เป็จังหวะนัก ส่วนพวกพี่ ๆ เองก็มองกันไปมาอย่างเงียบ ๆ ไม่มีใครพูดอะไรตอนที่ฉันเดินแทรกผ่านช่องระหว่างแอมป์ ไปยืนพิงข้างพี่เอที่เล่นกีต้าร์อยู่ ฉันเพียงแค่ยิ้ม ยกมือแตะไหล่เขาเบา ๆ ตอนที่สายตาพี่เอหันมาสบตาฉันนิ่ง ๆ เหมือนจะอ่านทุกอย่างจากข้างใน
บางอย่างในอากาศเริ่มอุ่นขึ้น เหมือนเสียงเพลงมันไม่ได้ดังก้องจากลำโพงอีกต่อไป แต่ก้องจากข้างในของพวกเราเอง...
หลังเสียงโน้ตสุดท้ายดับลง ห้องก็เงียบราวกับทุกอย่างหยุดหายใจ ฉันวางไมค์ลงช้า ๆ มองหน้าแต่ละคนที่ยังมีเสียงเพลงหลงเหลือในแววตา เป้อยิ้มให้ฉันบาง ๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปเปิดถุงใส่ขวดกระทิงแดงและโซดา
"พักก่อนดีไหม? หลินร้องจนเหงื่อซึมแล้วนะ" เขาพูดพร้อมยกแก้วพลาสติกขึ้น
วงเหล้าเล็ก ๆ เริ่มขึ้นที่มุมพรมตรงข้ามกลอง ทุกคนหอบขวดเหล้าและโซดามาล้อมเป็วงเล็ก ๆ ฉันนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงกลาง มือถือแก้วที่เป้ผสมให้ กลิ่นแอลกอฮอล์จาง ๆ คลุกเคล้ากับกลิ่นเครื่องดนตรีและกลิ่นตัวของทุกคนที่ยังอุ่น ๆ จากการซ้อม
"พี่เออยากให้หลินชน!" เสียงพี่เอดังมาจากฝั่งขวา ฉันหัวเราะ ชูแก้วขึ้นไปแตะ แล้วดื่มรวดเดียว
ความรู้สึกตอนนั้นมันเหมือนอะไรบางอย่างไหลลงคอแล้วกระจายเป็ประกายเล็ก ๆ ในอก ฉันรู้สึกเบาขึ้น หัวใจเต้นช้าลง แต่กลับร้อนขึ้นเล็กน้อยที่ใบหน้า และลึกลงไปใต้ิั...
เสียงพูดคุยเริ่มเปลี่ยนไปจากเื่เพลง กลายเป็เื่เล่น ๆ เื่รัก เื่ลับ ๆ ฉันเองก็ตอบสนองไปตามจังหวะหัวเราะ ทุกคำถามที่ถามมา ฉันตอบตรง ๆ กว่าปกติ คำแซวก็แรงขึ้น... แต่กลับไม่ได้ทำให้ฉันเขินหรืออึดอัดเลย
"หลินมีแฟนหรือยังอ่ะ?"
"ไม่มีอ่ะค่ะ... แต่ไม่สนใจให้ใครมาผูกมัดด้วยมั๊ง"
"แค่มีคนคอยห่วง คุยด้วย กอดเวลาเราเหงา ก็พอ" ฉันตอบ
"ถ้าแบบ...ต้องเลือก กอดใครในวงนี้ก่อน จะเลือกใคร?"
