“มา หนึ่ง สอง ออกแรง...”
พวกผู้ชายร้องเสียงพร้อมเพรียงทะลุท้องฟ้าของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ต่อมาเห็นแค่เศษฝุ่นบินขึ้นตามลม บ้านเก่าตระกูลเผยภายใต้ความพยายามของทุกคน กลายเป็นกองดินเหลือง
วันนี้เป็นวันที่จู้เจียงเจียงรื้อบ้านเก่าสร้างบ้านใหม่ นางขอคนในหมู่บ้านมาช่วย หนึ่งวันสิบเหวินยังรวมข้าวสองมื้อ
เงื่อนไขนี้ได้มากกว่าแรงงานในเมืองเสียอีก ดังนั้นเมื่อวานแค่นางเอ่ยปาก คนในหมู่บ้านที่มาได้ล้วนมากันหมด
“เสร็จแล้ว ดินนี้ก็ให้พวกผู้หญิงเกลี่ยถมให้เรียบ พวกผู้ชายไม่กี่คนขึ้นเขาเถอะ”
สวีเหล่าซานใช้มือปัดฝุ่นชวนสำลักตรงหน้า เมื่อโบกมือใหญ่ พาพวกผู้ชายพกมีดตัดฟืน เดินไปทางด้านหลังภูเขาของหมู่บ้าน
สร้างบ้านใหม่ต้องการไม้จำนวนมาก นอกจากนั้นจู้เจียงเจียงพูดไว้ บ้านใหม่ที่นางจะสร้างหลังนี้ไม่ต้องการอิฐโคลน ใช้ท่อนไม้ทั้งหมดนี่ยิ่งต้องการมากขึ้น
จู้เจียงเจียงก็จนปัญญา นางไม่ชอบบ้านที่สร้างออกมาจากอิฐโคลนจริง ๆ เวลานอนมีแต่กลิ่นดินโคลนเต็มห้อง ทั้งยังติดเสื้อผ้าเปื้อนไปหมด
ถึงอย่างไรบ้านเกิดชาติก่อน เอกลักษณ์ของพวกเขาก็คือถู่โหลวจากท่อนไม้ นางตัดสินใจทำตามแบบถู่โหลวของบ้านเก่า สร้างแบบเดียวกันที่นี่
ถู่โหลวมีสองชั้น ด้านล่างครึ่งหนึ่งสถานะกลวงรับลม ดังนั้นต้องการท่อนไม้ค่อนข้างแข็งแรงมาค้ำยันไว้
จู้เจียงเจียงใช้เงินก้อนใหญ่ซื้อท่อนไม้มาเป็นเสาค้ำยันหลายสิบท่อนจากเมือง หนึ่งท่อนหนักถึงร้อยจิน ครอบครัวใหญ่ในเมืองใช้สร้างจวนโดยเฉพาะ
ตอนนางที่เป็นสาวชนบทไปซื้อ เถ้าแก่ขายไม้ผู้นั้นยังยืนยันที่อยู่กับนางอยู่หลายครั้ง เกรงว่าตัวเองจะฟังผิด
รถม้าส่งไม้พูดอยู่ก็มาถึงแล้ว
“เถ้าแก่หลิว ทำไมท่านถึงมาด้วยตัวเองได้?”
จู้เจียงเจียงเห็นรถม้ามาถึงหน้าหมู่บ้านอยู่ไกล ๆ รู้ว่าคนส่งไม้มาแล้วจึงวิ่งเหยาะ ๆ มานำทาง
เห็นคนที่เดินนำหน้ามา ปรากฏว่าเป็นเถ้าแก่หลิวที่ขายไม้ นี่ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกใจนิด ๆ
ที่หลิวเชิงมา เป็นเพราะความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองล้วน ๆ
เขาก็แค่อยากมาดูว่าหมู่บ้านเสี่ยวฮวงในคำเล่าลือนี้มีลักษณะอย่างไร ถึงอย่างไรทั้งเมืองเจียงหนานล้วนดื่มชาของที่นี่อยู่
แต่ความเป็นจริงทำให้เขารู้สึกผิดหวังมาก
หมู่บ้านนี้ถึงขั้นแร้นแค้น นอกจากจู้เจียงเจียง คนอื่น ๆ ดูแล้วท่าทางจนไม่มีข้าวกิน แม้แต่เสื้อผ้าสวย ๆ ไม่มีรอยปะเย็บยังไม่มี
หมู่บ้านแบบนี้ มีจุดไหนควรค่าแก่การสร้างบ้านดี ๆ หนึ่งหลังที่นี่กัน?
