ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    เล่มที่ 4 บทที่ 99 ตระกูลหม่ามอบวัวให้เป็นของขวัญ

            บุรุษรูปร่างสูงใหญ่เอ่ยถามเสียงสูงว่า“ขออภัยขอรับ ที่นี่คือบ้านของสองสามีภรรยาหวังเฮ่ากับหลี่ซื่อใช่หรือไม่?”

            หลิวซื่อที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านหลังจากไปขายซาลาเปาที่อำเภอนางกำลังนั่งพักให้หายเหนื่อยก็ได้ยินเสียงตะโกนแว่วมา หญิงชราเดินออกมาพลางสอดสายตามองเอ่ยตอบว่า “ย่อมใช่”

            “พวกเราเป็นบ่าวรับใช้ในจวนตระกูลหม่ามาส่งมอบวัวให้ตามคำสั่งของฮูหยินของพวกเราขอรับ”

            หลิวซื่อทอดสายตาผ่านซี่รั้วมองวัวตัวนั้นทันใดนั้นแววตาของนางพลันสว่างวาบ ในใจยินดีเป็นล้นพ้น ทว่าอย่างไรก็ตามนางก็ยังคงต้องถามให้ชัดเจนอย่าให้เกิดข้อผิดพลาด “ตระกูลหม่า ตระกูลหม่าไหนหรือ?”

            ยังคงเป็นชายร่างสูงผู้นั้นที่ตอบว่า“นายท่านของพวกเราคือเถ้าแก่ร้านเซียงเยวี่ยไจ คือตระกูลหม่านั้นขอรับ”

            “ที่แท้ก็คือนายท่านหม่าแห่งตระกูลหม่านี่เองข้ารู้จัก ข้าเองก็เคยได้พบหน้านายท่านหม่าเช่นกัน ฮ่าๆฮูหยินของนายท่านหม่ามอบวัวให้ชิงชิงของบ้านเรา!” หลิวซื่อยินดีจนหัวเราะเสียงดังนางรีบสาวเท้าก้าวยาวๆ ออกไปต้อนรับทันที

            หลี่ชิงชิงที่กำลังกวาดพื้นในห้องโถง ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวด้านนอกก็รีบก้าวออกไปดูทันทีก่อนที่นางจะเห็นบุรุษสองคนในชุดสีเขียวกำลังจูงวัวเข้ามาในลานเรือน เอ๋ บุรุษสองคนนี้หน้าตาช่างคุ้นตานักอีกทั้งฮูหยินแห่งตระกูลหม่าผู้นั้น นี่มันเรื่องอันใดกันแน่?

            หลิวซื่อเหลือบสายตามองวัวทีหนึ่ง มองหลี่ชิงชิงทีหนึ่งสุดท้ายก็เอ่ยด้วยใจที่แสนจะชื่นมื่นว่า “ชิงชิงฮูหยินของนายท่านหม่ามอบวัวให้เจ้าหนึ่งตัว วัวตัวใหญ่ขนาดนี้ จะให้ไถนาหรือลากเกวียนก็ย่อมสบายมาก!”

            บุรุษทั้งสองในอาภรณ์สีเขียวทราบตั้งแต่แรกแล้วว่าสตรีอายุน้อยที่แต่งกายด้วยเครื่องประดับน้อยชิ้นตรงหน้าคือหลี่ชิงชิงภรรยาของนายทหารที่ได้รับคำยกย่องชื่นชมไม่หยุดจากนายท่านหม่าชิงพวกเขาทั้งสองรีบรุดเดินขึ้นมาโค้งกายทำความเคารพและเอ่ยพร้อมกันว่า“ข้าน้อยหม่าต้าจู้ ข้าน้อยหม่าซานเหลียน ขอคารวะหลี่ฮูหยินขอรับ”

            หลี่ชิงชิงพยักหน้ารับเบาๆก่อนจะทอดสายตาไปทางวัว นี่คือวัวทางใต้ เป็นวัวที่โตเต็มวัยแล้ววัวทางใต้จะมีขนาดเล็กกว่าวัวทางเหนือเล็กน้อย

            วัวตัวนี้มีความยาวประมาณสองหมี่สูงประมาณครึ่งหมี่ ขนส่วนใหญ่เป็นสีเหลือง ขาหน้าสองข้างแซมไปด้วยขนสีดำเล็กน้อย บนหัวมีเขาสีดำสองเขาจมูกทั้งใหญ่ทั้งดำ สะบักไหล่ใหญ่เล็กน้อย นับว่าเป็นวัวตัวผู้ที่โตเต็มวัยแล้ว

            อายุขัยของวัวอยู่ที่ยี่สิบปี ไม่รู้ว่าวัวตัวนี้อายุเท่าไรแล้ว?

