บทที่ 4
เงินมากมายที่ตั้งเรียงรายกันอยู่บนโต๊ะทรงกลม เงินทองที่มากมายขนาดที่บางทีช่วงชีวิตหนึ่งของคนที่ยากจนนั้นไม่มีโอกาสจะหาได้แต่ทว่าคนพวกนี้กลับนำมันมาใช้อย่างฟุ่มเฟือย พวกเขาได้ตกลงเข้าร่วมการเดิมพันของหยางหลงที่ยื่นไป หยางหลงนั้นได้ยืนแสดงรอยยิ้มให้กับเหล่าเศรษฐีที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของเขา “ เจ้าจะเดิมพันอะไร ” หนึ่งในคนเหล่านั้นได้กล่าวถามหยางหลงออกมา เมื่อได้ยินคำถามเช่นนั้นหยางหลงก็ได้หยิบเหรียญทองที่ตั้งอยู่เป็นแถวเบื้องหน้าของเขามาหนึ่งเหรียญ เหล่าเศรษฐีได้มองการกระทำของหยางหลงอย่างตาไม่กระพริบเหล่าเศรษฐีนั้นกังวลว่าหยางหลงจะโกงพวกเขาอีก เมื่อได้หยิบเหรียญทองขึ้นมาแล้วหนึ่งเหรียญสิ่งที่หยางหลงนั้นทำต่อไปก็คือ...เขานั้นได้หยิบเหรียญขึ้นไปบนอากาศ เหรียญสีทองที่หมุนไปมาอยู่กลางอากาศนั้นถูกจับจ้องด้วยสายตาหลายสิบคู่ เมื่อถึงจุดสูงสุดเหรียญทองก็ได้ค่อยๆต่ำลงมา แปะ!!! หยางหลงได้ใช้มือของตนเองประกบเข้าไปที่เหรียญทองที่กำลังตกลงมา หลังจากที่เขานั้นประกบมือทั้งสองเข้าหาเหรียญทองเขาก็ได้แยกมือทั้งสองออกจากกันและอยู่ในท่ากำมือ “ มาเดิมพันกันว่า...เหรียญอยู่ในมือไหน ” เมื่อเอ่ยจบหยางหลงได้ลดระดับมือของตนเองลงมาจากระดับหน้าให้อยู่ประมาณเอวของเขา “ นี่มันอะไรกัน.... ” เศรษฐีคนหนึ่งในกลุ่มได้เอ่ยถามขึ้นมาด้วยสงสัย “ ก็การเดิมพันที่ข้านั้นบอกอย่างไรละพวกท่านเลือกมาเล่นนั้นอยู่มือไหนมันเป็นการเดิมพันที่ง่ายๆพวกเราทั้งสองฝ่ายก็มีโอกาสครึ่งต่อครึ่งไม่เห็นจะมีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบเลย ” หยางหลงนั้นก็ล่าวออกมาอย่างมั่นใจ เหล่าเศรษฐีเหล่านั้นได้หันไปปรึกษากันอีกครั้งเมื่อผ่านไปครู่หนึ่งเหล่าเศรษฐีก็ได้หันกลับมา “ ได้!!! ข้าจะเดิมพันกับเจ้า พวกข้าขอเลือกมือซ้ายของเจ้า ” ชายผู้ที่เป็นตัวแทนของกลุ่มเศรษฐีได้กล่าวเลือกออกมาอย่างมั่นใจ แม้ยามที่กำลังจะเปิดดวงตาทุกคู่นัเนได้จับจ้องไปที่มือข้างซ้ายของหยางหลงแม้แต่เหยียนหานที่ยืนอยู่ข้างๆก็อดที่จะส่งสายตาจับจ้องไปที่มือของหยางหลงไม่ได้ มือซ้ายของหยางหลงนั้นค่อยๆแบออกมาอย่างช้าๆจนทำให้ทุกคนนั้นเห็นว่าเหรียญทองไม่ได้อยู่ในมือนั้นจนกระทั่งหยางหลงนั้นได้แบมืออีกข้างหนึ่งออกมาเหรียญทองนั้นปรากฏอยู่ในมือข้างขวาของเขา “ ข้าชนะ... ” หยางหลงกล่าวพลางกับเผยรอยยิ้มที่มุมปากทั้งสองข้าง เหล่าเศรษฐีนั้นต่างยืนอึ้งร่างของพวกเขานั้นแข็งทื่อไป