เช้านี้ทุกคนตื่นขึ้นมาอย่างสดใส แม้กระทั่งหลินเว่ยเว่ยที่นอนไม่ค่อยหลับ ก็ต้องตื่นขึ้นมาเพื่อช่วยหลาน ๆ บ้าง นางเองก็รู้ตัวว่าตัวเองเป็ภาระตัวใหญ่ของหลาน ๆ
“ป้ารองเข้าไปอยู่ในบ้านเถอะ ตรงนี้มันหนาวนะ” หลินซานที่ไม่ค่อยพูดกับนาง เอ่ยอย่างเป็ห่วง
หลินซาน เด็กน้อยวัย 8 หนาว หน้าตาคมเข้ม ผิวสีน้ำผึ้ง หน้าคล้ายกับผู้เป็บิดาแทบทุกส่วน ในตอนแรกหลินเว่ยเว่ยก็ไม่ค่อยสังเกตเด็ก ๆ แม้แต่น้อย พวกเขาไม่ได้ผอมแห้ง แต่ก็ไม่กล้าใช้คำว่าอวบอ้วน หรือสมส่วน
พูดง่าย ๆ คือ กำลังจะขาดสารอาหาร
อาจเป็เพราะก่อนหน้านี้ หลินเจ๋อ (เจ๋อที่แปลว่ามีสติปัญญาล้ำเลิศ) ผู้เป็พ่อของเด็กทั้งสาม เป็นายพรานที่เก่งกาจ เขาเป็คนที่มีพละกำลังมาก แต่มีความคิดที่แสนใสซื่อ แต่เขาก็รักลูกของตนมาก เด็กทั้งสามคนนี้เรียกได้ว่า ไม่เคยขาดแคลนเนื้อสัตว์
เขาเองก็ถูกพี่ใหญ่เอาเปรียบหลังจากบิดา หรือตาเฒ่าหลินตายไป ที่ดินทำกินก็ถูกพี่ใหญ่ยึดไปทำเอง และอ้างฐานะพี่ชาย ด้วยอายุที่ห่างกันเกือบ 20 ปี ทำให้พี่น้องต่างเกรงใจ
พอเขาตายไปเพราะถูกสัตว์ป่าทำร้าย แม่ของเด็กทั้งสามก็ตรอมใจตายตาม ั้แ่นั้นมา เด็กทั้งสามก็ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เนื้อสัตว์ตากแห้งที่พอมีเก็บไว้ก็ถูกบ้านใหญ่แย่งชิงไปหมด ที่นาก็ถูกบ้านใหญ่ยึดไปทำเอง อ้างกับชาวบ้านว่าเด็ก ๆ อาจทำนาไม่เป็ ในฐานะญาติคนเดียวที่ยังเหลืออยู่ จะคอยส่งอาหารให้เด็ก ๆ เป็ค่าตอบแทน
แต่อาหารนั่นส่วนใหญ่ก็ไม่เคยตกถึงมือ บางครั้งก็มีเพียงธัญพืชถุงเล็ก ๆ มาให้แทน
หลินลี่คนเก่าไม่อยากมีเื่กับบ้านใหญ่ เพราะตนเป็เด็กสาว ขนาดพ่อที่ตัวใหญ่ และแข็งแรง ยังสู้เอาที่ดินทำกินตัวเองคืนมาไม่ได้
“ป้ารอง” หลินเว่ยเว่ยที่กำลังเหม่อลอย สะดุ้งเล็กน้อย
หลินลี่เมื่อเห็นป้ารองยืนนิ่งมองหลินซาน ที่กำลังจุดไฟอยู่นั้น นางกลัวป้ารองจะหนาวเกินไป จึงนำผ้าห่มมาคลุมไว้บ่นไหล่อย่างบางเบา หลินเว่ยเว่ยสะดุ้งเล็กน้อย และรับผ้าห่มมาอย่างยินดี และพูดขอบใจเบา ๆ