            หลี่ชิงชิงเอ่ยถามตามตรง “ไม่มีรางวัลใดที่ไร้ที่มาที่ไปเหตุใดนายท่านกับฮูหยินของพวกเจ้าถึงมอบวัวให้ข้าหรือ?”

            วัวทนได้ทั้งความร้อนและความหนาว แรงเยอะเลี้ยงง่าย ดูแลก็ง่าย เป็นผู้ช่วยที่ดีสำหรับชาวไร่ชาวนา

            วัวที่โตเต็มวัยหนึ่งตัวอย่างน้อยก็ขายได้สิบตำลึง ทั้งยังเป็นสินค้าที่มีราคาสูงทว่าคนต้องการน้อย จึงทำให้ขายต่อได้ยากยิ่ง

            ในแคว้นต้าถังมีวัวอยู่น้อย และราชสำนักยังออกกฎเรื่องการเลี้ยงวัวเป็นพิเศษไม่ว่าผู้ใดก็มิอาจสังหารวัวได้ตามใจชอบมีเพียงวัวที่ตายด้วยสาเหตุที่มิได้มาจากมนุษย์เท่านั้น ที่จะสามารถนำมารับประทานได้

            หม่าต้าจู้หันกลับไปเห็นว่าด้านนอกมีชาวบ้านหลายสิบคนที่พากันมามุงดูวัวเขาเอ่ยเสียงต่ำว่า “ฮูหยิน ขอให้ข้าได้เข้าไปอธิบายให้ท่านได้ฟังด้วยเถิดขอรับ”

            หลี่ชิงชิงเชิญทั้งสองคนเข้าไปในห้องโถงก่อนเอ่ยถามว่า “นายท่านหม่ากลับมาจากแดนเหนือแล้วหรือ?”

            หม่าต้าจู้มิได้สบสายตาหลี่ชิงชิง เขาเอ่ยตอบว่า“เป็นเช่นนั้นขอรับ นายท่านของพวกเรากลับมาถึงเมื่อวันก่อนเมื่อวานนี้นายท่านได้เอ่ยถึงท่านกับฮูหยินฮูหยินของพวกเราค่อนข้างให้ความสำคัญกับท่าน จึงได้สั่งให้ข้าน้อยทั้งสองนำวัวมามอบให้ถึงหมู่บ้านขอรับ”

            หลี่ชิงชิงผลิยิ้มบางพลางเอ่ย“ดูท่าการค้าของนายท่านหม่าในแดนเหนือจะกำลังรุ่งเรือง”

            หม่าซานเหลียนยังไม่มีโอกาสได้เอ่ยสักคำ เขาก็คือบุรุษในชุดเขียวอีกคนที่ตัวเตี้ยกว่าเล็กน้อยชายหนุ่มเอ่ยด้วยท่าทางภาคภูมิใจว่า “หลี่ฮูหยินกล่าวได้ถูกต้องแล้วข้าน้อยขออนุญาตเอ่ยตามตรงไม่คิดปิดบังครานี้นายท่านของพวกเรายังมีโอกาสได้เข้าวัง เพื่อรับรางวัลจากใต้เท้าในวังหลวงด้วยขอรับ”

            เมื่อครู่หลี่ชิงชิงคิดเพียงว่า หม่าชิงอาศัยไข่เค็มในการเริ่มต้นธุรกิจการค้าในแดนเหนือนางจะนึกได้ที่ใดว่าหม่าชิงสามารถอาศัยไข่เค็มในการรับรางวัลจากใต้เท้าในวังหลวง

            ที่แท้แล้วเรื่องราวก็เป็นเช่นนี้มิน่าเล่าฮูหยินของหม่าชิงถึงได้มอบวัวหนึ่งตัวให้กับตน

            เพียงแต่ว่าหม่าซานเหลียนปฏิเสธที่จะเอ่ยถึงเรื่องราวในวังเพิ่มเติมส่วนหม่าต้าจู้ก็ยิ่งไม่เอ่ยสิ่งใดสักคำ

            เมื่อหลี่ชิงชิงเห็นว่าฮูหยินของหม่าชิงรู้จักที่จะตอบแทนในใจก็ให้รู้สึกซาบซึ้ง นางเอ่ยว่า “ข้าขอถามแซ่ของฮูหยินพวกเจ้าได้หรือไม่?”