"กอดพร้อมกันได้ไหมล่ะ?" ฉันหัวเราะตอบ มือก็ลูบปลายผมตัวเองเล่นเบา ๆ ฉันไม่ได้แกล้ง ฉันแค่...รู้สึกกล้ากว่าเดิม เหมือนทุกสายตาที่จับจ้องมากระตุ้นให้ฉันเป็ตัวเองมากขึ้น ทุกคนฟัง ทุกคนมอง ทุกคนเหมือนพร้อมจะเข้าใจกันแบบไม่ต้องใช้คำพูด พี่ฟลุคที่นั่งข้างซ้ายโน้มตัวเข้ามากระซิบอะไรบางอย่างใกล้หู จนลมหายใจเขาแตะใบหูฉัน
"ถ้าหลินร้องเพลงเพราะเพราะ เพราะว่าความรู้สึกมันออกมาจากตรงนี้ใช่ไหม?" มือเขาแตะแผ่นอกฉันเบา ๆ ตรงเหนือหัวใจ ฉันไม่ได้ถอย...แค่ยิ้ม เพราะรู้ว่าใจฉัน มันก็เต้นแรงพอ ๆ กับตอนอยู่บนเวทีนั่นแหละ
พอแก้วที่สามจบลง ฉันรู้สึกว่าทุกเสียงในหัวมันเบาลง เหลือแต่เสียงหัวใจตัวเองที่เต้นเป็จังหวะเดียวกับเสียงกีตาร์เบา ๆ ที่เป้ดีดเล่นอยู่ด้านหลัง เรานั่งล้อมกันในวงเล็ก ๆ พิงกันบ้าง หัวเราะใส่กันบ้าง ต้นเอนหลังลงบนหมอนใบใหญ่ ดึงฉันให้ขยับไปนั่งข้าง ๆ มือเขาแตะหลังฉันเบา ๆ แล้วลูบขึ้นลงอย่างไม่ตั้งใจนัก...หรือบางทีเขาก็แค่อยากให้มันดูไม่ตั้งใจก็ได้
“หลินว่านะ...” ฉันพูดขึ้นตอนที่ทุกคนเงียบฟังเพลง “บางที...อารมณ์แบบนี้มันเหมือนตอนอยู่ในเพลงเลยเนอะ...แบบที่ไม่ต้องพูดอะไรมาก แค่รู้ว่าทุกคนกำลังรู้สึกคล้าย ๆ กัน”
“ต้นคิดว่ามันก็คล้ายเวลาเราหลับตาแล้วมีใครมากระซิบข้างหู...” เขาว่าพลางโน้มหน้ามาใกล้ฉัน
“พี่เอว่า บางทีมันก็เหมือนมือที่เลื่อนไปแตะตรงไหนสักที่โดยที่เราไม่รู้ตัว” แล้วนิ้วพี่เอก็แตะลงบนต้นขาฉันเบา ๆ จนฉันขนลุกวูบ
ฉันหันไปสบตาพี่เออ สบตาทุกคน จริง ๆ แล้ว ทุกสายตานั้นมองมาเหมือนกำลังถามฉันว่าพร้อมจะไปไกลแค่ไหน
“ถ้า...หลินจะถามอะไรแบบ 18+ หน่อย ทุกคนโอเคไหม?” ฉันถามทั้งที่ยิ้มแต่หัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าตอนขึ้นเวที
“ถามมาเลย” เป้ยิ้มตาเป็ประกาย
“ถ้าไม่โอเค พี่เอจะตอบก่อนคนแรกเลย” พี่เอตอบแล้วหัวเราะเบา ๆ
“ทุกคนเคยจินตนาการ...แบบว่า ถ้าอยู่กับใครสักคนในห้องซ้อมนี้...โดยไม่มีเสื้อผ้าอยู่เลย...เคยไหม?”
ไม่มีใครตอบในทันที แต่ทุกคนยิ้ม...ยิ้มที่เหมือนยอมรับ...และปล่อยให้จินตนาการลามเลียไปทั่วทั้งวง ต้นขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด มือที่วางบนหลังฉันเริ่มไล้ช้า ๆ อย่างเปิดเผยขึ้น
พี่ฟลุคเองเอียงตัวเข้ามากระซิบข้างหู “หลินรู้ไหมว่า...ตอนหลับตาฟังเสียงเธอร้อง พี่ก็คิดไปไกลกว่าท่อนจบเพลงแล้วนะ”
ฉันรู้สึกได้ว่าขาเป้แนบมาข้าง ๆ ฉัน แล้วหลังมือเขาเลื่อนมากระทบต้นขาฉันเบา ๆ แบบไม่ตั้งใจ...แต่ก็ไม่ชักกลับ ฉันไม่ได้ห้ามใครเลย…เพราะบางอย่างในตัวฉันตอนนั้น มันยอมแล้ว...ยอมให้กับบรรยากาศนี้ ยอมให้กับแววตา ัั และคำพูดที่ค่อย ๆ เปลือยใจ และยิ่งฉันนิ่ง…ยิ่งมีเสียงกระซิบถามต่อมาอีก
“หลินชอบให้ััตรงไหนมากที่สุด?”
“ถ้าต้องเลือกว่าจะให้ใครในวงนี้จูบที่แรก...จะเลือกใคร?”
“ชอบตอนโดนแตะตอนที่เผลอ ๆ หรือเวลาจงใจมากกว่า?”
ฉันตอบบ้าง...เลี่ยงบ้าง...หัวเราะบ้าง แต่มือทุกคนค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ จนฉันไม่แน่ใจว่า ััไหนมาจากใคร...ฉันไม่รู้ว่าใครเริ่มก่อน ใครแตะที่เอว ใครััแผ่นหลัง ใครไล้นิ้วลงมาตามต้นขา รู้แค่ว่าร่างกายฉันกำลังตอบสนอง...โดยที่ใจฉันไม่ต่อต้านเลยแม้แต่นิดเดียว