สติที่ค่อยๆหลุดลอยออกจากร่างของเหล่าเศรษฐีไปนั้นเพราะพวกเขานั้นต้องเสียเงินมหาศาลไปภายในครั้งเดียว “ เหยียนหานเก็บโต๊ะ!!!” “ ขอรับนายน้อย!!! ” เมื่อสิ้นเสียงขานรับเหยียนหานก็ได้ดึงมุมผ้าทุกมุมที่คลุมโต๊ะอยู่นั้นขึ้นมาแล้วมัดพวกมันเข้าด้วยกันให้เป็นถุงเงินขนาดใหญ่ เหยียนหานได้ออกแรงแบกมันขึ้นหลังของตนเอง “ ไปกันเถอะ... ” หยางหลงกล่าวด้วยรอยยิ้มแห่งความสะใจพลางกับเดินนำหน้าของเหยียนหานไป เมื่อนายของตนเองไปนำหน้าไปมันทำให้เหยียนหานที่กำลังยิ้มกรุ้มกริ่มอยู่นั้นเดินตามไปติดๆ เหล่าเศรษฐีที่พึ่งจะเสียเงินจำนวนมากไปต่างยืนแข็งทื่อราวกับสตินั้นหลุดออกจากร่างของพวกเขาไป เมื่อเดินผ่านประตูบ่อนการพนันออกมาสู่ถนนด้านนอกแล้วเหยียนหานที่เดินตามหลังของหยางหลงอยู่เขาก็ได้เอ่ยถามนายของตนเองขึ้นมา “ นายน้อยข้ารับนายน้อยทำได้อย่างไรขอรับ... ” เหยียนหานกล่าวอย่างนอบน้อม หยางหลงที่กำลังก้าวไปด้านหน้าอย่างช้าๆอยู่นั้นเขาได้หยุดฝีเท้าของตนเองแล้วหันร่างของตนเองกลับมาหาเหยียนหานที่เดินตามหลังมาเมื่อนายของตนหยุดเดินอย่างกะทันหันนั้นทำให้เหยียนหานที่เดินตามถึงกับชะงัก ดวงตาของบ่าวผู้ซื่อสัตย์ได้มองหน้าของตนเองอย่างภาคภูมิใจ “ ข้าไปเจ้าไปแล้วอย่างไรว่าข้าจะใช้ความโลภของคนให้เป็นประโยชน์ ” หยางหลงกล่าวด้วยรอยยิ้ม เหยียนหานนั้นก็ยังไม่เข้าใจความหมายของคำพูดนั้นเขาได้เอียงคอแสดงความสงสัย “ เหล่าเศรษฐีเหล่านั้นต่างอยากได้เงินของข้าที่วางอยู่บนโต๊ะ เขามองกองเงินที่อยู่ตรงหน้าของข้าก่อนจะหันตกลงกัน นั้นทำให้เศรษฐีเหล่าเข้ามาติดกับดักของได้ง่ายได้เช่นนี้ ” แม้จะฟังอย่างนั้นเหยียนหานก็ยังไม่เข้าใจจึงเอ่ยถาม“ กับดักอะไรหรือขอรับ....นายน้อยวางกับดักอะไรไว้งั้นหรือขอรับ ” “ เจ้าคิดว่าข้านั้นชนะได้เพราะโชคช่วยหรืออย่างไรกัน ” หยางหลงนั้นเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มก่อนที่เขานั้นจะสะบัดแขนด้านซ้ายของตนเอง ทันใดนั้นเองหางตาของเหยียนหานนั้นก็มองเห็นอะไรบางอย่างตกลงมาจากแขนเสื้อขององค์ชายของเขา ดวงตาของเหยียนหานนั้นมองต่ำลงไปที่พื้น สิ่งที่ร่วงหล่นอยู่กับพื้นมันคือเหรียญทอง เมื่อได้เห็นเหรียญที่ตกอยู่กับพื้นสมองของเหยียนหานก็ได้เริ่มประมวลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถี่ถ้วน ความจริงที่เขานั้นได้รับมาหลังจากครุ่นคิดก็คือทุกอย่างนั้นอยู่ในแผนการทั้งหมดของหยางหลงอยู่ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว “ นี่นายน้อย!!! ” “ เนี่ยแหละคือบทเรียนการใช้ความโลภของมนุษย์นั้นให้เป็นประโยชน์จำไว้ให้ดีเหยียนหานมนุษย์ที่ควบคุมความโลภของตนเองไม่ได้ย่อมไม่เกิดผลดี