            “ฮูหยินของพวกเราแซ่เฟิ่งขอรับ”

            “ต้องขอบคุณเฟิ่งฮูหยินสำหรับวัวที่มอบให้แล้ว”หลี่ชิงชิงกำลังครุ่นคิดว่า การค้าต่อจากนี้จะเป็นการร่วมมือระหว่างนางกับเฟิ่งฮูหยินหรือนางกับหม่าชิง?

            “ไอหยา บ้านเรามีวัวแล้ว!”

            “ช่างเป็นวัวที่ตัวใหญ่เหลือเกิน มันสูงกว่าพัวลาลาเสียอีก”

            “ข้าขอลูบวัวได้หรือไม่?”

            หวังฉิวตี้สามพี่น้องเดินวนรอบตัววัวในสวน พัวลาลาเองก็วนเป็นวงกลมรอบตัววัวเช่นกันมันกระดิกหางส่ายไปมา คนที่ไม่รู้คงคิดว่าวัวตัวนี้กับพัวลาลารู้จักกันมาตั้งแต่แรก

            เด็กๆ ในหมู่บ้านที่ยืนอยู่นอกประตู มองหวังพั่นตี้สามพี่น้องด้วยสายตาอิจฉาเป็นอย่างยิ่ง

            ในหมู่บ้านหวังไม่ปรากฏวัวให้เห็นมานานกว่าสิบปีแล้วยามนี้วัวตัวนี้ถือว่าเป็นวัวเพียงตัวเดียวที่มีในหมู่บ้าน

            ไม่เพียงเด็กเล็กเท่านั้นที่อิจฉาแม้แต่ผู้ใหญ่ก็ยังอิจฉาครอบครัวสกุลหวังยิ่ง

            ภารกิจที่หม่าต้าจู้และหม่าซานเหลียนได้รับยังไม่เสร็จสิ้นดีพวกเขาต้องจูงวัวและพาหลี่ชิงชิงไปยังศาลาว่าการเพื่อลงบันทึก

            เมื่อวานนี้พวกเขาได้ไปเยือนศาลาว่าการในเมืองเซียงเพื่อลบนามของวัวตัวนี้ออกจากผังสกุลตระกูลหม่าวันนี้พวกเขาจึงเดินทางเข้าอำเภอเพื่อลงบันทึกนามของวัวตัวนี้ใหม่ภายใต้ชื่อของหลี่ชิงชิงหลังจากนำใบบันทึกที่ศาลาว่าการอำเภอจัดการเสร็จ ไปมอบให้ศาลาว่าการของเมืองเซียงก็เป็นอันเรียบร้อย

            การเลี้ยงวัวก็ยุ่งยากวุ่นวายเช่นนี้ทว่ามันช่างเป็นสัตว์ที่ทำงานได้ดีเหลือเกิน อีกทั้งเรื่องอาหารก็ยังทานเพียงหญ้าต่อให้ตายไปทั้งเนื้อทั้งกระดูกก็สามารถนำมาทำเป็นอาหารได้ส่วนหนังก็สามารถนำมาทำเป็นรองเท้าได้ด้วย

            “ดีเหลือเกิน ในที่สุดบ้านเราก็มีวัวแล้ว”ผู้เฒ่าหวังวิ่งรุดจากแปลงผักในสวนที่หลังบ้านเพื่อมาดูวัวชายชรายินดีจนเกือบจะขยับเท้าเต้นระบำ ทุกคราที่เขาเห็นวัวบนถนนเส้นหลักความอิจฉาที่มีต่อเจ้าของวัวก็มักจะพุ่งริ้วขึ้นมาทุกที

            หวังจวี๋เอ่ยถามอย่างตื่นเต้น“พี่สะใภ้สามเจ้าคะ ข้าขอเลี้ยงวัวได้หรือไม่?”

            หลี่ชิงชิงเอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้ม “ได้สิ”

            หวังจวี๋กลอกตาวนรอบก่อนเอ่ย“ดีเหลือเกินเจ้าค่ะ หลังจากนี้ข้าจะได้เลี้ยงวัวแล้ว พี่สี่ก็สู้ข้าไม่ได้แล้ว!”