ถึงแม้ในใจจะรู้สึกผิดหวังมาก แต่หลิวเชิงไม่มีทางแสดงความคิดในใจออกมาภายนอก ถึงอย่างไรจู้เจียงเจียงก็จ่ายเงินที่ควรจ่ายแล้ว
“แม่นางจู้พูดเล่นแล้ว ข้าได้ยินว่าหมู่บ้านเสี่ยวฮวงมีทิวทัศน์ภูเขาชาสวยงาม จึงตามมาดู แม่นางคงไม่ถือสากระมัง?” หลิวเชิงยิ้มพลางเอ่ยคำพูดอย่างเกรงใจ
“แน่นอนว่าไม่ เถ้าแก่หลิวมาได้เวลาพอดี ที่ข้ามีชาใหม่ อีกประเดี๋ยวให้ท่านหนึ่งขวดกลับไปลองชิม”
จู้เจียงเจียงไม่สนว่าเขาจะมาเพราะสาเหตุอะไร ขอแค่มีโอกาส นางก็จะใช้ชาเป็นสินน้ำใจ
แบบนี้ ในเวลาเดียวกับที่สร้างสัมพันธ์อันดีกับพ่อค้าในเมืองพวกนี้ ยังสามารถนำเสนอใบชาของตัวเอง ให้พวกเขาดื่มจนเคยชิน ก็กลายเป็นธุรกิจยืนยาว
เที่ยวนี้รถม้ามาทั้งหมดสามคัน คันแรกลากไม้สามท่อน ช่วงสาย ๆ ยังต้องมาอีกเที่ยว
จู้เจียงเจียงนับท่อนไม้เอง หลังจากส่งหลิวเชิงกลับด้วยความสุภาพ พวกผู้หญิงที่ทำงานก็ล้อมวงเข้ามา ชื่นชมอิจฉา ทั้งลูบทั้งคลำ
“อุ๊ย ไม้นี้แข็งแรงจริง ๆ หนึ่งท่อนคงเสียเงินไปไม่น้อยกระมัง?”
“เห็นด้วย ไม้แบบนี้ พวกเราเคยเห็นแค่ประตูที่ว่าการอำเภอ สะใภ้เล็กยังตัดใจได้ลง”
ไม้นี้ทาน้ำมันสนแล้ว ป้องกันน้ำ ปลวก พูดได้ว่าเป็นทรัพย์สินขนาดใหญ่ สามารถส่งต่อรุ่นต่อไป เป็นธรรมดาที่คนในหมู่บ้านจะอิจฉาสุด ๆ
ผู้หญิงสองสามคนกำลังพูดสอบถามราคาไม้อย่างอ้อม ๆ จู้เจียงเจียงยิ้มเล็กน้อยไม่พูดแต่เดินหนีออกไปทำงาน
หากให้พวกนางรู้ว่าจู้เจียงเจียงซื้อไม้หนึ่งท่อนใช้เงินหนึ่งตำลึง ไม่แน่ว่าคนในหมู่บ้านคงต้องพูดอะไรลับหลังอย่างไม่ต้องสงสัย
จู้เจียงเจียงกับคนที่มาช่วยเหลือ ใช้เวลาทั้งหมดหนึ่งวันเต็มถึงทำความสะอาดดินในบ้านเก่าหมด ทั้งหมดนำไปเติมบริเวณหน้าประตูลาน ขยายลานบ้านให้ใหญ่ขึ้น
ส่วนดินที่ขุดเกินออกมา จู้เจียงเจียงตัดสินใจเด็ดขาด ถมส่วนแปลงนาครึ่งหนึ่งที่แตกร่วงแล้วหน้าประตู เก็บไว้ปลูกผักกิน
คนในหมู่บ้านเห็นแล้วต่างก็ปวดใจแทน แต่จู้เจียงเจียงดำเนินงานอย่างรวดเร็วและเฉียบขาด พูดคำไหนคำนั้น ใครเตือนก็ไม่มีประโยชน์
เพราะแบบนี้เอง ในช่วงเวลาที่สร้างบ้าน ทุกคนฟังคำสั่งนางทุกอย่าง ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ถึงสร้างบ้านได้อย่างราบรื่นเป็นพิเศษ
โครงร่างแบบบ้าน ตอนสร้างถึงชั้นที่สอง หมิงเหยาและหมิงจี่สองพี่น้องก็มาอย่างกะทันหัน
“ขออภัยจริง ๆ ทำได้แค่รับรองพวกท่านอยู่ข้างทางแล้ว”
หลายวันที่สร้างบ้านนี้ จู้เจียงเจียงกับเผยเสี่ยวอวี๋ก็นอนอยู่ใต้เพิงในลานบ้าน ส่วนทำกับข้าวต่าง ๆ เพื่อไม่ให้โดนฝุ่นจึงย้ายไปข้างถนน
ดังนั้นสองพี่น้องตระกูลหมิงมาก็ทำได้แค่รับรองพวกเขาอยู่ข้างถนนแล้ว
“แม่นางเกรงใจแล้ว”
หมิงจี่ถือถ้วยชายืนอยู่หน้าลานบ้าน มองบ้านที่จู้เจียงเจียงกำลังสร้างอย่างสนใจ “แม่นาง ที่เจ้าสร้างเป็นศาลาหรือบ้านกันแน่?”