ดูอย่างเหล่าเศรษฐีเหล่านั้นสิพวกเขาจะไม่สูญเสียเงินมหาศาลเช่นนี้ถ้าพวกเขานั้นไม่โลภ ” หยางหลงนั้นกล่าวสั่งสอนจนจบเขาก็ได้หันหลังกลับไปแล้วเดินหน้าต่อ เหยียนหานนั้นยังคงยืนนิ่งมองแผ่นหลังขององค์ชายของตนที่ดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ทั้งวิธีการคิดทั้งคำพูดต่างนั้นแปลกจากองค์ชายผู้ไร้เดียงสาที่เขานั้นเคยรู้จักอย่างสิ้นเชิง ชายผู้นี้เป็นผู้ใดกัน...เหยียนหานนั้นเก็บคำถามของตนเองไว้ในใจก่อนที่เขานั้นจะเดินตามหลังหยางหลงไป เช้าวันต่อมา หยางหลงที่พึ่งตื่นนอนเขานั้นมายืนอยู่ที่หน้ากระจกบานใหญ่ภายในเรือนนอนของเขา ชายหนุ่มนั้นถอดเสื้อของตนเองออกเหลือเพียงแต่กางเกงเท่านั้นดวงตาของเขากำลังมองเรือนร่างของตนที่สะท้อนอยู่ภายในกระจก แม้ว่าองค์ชายหยางหลงนั้นจะมีรูปหน้าที่หล่อเหลาแต่ร่างกายของเขานั้นออกจากผ่อมแห้งและดูอ่อนแอกว่าคนปกติค่อนข้างมาๆ อาจจะเพราะร่างกายนั้นได้รับสารอาหารไม่เพียงพอเลยทำให้ใบหน้าของเขานั้นดูซีดเซียวเช่นนี้ อะไรกันเนี่ย!!!! เจ้าองค์ชายหยางหลงนี่มันไม่ได้กินอะไรเลยหรือไงร่างกายถึงดูผ่อมแห้งและอ่อนแออย่างนี้ เขานั้นบ่นพึมพำกับตนเองอยู่ภายในใจพลางกับหมุนดูร่างกายของตนเองที่อยู่เบื้องกระจก “ เฮ้อ!!! ” หยางหลงนั้นได้ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เมื่อหยางหลงนั้นถอนหายใจเฮือกใหญ่มันประจวบกับที่เหยียนหานที่พึ่งกลับมาจากการไปตักน้ำได้เห็นพอดีจึงเอ่ยถามออกไป“ องค์ชายเป็นอะไรหรือพะย่ะค่ะ ” “ เหยียนหานเจ้าช่วยไปนำอกไก่มาทำอาหารให้ข้าหน่อยสิ... ” คำพูดของหยางหลงนั้นทำให้เหยียบหานงงอยู่ไม่น้อยจนเอ่ยถามออกไปอีกครั้ง“ องค์ชายจะกินอกไกหรือพะย่ะค่ะ ” “ ใช่!!! ” หลังจากได้ยินเหยียนหานนั้นก็รีบเดินออกจากเรือนไปหาอกไก่มาทำอาหารให้หยางหลงนั้นกิน หลังจากเหยียนหานนั้นเดินออกไปหยางหลงก็ได้เริ่มทำสิ่งตนเองนั้นต้องใจจะทำเขาเริ่มออกกำลังตามหลักของยุคปัจจุบันทั้งการวิดพื้น ซิทอัพ และอื่นๆ เมื่อทำไปได้สักพักมันทำให้ร่างของหยางหลงนั้นนอนนิ่งอยู่กับพื้นด้วยเหงื่อที่ไหลออกทาท่วมทั้งร่างกาย ลมหายใจของหยางหลงนั้นหายใจเร็วและแรงกว่าปกติบ่งบอกถึงความเหนื่อยจากการออกกำลังกาย ร่างกายนี่อ่อนแอจริงๆด้วย...