“ป้ารอง ข้าว่าจะขึ้นเขาไปหาของป่าน่ะ เมื่อวานข้าลืมเล่าท่านว่า เจอหมอหลี่ที่ตัวเมือง หมอหลี่บอกว่าถ้าท่านได้ดื่มน้ำแกงใส่โสมร่างกายจะดีขึ้น แต่ข้าดันขายไปหมดนี่สิ เลยตั้งใจว่าจะไปหามาอีก” หลินลี่นึกถึงคำที่หมอหลี่บอก ว่าครรภ์นี้ยังไม่มั่นคงนัก ถ้าได้บำรุงร่างกายบ่อย ๆ ก็จะดีขึ้นเอง
คำพูดของหลินลี่ก็ทำเอานางแอบคิดว่านางคิดว่าตัวเองเป็นางเอกก็จะเจอโสมทุกครั้งที่เข้าป่าหรือไง แต่นั่นก็ทำได้แต่คิดในใจ
หลินเว่ยเว่ยเองก็อยากไปช่วยหลินลี่ แต่เมื่อนึกถึงร่างกายของตนที่แค่เพียงลุกขึ้นก็รู้สึกเวียนหน้าแล้ว นางไปคงจะเป็ภาระเปล่าๆ
“ไม่ต้องบำรุงข้าขนาดนั้นหรอก ถ้าหาได้ก็เอาไปขายเก็บเงินไว้ใช้เถอะ เทียบยาที่หมอหลี่ทิ้งไว้ก็ดีมากแล้ว ข้ารู้สึกว่ามีเรี่ยวแรงมากกว่าเมื่อก่อนเยอะ” โสมนั่นนางคิดว่าตนไม่สมควรที่จะได้กิน ถ้ามันแพงขนาดนั้นก็ขายไปเถอะ
“ไหนป้ารองบอกว่า ถ้าหายดีแล้วจะช่วยเหลือพวกเรา ถ้าท่านไม่บำรุงร่างกายแล้วเมื่อไรจะหายดี”
หลินเว่ยเว่ย เมื่อนึกถึงสภาพตัวเองก็ได้แต่จนใจ ถ้าโสมนั่นทำให้นางฟื้นตัวเร็วขึ้นก็คงจะดี หลังจากนั้นค่อยตอบแทนพวกเด็ก ๆ
“ก็ได้ ถ้าป้ารองดีขึ้น เ้าต้องให้ข้าได้ช่วยเหลือบ้าง ถ้าข้าดีขึ้นในเร็ววัน ข้าจะช่วยพวกเ้าทวงที่ทำกินจากลุงใหญ่เ้าเอง” หลินเว่ยเว่ยเมื่อนึกถึงสิ่งที่จะช่วยเด็ก ๆ ได้นางก็รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย
“นั่นสิ ข้าก็ยังไม่รู้ว่าจะทวงคืนอย่างไร จะให้ผู้ใหญ่บ้านจัดการ ลุงใหญ่ก็คงไม่พอใจ ไหนจะเื่ป้ารองที่ต้องพึ่งลุงใหญ่ละ ถ้าลุงใหญ่ไม่เป็พยานว่าท่านแต่งงานแล้วก็แย่น่ะสิ” หลินลี่ตั้งใจว่าตอนแรกจะไปพูดดี ๆ แต่วิธีนั้นหลินลี่คนเก่าทำมาแล้วก็ยังไม่สำเร็จ
พอนึกถึงป้ารอง ผู้ที่ได้ที่ดินคืนมาจากลุงใหญ่ นางก็คิดว่าให้เป็เื่ของผู้เชี่ยวชาญดีกว่า
เมื่อลองนึกถึงคำป้ารองที่พูดไว้ก่อนหน้านี้ ถ้านางหักดิบจนเกินไป ถึงไม่มีเื่ป้ารองให้นึกถึง นางก็เป็ผู้น้อย ไม่มีอำนาจ ผู้ใหญ่กระทำการใด โดยเฉพาะเป็ญาติผู้ใหญ่ ก็จะดูน่าเชื่อถือกว่านางที่ยังไม่ปักปิ่นอยู่ดี
“เ้าเสียดายที่ดินบรรพบุรุษหรือไม่” หลินเว่ยเว่ยถามออกไป