ชั้นล่างผืนใหญ่แบบนั้นไม่มีกำแพง มีแค่เสาไม่กี่ต้นค้ำยันอยู่ ดูเหมือนศาลาแต่ก็ไม่ใช่ เพราะด้านบนมีบ้านคลุมอยู่
บ้านใครบนศาลายังมีบ้านคลุมอยู่กัน
“นี่เป็นแบบบ้านแบบหนึ่ง คุณชายหมิง แม่นางหมิง วันนี้พวกท่านเดินทางมาหาข้ามีธุระอะไรหรือ?” จู้เจียงเจียงเปลี่ยนหัวข้อ
นางนึกว่าครั้งก่อนในสำนักศึกษาตระกูลหมิง นางสร้างความไม่พอใจให้ตระกูลหมิงของพวกเขาไปแล้ว
คิดไม่ถึงพวกเขายังจะมาหานางอีก!
“แม่นาง ตั้งแต่โบราณผู้หญิงเข้าสำนักศึกษาส่วนตัวไม่ได้ แม้แต่ข้ายังต้องแต่งกายเป็นชายถึงเข้าเรียนในสำนักศึกษาบ้านของตัวเองได้ เจ้าเรียนหนังสือที่สำนักศึกษาไหน? กลับให้ผู้หญิงเข้าได้”
หมิงเหยาอยากรู้มาก ดึงจู้เจียงเจียงมาถามอย่างรวดเดียว นัยน์ตาเผยแสงแห่งความอิจฉาเจิดจ้าออกมาเสียจนทำให้คนข้าง ๆ เกือบตาบอดแล้ว
“ท่านอยู่สำนักศึกษาส่วนตัวของบ้านตัวเองยังต้องแต่งเป็นชายไปเรียนหนังสืออีกหรือ?!”
จู้เจียงเจียงทำหน้าตกใจ แบบนี้ละก็ เรื่องที่นางจะส่งเผยเสี่ยวอวี๋ไปสำนักศึกษาส่วนตัวคงจะหมดหวังแล้วกระมัง?
“ยังคิดว่าตัวเองแต่งเป็นชายเข้าห้องเรียนขายหน้าไม่พอหรือ?”
หมิงจี่นั่งลงอีกครั้ง น้ำเสียงเอ็นดูสุด ๆ แค่ฟังก็รู้ว่าไม่ได้กำลังตำหนิน้องสาวเขาคนนี้จริง ๆ “เหยาเอ๋อร์ซุกซน แม่นางอย่าถือสา”
“เราสองคนมาวันนี้ อยากทำการค้าที่ยาวนานหนึ่งกับเจ้า หลังจากวันนั้นน้ำแกงหวานของสำนักศึกษาตระกูลหมิงของเราจะเปลี่ยนเป็นน้ำชา ฉะนั้นต้องรบกวนแม่นางแล้ว”
มีการร่วมมือระยะยาวมาถึงบ้าน เป็นธรรมดาที่จู้เจียงเจียงแทบทนรอไม่ไหว
แต่ว่า ที่สองพี่น้องตระกูลหมิงรออยู่กลับไม่ใช่ท่าทางดีอกดีใจของนาง แต่เป็นคำพูดแทงใจดำของนาง ที่ทำให้สองพี่น้องตระกูลหมิงตกใจนิ่งอึ้งจนพูดไม่ออก
“ดังนั้นจูชิงหราน คุณชายจูกับท่านรู้จักกันในสำนักศึกษาส่วนตัว อีกทั้งเขายังมองออกว่าท่านคือผู้หญิง ดังนั้นเขาชอบท่านถูกไหม?”
เรื่องราวเหลียงชานปั๋วกับจู้อิงไถในชีวิตจริง!
จู้เจียงเจียงสอดรู้จนรู้สึกตื่นเต้นแปลก ๆ ใบหน้าอยากรู้จ้องมองไปที่หมิงเหยา แสดงออกอย่างชัดเจนว่าอยากรู้มากกว่านี้