            สมาชิกในครอบครัวสกุลหวังล้วนปีติเป็นอย่างยิ่ง

            หลิวซื่อไม่กลัวความเหน็ดเหนื่อย นางตื่นเต้นที่จะได้เดินทางไปยังอำเภอเป็นเพื่อนหลี่ชิงชิงเพื่อลงบันทึกนาม

            ผู้เฒ่าหวังต้องตามไปด้วยแน่นอนอยู่แล้ว

            ยามที่สองสามีภรรยาเดินไปตามเส้นทางในหมู่บ้านนั้นคนที่ได้พบหน้าล้วนไม่มีผู้ใดที่ไม่ยินดีกับพวกเขา

            “ชิงชิงของข้าคือดาวนำโชคครอบครัวของพวกเราล้วนได้รับพรจากชิงชิง”

            หลิวซื่อหาได้เหมือนแม่สามีคนอื่นนางมิได้กดขี่ข่มเหงลูกสะใภ้ ทว่ามักจะยกย่องหลี่ชิงชิงอย่างไม่คิดตระหนี่แม้แต่น้อย

            ผู้เฒ่าหวังเปล่งเสียงหัวเราะอย่างเบิกบานใจยิ่งราวกับว่าอายุของเขาลดลงไปหลายปีเลยทีเดียว

            ในใจของหลี่ชิงชิงเองก็ดีใจอย่างถึงที่สุดเช่นกัน

            วัวสามารถลากเกวียน สามารถไถนามันมีประโยชน์มากมายนับไม่ถ้วน

            ก่อนหน้านี้หลี่ชิงชิงเองก็กำลังวางแผนจะซื้อวัวเช่นกันทว่าการซื้อวัวนั้นยุ่งยากเหลือเกิน นางจึงลังเลและคิดจะซื้อลาแทนทว่ายามนี้ช่างดีเหลือเกิน ตระกูลหม่ามอบวัวโตเต็มวัยให้นางหนึ่งตัวช่างเป็นเรื่องน่ายินดีที่สมปรารถนาดั่งใจจริงๆ

            ระหว่างทางไปยังอำเภอหม่าต้าจู้เปิดเผยว่าตระกูลหม่าค่อนข้างมีอำนาจในเมืองเซียงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการทหาร เขายังเอ่ยอีกว่า “การรวมพลทหารถือเป็นเรื่องง่ายสำหรับนายท่านของเราขอรับ”

            หลิวซื่อพลันสนใจหัวข้อนี้ทันทีนางอดที่จะโน้มกายไปเอ่ยข้างหูหลี่ชิงชิงไม่ได้ว่า “หากหวังเฮ่าสามารถเลือกเข้าร่วมค่ายทหารที่บ้านได้ก็คงดี”

            หลี่ชิงชิงย่อมรู้ดีว่าการได้เป็นทหารในแถบหมู่บ้านย่อมสะดวกสบายกว่ามากทว่าหวังเฮ่าจะยินดีออกจากค่ายทหารที่เขาคุ้นเคย มาอยู่ในค่ายทหารแห่งใหม่เพื่อเริ่มต่อสู้ใหม่ตั้งแต่ต้นหรือ?

            หัวใจของหวังเฮ่าปรารถนาที่จะเป็นทหารที่ดี

            ไม่ทันได้รู้ตัว พวกเขาก็เดินทางมาถึงศาลาว่าการอำเภอแล้วเพียงครู่เดียววัวตัวนี้ก็ได้รับการบันทึกว่ามีหลี่ชิงชิงเป็นเจ้าของ

            หลี่ชิงชิงมาถึงแคว้นต้าถังได้ไม่กี่เดือนในมือนอกจากจะครอบครองที่ดินสองหมู่แล้ว นางยังมีวัวเป็นของตนเองอีกด้วย

            ทันทีที่หม่าต้าจู้กับหม่าซานเหลียนออกจากศาลาว่าการก็ตั้งใจจะกลับไปยังตระกูลหม่าที่เมืองเซียงเพื่อรายงานเกี่ยวกับภารกิจนี้

            หลี่ชิงชิงเอ่ยขึ้นว่า “คราวที่แล้วข้าได้ฝากพริกสับดองไปกับหลงจู๊ของร้านเซียงเยวี่ยไจที่เมืองเซียงให้เขาช่วยส่งไปให้จวนของพวกเจ้าได้ลองทาน ไม่ทราบว่าทั้งนายท่านและฮูหยินของพวกเจ้าชอบมันหรือไม่ข้ามีอาหารจานใหม่ที่ทำจากพริกสับดองอยู่สองสามจาน...”

    คล้ายกับเรื่องข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ] ที่คุณอ่าน