แต่การออกกำลังเมื่อกี้มันก็ทำให้เราได้รู้เลยว่าก่อนที่เรานั้นจะมาอยู่ในร่างของหยางหลงนั้นทำไมหยางหลงถึงไม่มีพลังยุทธ์เพราะอะไร ไม่ใช่เพราะเขานั้นไร้ความสามารถแต่ร่างกายของเขานั้นอ่อนแอเกินไปต่างหาก ร่างกายที่อ่อนแอเกินกว่าจะเรียกเร้นพลังยุทธ์หรือเรียกไงๆว่าลมปราณออกมาได้ จากที่เราได้อ่านจากตำราบนโลกแห่งนี้จะมีสิ่งที่เชื่อมโยงกันอยู่สามอย่างที่จะบ่งบอกถึงความแข็งแกร่ง ร่างกาย ลมปราณ และทักษะ(วรยุทธ) ทักษะนั้นสามารถฝึกฝนแยกออกไปโดยไม่เกี่ยวว่าร่างกายนี้นจะอ่อนแอหรือแข็งแกร่งทุกร่างกายสามารถฝึกฝนทักษะได้แต่หมด แต่ว่าสิ่งที่เรียกว่าลมปราณนั้นแตกต่างออกไป ลมปราณและร่างกายนั้นหลอมรวมเมื่อร่างกายนั้นอ่อนแอ่เกินไปมันจะทำให้ร่างกายไม่สามารถเรียกเร้นลมปราณออกมาได้ ลมปราณนั้นจะถูกกำหนดมาตั้งแต่เกิด โดยลมปราณจะถูกกำหนดแบ่งออกตามเส้นชีพจรตามระดับของความแข็งแกร่งและหายากโดยลมปราณนั้นจะติดตัวตั้งแต่เกิดจนตายไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้ ลมปราณ ดวงดารา พบเจอได้ในหมู่คนปกติลมปราณ ราชสีห์ พบเจอได้ในคน 1 ใน 10000ลมปราณ ปักษาสวรรค์ พบเจอได้ในหมู่คน 1 ใน 100000ลมปราณ มังกรสวรรค์ พบเจอได้ในหมู่คน 1 ใน 1000000 แม้จะมีระดับที่แตกต่างกันแต่ทว่าพวกมันก็มีความสามารถที่เป็นของตนเอง เมื่อผู้ฝึกยุทธนั้นสามารถฝึกปรือมันจนชำนาญ ผู้ที่ครอบครองลมปราณดวงดารา ก็สามารถแข็งแกร่งระดับเป็นหนึ่งในใต้หล้าได้ นั้นเป็นสิ่งที่เราได้อ่านมาจากตำราที่เราพบเจอภายในห้องนี้โลกใบนี้เช่นมีอะไรให้เราทำเยอะจริงๆสินะ หลังจากนอนคิดเรื่องต่างๆอยู่นานเหยียนหานก็ได้กลับมาถึงเรือนนอน ข้ารับใช้คนสนิทนั้นมองนายของตนเองที่นอนนิ่งอยู่กับพื้นแถมยังมีเหงื่อที่ไหลท่วมเต็มร่างกายอีกเขานั้นตกใจเป็นอย่างมากจนอุทานออกมาเสียงดัง “ องค์ชายลงไปนอนที่ทำไมหรือพะย่ะค่ะ!!! ” “ เจ้าจะตะโกนขึ้นมาด้วยเหตุอันใดกันเหยียนหาน ” หยางหลงเอ่ยขึ้นพลางกับค่อยๆลุกขึ้นจากพื้นอย่างช้าๆ “ ขออภัยพะย่ะค่ะองค์ชาย... ” เหยียนหานได้กล่าวอย่างนอบน้อมพร้อมกับท่าทางที่สำนึกผิด “ ข้าไม่ได้ว่าเจ้าสักหน่อยเจ้าจะทำหน้าตาเช่นนั้นด้วยเหตุใด...เจ้ารีบไปทำอาหารให้ข้าเถอะ ” “ ขอรับ!!! ” หลังจากนั้นเหยียนหานก็ได้เริ่มปรุงอาหารตามที่หยางหลงนั้นบอก หลังจากการใช้เวลาปรุงอาหารอยู่สักพักเหยียนหานก็ได้นำมันมาจัดเรียงไว้บนโต๊ะ มันมีแต่อาหารจำพวกให้โปรตีนสูงอย่างเช่นอกไก่ และอื่นๆ หยางหลงก็ได้เริ่มทานอาหารที่ถูกตั้งเรียงรายอยู่บนโต๊ะเมื่อทานไปได้สักพักหยางหลงก็ได้หันไปบอกกับเหยียนหาน“ คืนนี้เจ้ากับข้าจะออกไปอีก ” “ เอาจริงเหรอพะย่ะค่ะองค์ชาย!!! ” เหยียนหานนั้นเอ่ยออกมาด้วยความตกใจ “ เจ้าคงไม่คิดว่าข้านั้นจะหยุดด้วยเงินแค่นี้หรอกนะ... ” สามเดือนผ่านไป จบบท