“ไม่ ข้าคิดว่าท่านปู่คงเสียใจถ้ารู้ว่าที่ดินผืนนั้น บ้านสามอย่างพวกเราไม่ได้ใช้ประโยชน์แม้แต่น้อย” ตาเฒ่าหลินแบ่งที่ดินให้ลูกทั้งสามคนอย่างไม่มีใครน้อยหน้า แต่บ้านสามก็ยังถูกเอาเปรียบ
แบ่งให้บ้านใหญ่ 30 หมู่ พร้อมบ้านหลังใหญ่ที่มุงกระเบื้องอย่างดี และได้เงินกองกลางไป 3 ส่วน แบ่งให้หลินเว่ยเว่ย 35 หมู่ และสินเดิมของมารดา ไม่ได้รับเงินกองกลางเพราะตาเฒ่าตายไปก่อนออกเรือน บ้านใหญ่อ้างว่าเลี้ยงดูนางมาหลังบิดาตายตั้ง 2 ปี จึงไม่ให้เงินกองกลาง ส่วนบ้านสาม ได้ที่ดิน 30 หมู่ และเงินกองกลางอีก 1 ส่วน
เป็ที่ดินไม่น้อยเลย สำหรับคนในชนบทที่ส่วนใหญ่ไม่มีที่นาเป็ของตัวเอง ทั้งหมู่บ้านต้าหนิวอยู่ห่างเมืองต้าหลางแค่ 10 ลี้เท่านั้น ใช้เวลาเดินครึ่งชั่วยามก็ถึงแล้ว
“แต่ข้าไม่ขายขาดทุนอย่างท่านป้ารองหรอกนะ” หลินลี่พูดติดตลก เพราะป้ารองจากที่ควรขายได้หมู่ละ 10 ตำลึงทอง นางขายได้หมู่ละ 10 ตำลึงเงิน
หลินเว่ยเว่ยเพียงยิ้มเจื่อนๆ ไม่ได้พูดอะไร แต่หลินลี่พลันหน้าซีดเมื่อรู้สึกว่าตัวเองกล่าวเกินไป
“ป้ารอง ข้าไม่ได้ตั้งใจที่จะพูดกระทบท่าน ข้ารู้ว่าท่านในตอนนั้นรีบใช้เงิน ทั้งนายหน้า พอเห็นว่าท่านเป็สตรีก็กดราคา ถ้าลุงใหญ่ยอมช่วยเหลือป้ารองบ้าง คงไม่ต้องขายแบบนี้ ข้าก็เช่นกัน ถ้าลุงใหญ่ให้ข้าวของตามที่กล่าวอ้าง ข้าก็ไม่คิดจะทวงที่ดินเร็วๆ นี้หรอก” หลินลี่รีบอธิบายอย่างรวดเร็วเพราะกลัวป้ารองจะเข้าใจตนผิด
หลินลี่ตั้งใจจะหยอกล้อป้ารอง เพื่อคลายเครียดเท่านั้น แต่กลายเป็ว่าเหมือนตนด่าป้ารองอ้อม ๆ ว่าโง่ที่ยอมขายในราคาเช่นนั้น
หลินเว่ยเว่ยรู้เจตนาคนตรงหน้าดี แต่นางก็แค่หยอกล้อกลับเช่นกัน
แต่มีหนึ่งสิ่งที่แม้แต่คนเคยอ่านนิยายอย่างนางไม่รู้ แต่หลินเว่ยเว่ยกลับรับรู้เป็อย่างดี
โฉนดที่ดิน 30 หมู่ ยังนอนแอ้งแม้งอยู่ในกล่องไม้ของนางอย่างไรละ
หลินเว่ยเว่ยก็ไม่ได้โง่ซะทีเดียว นางบอกว่าจะยกเงินทั้งหมดที่ขายที่ดินให้บ้านสามี แต่นางขายไปแค่ 5 หมู่เท่านั้น
หลินเว่ยเว่ยผู้นี้ยังคงเป็ป้ารองตัวร้ายที่น่าหมั่นไส้เหมือนเดิม